Thursday, 4 June 2026
อลงกรณ์พลบุตร

‘อลงกรณ์’ เสนอแนวคิด ‘ธีม พาร์ค คอมเพล็กซ์’ ทางเลือกใหม่ของไทย ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

(19 ม.ค. 68) นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์
(FKII Thailand) และอดีตประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้นำเสนอแนวคิด การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศไทย โดยได้ระบุว่า ...

ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังมองหาวิธีในการเสริมสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งการพัฒนาธีม พาร์ค (Theme Park)ระดับโลก เช่น ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland)ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ(Universal Studios) ซีเวิลด์(Sea World)หรือ ธีม พาร์คอื่นผสมผสานกับเอนเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กซ์(Entertainment Complex)ที่มีหลากหลายกิจกรรมสันทนาการ เป็นแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)ที่น่าสนใจและมีศักยภาพมากกว่าแนวทางอื่น

เหตุผลที่ควรพิจารณาการพัฒนา Theme Park ร่วมกับ Entertainment Complex ในประเทศไทย

1. จุดขายใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุนสร้างรายได้ให้ประเทศและประชาชน
การมี Theme Park ขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเต็มไปด้วยกิจกรรมและเครื่องเล่นที่ไม่เพียงแต่สนุกสนาน แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ผู้เข้าชมจะมีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศที่หลากหลาย และทำให้การมาเยือนประเทศไทยน่าจดจำยิ่งขึ้น

2. การมอบประสบการณ์ที่หลากหลาย
Entertainment Complex ที่รวม Theme Park ที่มีธีมจากวัฒนธรรมและภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง สามารถเพิ่มกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น โรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร บาร์ และพื้นที่สำหรับการแสดงดนตรี ทำให้ผู้เข้าชมมีตัวเลือกที่หลากหลายในการใช้เวลาในสถานที่เดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการเข้ามาของนักท่องเที่ยว

3. สร้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจของชาติและท้องถิ่น
การพัฒนา Theme Park และ Entertainment Complex จะสร้างงานใหม่ให้กับคนในชุมชน ทั้งในด้านการดำเนินงาน การบริการ การตลาด การออกแบบ และการก่อสร้าง นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร ร้านค้า และบริการท่องเที่ยว จะได้รับประโยชน์จากการมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น

4. ส่งเสริมการศึกษาและการอนุรักษ์วัฒนธรรม
การออกแบบ Theme Park โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น สามารถสร้างโอกาสในการจัดแสดงวัฒนธรรมไทย เช่น การแสดงศิลปะการแสดงพื้นบ้าน โครงการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การมีพื้นที่การศึกษาภายใน Entertainment Complex จะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้และมีประสบการณ์ที่มีคุณค่า

5. เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวคุณภาพ
Theme Park และ Entertainment Complex สามารถออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับทุกกลุ่มวัย มีการจัดกิจกรรมและสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ครอบครัวสามารถร่วมใช้เวลาและสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกันได้

6. ปลอดภัยและสร้างสังคมที่มีสุขภาพดี
การพัฒนา Theme Park และ Entertainment Complex พลิกโฉมสังคมในทางที่ดี โดยมีคุณค่าประสบการณ์และความสนุกสนาน เปิดโอกาสให้เกิดกิจกรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์และปลอดภัยมากขึ้น

ตัวอย่างธีม พาร์คในประเทศต่างๆ

1. Disneyland  & DisneySea
Magic Kingdom (ฟลอริดา, สหรัฐอเมริกา)
สวนสนุกในรูปแบบของเทพนิยาย มีตัวละคร Disney ที่เป็นที่รู้จักและเครื่องเล่นที่หลากหลาย
Disneyland (แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา)
สวนสนุกแห่งแรกที่เปิดในปี 1955 ที่มีโซนธีมต่าง ๆ เช่น Adventureland, Tomorrowland, Fantasyland
Tokyo Disneyland & Tokyo DisneySea (ญี่ปุ่น)
มีการออกแบบที่แตกต่างและเสริมสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกับที่อื่น ๆ
Shanghai Disneyland (จีน)
สวนสนุกที่ใหม่และทันสมัย มีธีมที่แตกต่างให้สำรวจ

 2. Universal Studios
Universal Studios Orlando (ฟลอริดา, สหรัฐอเมริกา)มีทั้งสวนสนุก Universal Studios และ Islands of Adventure มีเครื่องเล่นและฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่อิงจากภาพยนตร์และโชว์
Universal Studios Hollywood (แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา)รวมเอาสวนสนุกและการท่องเที่ยวในสตูดิโอภาพยนตร์
Universal Studios Singapore มีเครื่องเล่นที่เป็นเอกลักษณ์และธีมที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์

3. SeaWorld
SeaWorld San Diego (แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา)
สวนสนุกที่เน้นการศึกษาและอนุรักษ์สัตว์น้ำ พร้อมทั้งมีการแสดงสัตว์น้ำต่าง ๆ
SeaWorld Orlando (ฟลอริดา, สหรัฐอเมริกา) มีเครื่องเล่นและสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับสัตว์น้ำ

4. Legoland
Legoland California (แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา)
สวนสนุกที่สร้างขึ้นจาก LEGO มีเครื่องเล่นที่เน้นการสร้างสรรค์
Legoland Billund (เดนมาร์ก)
สวนสนุกแห่งแรกที่เปิดในปี 1968 โดยมีความน่าสนใจจากเลโก้เป็นหลักที่มาเลเซียก็มี

 5. Europa-Park (เยอรมนี)
เป็นหนึ่งในสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีโซนธีมประเทศต่าง ๆ และเครื่องเล่นที่ยอดเยี่ยม

6. Alton Towers (สหราชอาณาจักร)
สวนสนุกที่มีเครื่องเล่นที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ที่มีบรรยากาศที่สวยงาม

7. Six Flags
Six Flags Magic Mountain (แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา) มีเครื่องเล่นที่รวดเร็วและเร้าใจ
 มีสวนสนุกในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกาที่เน้นการผจญภัยและเครื่องเล่นที่มีความสูง

8. Busch Gardens
Busch Gardens Williamsburg (เวอร์จิเนีย, สหรัฐอเมริกา) สวนสนุกที่ผสมผสานระหว่างสวนสัตว์และเครื่องเล่น
Busch Gardens Tampa Bay (ฟลอริดา, สหรัฐอเมริกา) มีการแสดงทางวัฒนธรรมและเครื่องเล่นที่ยอดเยี่ยม

9. Everland (เกาหลีใต้)
สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี มีเครื่องเล่นที่น่าตื่นเต้นและสวนดอกไม้ที่สวยงาม

10. Studio Ghibli Museum (ญี่ปุ่น)
แม้ว่าจะไม่ใช่สวนสนุกแบบดั้งเดิม แต่เป็นสถานที่ที่เน้นการทำความเข้าใจโลกแห่งการ์ตูนและอนิเมชั่นของ Studio Ghibli

สรุป
ในฐานะที่ผมเป็นประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์
(FKII Thailand)และเคยเป็นประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผมคิดว่า

การมี Theme Park เช่น ดิสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ หรือธีม พาร์คอื่นๆผสมผสานกับ Entertainment Complexในประเทศไทย เป็นแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเป็นทางเลือกของการพัฒนาประเทศที่สามารถสร้างประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ทั้งยังทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสามารถเป็นไปในทางที่ดีขึ้น โดยสร้างประสบการณ์ที่หลากหลาย ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมีความสุขและเหมาะสมกับทุกกลุ่มวัย จึงเป็นแนวทางที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

'อลงกรณ์' ผนึกเครือข่าย 'Green Alliance' ร่วมมือธนาคารเอสเอ็มอี.เดินหน้าโครงการซอฟท์โลน1หมื่นล้านยกระดับท่องเที่ยวสีเขียว(Green Tourism) สู่มิติใหม่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สอดรับนโยบาย 'รัฐมนตรี ทส. ดร.เฉลิมชัย'

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์(FKII Thailand)กล่าวสุนทรพจน์เรื่อง การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสีเขียว( Green Tourism ) : มิติใหม่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย
ในงานโครงการ “GO SMART GO GREEN FOR SUSTAINABLE TOURISM”จัดโดย SME D Bank เมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งเป็นประเด็นเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจจึงเห็นควรนำมาถ่ายทอดผ่านสื่อเพื่อประโยชน์ในการรับรู้ของสาธารณชน โดยอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า

“…ในวันนี้ ผมขอใช้โอกาสนี้กล่าวถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนGreen Tourism หรือการท่องเที่ยวสีเขียว ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยไม่อาจละเลยได้อีกต่อไป ตามที่ท่านพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวในพิธีเปิดโครงการ “GO SMART GO GREEN FOR SUSTAINABLE TOURISM”เกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่าอุตสาหกรรมรวมมากกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปีในปี 2567 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยจำนวนสูงกว่า 35 ล้านบาท

ทั้งนี้ในปัจจุบันภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ทั่วโลกจึงหันมาให้ความสำคัญต่อการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึง มีกฎกติกาสากลและมาตรฐานทั้งภายในและภายนอกประเทศมาควบคุมการท่องเที่ยว โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า นักท่องเที่ยวกว่า 60% ให้ความสำคัญและต้องการสร้างความยั่งยืนให้แก่การท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยมากกว่า 60% สนใจและต้องการยกระดับสู่มาตรฐาน Green Tourism แต่มีผู้ประกอบการที่พร้อมจะปรับตัวเพียงแค่ประมาณ 10% เนื่องจากยังขาดความรู้ ขาดเงินทุนเพื่อปรับตัว และขาดเครื่องมือในการยกระดับ  ขณะที่โรงแรมที่ผ่านเกณฑ์ Green Tourism ในประเทศไทยมีเพียง 2% เท่านั้น หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับตัวสู่มาตรฐานท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงที่ชาวต่างชาติจะย้ายฐานการท่องเที่ยวไปยังประเทศที่มีความพร้อมแทน 

ผมคิดว่า เราต้องมองหาทุกโอกาสในวิกฤติโลกเดือดโลกรวนน้ำท่วมภัยแล้งสุดขั้ว ก่อนหน้านี้ธนาคารโลกเรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจที่มีคาร์บอนต่ำ โดยชี้ให้เห็นว่า “มีโอกาสในการลงทุนที่ยั่งยืนถึงประมาณ 632 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (23 ล้านล้านบาท) ”ในขณะเดียวกัน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เร่งรัดผลักดันให้กระทรวงฯ.นำเสนอ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. Climate Change ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอรัฐสภาภายในปีนี้เพื่อให้มีผลบังคับโดยเร็ว กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เป็นกลางในปี ค.ศ.2050และสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065 และกฎหมายดังกล่าวยังสร้างโอกาสในการเกิดเศรษฐกิจใหม่คือเศรษฐกิจคาร์บอน (Carbon Economy) จะเกิดการสร้างงานสร้างอาชีพสร้างธุรกิจใหม่ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ การปลูกป่าไม้ป่าโกงกาง การกักเก็บคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ การซื้อขายคาร์บอนเครดิต การวิจัยและพัฒนาใหม่ๆ การมีกองทุนคาร์บอน พันธบัตรคาร์บอน สินเชื่อคาร์บอน ภาษีคาร์บอน หรือการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่นข้าวรักษ์โลก ซีเมนต์ไฮดรอลิก(ซีเมนต์คาร์บอนต่ำ)รวมทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ สอดคล้องต่อมุมมองของธนาคารโลก จึงเป็นโอกาสในวิกฤติโลกเดือดโลกรวนน้ำท่วมภัยแล้งสุดขั้วที่จะเร่งขับเคลื่อน เศรษฐกิจคาร์บอน (Carbon Economy) หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการบริโภคสินค้าหรือบริการที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจนี้มักรวมถึงภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การค้า การท่องเที่ยว พลังงาน และเกษตรกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

ประเทศไทยมีเป้าหมาย สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลก โดยจะบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero Emissions ภายในปี 2065 ซึ่งหมายความว่าทุกภาคส่วน รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ต้องมีบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด และชดเชยการปล่อยที่เหลือด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การใช้พลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาเทคโนโลยีลดคาร์บอน การใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล
การปรับปรุงระบบการจัดการพลังงานเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำ และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ตลอดจนเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้และสนับสนุนโครงการปลูกป่าและการกักเก็บคาร์บอนเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ยังได้กล่าวถึงหัวข้อสำคัญๆดังนี้
1. แนวโน้มและความสำคัญของการท่องเที่ยวสีเขียว( Green Tourism)

เมื่อปี2019ใน COP 25 มีGlasgow Declaration กำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก50%ในปี2030 และNet Zeroในปี 2050

ทั้งนี้เพราะภาคการขนส่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว(Tourism transport)มีสัดส่วนถึง5%ของGHG
และมีอัตราเพิ่ม25%ต่อปี 

ดังนั้นในเดือนมีนาคมปี2023 จึงได้กำหนดGuidance Tourism ของ UNFCCC และCOP28

2. โอกาสทางธุรกิจสำหรับโรงแรมและผู้ประกอบการ

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 12-18% ของ GDP แต่ในขณะเดียวกัน การเติบโตของการท่องเที่ยวกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ขยะพลาสติก มลพิษทางอากาศ ไปจนถึงการทำลายระบบนิเวศ ซึ่งกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นจุดขายสำคัญของการท่องเที่ยวไทย

ข้อมูลจากองค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ระบุว่า นักท่องเที่ยว 73% ทั่วโลกให้ความสนใจการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนักเดินทางกลุ่มนี้มักมีกำลังซื้อสูงกว่าปกติ ซึ่งหมายความว่าการปรับตัวสู่ Green Tourism ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมอีกด้วย


นอกจากนี้จากข้อมูลของ Sustainable Hospitality Alliance พบว่า โรงแรมที่ดำเนินนโยบายสีเขียวสามารถลดต้นทุนพลังงานได้ 20-30% และลดต้นทุนการใช้น้ำได้กว่า 15% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวทางนี้ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนระยะยาว

ตัวอย่างโรงแรมในประเทศไทยที่ใช้แนวทาง Green Tourism แล้วประสบความสำเร็จ เช่น โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต และ เกาะกูดรีสอร์ท ที่นำพลังงานสะอาด ระบบรีไซเคิลน้ำ และแนวคิด Zero-Waste มาใช้ ซึ่งช่วยให้ได้รับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

3. บทบาทของภาครัฐและนโยบายสนับสนุน
การผลักดัน Green Tourism ไม่ใช่หน้าที่ของภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว ภาครัฐต้องมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน ผ่านมาตรการจูงใจ เช่น มาตรฐานโรงแรมสีเขียว และการส่งเสริมการตลาดเชิงรุกสำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน

4. บทบาทของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้วิสัยทัศน์และนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและกำกับดูแล Green Tourism ผ่านการออกนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เช่น โครงการโรงแรมสีเขียว (Green Hotel) การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ กระทรวงยังสนับสนุนการใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับภาคธุรกิจ เช่น การกำหนดเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมในการออกใบอนุญาตให้สถานประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงการร่วมมือกับภาคเอกชนในการลดขยะพลาสติกและควบคุมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การพัฒนาการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังได้รับการสนับสนุนผ่านนโยบาย Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO) ซึ่งช่วยให้สถานประกอบการสามารถลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ และได้รับการรับรองเป็นองค์กรสีเขียวในระดับสากล
5.มาตรฐาน GSTC: กรอบแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

หนึ่งในมาตรฐานสากลที่โรงแรมและผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมคือมาตรฐาน GSTC (Global Sustainable Tourism Council) ซึ่งเป็นเกณฑ์ระดับโลกที่ช่วยกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนมากขึ้นโดยมีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหน่วยสนับสนุนที่สำคัญ ยิ่งกว่านั้นการขับเคลื่อนGreen Tourism อย่างจริงจัง โดยกลุ่ม Green Alliance ที่ประกอบไปด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และ แหล่งเงินทุน เช่น SMEd Bank จึงเกิดขึ้นเพื่อร่วมมือกันยกระดับ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้เป็น การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่แท้จริง
การขับเคลื่อน Green Tourism ไม่ใช่เพียงแค่กระแส แต่เป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์สำหรับประเทศไทย โรงแรมที่ปรับตัวเร็วจะได้รับโอกาสทางธุรกิจใหม่ ภาครัฐที่สนับสนุนจะช่วยให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืน และสุดท้าย ประเทศไทยจะสามารถอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ให้กับคนรุ่นต่อไป

หวังว่าเราจะร่วมมือกันในการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยให้เป็นต้นแบบแห่งความยั่งยืน และขอบคุณSME D Bank ที่มีบทบาทสำคัญในโครงการGreen Loan

โดยการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจสีเขียวซึ่ง SME D Bank พร้อมสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ได้แก่ สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินรวมกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับนำไปลงทุนติดตั้งระบบ เครื่องจักร อุปกรณ์ ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือเทคโนโลยี เพื่อใช้พลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ เปลี่ยนเครื่องจักร ใช้เทคโนโลยี รวมถึง เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นต้น วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี  คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน นอกจากนั้น ยังมีสินเชื่ออื่นๆ ไว้รองรับครบทุกความต้องการ เช่น สินเชื่อ “BCG Loan” สนับสนุนยกระดับพัฒนาสู่ “BCG Model” (Bio-Circular-Green Economy) ผลักดันธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน วงเงินกู้ต่อรายสูงสุด 50 ล้านบาท  อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นประมาณ 4.55%ต่อปี  ผ่อนนานสูงสุด 15 ปี  และปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 24 เดือน เป็นต้น

นับเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญในการเดินหน้าสู่Green Tourismอย่างจริงจังเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตลอดไป ขอบคุณครับ..”

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' ห่วงทรัมป์ 2.0 ทำเศรษฐกิจโลกโตต่ำ 3% กระทบไทยเร่งหาทางออกประเทศจัดเวที “ โอกาสหรือวิกฤติใหม่เศรษฐกิจไทยภายใต้สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน“ 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(FKII Thailand) เปิดเผยวันนี้ว่า ไอเอ็มเอฟ.ประเมินล่าสุดว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนกระทบทั่วโลกเป็นลูกโซ่จะส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลงจาก 3.3% เหลือ 2.8% ส่วนมิติการค้านั้น การค้าระหว่างสองประเทศคิดเป็นสัดส่วน 3% ของตลาดการค้าโลกซึ่งมีมูลค่า24 ล้านล้านดอลลาร์โดยเมื่อปี 2024 มูลค่าการส่งออกนำเข้าของสหรัฐและจีนอยู่ที่ 582.4 พันล้านดอลลาร์ โดย สหรัฐส่งไปจีน 143.5 พันล้านดอลลลาร์ และจีนส่งไปสหรัฐ 438.9 พันล้านดอลลาร์ 

ซึ่งองค์การการค้าโลก(WTO)มองว่าถ้าสงครามการค้ายังสู้กันด้วยการขึ้นภาษีทำให้2ชาติมหาอำนาจยุติการค้าขายกันแต่ตลาดโลกอีก97%ก็ยังค้าขายต่อไปได้ นับเป็นตัวอย่างมุมมองที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ตามผลกระทบยังมีอีกหลายมิติไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจการค้าและเป็นทั้งโอกาสและวิกฤตขึ้นกับวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการเมืองของทั้ง2มหาอำนาจและอยู่ในกลุ่มประเทศเสี่ยงลำดับต้นๆที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและนโยบายทรัมป์2.0ครั้งนี้ แต่จะรอดจะร่วงหรือจะรุ่งจะเป็นโอกาสหรือวิกฤตสำหรับก้าวต่อไปของประเทศไทยหาคำตอบได้ในงานเสวนาโต๊ะกลมของสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์ -FKII National Dialogue “โอกาสหรือวิกฤติใหม่เศรษฐกิจไทยภายใต้สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน“

วันพุธที่ 30 เมษายน 2568 
เวลา 13.00-15.30 น.
ณ TVA Hall สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา กรุงเทพมหานคร

ขอเชิญร่วมแสดงความเห็นเพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทยในสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน พบกับวิทยากรร่วมเสวนา อาทิ

1. นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand
2. นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (TVA) และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand
ผู้เชี่ยวชาญด้านอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี
3. นายเกษมสันต์ วีระกุล  ประธานซีเอ็ดนักวิชาการอิสระ สื่อมวลชน ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
4. ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน อดีตอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่งผู้เชี่ยวชาญด้านจีน และผู้ร่วมเสวนาโต๊ะกลม

ลงทะเบียนด่วน!!! รับจำนวนจำกัด!!!
ที่ LineOA FKII Thailand: https://lin.ee/BgPCPvd
ติดต่อสอบถาม
091-1805459 (วรวุฒิ)
093-1252012 (ลิต้า)

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' ชู 'สาหร่าย' คือทองคำเขียวเป็นพืชแห่งอนาคตภายใต้แนวทางเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ตอบโจทย์สร้างรายได้ใหม่เพิ่มความมั่นคงอาหารลดโลกร้อนเร่งยกระดับเกษตรมูลค่าสูงพัฒนาอุตสาหกรรมสาหร่ายครบวงจร ตั้งเป้าตลาดโลก 2.6 ล้านล้าน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.และประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยวันนี้ภายหลังบรรยายพิเศษในงานประชุมวิชาการสาหร่ายและแพลงตอนแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ที่เชียงใหม่ จัดโดยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่า 

ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนา 'สาหร่าย' หรือทองคำเขียวของไทยเป็นพืชและอาหารแห่งอนาคต (Future Crop & Future Food) ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผสมผสานภูมิปัญญาไทยยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูง เพิ่มรายได้ประเทศและชุมชน ลดการนำเข้าและตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร พร้อมลดปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน

จุดเด่นของการส่งเสริมสาหร่ายคือ
1. ลดการขาดดุลการค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ไทยนำเข้าสาหร่ายติดท็อปเทนของโลก การพัฒนาการเพาะเลี้ยงและแปรรูปในประเทศจะช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร เช่น บะหมี่สาหร่าย อาหารเสริม เครื่องสำอาง และปุ๋ยชีวภาพ 
2. สนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ( Carbon Neutrality ) 2050  สาหร่ายช่วยดูดซับ CO₂ ได้มากกว่าไม้บก5เท่าและเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 สอดคล้องกับทศวรรษวิทยาศาสตร์มหาสมุทรแห่งสหประชาชาติ  
3. ขยายผลสู่ชุมชน 50 จังหวัด ผ่านความร่วมมือของกรมประมง และเครือข่ายวิจัย เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน (จันทบุรี) และฟาร์มทะเลตัวอย่าง (เพชรบุรี) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและแปรรูปสู่เกษตรกร
4. ต่อยอดอุตสาหกรรมสีเขียว แปรรูปสาหร่ายเป็น พลาสติกชีวภาพ(Bioplastic)และ น้ำมันชีวภาพ (Biofuel)ลดการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียม ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์โลกที่หันมาใช้วัสดุย่อยสลายได้ 

ทั้งนี้เริ่มมีการพัฒนาสาหร่ายอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2563 ตามนโยบายอาหารแห่งอนาคต( Future Food Policy)ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งตนเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีในขณะนั้นรับนโยบายมาส่งเสริมสาหร่ายทะเล(Seaweed)และสาหร่ายน้ำจืดตั้งแต่การผลิต การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ การแปรรูปและการตลาด 

โดยมอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งและศูนย์เพาะเลี้ยงน้ำจืดเร่งเดินหน้าในการรวบรวมพันธุ์ การเพาะเลี้ยงและการเผยแพร่พันธ์ุดำเนินการในพื้นที่ 50จังหวัด แบ่งเป็น 23 จังหวัดชายฝั่งทะเลรวมกทม.และอีก 28 จังหวัดโดยความร่วมมือระหว่าง กรมประมง กระทรวงเกษตรฯ. กระทรวงอว.  สวทช. ศูนย์ความเป็นเลิศสาหร่าย วว. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้า สภาเอสเอ็มอี. มูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล มูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมตและศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC: Agritech and Innovation Center) มีศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งและศูนย์เพาะเลี้ยงน้ำจืดทั่วประเทศเช่นศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน (จันทบุรี) ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งแหลมผักเบี้ยและฟาร์มทะเลตัวอย่าง (เพชรบุรี) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและแปรรูปสู่ฟาร์มเกษตรกร

โดยพัฒนาสาหร่ายเป็นผลผลิตและผลิตภัณฑ์ชุมชน( Community based product)สร้างแหล่งอาหารและรายได้ใหม่ให้ประชาชนในท้องถิ่นและเป็นวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมต่างๆ

ยิ่งกว่านั้นยังมีการพัฒนาสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินกว่า40ปีโดยคุณเจียมจิตต์ บุญสม ผู้ตั้งชื่อ 'สาหร่ายเกลียวทอง' โดยขยายผลเป็น“บุญสมฟาร์ม”ที่อำเภอแม่วาง เชียงใหม่มีพื้นที่เพาะเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่าไม่ต่ำกว่า 40,000 ตารางเมตร รวมถึงศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย(ALEC) ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)ร่วมกับปตท.พัฒนาสาหร่ายน้ำจืดมากว่า 20 ปีโดยเฉพาะโครงการน้ำมันชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพอัลจินัว

ปัจจุบันยังมีอีกหลายบริษัทหันมาพัฒนาสาหร่ายเชิงพาณิชย์เช่น บริษัทบางจากฯ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง บริษัทล็อกซเล่ย์บริษัทไทยยูเนี่ยน บริษัทเถ้าแก่น้อย บีจีซี (BGC) และ บริษัทOverDaBlueซึ่งเป็นสตาร์ทอัพ รวมทั้งโครงการเพาะเลี้ยงสาหร่ายในกระชังของมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมตร่วมกับชุมชนชาวประมงที่จังหวัดกระบี่และเป็นต้น

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมนและอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า "สาหร่ายไม่ใช่แค่พืชท้องถิ่น แต่เป็น“ทองคำเขียว”ที่จะพลิกโฉมเกษตรมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของไทยและของโลกในมิติเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
1. อุตสาหกรรมอาหาร สาหร่ายใช้ในอุตสาหกรรมอาหารคิดเป็น 77%ของตลาด (ปี 2024) โดยเป็นส่วนประกอบในอาหารแปรรูป อาหารเสริม และเครื่องดื่ม  ตัวอย่างเช่น สาหร่ายโนริ วากาเมะ และผงสาหร่ายในผลิตภัณฑ์วีแกน  
2. อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง โดยสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่นฟูคอยแดนและแอลจีเนตสำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและยา  
3. ความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม สาหร่ายดูดซับก๊าซเรือนกระจกคาร์บอนไดออกไซด์( CO₂ ) มากกว่าต้นไม้5เท่า และใช้ทำผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based Packaging)  เช่นบริษัทZeroCircleของอินเดีย
4. เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ความต้องการเชื้อเพลิงสะอาดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สาหร่ายเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำมันชีวภาพพลังงานทางเลือก และน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) ด้วยเหตุนี้รัฐบาลในหลายประเทศสนับสนุนการเพาะเลี้ยงสาหร่ายอย่างจริงจัง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ออสเตรเลีย อเมริกา ไอซ์แลนด์ และล่าสุด อินเดียตั้งเป้าผลิต 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2025

การส่งออกเป็นอีกเป้าหมายสำคัญเพราะมูลค่าตลาดโลกของสาหร่ายใน ปี 2024สูงถึง 35.35 พันล้านดอลลาร์ (1.5 ล้านล้านบาท)ทั้งตลาดการเพาะเลี้ยงและตลาดสาหร่ายเชิงพาณิชย์ คาดการณ์ปี 2025 จะเพิ่มเป็น 50.03 พันล้านดอลลาร์(1.6 ล้านล้านบาท) และ 80 พันล้านดอลลาร์ (2.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2029 ด้วยอัตราเติบโดปีละกว่า 12.1%.“

'อลงกรณ์-ประชาธิปัตย์' วิเคราะห์งบประมาณ 2569 ชี้งบประจำลดลงส่งสัญญาณบวกแต่กังวลงบลงทุนหดมากกว่า ห่วงผลกระทบ 'ทรัมป์2.0' ทำรายได้ประเทศลด แนะทำแผนงบสมดุลควรเริ่มระบบงบประมาณฐานศูนย์ปี 2570

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.และอดีตกรรมาธิการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กวันนี้เรื่อง “วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 : งบประมาณในภาวะผันผวน“

โดยชี้ว่าเป็นงบประมาณที่มีเปอร์เซ็นของงบประจำลดลงเล็กน้อย1%ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นแนวโน้มที่ดีแต่งบลงทุนลดลงมากกว่าคือ 7.3 %ในขณะที่งบชำระคืนเงินกู้เพิ่มขึ้น0.7%เป็นการชำระดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นและยังไม่ปรากฏว่าแนวทางว่าจะเริ่มจัดทำงบประมาณสมดุลอย่างไรเมื่อใดซึ่งต้องรอฟังคำแถลงนโยบายงบประมาณของนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

โดยนายอลงกรณ์เขียนบทความ“วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 : งบประมาณในภาวะผันผวน“ ดังนี้

“บทวิเคราะห์นี้จะกล่าวถึงโครงสร้างของงบประมาณปี2569ในด้านงบประจำงบลงทุนงบชำระหนี้เงินกู้กับการเตรียมงบประมาณรับมือนโยบาย 'ทรัมป์ 2.0' และปัจจัยเสี่ยงโดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ไทม์ไลน์ของกระบวนการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีกำหนดที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี 20 พ.ค  2568 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรวาระที่ 1 วันที่ 28–30 พ.ค. 2568 และวาระที่ 2-3 วันที่ 13–15 ส.ค. 68 (เป็นกำหนดการเท่าที่ยืนยันขณะนี้)

ประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 มีดังนี้
1. โครงสร้างและวงเงินงบประมาณวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 27,900 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
1.1 รายจ่ายประจำ 2.65 ล้านล้านบาท (ลดลง 1%)  
1.2 รายจ่ายลงทุน 864,077 ล้านบาท (ลดลง 7.3%)  
1.3 รายจ่ายชำระคืนเงินกู้ 151,200 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.7%)   
1.4 งบขาดดุล 860,000 ล้านบาท

ภายใต้โครงสร้างงบประมาณเช่นนี้มีข้อสังเกตที่ควรไตร่ตรอง
1. การลดรายจ่ายลงทุนอาจกระทบโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต   
2. การเพิ่มวงเงินชำระหนี้สะท้อนภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นซึ่งต้องจับตาการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบความมั่นคงทางการคลังระยะยาว  
3. การเตรียมงบประมาณรับมือวิกฤต เศรษฐกิจจากผลกระทบของนโยบาย “ทรัมป์ 2.0”

จากกรณีสหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 36% ส่งผลให้ภาคส่งออกและอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหนัก โดยคาดว่า GDP จะปรับลดเหลือ 2.1% หรือต่ำกว่า 2.0%ทั้งนี้ขึ้นกับผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯในเร็ว ๆ นี้

ซึ่งเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะใช้กลไกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณปี2569ของสภาฯ ปรับโอนงบประมาณจากรายการไม่จำเป็นเข้างบกลาง 25,000 ล้านบาท (ตามที่ปรากฏเป็นข่าว) เพื่อรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ 
อย่างไรก็ตามการไม่ปรับแก้ในชั้น ครม. อาจทำให้ขาดรายละเอียดแผนรองรับที่ชัดเจน เช่น การจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐ   
และอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่างบกลางที่เพิ่มขึ้น25,000 ล้านบาทจะเป็นการ 'ตีเช็คเปล่า' ไม่มีแผนและรายละเอียดในการตรวจสอบโดยรัฐสภาระหว่างการพิจารณางบประมาณซึ่งรัฐบาลและสำนักงบประมาณควรสร้างความชัดเจนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 เป็นงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐเป็นงบประมาณในภาวะผันผวนซึ่งมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะได้แก่  
1. งบกลาง
การจัดสรรงบกลางเพื่อรับมือวิกฤตยังคลุมเครือสามารถแก้ไขได้โดยเพิ่มความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณแบบ Real-time ผ่านแพลตฟอร์ม Open Data 
2. งบประจำ
รายจ่ายงบประจำลดลงแม้เพียง1%ก็ถือเป็นสัญญาณบวกควรดำเนินการต่อในปีงบประมาณถัดไปอย่างต่อเนื่อง
3. งบลงทุน
การลดลงของงบลงทุนอาจกระทบการเติบโตระยะยาว  
4. งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าควรชะลอไว้ก่อน
ได้แก่โครงการลงทุนที่ไม่เร่งด่วน
เช่น โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ยังไม่จำเป็นต้องดำเนินการทันทีหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจเพื่อรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวก่อน   
และโครงการที่ยังไม่มีแผนรองรับการใช้งานอย่างชัดเจน หรือโครงการที่ใช้งบประมาณสูงแต่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ  
5. หนี้สาธารณะ 

หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปี 2564 มีสัดส่วน62.44% ของ GDP และปี 2569 จะเพิ่มใกล้แตะเพดาน 70 % ของ GDP   ทั้งนี้หนี้สาธารณะรวมเมื่อถึงปี 2569 คาดว่าจะสูงถึง 13.6 ล้านล้านบาท  เป็นภาระหนักของประเทศเสมือนโคลนติดล้อ
6. ความเสี่ยงของประเทศ
ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกเช่น ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิอาการเปลี่ยนแปลง และภูมิเศรษฐศาสตร์ เช่นสงครามการค้า ความผันผวนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนผันแปรเร็วและแรงมากขึ้นอาจทำให้รายได้ประเทศจากภาษีและการพาณิชย์ลดลงและกดดันให้ต้องกู้หนี้สาธารณะเพิ่มจึงควรเตรียมงบประมาณให้พร้อมสำหรับการรับมือและปรับตัว
7. ความยั่งยืนของงบประมาณและการคลัง 
7.1 ควรมีแนวทางการจัดทำงบประมาณแบบสมดุลในคำแถลงนโยบายงบประมาณต่อสภาฯ.
7.2 ตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่า
7.3 ปรับลดงบประจำและเพิ่มงบลงทุน
7.4 ควรเริ่มเตรียมแผนการการปฏิรูประบบงบประมาณแบบใหม่โดยจัดทำงบประมาณฐานศูนย์(Zero based budgeting)ถ้ามีความพร้อมควรเริ่มในปีงบประมาณ 2570

หากรัฐบาลสามารถบริหารงบประมาณในภาวะผันผวนด้วยความโปร่งใส ใช้เทคโนโลยีและเพิ่มการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าภาษีของประชาชนมากขึ้น.”

ผู้เขียน :
นายอลงกรณ์ พลบุตร
รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีต สส.6 สมัย
อดีตกรรมาธิการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

'อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์' เกรงกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศ แนะนายกฯ.แก้ไขคำแถลงงบฯ.69 ผิดพลาด ประเด็นตั้งเป้าดัชนีรับรู้ทุจริตเกินจริง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.และอดีตกรรมาธิการงบประมาณแสดงความเห็นวันนี้เกี่ยวกับคำแถลงประกอบงบประมาณของนายกรัฐมนตรีที่แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า มีประเด็นที่น่าจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่เกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมายดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI)เกินจริงโดยปรากฏทั้งในคำแถลงและเอกสารประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ซึ่งจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรี รัฐบาลและประเทศไทย กล่าวคือนายกรัฐมนตรีแถลงในช่วงยุทธศาสตร์ที่ 6 ว่า

“…แนวทางในการป้องกันการทุจริตของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีเป้าหมายค่าดัชนีการรับรู้การทุจริตอยู่ในอันดับ 1 ใน 45 และ/หรือ ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 56
คะแนน…”

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การแถลงตั้งเป้าหมายดังกล่าวภายใน1ปีงบประมาณ2569 เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เหมือนกับการแถลงว่าจะทำให้ประเทศไทยและคนไทยหมดหนี้สินภายใน 1 ปี

“รายงานดัชนีการรับรู้การ ทุจริต (CPI)ขององค์กรเพื่อความ โปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ประจำปี 2567 ล่าสุด ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลกจาก 180 ประเทศโดยได้คะแนน34คะแนนถือเป็นคะแนนต่ำสุดในรอบ 13ปี (ปี2555-2567) 

ซึ่งดัชนีรับรู้การทุจริตตั้งแต่ปี 2555 ถึงปี2567พบว่าคะแนนและอันดับลดลงต่อเนื่อง กล่าวคือในปี2555ได้คะแนน37อันดับ88ของโลก ปี2567 ได้คะแนน 34 อันดับ 107 โดยมีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของโลกมาโดยตลอด

“สถาบันเอฟเคไอไอ.และเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่นเพิ่งเปิดตัว”คอรัปชั่น ฟ้องดู“ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีปราบโกงภายใต้โครงการใยแมงมุมเมื่อวานนี้ควรจะดีใจกับเป้าหมายในคำแถลงของนายกรัฐมนตรีแต่ในทางกลับกันกลับรู้สึกว่า การประกาศเป้าหมายเกินจริงสะท้อนความไม่ใส่ใจและไม่เข้าใจในสถานการณ์คอรัปชั่นของประเทศ

ทั้งนี้ดัชนีนี้เป็นที่รับรู้ทั่วโลกและทราบกันดีว่าประเทศไทยมีดัชนีชี้วัดอยู่ในลำดับใดได้คะแนนเท่าไหร่ เมื่อกำหนดเป้าหมายจะขยับจากอันดับ 107 มาเป็น อันดับไม่ต่ำกว่า 45 และหรือต้องได้คะแนนจาก 34 คะแนนเป็น 56 คะแนนภายในปีงบประมาณ2569 จึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ แม้เครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่นอยากให้เกิดขึ้นจริงก็ตาม 

ซึ่งการแถลงในสภาผู้แทนฯ.จะเป็นบันทึกเป็นทางการ จึงควรที่นายกรัฐมนตรีจะขอแก้ไขคำแถลงที่ผิดพลาดดังกล่าวโดยเร็ว“อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ' เปิดวิสัยทัศน์ใหม่การปฏิวัติระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 10,000 เมกกะวัตต์ตอบโจทย์อนาคตพลังงานไทยสู่ยุคคาร์บอนเป็นศูนย์(Net-Zero)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานมูลนิธิWorldview Clmate Foundation ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การปฏิวัติระบบกักเก็บพลังงาน: แนวโน้มโลกและเส้นทางเชิงยุทธศาสตร์ของไทย“

จัดโดยสถาบันทิวา(TVA: Transformation Valley)และสถาบันเอฟเคไอไอ.(FkII Institute)ที่สวนเสียงไผ่ กรุงเทพฯ.เมื่อวานนี้ โดยอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์กล่าวปาฐกถาว่า

“การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ(low carbon economy)ทั่วโลกมีแรงขับเคลื่อนจากความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate change)โดยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ฯลฯ

แต่แหล่งพลังงานเหล่านี้มีลักษณะ "ไม่ต่อเนื่อง" (intermittent) คือไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น ระบบกักเก็บพลังงาน(BESS : Battery Energy Storage System)จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำหน้าที่เป็น แบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่สำหรับโครงข่ายไฟฟ้า(Grids)โดยจะกักเก็บพลังงานส่วนเกินไว้เมื่อมีปริมาณมาก และปล่อยกลับคืนเข้าสู่ระบบเมื่อมีความต้องการใช้สูงหรือในช่วงที่ไม่มีแสงแดดและลม ซึ่งบทบาทที่สำคัญนี้เองคือสิ่งที่ทำให้โครงข่ายไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนได้อย่างสมบูรณ์กลายเป็นจริงได้

ด้วยเหตุนี้ตลาดระบบกักเก็บพลังงานทั่วโลกจึงเกิดการขยายตัวในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากการวิจัยพบว่า ตลาด ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพียงอย่างเดียวมีมูลค่าสูงกว่า 7.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตไปถึงกว่า 25.5 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) เกือบ 27% 

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาตลาดในวงกว้างขึ้น ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีทั้งหมดอย่างระบบผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (pumped-storage hydropower) บางการประเมินระบุว่ามูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 669 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ประเด็นสำคัญคือ แม้เทคโนโลยีดั้งเดิมอย่างพลังน้ำแบบสูบกลับจะยังคงเป็นสัดส่วนหลักของมูลค่าตลาด แต่ BESS คือกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วที่สุด 

การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญและกระแสหลักในระบบพลังงาน ไม่ใช่แค่เพียงทางเลือกเฉพาะกลุ่ม(nich market)อีกต่อไป

ระบบกักเก็บพลังงานกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงานของโลกอย่างเงียบๆ แต่ส่งผลกระทบอย่างมหาศาล อะไรคือปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้ ซึ่งมีสองปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีบทบาท ปัจจัยแรก คือต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างมาก ในปี 2024 ต้นทุนเฉลี่ยของชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสถิติใหม่ที่ต่ำสุดที่ 115 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง และเป็นการลดลงรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 การลดลงนี้เกิดจากการรวมกันของหลายปัจจัย ทั้งกำลังการผลิตที่เกินความต้องการ(manufacturing oversupply)การประหยัดจากขนาด (economies of scale) และการนำเคมีแบตเตอรี่(chemistry)ที่คุ้มค่ากว่าอย่างลิเธียม-ฟอสเฟต (LFP) มาใช้มากขึ้น
BloombergNEF คาดการณ์ว่าราคาอาจลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งอยู่กับที่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ในวงกว้าง

ปัจจัยที่สอง คือแนวโน้มที่กำลังเติบโตของ ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration Energy Storage) หรือ LDES แม้ว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเหมาะสำหรับความต้องการระยะสั้น แต่โครงข่ายไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงจะต้องมีระบบกักเก็บพลังงานที่สามารถใช้งานได้นานหลายชั่วโมง หลายวัน หรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์  LDES โดยทั่วไปแล้วหมายถึงระบบที่สามารถจ่ายพลังงานได้อย่างต่อเนื่องนานกว่า 10 ชั่วโมง

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตระบบกักเก็บพลังงานกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมีบริษัทจากจีนและเกาหลีใต้ เช่น CATL, BYD และ LG Energy Solution ครองตลาดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ยกตัวอย่าง โครงการ BESS ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่กำลังจะเกิดขึ้นคือโครงการของ BYD ในซาอุดีอาระเบีย ขนาด 12.5 GWh ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายไฟฟ้าและรองรับการรวมพลังงานหมุนเวียน  โครงการในลักษณะนี้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบขนาดใหญ่ระดับสาธารณูปโภคสามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การที่โลกจะใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก

ในส่วนของประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่ออนาคตพลังงานสะอาด ด้วยเป้าหมายระดับชาติในการบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ Net-Zero ภายในปี 2065 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ 

ด้วยเหตุนี้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่จึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งนี้ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ โดยต้องมีBESS 10,000 เมกะวัตต์ นับเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่สำคัญ โดยยกระดับระบบกักเก็บพลังงานจากเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่มขึ้นมาเป็นเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับความมั่นคงทางพลังงานของไทย

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาวควรมุ่งเน้นที่ ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration Energy Storage)พร้อมกันไปด้วย รวมทั้งการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน เช่น สมาร์ทกริด (Smart Grids) เพื่อจัดการกับความผันผวนที่มาพร้อมกับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปฏิวัติระบบกักเก็บพลังงานของไทยจะต้องขับเคลื่อนภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตัวอย่างกรณี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. :  EGAT) ซึ่งเป็นผู้นำในภาครัฐกำลังพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบไฮบริด (Hydro-Floating Solar Hybrid) ที่เขื่อนสิรินธร ซึ่งผสานรวมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และระบบจัดการพลังงานเข้าด้วยกันเพื่อการผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง 

นอกจากนี้กฟผ. ยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (pumped-storage hydropower) ด้วยกำลังผลิตรวมเกือบ 2.5 GW 

ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็เพิ่มการมีส่วนร่วมอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2022 รัฐบาลได้อนุมัติโครงการ Solar-plus-BESS จำนวน 24 โครงการ ด้วยกำลังกักเก็บไฟฟ้ารวม 994 เมกะวัตต์ กล่าวได้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการเหล่านี้ประสบความสำเร็จคือความสามารถในการดึงดูดเงินทุนสนับสนุนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) และธนาคารโลก(World Bank) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีความเป็นไปได้ทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยัง "สามารถระดมทุนได้" (bankable) ในเชิงพาณิชย์และพร้อมสำหรับการลงทุนขนาดใหญ่

กล่าวโดยสรุป ระบบกักเก็บพลังงานไม่ใช่เป็นเพียง“ทางเลือก”แต่เป็น“ทางหลัก”ของอนาคตพลังงานที่สะอาด มั่นคง และยั่งยืนสำหรับประเทศไทยและโลกของเรา.” สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ยังมีหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจเช่น “อนาคตของพลังงาน: ขับเคลื่อนโลกด้วย แบตเตอรี่รุ่นต่อไป”โดย นายชยดิษฐ์ หุตะนุวัตร ประธานกรรมการ TVA Corporation & Weise Capital

“กระแส ESS ระดับโลกกับการพัฒนาพลังงาน”โดย คุณ ปีเตอร์ ควาน กรรมการบริหาร บริษัท วีทาวน์ อิเล็คทริค (โกลบอล) จำกัด “ภาพรวมพลังงานในประเทศไทยและบทบาทของEM Energyต่อการพัฒนาพลังงาน”โดย นายทุนธรรม สุโกษิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจ บริษัท อีเอ็ม เอนเนอร์ยี่ จำกัด

“อลงกรณ์”เปิดวิสัยทัศน์ “ถอยไปข้างหน้า”ฟื้นฟูประชาธิปัตย์ถอดบทเรียน สตาร์บัคส์สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทาย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อดีตรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและส.ส.พรรประชาธิปัตย์ หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์และปฏิรูปประเทศนับแต่ปี2556เป็นต้นมาได้เขียนบทความในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“ประชาธิปัตย์ & สตาร์บัคส์ : “ถอยไปข้างหน้า”(Onward)สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทาย”ในห้วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังถดถอยและต้องเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารใหม่ภายใน60วัน นับเป็นบทความที่น่าสนใจในสถานการณ์ขณะนี้

“ประชาธิปัตย์ & สตาร์บัคส์ : 
“ถอยไปข้างหน้า”(Onward)สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทาย”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อดีตรัฐมนตรี-ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

บทนำ: วิกฤตคือโอกาสในการสร้างรากฐานใหม่

ประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของไทย กำลังเผชิญกับจุดหักเหสำคัญ ( Turning Point) เมื่อเกิดการเปลี่ยน2เรื่องในเวลาใกล้เคียงกันคือการกลับมาเป็นฝ่ายค้านและการลาออกของหัวหน้าพรรคซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทาย แต่ก็เปิดโอกาสให้พรรคทบทวนอดีตและวางอนาคตที่ตอบโจทย์ความท้าทายในวันข้างหน้าทั้งวิสัยทัศน์ อุดมการณ์ ภาวะผู้นำ แนวทางของพรรค การพัฒนาองค์กรและบุคลากรพรรค

บทความเชิงเปรียบเทียบระหว่างประชาธิปัตย์และสตาร์บัคส์โดยมองผ่านแนวคิดในหนังสือ "ถอยไปข้างหน้า" (Onward: How Starbucks Fought for Its Life without Losing Its Soul) โดย โฮวาร์ด ชูลท์ส (Howard Schultz) ผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ หนึ่งในหนังสือที่ผมชื่นชอบและพบว่าทั้งสององค์กรมีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในการเผชิญวิกฤตและพยายามกลับสู่พื้นฐานเดิม โดยเน้นการรักษาจิตวิญญาณหลักและก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

หนังสือเล่มนี้บันทึก เรื่องราวการพลิกฟื้นกิจการสตาร์บัคส์ ระหว่างวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจ ที่ผู้เขียนเรียกว่า "การถอยไปข้างหน้า" (Onward) เพื่อกลับไปหาตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์สตาร์บัคส์

วิกฤตสตาร์บัคส์: บทเรียนแห่งการฟื้นฟู

สตาร์บัคส์เติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่สูญเสีย "จิตวิญญาณ" และคุณค่าดั้งเดิม ยิ่งเมื่อประสบกับคู่แข่งใหม่ๆ ทำให้ลูกค้าตีจากยอดขายและราคาหุ้นลดลงอย่างมาก จากสาเหตุหลักคือการให้ประสบการณ์และรสชาติกาแฟที่ลดลง รวมถึงการเบี่ยงเบนไปจากแนวทางหลัก
คือร้านกาแฟซึ่งเคยเป็น "สถานที่ที่สาม" (Third Place) นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงานก็เสียเอกลักษณ์ไปเช่นกัน

โฮวาร์ด ชูลท์ส ต้องต่อสู้กับคณะผู้บริหารและผู้ถือหุ้นในการขอโอกาสกลับมากอบกู้สตาร์บัคส์ที่กำลังถดถอยท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงโดยสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งซีอีโออีกครั้งในปี 2008 ได้นำกลยุทธ์สำคัญๆ มาปรับใช้เพื่อกอบกู้กิจการ

1. การหยุดและทบทวน: ชูลท์สตัดสินใจ ปิดร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาในสหรัฐอเมริกาชั่วคราว เพื่อฝึกอบรม
บาริสต้าในเรื่องการชงเอสเปรสโซให้สมบูรณ์แบบ นี่คือสัญลักษณ์ของ "การถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า" ที่โดดเด่นที่สุด 
2. การกลับสู่พื้นฐาน: เน้นย้ำ คุณภาพของกาแฟ, ประสบการณ์ในร้าน และการบริการ แทนการขยายสาขาอย่างเดียว 
3. การปรับเปลี่ยนโลโก้: เอาคำว่า "coffee" ออกจากโลโก้ เพื่อสื่อถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ beyond กาแฟ พร้อมกับรักษาเอกลักษณ์ไว้ 
4. การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน: ส่งเสริมให้แต่ละสาขามี ความเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น ผ่านโครงการต่างๆ และการ有จริยธรรมในการซื้อกาแฟ 
5. การพัฒนาพนักงาน (พาร์ตเนอร์): คัดเลือกและพัฒนาพนักงานให้มี "เลือดสีเขียว" (Green Blood) ซึ่งหมายถึงการมีคุณสมบัติ 5 ประการ: เป็นมิตร (Welcoming), มีส่วนร่วม (Involve), มีความรู้ (Knowledge), เป็นตัวของตัวเอง (Genuine) และเอาใจใส่(Considerate) 
6.  Starbucks Shared Planet: มุ่งเน้น ความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านสามเสาหลัก ได้แก่ การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอย่างมีจริยธรรม, การดูแลสิ่งแวดล้อม และการบริการชุมชน 

ภายใน สองปี สตาร์บัคส์สามารถ พลิกฟื้นสถานการณ์ และกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงบอกเล่าประวัติศาสตร์และความลับเบื้องหลังการตัดสินใจของผู้บริหารเท่านั้น แต่ยังเป็น แรงบันดาลใจ ในการก้าวผ่านวิกฤตด้วยการกลับไปหาคุณค่าหลัก ชูลท์สเน้นย้ำว่า "กาแฟทุกแก้วคือการให้บริการที่ยิ่งใหญ่ และสร้างบริษัทด้วยจิตวิญญาณ" 

การฟื้นฟูสตาร์บัคส์ให้บทเรียนดังนี้
1.การยอมถอยกลับเพื่อทบทวนคือความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ
2.การรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมขณะปรับปรุงกลยุทธ์คือกุญแจความสำเร็จ (Key success)
3.วิกฤตคือโอกาสในการปฏิรูปตัวเอ

 "ถอยไปข้างหน้า"สู่การปฏิรูปประชาธิปัตย์ (Democrat Reformation)
    
พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกับสตาร์บัคส์ในการค้นหาทางออกจากวิกฤต(Exit strategy)
โดยเฉพาะปัญหา
1.ความไม่เป็นเอกภาพทั้งแนวคิดแนวทางและกลุ่มบุคคล(Factions)ภายในพรรค
2.จุดยืนทางการเมืองที่สับสนภายใต้บริบทการเมืองที่สลับขั้วและซับซ้อน
3.ความคาดหวังของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้นการเป็นฝ่ายค้านจึงเปิดโอกาสในการพิสูจน์การทำงานแนวใหม่ภายใต้ภาวะผู้นำใหม่(new leadership)ในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลและเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนฝากความหวังได้ซึ่งเป็นโอกาสในการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ครั้งใหม่เช่น
1. การกลับสู่ค่านิยมและอุดมการณ์พื้นฐาน(Democrat DNA)คือการเมืองสุจริตยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและอัตลักษณ์การเป็นพรรคการเมืองที่มีหลักการเพื่อฟื้นฟูและสร้างเสริมต่อยอดความเชื่อมั่นศรัทธา
2.การปฏิรูปพรรคโดยพัฒนานโยบายที่ทันสมัยก้าวหน้าตอบโจทย์ปัญหาและความท้าทายของประชาชนและประเทศชาติทั้งปัจจุบันและอนาคตโดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอล-ปัญญาประดิษฐ์เอไอ.(AI:Artificial intelligence)และการสื่อสารสมัยใหม่
ตลอดจนขยายฐานสมาชิกใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่และสมาชิกดั้งเดิม
3.การอัพเกรดองค์กรพรรคทั้งส่วนกลางและภูมิภาคเป็นองค์กรทันสมัยก้าวหน้า(progressive organization)พร้อมกับพัฒนา (reskill&upskill)ทีมทำงานพรรคและแกนนำทุกระดับอย่างต่อเนื่อง
4.ฯลฯ.

สรุป: จุดหักเหไม่ใช่จุดจบแต่ถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า

การกลับมาเป็นฝ่ายค้านและการเปลี่ยนผู้นำของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดหักเห(Turning Point)ที่สำคัญ พรรคประชาธิปัตย์สามารถแปรวิกฤตเป็นโอกาสในการกำหนดทิศทางและอัตลักษณ์ของพรรคด้วยแนวคิด "การถอยไปข้างหน้า"ในการฟื้นฟูพรรคเพื่อก้าวเดินต่อไปอย่างมีคุณค่าและความหมาย
เช่นเดียวกับสตาร์บัคส์ที่กลับมาทบทวนรากฐานก่อนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

แนวคิด "ถอยไปข้างหน้า"(Onward) ยังคงเป็นแรงบันดาลใจและบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับการปฏิรูปและการพัฒนาองค์กรในทุกวงการเมื่อเผชิญกับวิกฤตและความท้าทายใหม่ๆเช่นกรณีพรรคประชาธิปัตย์.

ประวัติผู้เขียน
นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ
ประธานมูลนิธิWorldview Clmate Foundation
ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย
รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และทำหน้าที่รมต.เศรษฐกิจอาเซียน ปี 2551-2554
อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปี 2558-2560
อดีตส.ส.เพชรบุรีและส.ส.บัญชีรายชื่อ6สมัย 
อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS) ปี2660-2561
อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ 2562-2566
อดีตประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2567-2568

จาก 'คำมั่น' สู่ 'ทำทันที' สู้โลกเดือด :จุดยืนไทย-อาเซียนในCOP30 มุมมอง 'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.'

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บรรยายเรื่อง“เส้นทางสู่บราซิลCOP30 : จาก”คำมั่น“สู่”การปฏิบัติ“(From Pledge to Implementation)รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วของไทยและอาเซียน”ในการประชุมสัมมนาที่กรุงกูชิงรัฐซาราวักประเทศมาเลเซียตามคำเชิญของกระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและPwC(PricewaterhouseCoopers)

โดยมีผู้แทนภาครัฐภาคเอกชนและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมจากประเทศต่างๆรวมทั้งธนาคารโลกว่า 300 คนเข้าร่วมเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 30 ที่จะจัดขึ้นที่เมืองเบเลงปากแม่น้ำอเมซอนประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568โดยมีเนื้อหาสาระถอดความจากภาษาอังกฤษดังนี้

“เส้นทางสู่บราซิลCOP30 : จาก”คำมั่น“สู่”การปฏิบัติ“รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วของไทยและอาเซียน” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“การประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง(Belém)ประเทศบราซิลในเดือนพฤศจิกายนปีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่โลกจะต้องพิสูจน์ว่าเราได้ก้าวข้ามจากยุคแห่ง 'คำมั่นสัญญา' สู่ยุคแห่ง 'การปฏิบัติการ' ที่เป็นรูปธรรมแล้วจริงหรือไม่ สำหรับประเทศไทย เราไม่ได้รอคอยแต่กำลังเร่งมือการดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ให้กลายเป็นจริง

เป้าหมายใหม่ที่ชัดเจนแชะท้าทาย เดิมประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักสองเสาหลัก
1.ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางที่เร่งการสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยและดูดซับคาร์บอน
2.การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของประเทศตามยุทธศาสตร์ระยะยาว 

ล่าสุด กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) กำหนดภารกิจสำคัญที่ไทยเตรียมนำไปสื่อสารที่ COP30 คือการปรับปรุงเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ฉบับที่ 3.0 สำหรับปี 2035 (พ.ศ. 2578) ซึ่งเป็นปีที่ทุกประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ต้องส่งเป้าหมายเดียวกัน “ภายใต้ NDC 3.0 นี้ ไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกแบบเด็ดขาด (Absolute emission reduction) ตั้งเป้าลดลง 109.2 ล้านตัน จากการปล่อยจริง โดยเทียบกับปีฐาน 2019 ซึ่งในปี 2019 ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 379 ล้านตัน เมื่อรวมการลดก๊าซและการเพิ่มการดูดกลับจากภาคป่าไม้ (ทั้งป่าธรรมชาติและป่าเศรษฐกิจ) จาก 107 ล้านตัน ให้เป็น 118 ล้านตัน จะทำให้การปล่อยก๊าซสุทธิ (Net emission) ของไทยอยู่ที่ 152 ล้านตัน ตัวเลขนี้ จะสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ ที่จะปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 ซึ่งเป็นการขยับเป้าหมายให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเป้าหมายเดิมในปี 2065

เป้านี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่เดินหน้างานหนักเบื้องหน้า (Front-load)ของการดำเนินการภายในทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

กฎหมายลดโลกร้อนเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย ประเทศไทยกำลังออกกฎหมายใหม่มีชื่อว่า”ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act)”เพื่อสร้างกรอบกฎหมาย (Legal Framework)ที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ ร่างกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและมาตรการปรับตัว แต่ยังมีการนำการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) มาใช้บนพื้นฐานของหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)รวมทั้งกลไกอื่นๆที่รวมอยู่ในร่าง

กฎหมายนี้ ได้แก่:
1.ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System - ETS)
2.ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

3.กลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Cross-Border Adjustment Mechanisms - CBAM)
4. คาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) 
เพื่อชดเชยภาระผูกพันภายใต้ระบบ ETS
5.กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund)

รายได้ที่มาจากการใช้เครื่องมือเหล่านี้จะถูกนำส่งเข้า“กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund)” การใช้จ่ายเงินจากกองทุนนี้จะต้องสอดคล้องกับ อนุกรมวิธานของประเทศไทย (Thailand’s Taxonomy)คือมาตรฐานกลางที่กำหนดนิยามและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อให้แน่ใจว่าการจัดหาเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและมีความยั่งยืนเท่านั้น แนวทางแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงเป้าหมายการกำหนดราคาคาร์บอน และการเงินที่ยั่งยืนเข้าด้วยกันจะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายตัวเลขและความมุ่งมั่นจะสำเร็จไม่ได้ หากขาดการแปลงเป็นแผนปฏิบัติในภาคส่วนสำคัญๆที่เกี่ยวข้องได้แก่
1. ภาคพลังงานและการขนส่ง
ภาคการขนส่งกำลังปรับเปลี่ยนด้วยนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า“30@30” ซึ่งหมายถึงการทำให้ 30% ของการผลิตยานยนต์ในประเทศเป็นยานยนต์ปล่อยGHGเป็นศูนย์ (ZEVs-Zero Electric Vehicles) ภายในปี 2030 นี่คือตัวเลขที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน
2. การเพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอน   เราไม่ได้เน้นเพียงการลดการปล่อยGHGแต่เพียงอย่างเดียว แนวทางธรรมชาติ(Nature-Based Solutions)ผ่านการปลูกป่าและการจัดการที่ดิน (LULUCF :Land Use, Land-Use Change, and Forestry)ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างศักยภาพการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง ประมาณ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตัวเลขมหาศาลนี้เทียบได้กับการชดเชยการปล่อยก๊าซจากหลายภาคส่วน และเป็นกำลังหลักในการทำให้เราไปถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
3. การปฏิรูปภาคพลังงาน
แผนพัฒนาพลังงาน(PDP:Power Development Plan)ที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำคือกลไกสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการผลิตไฟฟ้าของประเทศไปอีก 20 ปีข้างหน้า แผนนี้จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2065 อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างก้าวกระโดดอย่างน้อย50%ของการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดสัดส่วนของกำลังการผลิตจากพลังงานฟอสซิล

อาเซียน: กำลังหลักใหม่บนเวทีการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ

อาเซียนสามารถมีบทบาทสำคัญและมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศโดยการรวมผลประโยชน์ที่หลากหลายของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นจุดยืนร่วมในการเจรจา ซึ่งจะช่วยเพิ่มอิทธิพลของอาเซียนอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุม COP30 ที่กำลังจะมาถึง
ซึ่งอาเซียนสามารถขับเคลื่อนบทบาทนี้ผ่านแนวทางหลักสองประการ:
1. การสร้างจุดยืนร่วมในเวทีระหว่างประเทศ
การจัดตั้ง พันธมิตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Alliance) เพื่อสร้างเสียงที่มีอิทธิพลมากขึ้นในการประชุมต่าง ๆ เช่น COP30 เป้าหมายคือการออก แถลงการณ์ร่วมของอาเซียน ที่สะท้อนถึงความท้าทายและความต้องการเฉพาะของภูมิภาค
2. การขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค
อาเซียนกำลังพัฒนากลไกที่เป็นรูปธรรม ซึ่งรวมถึง:
2.1กรอบคาร์บอนร่วมของอาเซียน (ASEAN Common Carbon Framework - ACCF)เพื่อสร้างมาตรฐานและส่งเสริมตลาดคาร์บอนภายในอาเซียน
2.2โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid - APG)เพื่อส่งเสริมการค้าขายและการแบ่งปันพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดน
2.3ศูนย์อาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Centre for Climate Change - ACCC): ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานและขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

สำหรับการประชุม COP30 ที่กำลังจะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญลำดับแรกคือการเสนอจุดยืนร่วมภายใต้แถลงการณ์ร่วมของอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Joint Statement on Climate Change) ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมและความมุ่งมั่นของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก

บทบาทของไทยบนเวที COP30

ประเทศไทยควรประกาศอย่างชัดเจนว่า “ความมุ่งมั่นโดยไร้การปฏิบัติการ เพื่ออนาคต 1.5 องศาเซลเซียส นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป” 
เวทีเบเลงต้องเป็นเวทีแห่งการส่งมอบของจริงไม่ใช่เพียงคำมั่นและแผนที่เลื่อนลอยซึ่งควรผลักดันใน 4 ประเด็นหลักสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ:

1.ความชัดเจนในการเงินและเทคโนโลยี: เป้าหมายการเงินสภาพภูมิอากาศใหม่ (NCQG) 
หลังปี 2025 ต้องมี 'แผนงานและกรอบการทำงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม' เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามีเครื่องมือในการปฏิบัติตาม NDC (Nationally Determined Contribution)

2.กติกาที่สมบูรณ์สำหรับความร่วมมือการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับ กลไกตามมาตรา 6 ของความตกลงปารีสเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อสร้างตลาดคาร์บอนที่โปร่งใสและเป็นธรรม ประเทศไทยมีประสบการณ์ตรงจากการเป็นผู้บุกเบิกการซื้อขาย ITMO (ITMO เป็นหน่วยประเภทหนึ่งที่แสดงถึงก๊าซเรือนกระจกจำนวนหนึ่งตันที่ลดลงหรือถูกกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศ เช่นเดียวกับเครดิตคาร์บอน ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจยืนยันจากหน่วยงานภายนอก)และพร้อมแบ่งปันบทเรียนเหล่านี้

3.การยกระดับการปรับตัว(Adaptation)
เราจะเน้นย้ำให้โลกเห็นความสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องคู่ขนานกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยต้องมีการดำเนินการตาม แผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ในด้านน้ำ เกษตรกรรม และสาธารณสุข ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

4.ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและเอเชีย (ASEAN-Asia Unity) ในฐานะหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของภูมิภาค ประเทศไทยควรเชิญชวนประเทศต่างๆ ในอาเซียนและเอเชียให้ร่วมกันแสดงความเป็นผู้นำด้านการปฏิบัติการ(Implementation)ส่งเสียงเป็นหนึ่งเดียวภายใต้แนวคิด ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและเอเชีย เพื่อผลักดันให้ภูมิภาคของเราก้าวสู่การบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาอย่างแท้จริง

สรุป: ประเทศไทยกำลังก้าวเดินอย่างมั่นใจบนเส้นทางสู่เบเลงด้วย “ตัวเลข” ที่ชัดเจน “แผนงาน”ที่เป็นระบบ และ “เจตนารมณ์”ที่แข็งแกร่ง เรากำลังสร้างกรอบการทำงานที่สมบูรณ์ ซึ่งผสมผสานระหว่างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การ Electrify การขนส่ง และการใช้ธรรมชาติเพื่อดูดซับคาร์บอน โดยมี พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกุญแจสำคัญในการประสานทุกมาตรการเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ 

พร้อมกันนี้ เราในฐานะสมาชิกอาเซียนจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างจุดยืนร่วมที่แข็งแกร่ง การประชุม COP30 ที่เบเลง ต้องเป็นการประชุมที่ทุกประเทศ “ส่งมอบ(Delivery)แผนการที่ชัดเจน มีเงินทุนสนับสนุน และเป็นธรรม เพื่อร่วมกันปิดช่องว่างระหว่างคำมั่นสัญญากับความเป็นจริง

ตอบโจทย์ 'แก่ก่อนรวย' สู่สินทรัพย์ใหม่ 'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' วิเคราะห์โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่ : โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่ : โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ 'วัยเกษียณ' แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ 'ประสบการณ์' และ “ปัญญา” อลงกรณ์ พลบุตร ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ "ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ" อย่างเต็มตัว 

ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น "โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย" (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050 การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน "ประสบการณ์และปัญญา" ของผู้สูงวัยให้เป็น "สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง"

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น 
 “ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี 
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์ 
เสนอนโยบาย "Aktiverente" ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ "Returnship" เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน 
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ "คลื่นสูงวัย" อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024  ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583  ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี

นขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ        

คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?การเผชิญกับภาวะ "แก่ก่อนรวย" เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ

ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน

ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ

สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:
1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ  (Silver Knowledge Bank)
สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
3. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก "ภาระ" สู่ "พลังเศรษฐกิจ"

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน "ประสบการณ์และปัญญา" ที่มีค่าให้เป็น "สินทรัพย์" ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน 

การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป

การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก "ภาระ" สู่ "พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama) 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top