Sunday, 4 October 2026
ส.อ.ท.

ส.อ.ท. จับมือ มศว ลงนาม MOU!! ปั้นกำลังคน–นวัตกรรม ดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต ผนึกกำลังภาคอุตสาหกรรมและการศึกษา ยกระดับคนไทยด้วย Upskill–Reskill พัฒนาหลักสูตร วิจัย นวัตกรรม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง

ส.อ.ท. จับมือ มศว ลงนาม MOU ยกระดับกำลังคน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคน การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี 2 ชั้น 4 อาคารนวัตกรรม : ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ผู้ประกอบการ และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 5I ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะ I2 ด้าน Innovation & Creative Industry ที่มุ่งส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศ

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคน องค์ความรู้ และนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ โดยเชื่อว่าการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การวิจัย และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับสาระสำคัญของความร่วมมือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ความต้องการด้านกำลังคน และแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการพัฒนาหลักสูตร การฝึกงาน สหกิจศึกษา และโครงการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับสถานศึกษา

ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จะนำศักยภาพด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ มาร่วมพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะการรเรียนรู้เชิงประสบการณ์  ผ่านการฝึกงาน สหกิจศึกษา อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยในระดับสากล 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขจีพร วงศ์ปรีดี คณบดีวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากเจตนารมณ์ร่วมกันในการ พัฒนาศักยภาพกำลังคนผ่านกระบวนการ Upskill และ Reskill สร้างองค์ความรู้ ฐานข้อมูล และผลงานวิจัย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการแรกภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว คือ “โครงการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล” ภายใต้กรอบแนวคิด “Jewelry BLAST” ซึ่งมุ่งพัฒนาศักยภาพกำลังคนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุอัญมณีขั้นสูง กระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาดเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การแข่งขันในระดับสากล

ภายใต้โครงการดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกำหนดความต้องการด้านทักษะและสมรรถนะกำลังคน ตลอดจนสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในสถานประกอบการ ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จะรับผิดชอบการพัฒนาหลักสูตร การถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัย และการสร้างนวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และคุณภาพผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทย

ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันสร้างบุคลากรคุณภาพ พัฒนานวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

ส.อ.ท. ชี้งบ 2570 ต้องเน้นลงทุน!! งบปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้าน เพิ่ม 0.2% รายจ่ายประจำสูง 73.6% งบลงทุนลดลง เสนอ 5 มาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ย้ำงบต้องเพิ่มศักยภาพระยะยาวประเทศ

ส.อ.ท. แนะงบประมาณปี 2570 ต้องเน้นงบ “ลงทุนอนาคต” เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ต้องมองด้วยความเข้าใจต่อข้อจำกัดของภาครัฐ เพราะประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ต้องดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และรับมือกับภาระรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียง “ใช้งบมากหรือน้อย” แต่คือ “ใช้งบให้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด”

ข้อมูลภาพรวมงบประมาณปี 2570 สะท้อนข้อจำกัดดังกล่าวอย่างชัดเจน วงเงินงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 3.0 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลประมาณ 788,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8% ของ GDP ในขณะเดียวกัน รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 5.0% และมีสัดส่วนสูงถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลง 8.4% เหลือสัดส่วน 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณให้ชัดเจนกว่าเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยปี 2570 ยังถูกประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1.7-2.7% ซึ่งยังไม่สูงพอจะทำให้ประเทศหลุดจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านผลิตภาพ ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีใหม่

ในมุมของ ส.อ.ท. งบประมาณปี 2570 ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าการกระจายงบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายเรื่อง โดยควรให้น้ำหนักกับโครงการที่เพิ่มผลิตภาพของประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และดิจิทัล การพัฒนาทักษะแรงงานสมัยใหม่ การยกระดับ SMEs ให้ใช้เทคโนโลยีและ AI การลงทุนด้านพลังงานสะอาด การสนับสนุนนวัตกรรมและมาตรฐานสินค้าไทย รวมถึงมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากขึ้น

ข้อเสนอด้านการคลังที่สำคัญมี 5 เรื่อง ที่อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินการไปพร้อมกัน
1. จัดสรรงบประมาณโดยยึดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก งบลงทุนควรมุ่งไปที่โครงการที่วัดผลได้ว่าเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้ภาคธุรกิจ หรือสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ไม่ควรกระจายงบจนขาดจุดเน้น

2. เพิ่มรายได้รัฐโดยขยายฐานเศรษฐกิจ รัฐควรทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น ดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ใช้ดิจิทัลลดการรั่วไหล และส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง มากกว่าการขึ้นภาษีแบบเร่งด่วนที่อาจซ้ำเติมต้นทุนของภาคการผลิต

3. มีระบบติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณแบบเปิดเผยทุกโครงการสำคัญ ควรมีตัวชี้วัดชัดเจน ตั้งแต่ผลผลิต ผลลัพธ์ ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดข้อมูลความคืบหน้าให้ประชาชนและภาคเอกชนตรวจสอบได้ เพื่อให้งบประมาณไม่จบแค่การเบิกจ่าย แต่ต้องตอบได้ว่าเกิดประโยชน์จริงหรือไม่

4. เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยงบประมาณที่ดีต้องสะท้อนความต้องการจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน พลังงาน และการพัฒนา SMEs ควรมีช่องทางรับฟังความเห็นจากผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง เพื่อให้เม็ดเงินรัฐลงสู่โครงการที่ตรงจุดและสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด

5. ลดรายจ่ายประจำผ่านการปฏิรูประบบราชการสู่รัฐบาลดิจิทัล การลดรายจ่ายประจำไม่ควรมองเพียงการตัดงบ แต่ต้องลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ ลดงานเอกสาร ลดการอนุมัติหลายชั้น เชื่อมฐานข้อมูลภาครัฐ และยกระดับบริการประชาชนและภาคธุรกิจให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เมื่อระบบราชการมีประสิทธิภาพขึ้น ต้นทุนของรัฐลดลง และต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการก็ลดลงด้วย

ส.อ.ท. เห็นว่าในภาวะที่งบประมาณมีข้อจำกัด ทุกบาทของภาครัฐต้องทำหน้าที่มากกว่าการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศ หากงบปี 2570 สามารถลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง ก็จะช่วยให้ไทยมีฐานการเติบโตที่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว

ส.อ.ท. ชี้ราคาน้ำมันลด!! ขอบคุณรัฐลดน้ำมันลง 2.5 บาทต่อลิตร ช่วยบรรเทาค่าครองชีพภาคธุรกิจ เสริมกำลังซื้อประชาชนคลายภาระ เน้นเสถียรภาพกองทุนและอนาคตพลังงานสะอาด

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

การปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า

มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น

นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว พร้อมใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

ส.อ.ท. เสริมแกร่งอุตฯ พลังงาน!! จับมือ JBIC ญี่ปุ่น เสริมความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งกรอบสนับสนุนพลังงานสะอาด เสริมเทคโนโลยี-เงินทุน สู่การแข่งขัน ร่วมผลักดันอุตฯ ลดก๊าซเรือนกระจก

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change พร้อมด้วยนายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. และคณะกรรมการ ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก Japan Bank for International Cooperation (JBIC) นำโดย Mr. SHIRAISHI Takanori, Chief Representative และ Mr. SHIMATANI Tokuro, Representative สำนักงานผู้แทน JBIC กรุงเทพฯ ณ ห้องประชุม 801 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

การหารือครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านพลังงานและการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานไทย-ญี่ปุ่น โดยเฉพาะโอกาสในการใช้ประโยชน์จากกลไกการสนับสนุนทางการเงิน “POWERR Asia FAST Window” (Partnership on Wide Energy and Resources Resilience Asia Finance for Agile and Secure Trade Window) ซึ่ง JBIC จัดตั้งขึ้นภายใต้ Japan Strategic Investment Facility เพื่อเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

กรอบการสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ การช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่บริษัทในห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น รวมถึงการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานผ่านโครงการพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเชื้อเพลิงทางเลือกคาร์บอนต่ำ ตลอดจนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มุ่งสู่เป้าหมายการลดคาร์บอน (Decarbonization) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทย

นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าวว่า "จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลก ส.อ.ท. เล็งเห็นว่าการสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงานเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ การร่วมมือกับ JBIC ในวันนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมไทยกับแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ของทั้งไทยและญี่ปุ่น”

ในโอกาสนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอทิศทางและแผนการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงาน ภายใต้แนวคิด "Thailand Pragmatic Energy Transition" ที่มุ่งเพิ่มศักยภาพพลังงานสะอาดภายในประเทศ ส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการสนับสนุนของ JBIC ที่มุ่งส่งเสริม Energy Efficiency, Renewable Energyการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมการลงทุนด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานภายใต้ AZEC-SAVE ในประเทศไทย

ด้าน นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. กล่าวว่า “การเพิ่มศักยภาพพลังงานสะอาดของไทย โดยเฉพาะการยกระดับพลังงานชีวภาพและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งจะช่วยทั้งลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการใน Supply Chain ของญี่ปุ่นในประเทศไทยสามารถปรับตัวและเดินหน้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เห็นว่า POWERR Asia FAST Window เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย โดย ส.อ.ท. เตรียมนำข้อมูลจากการหารือไปประเมินร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการสมาชิก เพื่อสำรวจความต้องการและโครงการที่มีศักยภาพ และพัฒนาแนวทางการเข้าถึงช่องทางการขอรับการสนับสนุนจาก JBIC ในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านพลังงาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียวของประเทศไทย

ส.อ.ท. หนุน ยานยนต์ รักษาฐานเดิม ต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ ย้ำสมดุลการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม สนับสนุน SMEs เข้าสู่ Supply Chain ใหม่ ผสานนโยบายดึงดูดลงทุนช่วงเปลี่ยนผ่าน

ส.อ.ท. หนุนยานยนต์ไทย “รักษาฐานเดิม ต่อยอดฐานใหม่”

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของประเทศที่ใช้เวลาสะสมองค์ความรู้และพัฒนาระบบนิเวศมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ประกอบการ SMEs บุคลากร และเครือข่าย Supply Chain ที่มีความเชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ

การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่เทคโนโลยีใหม่ จึงจำเป็นต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของการสร้างสมดุลระหว่าง การรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม และการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอยู่ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่การเลือกระหว่างเทคโนโลยีเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านให้เกิดความสมดุล โดยนำฐานอุตสาหกรรมที่ไทยมีอยู่มาต่อยอดกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ใหม่ได้มากที่สุด

ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะต่อไป ควรมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. รักษาความสามารถของฐานการผลิตเดิม พร้อมบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างสมดุล โดยประเทศไทยควรรักษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะการผลิตรถกระบะ ที่มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local content) สูงถึง 80-90% ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน และ Supply Chain ภายในประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม

2. เร่งยกระดับผู้ประกอบการไทยและ SMEs เข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์แห่งอนาคต โดยสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และตลาด พร้อมส่งเสริมการลงทุนด้านเครื่องจักร ระบบ Automation และดิจิทัล การวิจัยและพัฒนา การยกระดับมาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill–Reskill) รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กับผู้ประกอบการไทย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ อันนำไปสู่การยกระดับ SMEs ให้เข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างเข้มแข็ง

3. สร้างสมดุลด้านนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่าในประเทศ การกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนและโครงสร้างภาษี ควรคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานอุตสาหกรรมเดิม พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ผ่านการสร้าง Supply Chain ภายในประเทศ การใช้ Local Content การสร้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย

ประธาน ส.อ.ท. กล่าวทิ้งท้ายว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีรากฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับสากล ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมควรเป็นการใช้ประโยชน์จากฐานเดิม พร้อมเสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตที่หลากหลาย ทั้ง BEV, Hybrid และเทคโนโลยียานยนต์รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการรักษาฐานการผลิตเดิม การรองรับการลงทุนใหม่ และการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ส.อ.ท.หนุนปรับภาษีสรรพสามิตยานยนต์!! ใช้ภาษีดึงลงทุน–เพิ่มผลิตในไทย–เชื่อม SMEs สู่ซัพพลายเชน กระตุ้นลงทุนเพิ่มผลิตในประเทศ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน SMEs เปิดโอกาสยานยนต์ไฟฟ้าโตเต็มสูบ

ส.อ.ท. หนุนหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ ใช้ภาษีดึงลงทุน เพิ่มการผลิตในประเทศ เชื่อม Supply Chain สู่ SMEs

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม

ข้อมูลจากการประชุมสะท้อนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV จำนวน 126,950 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 88 และรถยนต์กลุ่ม xEV มีสัดส่วนรวมร้อยละ 55 ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่บีโอไอได้ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและกิจการที่เกี่ยวข้อง 189 โครงการ มูลค่า 151,372 ล้านบาท รวมถึงแผนติดตั้งหัวจ่ายไฟฟ้า 23,135 หัวจ่าย และแผนลงทุนเพิ่มเติมของผู้ผลิตในประเทศรวมกว่า 50,000 ล้านบาท

ที่ประชุมได้พิจารณาหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ เพื่อใช้มาตรการภาษีขับเคลื่อนการลงทุนและการผลิตจริงในประเทศ ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และผลักดันไทยสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ระดับโลก โดยมีมติเห็นชอบหลักการดังกล่าว และมอบหมายให้กรมสรรพสามิตจัดทำรายละเอียดเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนหลักการดังกล่าวและเห็นว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยตลอด Supply Chain สร้างมูลค่ามากกว่าร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มีผู้ประกอบการกว่า 2,500 บริษัท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ดังนั้น การกำหนดมาตรการจึงต้องสร้างประโยชน์เชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุน และ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม

“โครงสร้างภาษีใหม่ควรเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตจริงในประเทศ โดยคำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการสร้างให้ประเทศไทย ทั้งการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่” นางพิมพ์ใจ กล่าว

ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ และทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรม ประกอบการกำหนดมาตรการให้เหมาะสม ชัดเจน และนำไปปฏิบัติได้จริง

ความเสียหายกว่า 1,000 ล้าน!! ส.อ.ท. เปิดภาพรวมน้ำท่วม กระทบโรงงานทั่วกรุงและปริมณฑล เสนอ 6 ด้านเร่งด่วนเพื่อช่วยผู้ประกอบการ พร้อมระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าEarly Warning

ส.อ.ท. ประเมินเบื้องต้นน้ำท่วมกระทบภาคอุตสาหกรรม ความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ชู 6 ด้านเร่งด่วน เสนอรัฐช่วยเหลือ–ฟื้นฟูผู้ประกอบการ พร้อมเร่งระบบ Early Warning

กรุงเทพฯ / 1 ตุลาคม 2569 – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามและประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24–30 กันยายน 2569 พบพื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม กรุงเทพมหานครและ 14 จังหวัด โดยมีทั้งพื้นที่ชุมชน เส้นทางคมนาคม โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ข้อมูลจากสมาชิก ส.อ.ท. ที่ได้รับผลกระทบยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบต่อเครื่องจักร ระบบการผลิต วัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิต และระบบขนส่งโลจิสติกส์

จากการประเมินเบื้องต้นของ ส.อ.ท. พบว่า ภายใต้สมมติฐานสมาชิกในพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 40% มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,018.36 ล้านบาท โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินจากข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และยังต้องปรับปรุงตามข้อมูลความเสียหายจริงที่ได้รับเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี

ส.อ.ท. ระบุว่า การประเมินความเสียหายครอบคลุมทั้งความเสียหายโดยตรงและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ รถยนต์และยานพาหนะของบริษัท ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคภายในโรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบและ Supply Chain เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิตจากพนักงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ ตลอดจนผลกระทบทางอ้อมจากการผลิตแล้วไม่สามารถจำหน่ายสินค้า และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจอื่น ๆ โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจบางส่วน ประกอบกับขนาดสถานประกอบการและสถานะการเป็นสมาชิกในการจัดทำประมาณการ

เปิดภาพรวมผลกระทบ กรุงเทพฯ–ภาคกลาง–ภาคตะวันออก
สำหรับ กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 16 เขต และมีสมาชิก ส.อ.ท. ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว 2,261 ราย แบ่งเป็นสมาชิกสามัญ 940 ราย และสมาชิกสมทบ 1,321 ราย

จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ โดยเฉพาะอำเภอบางพลีที่ยังมีน้ำท่วมสูง และโรงงานได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รวมถึงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลีและโรงงานตามแนวเส้นเทพารักษ์–บางเสาธง โดยมีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 1,269 ราย

จังหวัดปทุมธานี ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี คลองหลวง ธัญบุรี และลำลูกกา มีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 681 ราย โดยยังมีน้ำท่วมขังบางพื้นที่และการสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก

จังหวัดนนทบุรี ได้รับผลกระทบในอำเภอปากเกร็ดและอำเภอเมือง มีสมาชิกที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น 26 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นลักษณะน้ำล้อมรอบ ขณะที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ ส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมขังบริเวณบ้านเรือนและเส้นทางสัญจร แต่สมาชิก ส.อ.ท. ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม

ด้าน จังหวัดชลบุรี ได้รับผลกระทบ 10 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม และบ้านเรือนประชาชน โดยโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ได้รับผลกระทบ และอยู่ระหว่างรอตัวเลขความเสียหายยืนยัน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จังหวัดระยอง พบว่าอำเภอแกลงได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 48 ราย และเบื้องต้นมีสมาชิกได้รับผลกระทบ

ส่วน จังหวัดนครนายก ได้รับผลกระทบในอำเภอเมืองและองครักษ์ มีข้อมูลสมาชิกได้รับความเดือดร้อน 7 ราย และมีกรณีความเสียหายรุนแรงที่ประเมินเบื้องต้น มากกว่า 100 ล้านบาท

ขณะที่ จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับผลกระทบในอำเภอเมือง กบินทร์บุรี ประจันตคาม บ้านสร้าง และศรีมหาโพธิ โดยส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตร และได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่ามีสมาชิก ส.อ.ท. ได้รับผลกระทบ 18 บริษัท

สำหรับ กาญจนบุรี เบื้องต้นมีสมาชิกได้รับผลกระทบ 1 ราย และอยู่ระหว่างเฝ้าระวังโรงงานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ส่วน ฉะเชิงเทรา มีสมาชิกแจ้งผลกระทบ 1 ราย ขณะที่นครปฐม สมุทรสาคร จันทบุรี และสระแก้ว มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยยังอยู่ระหว่างติดตามและรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อสมาชิกเพิ่มเติม

“พิมพ์ใจ” ย้ำต้องเร่งช่วยผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบในหลายมิติ ไม่เฉพาะต่อประชาชน แต่ยังเริ่มส่งผลต่อภาคการผลิต ทั้งโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ การขนส่ง ตลอดจนการเดินทางของแรงงาน ส.อ.ท. จึงเร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบที่แท้จริง และนำไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการมากที่สุด”

“ในระยะเร่งด่วน สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสามารถประคองกิจการและกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด ทั้งการดูแลแรงงาน การเข้าถึงเงินทุน การฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักร การเร่งรัดเรื่องประกันภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมหลังน้ำลด ขณะเดียวกันต้องเตรียมระบบป้องกันและแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ดีขึ้น”

ส.อ.ท. เสนอ 6 ด้านเร่งด่วน ขอภาครัฐช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
จากการรวบรวมข้อมูลความเสียหายและความต้องการของสมาชิก ส.อ.ท. ได้สรุป 6 ด้านความช่วยเหลือที่ต้องการจากภาครัฐ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ดังนี้
1. ด้านแรงงานและพนักงาน
ขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเยียวยาหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในช่วงที่กิจการยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาการจ้างงานและลดผลกระทบต่อแรงงาน

2. ด้านเงินทุนและสภาพคล่อง
ขอให้มีมาตรการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อฉุกเฉิน รวมถึงการพิจารณามาตรการพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูกิจการ

3. ด้านภาษี ค่าธรรมเนียม และภาระภาครัฐ
เสนอให้พิจารณายกเว้น ลด หรือผ่อนผันค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับโรงงานและกิจการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงพิจารณามาตรการด้านภาษีหรือการขยายระยะเวลาการชำระภาระต่าง ๆ ในช่วงฟื้นฟูกิจการ

4. ด้านประกันภัยและการชดเชยความเสียหาย
ขอให้เร่งประสานงานกับบริษัทประกันภัยเพื่อสำรวจและเคลมความเสียหายโดยเร็ว พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในกรณีที่กระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกิดความล่าช้าหรือมีข้อขัดข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินชดเชยมาฟื้นฟูกิจการได้อย่างทันท่วงที

5. ด้านการฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักร
เสนอให้มีการจัดผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินความเสียหายของโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และระบบการผลิต พร้อมให้คำปรึกษาด้านการซ่อมแซม การฟื้นฟู และการกลับมาเดินสายการผลิตอย่างปลอดภัย รวมถึงเชื่อมโยงผู้ให้บริการ เครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ

6. ด้านการจัดการขยะและสภาพแวดล้อมหลังน้ำลด
ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุนการจัดการขยะ ของเสีย และวัสดุที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะของเสียจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมถึงสนับสนุนแนวทางการจัดการวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ต้องดำเนินการเป็นพิเศษหลังน้ำลด

เดินหน้า Early Warning–ฟื้นฟูหลังน้ำลด พร้อมติดตามผลกระทบโลจิสติกส์
นอกจากการประเมินความเสียหายแล้ว ส.อ.ท. ยังดำเนินการจัดทำข้อมูลสนับสนุนสำหรับผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย ครอบคลุมแนวทางประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อม เบอร์โทรศัพท์ประสานงานกรณีเกิดอุทกภัย Checklist ตรวจสอบโรงงานหลังน้ำท่วม แนวทางการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อมูลมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับการเคลมประกันและการจัดการซาก Li-ion battery

ขณะเดียวกัน สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. ได้ดำเนินการ Early Warning เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนสมาชิก ส.อ.ท. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ฝ่ายอาเซียนและโลจิสติกส์อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงความช่วยเหลือที่ภาคธุรกิจต้องการเพิ่มเติม

นางพิมพ์ใจ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. จะติดตามสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การประเมินความเสียหายมีความครบถ้วนมากขึ้น และพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกประสานระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประกอบการโดยเร็วที่สุด เพราะการฟื้นฟูโรงงานหนึ่งแห่งไม่ได้หมายถึงการฟื้นฟูเฉพาะผู้ประกอบการรายนั้น แต่ยังหมายถึงการรักษาการจ้างงาน การผลิต และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานของประเทศด้วย”

“ส.อ.ท. วางแผนจะให้คำปรึกษาด้านดูแลซ่อมบำรุงเครื่องจักร กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ โดยจะจัดทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญ ลงให้คำปรึกษาแก่สมาชิกเกี่ยวกับการดูแล ซ่อมบำรุงเครื่องจักร และอุปกรณ์ระบบอัตโนมัติที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่อไป”

ทั้งนี้ ตัวเลขความเสียหายดังกล่าวเป็น การประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับข้อมูลจากสมาชิกและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดย ส.อ.ท. จะเร่งติดตามและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

ผู้ประกอบการและสมาชิก ส.อ.ท. สามารถติดตามข้อมูลแนวทางรับมืออุทกภัย มาตรการช่วยเหลือ Checklist ตรวจสอบโรงงานหลังน้ำท่วม และข้อมูลสนับสนุนต่าง ๆ ได้ที่ fti.or.th/csr#flood-2569


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top