Thursday, 4 June 2026
สหราชอาณาจักร

‘อังกฤษ’ เตรียมบังคับแรงงานต้องมีบัตร (Brit card) ยืนยันตัวตน หวังแก้ปัญหาต่างด้าวผิดกฎหมาย…แต่อาจละเมิดความเป็นส่วนตัว??

(26 ก.ย. 68) รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมผลักดันแผนออกบัตรดิจิทัล (Brit card) สำหรับประชาชนทุกคนที่ทำงานอยู่ในประเทศ โดยนายกฯ เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ระบุว่ามาตรการนี้จะช่วยตรวจสอบสิทธิในการอยู่อาศัยและทำงานอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งแผนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง หลังตัวเลขผู้อพยพข้ามช่องแคบอังกฤษพุ่งสูง และคดีขอลี้ภัยยังคั่งค้างกว่า 75,000 คดี

แม้ผลสำรวจชี้ว่าประชาชนมากกว่าครึ่งเห็นด้วยกับการมีระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล แต่กลุ่มสิทธิเสรีภาพ 8 องค์กรออกแถลงการณ์เตือนว่า บัตรดิจิทัลแบบบังคับอาจยิ่งผลักให้เกิดแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และแทบไม่ช่วยแก้ปัญหาขบวนการค้ามนุษย์หรือการจ้างงานผิดกฎหมาย ขณะที่นักวิจารณ์ด้านสิทธิส่วนบุคคลกังวลเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ด้านผู้สนับสนุน เช่น ลอร์ด บลังกิต (Baron Blunkett) อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยของพรรคแรงงาน เห็นว่าถึงเวลาที่สหราชอาณาจักรต้องมีบัตรดิจิทัลแบบครอบคลุม โดยจะช่วยป้องกันการแอบอ้างตัวตน ปัญหาการค้ามนุษย์ และการจ้างงานผิดกฎหมาย อีกทั้งยังเปิดโอกาสสู่บริการสาธารณะแบบดิจิทัลที่สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น สอดคล้องกับตัวอย่างประเทศเอสโตเนียที่ใช้ระบบดังกล่าว ซึ่งสำเร็จไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตาม แผนนี้ยังต้องผ่านกระบวนการแก้ไขกฎหมายและอาจเผชิญแรงต้านจากฝ่ายค้านและภาคประชาสังคม โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า หากเดินหน้าสำเร็จ Brit card จะกลายเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญด้านนโยบายดิจิทัลของรัฐบาล แต่ก็อาจจุดชนวนถกเถียงครั้งใหญ่ระหว่าง “ความมั่นคงแห่งชาติ” กับ “สิทธิเสรีภาพของประชาชน” ในสังคมอังกฤษยุคใหม่

ลอนดอนสูญรายได้นับพันล้านปอนด์ นักท่องเที่ยวแห่ไปปารีส-มิลานแทน หลังยกเลิก ‘ช้อปปลอดภาษี’

(15 ต.ค. 68) สำนักข่าว The Evening Standard รายงานว่า ลอนดอนกำลังสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายพันล้านปอนด์ หลังรัฐบาลอังกฤษยกเลิกนโยบายคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) ตั้งแต่ปี 2021 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีกำลังซื้อสูงจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาเหนือ หันไปจับจ่ายในเมืองคู่แข่งอย่างปารีส มิลาน และมาดริดแทน ขณะที่ยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในอังกฤษยังกลับมาได้เพียง 75% ของช่วงก่อนโควิด-19 เท่านั้น

ข้อมูลจาก VisitBritain.org ระบุว่า ปี 2024 มีนักท่องเที่ยวไทยกว่า 72,000 คน เดินทางไปอังกฤษ รวมใช้จ่ายกว่า 131.7 ล้านปอนด์ (ราว 6,000 ล้านบาท) โดยเฉลี่ยคนไทยใช้จ่ายกว่า 1,800 ปอนด์ต่อทริป ส่วนใหญ่เป็นของหรูและแฟชั่นในลอนดอน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากยังไม่มีนโยบายคืนภาษี นักท่องเที่ยวพรีเมียมอาจเลือกช้อปที่ปารีสหรือมิลานแทน เพราะคืนภาษีได้เต็มจำนวน

ขณะที่บรรดาผู้ประกอบการกว่า 500 ราย ร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษนำ “ช้อปปลอดภาษี” คืนกลับมา เพราะสูญเสียรายได้และลูกค้ากลุ่มพรีเมียมให้ยุโรป โดยระบุว่าหากฟื้นนโยบายนี้ จะสร้างรายได้เพิ่ม 2 พันล้านปอนด์ และเปิดตลาดใหม่อีก 3.65 พันล้านปอนด์ทั่วประเทศ แต่รัฐบาลยังยืนยันว่า การยกเลิกช่วยประหยัดงบรัฐกว่า 500 ล้านปอนด์ต่อปี

เดเร็ค ฮาร์ทแมน (Derrick Hardman) ประธานสมาคมค้าปลีกนานาชาติเตือนว่า ช่องว่างระหว่างสหราชอาณาจักรกับยุโรปกำลังถ่างกว้างขึ้นเพราะการยกเลิกนโยบายนี้ “การนำ VAT-free shopping กลับมา จะเป็นแรงขับสำคัญต่อเศรษฐกิจ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าทุกภูมิภาคของอังกฤษจะได้รับประโยชน์หากรัฐบาลทบทวนมาตรการดังกล่าว แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่า ราเชล รีฟส์ (Rachel Reeves) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเปลี่ยนใจในงบประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้

‘คิงชาร์ลส์ที่ 3’ แห่งสหราชอาณาจักร ดำริให้ถอดฐานันดรศักดิ์ของ ‘เจ้าชายแอนดรูว์’ พระอนุชาวัย 65 ปี ตะเพิดจากคฤหาสน์วินด์เซอร์ ปิดฉาก ‘ดยุกแห่งยอร์ก’ หลังพัวพันคดีอื้อฉาว

(31 ต.ค. 68) สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงมีพระราชดำริให้ถอดฐานันดรศักดิ์ของ 'เจ้าชายแอนดรูว์' พระอนุชาวัย 65 ปี พร้อมสั่งให้ออกจากคฤหาสน์ Royal Lodge ในวินด์เซอร์ จากกรณีที่เจ้าชายแอนดรูว์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) อาชญากรคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

แถลงการณ์จากพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่า จากนี้ 'เจ้าชายแอนดรูว์' จะถูกเรียกว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน วินด์เซอร์ และต้องยกเลิกสัญญาเช่าคฤหาสน์หลวง โดยจะย้ายไปอาศัยที่พักเอกชนบนที่ดินของแซนด์ริงแฮม ซึ่งได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของกษัตริย์ ทั้งนี้ การปลดฐานันดรฯ มีผลในทันที และถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปีที่มีการถอดยศเจ้าชายในราชวงศ์อังกฤษ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังครอบครัวของเวอร์จิเนีย จุฟเฟร (Virginia Giuffre) หญิงชาวอเมริกัน-ออสเตรเลีย ซึ่งกล่าวหาเจ้าชายแอนดรูว์ว่าล่วงละเมิดทางเพศเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น โดยจุฟเฟรเสียชีวิตไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่พี่ชายของเธอกล่าวว่า “นี่คือวันที่ทั้งสุขและเศร้าในเวลาเดียวกัน เธอน่าจะได้อยู่เห็นสิ่งนี้ด้วยตาตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มต่อต้านราชวงศ์ 'รีพับลิก' เรียกร้องให้มีการดำเนินคดีทางกฎหมายกับแอนดรูว์ โดยย้ำว่าการปลดยศไม่เพียงพอต่อความยุติธรรม “นี่ไม่ใช่การแสดงความเข้มงวดของชาร์ลส์หรือวิลเลียม แต่คือการปกป้องสถาบันจากมลทินของแอนดรูว์” กลุ่มระบุ พร้อมย้ำว่า “ไม่มีใครควรอยู่เหนือกฎหมาย”

ไขข้อสงสัย?? คดีไล่แทงบนรถไฟ LNER สะเทือนอังกฤษ ผู้โดยสาร–พนักงาน เจ็บ 11 ราย ตำรวจถูกตั้งคำถามในการปฏิบัติหน้าที่ หลังมีผู้แจ้งเหตุซ้ำๆ แต่จับไม่ทัน!!

เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดบนขบวนรถไฟ LNER เส้นทางดอนคาสเตอร์–ลอนดอน คิงส์ครอส เวลาประมาณ 19:39 น. ทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 11 ราย ในจำนวนนี้มีพนักงานของ LNER ซึ่งพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้โดยสารและถูกยกย่องว่าเป็น “ฮีโร่” ขบวนรถหยุดฉุกเฉินที่สถานีฮันติงดัน มณฑลแคมบริดจ์เชียร์ ของอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ติดอาวุธจาก British Transport Police (BTP) และตำรวจแคมบริดจ์เชียร์เข้าควบคุมสถานการณ์และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทันที ผู้ต้องสงสัยคือ แอนโทนี วิลเลียมส์ (Anthony Williams) อายุ 32 ปี ชาวเมืองปีเตอร์โบโร ถูกตั้งข้อหารวม 13 กระทง ได้แก่…

พยายามฆ่า 11 กระทง (เกี่ยวข้องกับเหตุบนรถไฟ 10 กระทง และที่สถานี Pontoon Dock DLR อีก 1 กระทง), ทำร้ายร่างกาย (ABH) 1 กระทง และครอบครองอาวุธมีคมในที่สาธารณะ 1 กระทง เขาถูกนำตัวขึ้นศาล Peterborough Magistrates’ Court เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 68 และคดีกำหนดขึ้นศาล Cambridge Crown Court ต่อไปในวันที่ 1 ธ.ค. 68 (เป็นการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ใช่วันพิพากษา)

ขณะเดียวกัน เกิดข้อกังขาต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หลังมีรายงานว่ามีการแจ้งเหตุเกี่ยวกับพฤติกรรมต้องสงสัยของชายคนเดิมหลายครั้งก่อนเกิดเหตุจริง เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า คืนวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม มีการแจ้งเหตุแทงเด็กชายวัย 14 ปีในปีเตอร์โบโร แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนี อีกทั้งมีผู้พบเห็นชายถือมีดขนาดใหญ่บริเวณร้านตัดผมและแจ้งตำรวจ แต่เมื่อไปถึงพื้นที่ ชายดังกล่าวไม่อยู่แล้ว

ต่อมาเช้าวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 10.00 น. ชายต้องสงสัยกลับมาปรากฏตัวที่ร้านตัดผมแห่งเดิมอีกครั้ง ผู้เห็นเหตุการณ์บางรายเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมระบุว่าได้แจ้งตำรวจตั้งแต่ช่วงเช้า และยืนยันว่า “ตำรวจรู้เรื่องเขาตั้งแต่เช้าวันเสาร์แล้ว” ประเด็นนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามี “โอกาสทอง” ที่ตำรวจอาจสกัดเหตุได้เร็วกว่านี้หรือไม่

หน่วยงานอิสระกำกับดูแลตำรวจ (Independent Office for Police Conduct: IOPC) จึงเริ่มสอบสวนว่าตำรวจแคมบริดจ์เชียร์จัดการรับแจ้งเหตุ ประเมินความเสี่ยง และประสานงานกับ BTP อย่างทันท่วงทีเพียงใด ควบคู่ไปกับกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้บาดเจ็บอยู่ระหว่างรับการรักษา และ LNER ระบุว่าจะสนับสนุนผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สรุป
เหตุการณ์ไล่แทงบนรถไฟ LNER ในเดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นเหตุการณ์อาชญากรรมรุนแรงที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล และมีการสอบสวนคู่ขนานในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต่อการรับแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการโจมตีจริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top