Friday, 5 June 2026
สหรัฐอเมริกา

‘จีน’ ปัดร่วมวงถกลดอาวุธนิวเคลียร์ เพราะมีน้อยอยู่แล้ว หลัง ‘ทรัมป์’ เชิญเข้าร่วมโต๊ะเจรจากับ ‘สหรัฐฯ-รัสเซีย’

(29 ส.ค. 68) จีนปฏิเสธเข้าร่วมเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ และรัสเซีย หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความหวังว่าปักกิ่งจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจา โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า “ไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นจริง” ที่จะคาดหวังให้จีนเข้าร่วม เนื่องจากขนาดศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของจีนไม่เทียบเท่าสองมหาอำนาจดังกล่าว

กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ชี้ว่า สหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก ต้องรับผิดชอบหลักในการลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยข้อมูลปี 2024 ระบุว่า สหรัฐฯ มีหัวรบ 3,708 ลูก รัสเซีย 4,380 ลูก ขณะที่จีนมีเพียง 500 ลูก ถือว่าน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับสองประเทศนี้

จีนยืนยันว่ากองกำลังนิวเคลียร์ของตนถูกจำกัดไว้ในระดับขั้นต่ำ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ และไม่ต้องการเข้าสู่การแข่งขันสะสมอาวุธกับชาติใด พร้อมย้ำว่าสนับสนุนแนวทางการลดอาวุธในหลักการ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการเจรจาที่ออกแบบมาเพื่อสองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์โดยตรง

ด้านสถานการณ์โลก ยิ่งตึงเครียดขึ้นหลังรัสเซียถอนตัวจากสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับสุดท้ายเมื่อปี 2023 และปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ใหม่ที่ลดเกณฑ์การใช้อาวุธลง ขณะเดียวกันมอสโกยังเริ่มผลิตขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ที่บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้ ซึ่งมีแผนจะติดตั้งในเบลารุสภายในปีนี้ ยิ่งทำให้ความเสี่ยงการเผชิญหน้าเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

Cambricon บริษัทผู้ผลิตชิปจีน ท้าชน Nvidia ฟันกำไร 5,000 ล้าน!! อานิสงส์ดีมานด์ชิป–นโยบายลดพึ่งสหรัฐฯ

(29 ส.ค. 68) บริษัทผู้ผลิตชิป AI ของจีน Cambricon รายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงครึ่งปีแรก หลังความต้องการชิปที่ผลิตในประเทศพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น ByteDance ที่หันมาใช้ชิปจีนแทน Nvidia ท่ามกลางนโยบายของปักกิ่งที่เร่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ

Cambricon รายงานกำไร 1,000 ล้านหยวน (ราว 5,000 ล้านบาท) ในครึ่งปีแรก เทียบกับปีก่อนที่ขาดทุนกว่า 533 ล้านหยวน ขณะที่รายได้แตะ 2,900 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 44 เท่า ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นต่อเนื่อง จนมูลค่าตลาดแตะ 580,000 ล้านหยวน

แรงหนุนสำคัญมาจากการเปิดตัวโมเดล AI ของ DeepSeek ที่รองรับการทำงานกับชิปในประเทศ และการที่รัฐบาลจีนสั่งให้บริษัทใหญ่ ๆ เช่น ByteDance และ Tencent ลดการใช้เทคโนโลยีจาก Nvidia ส่งผลให้ Cambricon จะได้ประโยชน์เต็ม ๆ โดยราคาหุ้นล่าสุดเพิ่มขึ้นอีก 5% อยู่ที่ 1,391 หยวนต่อหุ้น

แม้ยังเป็นผู้เล่นรายเล็กเมื่อเทียบกับ Huawei โดยถือครองส่วนแบ่งตลาดชิป AI จีนเพียง 3% แต่ Cambricon พยายามเสริมศักยภาพด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ inference สำหรับ AI และเตรียมระดมทุนเพิ่มอีก 4,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 18,140 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนต่อยอดการผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ AI 

สหรัฐฯ ยกเลิกสิทธิยกเว้นภาษีพัสดุนำเข้า ต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ มีผล 30 ส.ค. นี้!! หลังใช้มาตรการดังกล่าวมายาวนานกว่า 80 ปี

(29 ส.ค. 68) สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ มีผลตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมนี้ หลังใช้นโยบายมานานกว่า 80 ปี โดยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือนแรก ผู้ให้บริการไปรษณีย์ต่างประเทศสามารถเลือกจ่ายภาษีแบบเหมาจ่าย 80–200 ดอลลาร์ต่อพัสดุ ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทาง ก่อนที่จะต้องเก็บภาษีตามมูลค่าจริงทั้งหมดตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นไป

ทำเนียบขาวระบุว่า การยกเลิกช่องโหว่นี้จะช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติด เช่น เฟนทานิล และเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากรอีกกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดย ปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่านี่คือ “การเปลี่ยนแปลงถาวร” และไม่เปิดทางให้ประเทศคู่ค้ารายใดกลับมาได้สิทธิยกเว้นอีก

ที่ผ่านมาพัสดุนำเข้าภายใต้นโยบาย de minimis เพิ่มจาก 139 ล้านชิ้นในปีงบประมาณ 2015 เป็นกว่า 1.36 พันล้านชิ้นในปี 2024 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากจีน ซึ่งได้รับความนิยมสูงจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shein และ Temu ที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ต้องเสียภาษีเต็มจำนวน

สำหรับอัตราใหม่ พัสดุจากประเทศที่สหรัฐฯ เก็บภาษีต่ำกว่า 16% เช่น สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป จะถูกเก็บ 80 ดอลลาร์ต่อชิ้น ประเทศที่อยู่ระหว่าง 16–25% เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม เสีย 160 ดอลลาร์ ส่วนประเทศที่เกิน 25% เช่น จีน บราซิล อินเดีย และแคนาดา จะเสียสูงสุด 200 ดอลลาร์ต่อชิ้น ขณะที่ผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ทั้ง FedEx, UPS และ DHL ต้องดำเนินการเก็บภาษีและจัดการเอกสารแทนผู้นำเข้าเต็มรูปแบบ

Nvidia ย้ำ “ไม่จ่าย” ส่วนแบ่ง 15% ให้รัฐบาลสหรัฐฯ ชี้เพราะกฎหมายทรัมป์ไม่ชัด…ที่ขู่ขอเปอร์เซ็นต์ขายชิป H20 ในจีน

(29 ส.ค. 68) บริษัท Nvidia ยืนยันยังไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่ง 15% จากการขายชิป H20 ในจีนให้รัฐบาลสหรัฐฯ เหตุแผนของรัฐบาลทรัมป์ยังไม่ถูกตราเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ โดย โคเล็ต เครสส์ (Colette Kress) รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ NVIDIA ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีเอกสารข้อบังคับทางกฎหมายใด ๆ ออกมา ทำให้ Nvidia สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าว

เดิมทีชิป H20 ถูกออกแบบมาเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดการส่งออกยุคโจ ไบเดน แต่ถูกสหรัฐฯ บล็อกในช่วงต้นปี ต่อมาฝ่ายทรัมป์เปิดให้ขอใบอนุญาตส่งออกได้ แต่มีเงื่อนไขต้องหัก 15% รายได้ ซึ่ง Nvidia ชี้ว่ายังไม่ได้ส่งออกหรือบันทึกรายได้ภายใต้เงื่อนไขนี้เลย

ทั้งนี้ Nvidia เตือนว่าหากกฎหมายบังคับใช้จริง จะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงถูกฟ้องร้อง และเปิดช่องให้คู่แข่งได้เปรียบ แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย บริษัทคาดว่าชิป H20 อาจสร้างรายได้เพิ่ม 2,000–5,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสหน้า

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัว รมต.กลาโหมเวเนซุเอลา 15 ล้านดอลลาร์ แลกข้อมูลนำจับ

(2 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ประกาศมอบเงินรางวัลสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 498 ล้านบาท) สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การจับกุม วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ (Vladimir Padrino López) รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา ซึ่งถูกกล่าวหาพัวพันคดียาเสพติดและทุจริต ซึ่งการประกาศดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกดดันรัฐบาลประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ที่สหรัฐฯ และหลายประเทศไม่ยอมรับความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีมาดูโรยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เขาประกาศต่อสาธารณะว่า เวเนซุเอลามีขีปนาวุธจำนวน 1,200 ลูก ที่ถูกล็อคเป้าใส่เรือรบสหรัฐฯ ทั้ง 8 ลำแล้ว พร้อมย้ำว่าประเทศตนจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยจาก “สงครามเศรษฐกิจ” และแรงกดดันจากชาติตะวันตก

สหรัฐฯ ยังได้เพิ่มเงินรางวัลนำจับ นิโคลัส มาดูโร เป็นจำนวน 25 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 830 ล้านบาท และ ดิโอสดาโด กาเบโย (Diosdado Cabello) รัฐมนตรีมหาดไทยอีก 25 ล้านดอลลาร์ รวมถึงคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลาเพิ่มเติม ขณะที่สหภาพยุโรป แคนาดา และสหราชอาณาจักร ก็ร่วมออกมาตรการคว่ำบาตรไปในทิศทางเดียวกัน

ด้านฝ่ายค้านเวเนซุเอลาและนานาชาติยังคงยืนยันว่า ผลการเลือกตั้งปี 2024 ไม่โปร่งใส และอดีตผู้สมัครฝ่ายค้าน เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ (Edmundo González) ควรเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง โดยสถานการณ์ล่าสุดยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลมาดูโรกับสหรัฐฯ ที่อาจลุกลามสู่ความขัดแย้งทางทหารมากขึ้นในอนาคต

‘อินเดีย’ ยอมลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% ‘ทรัมป์’ บอกไม่สน!! ชี้ควรทำตั้งนานแล้ว ไม่ใช่มาเสนอตอนนี้

(2 ก.ย. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อินเดียเสนอที่จะปรับลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ลงเหลือศูนย์ หลังจากที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศถูกวิจารณ์ว่ามีความไม่สมดุล โดยทรัมป์โพสต์ใน Truth Social ว่า “พวกเขาควรทำตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งจะมาเสนอตอนนี้ มันสายเกินไปแล้ว”

ด้านอินเดียยังไม่มีการตอบโต้ต่อถ้อยแถลงดังกล่าว แต่เป็นที่รู้กันว่า สหรัฐฯ เคยเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียสูงถึง 50% สร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศอย่างมาก

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ของอินเดีย เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่จีน โดยปรากฏภาพเขาเดินจับมือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ตอกย้ำภาพความใกล้ชิดระหว่างอินเดีย จีน และรัสเซีย ท่ามกลางแรงกดดันจากวอชิงตัน

แม้สหรัฐฯ และอินเดียจะเคยมีความร่วมมือใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นถ่วงดุลอำนาจจีน แต่ความสัมพันธ์กลับตึงเครียดขึ้น หลังอินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันรัสเซีย ขัดต่อความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการสกัดกั้นการทำสงครามของมอสโกในยูเครน

‘ทรัมป์’ เล็งเปลี่ยนชื่อ ‘กระทรวงกลาโหม’ เป็น ‘กระทรวงสงคราม’ เชื่อคนอเมริกาส่วนใหญ่เห็นด้วย

(2 ก.ย. 68) สหรัฐฯ อาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ครั้งใหญ่ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เขากำลังพิจารณาเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม (Department of Defense) กลับไปใช้ชื่อเดิมคือ 'กระทรวงสงคราม' (Department of War) ซึ่งเคยใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้ว

ทรัมป์กล่าวถ้อยแถลงนี้ระหว่างการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง โดยย้ำว่า คำว่า 'สงคราม' สะท้อนบทบาทที่แท้จริงมากกว่า พร้อมเสริมว่าแนวคิดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า หากจะมีการเปลี่ยนชื่อจริง ๆ ขั้นตอนนี้อาจต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเสียก่อน ซึ่งอาจกลายเป็นอีกประเด็นร้อนในทางการเมืองของวอชิงตันในเร็ว ๆ นี้

‘ทรัมป์’ โพสต์ระบาย..น้อยใจ!! ‘สี จิ้นผิง’ ไม่ชวนร่วมพาเหรดที่จีน เชื่อกำลังสมคบคิดกับ ‘ปูติน-คิม จองอึน’ โค่นสหรัฐอเมริกา

(3 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเหน็บแนมประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ว่ากำลังสมคบคิดกับวลาดิมีร์ ปูติน และคิม จองอึน ต่อต้านสหรัฐฯ หลังจีนจัดงานสวนสนามวันชัยชนะครั้งใหญ่ในกรุงปักกิ่งโดยเชิญผู้นำโลก 26 คนเข้าร่วม แต่ไม่เชิญเขา

ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า “กรุณาส่งความปรารถนาดีของผมไปยังปูตินและคิม ขณะที่ท่านสมคบคิดกันต่อต้านสหรัฐอเมริกา” พร้อมทวงบุญคุณชีวิตของทหารอเมริกันที่สละชีพเพื่อชาวจีนในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่วีรกรรมเหล่านั้นไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร

แม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ แต่ทรัมป์ยังยืนยันว่าอเมริกามีอำนาจเหนือกว่าและไม่กังวลเรื่องพันธมิตรใหม่ พร้อมระบุว่า “จีนต้องการเรา มากกว่าที่เราต้องการพวกเขา” และย้ำอีกครั้งว่าเขายังมีความสัมพันธ์ดีกับสี จิ้นผิง 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความผิดหวังต่อปูติน หลังการประชุมที่อะแลสกาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับยูเครนได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดียูเครน วลาดิมีร์ เซเลนสกี ก็เผยว่ารัสเซียกำลังเสริมกำลังทหารในบางแนวรบ โดยปูตินยังไม่ยอมเจรจาสันติภาพ

สหรัฐฯ สั่งเพิกถอนใบอนุญาต TSMC ห้ามส่งเทคโนโลยีขั้นสูงจากอเมริกาไปจีน

(5 ก.ย. 68) สหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทไต้หวัน TSMC ในการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน โดยมาตรการนี้อาจกระทบต่อการดำเนินงานของโรงงาน TSMC ในเมืองหนานจิง ซึ่งผลิตชิปเจเนอเรชันเก่า แม้จะไม่ใช่รายได้หลักของบริษัทก็ตาม

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับบริษัทเกาหลีใต้ทั้งซัมซุง (Samsung) และ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) ทำให้การส่งออกสินค้าที่มีส่วนประกอบจากอเมริกาไปยังจีนต้องเข้มงวดขึ้น และผู้ผลิตจำเป็นต้องยื่นขออนุญาตเป็นรายกรณี ส่งผลให้ต้นทุนและกระบวนการซับซ้อนกว่าเดิม

ส่งผลให้ TSMC ออกมาแถลงต่อ BBC ว่ากำลังประเมินสถานการณ์และจะหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยย้ำว่ายังคงมุ่งมั่นที่จะดูแลให้โรงงานในจีนดำเนินงานได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าผลกระทบต่อ TSMC มีจำกัด เพราะสัดส่วนรายได้จากโรงงานในจีนมีเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตลาดโลก

ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่า มาตรการนี้อาจผลักดันให้ลูกค้าจีนหันไปใช้ชิปที่ผลิตภายในประเทศ แม้จะล้าหลังอยู่หลายรุ่น แต่ก็อาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และการพัฒนาที่รวดเร็วขึ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนเอง

‘รัสเซีย–จีน’ จับมือสร้างท่อส่งก๊าซยักษ์ Power of Siberia 2 ส่งผ่านมองโกเลีย เข้าสู่จีน 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

(5 ก.ย. 68) รัสเซียและจีนตกลงเดินหน้าสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติ 'Power of Siberia 2' แม้ยังไม่บรรลุข้อตกลงเรื่องราคา โดยโครงการนี้จะสามารถส่งก๊าซเพิ่มได้ถึง 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีจากเขตอาร์กติก ผ่านมองโกเลียเข้าสู่จีน ซึ่งจะช่วยให้จีนมีทางเลือกด้านพลังงานมากขึ้น และลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ

อเล็กเซย์ มิลเลอร์ (Alexei Miller) ซีอีโอของก๊าซพรอม (Gazprom) ระบุว่า ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และยังบรรลุข้อตกลงเพิ่มปริมาณก๊าซจากท่อเดิม 'Power of Siberia' ที่ส่งก๊าซจากไซบีเรียตะวันออกไปยังจีน จาก 38,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็น 44,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ราคาของโครงการใหม่นี้จะต้องเจรจาแยกต่างหาก

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การประกาศสร้าง Power of Siberia 2 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ด้านพลังงาน สะท้อนว่าจีนไม่สนแรงกดดันจากตะวันตก และยังใช้โอกาสนี้ต่อรองส่วนลดก๊าซจากรัสเซีย ขณะเดียวกันความไม่ชัดเจนเรื่องราคาและการก่อสร้างแสดงให้เห็นว่า จีนยังคงกุมไพ่เหนือกว่าในโต๊ะเจรจา

ทั้งนี้ รัสเซียหันมาพึ่งจีนมากขึ้นหลังเสียตลาดยุโรปเพราะสงครามยูเครน โดยจีนถือเป็นคู่ค้าพลังงานรายใหญ่ที่สุด ทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และ LNG ขณะที่บริษัทก๊าซพรอมย้ำว่า การสร้าง Power of Siberia 2 จะเป็นโครงการท่อส่งก๊าซที่ใหญ่และลงทุนสูงที่สุดในโลก แม้รายละเอียดด้านผู้รับเหมาหรือระยะเวลาก่อสร้างยังไม่ถูกเปิดเผยก็ตาม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top