Friday, 5 June 2026
สหรัฐอเมริกา

‘ฮุน มาเนต’ ขอบคุณ ‘ทรัมป์’ ลดภาษีสินค้านำเข้าเหลือ 19% แถมมีส่วนสำคัญ!! ช่วยผลักดันหยุดยิงชายแดนไทย-กัมพูชา

(1 ส.ค.68) นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความขอบคุณต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจลดภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาลงเหลือ 19% จากเดิมที่สูงถึง 49% โดยชี้ว่าเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจและประชาชน พร้อมยกย่องทีมเจรจากัมพูชาที่ทำงานอย่างหนัก

ฮุน มาเนต เปิดเผยว่า เขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับทรัมป์ถึง 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 26 และ 28 กรกฎาคม เพื่ออธิบายสถานการณ์ฟื้นตัวของกัมพูชาหลังสงครามยาวนาน และเสนอให้ลดภาษีนำเข้า เพื่อยกระดับชีวิตประชาชน ซึ่งทรัมป์ตอบรับข้อเสนอและให้คำมั่นว่าจะทำให้กัมพูชามีความสุข

นอกจากนี้ ฮุน มาเนต ยังระบุว่า ทรัมป์ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการหยุดยิงโดยตรงระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ เพื่อมุ่งสู่สันติภาพถาวรในภูมิภาค พร้อมขอบคุณรองนายกฯ ซุน จันทอล และทีมเจรจาที่ร่วมกันผลักดันข้อตกลงนี้จนสำเร็จ

‘ทรัมป์’ ยอมรับต่อให้คว่ำบาตรรัสเซียอีก ก็มิอาจหยุดปูตินได้ ยืนยันเตรียมส่ง ‘วิทคอฟฟ์’ ผู้แทนพิเศษไปเจรจาสงบศึกถึงเครมลิน

(1 ส.ค. 68)  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เตรียมส่งผู้แทนพิเศษ สตีฟ วิทคอฟฟ์ (Steven Witkoff) ไปยังรัสเซียในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อหารือประเด็นสงครามยูเครน พร้อมยืนยันว่ากำลังวางแผนใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อมอสโก หากยังไม่เห็นท่าทีร่วมเจรจาสันติภาพจากฝ่ายรัสเซีย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวระหว่างงานแถลงที่ทำเนียบขาวว่า รู้สึกโกรธมากต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนล่าสุดของรัสเซียในกรุงเคียฟ โดยใช้คำว่า “น่ารังเกียจ” ซ้ำถึงสองครั้ง และชี้ว่าหากไม่มีความคืบหน้าทางการทูต สหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยอมรับตรง ๆ ว่า “ไม่แน่ใจว่าการคว่ำบาตรจะมีผลต่อปูตินหรือไม่” พร้อมเสริมว่า รัสเซียรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องคว่ำบาตร และตัวเขาเองก็เข้าใจเรื่องนี้มากที่สุด “ผมไม่รู้ว่ามันจะเปลี่ยนอะไรได้ไหม แต่เราจะทำ”

ด้านแผนการเดินทางของ 'วิทคอฟฟ์' ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม แต่มีรายงานว่าครั้งล่าสุดที่เขาเยือนรัสเซียคือเมื่อเดือนเมษายน โดยพบกับประธานาธิบดีปูตินที่เครมลิน แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพใด ๆ ได้ ขณะที่สถานการณ์ในยูเครนยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

‘หมออั้น’ วิเคราะห์ ‘กัมพูชา’ เอาอะไรไปแลกอเมริกาบ้าง ถึงได้ดีลอัตราภาษีสินค้านำเข้า 19% เท่าไทย

(1 ส.ค. 68)  นายแพทย์ธีรภัทร์ พุ่มพวง (หมออั้น) เจ้าของเพจ 'รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ Dr.A' และผู้เขียนผลงาน Best Seller 'รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ HYBRID' โพสต์ข้อความหลังกัมพูชาได้ลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ‘กัมพูชา’ เอาอะไรไปแลกอเมริกาบ้าง ถึงได้ดีล 19% เท่าไทย

สรุป 10 ข้อ
1. ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด
กัมพูชาประกาศลดภาษีเหลือ 0–5% สำหรับสินค้าจากสหรัฐกว่า 10,000 รายการ เช่น เครื่องมือแพทย์ สารเคมี เกษตรเฉพาะทาง

2. สั่งซื้อเครื่องบิน Boeing 737 MAX 8 จำนวน 10 ลำ
ดีลมูลค่า ~1.2 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ พร้อมให้สัญญาซื้อเพิ่มอีก 10 ลำภายใน 5 ปี

3. ออกกฎคุมสินค้าจีน 'แปลงสัญชาติ' ผ่านกัมพูชาเข้าตลาดสหรัฐฯ
ออก ประกาศ ร่วม 3 กระทรวง บังคับใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และตรวจเอกสารเข้มขึ้น ป้องกันการหลบภาษี

4. ยอมให้ตรวจโรงงาน-ซัพพลายเชนกว่า 50 แห่งโดยตรง
รวมถึงโรงงานสิ่งทอ รองเท้า ที่ส่งออกไปสหรัฐ เพื่อยืนยันแรงงานไม่ละเมิดสิทธิและไม่มีวัตถุดิบจีนแฝง

5. ยกเว้นค่าวีซ่า 5 ปีให้บริษัทเทคโนโลยี-โลจิสติกส์สหรัฐฯ
เช่น Amazon, UPS, FedEx เพื่อจูงใจตั้งคลังและศูนย์กระจายสินค้าในพนมเปญและสีหนุวิลล์

6. หยุดยิง บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
หลังจากความตึงเครียดช่วงเดือนกรกฎาคม วอชิงตันขอให้กัมพูชาลงนามข้อตกลงหยุดยิง 8 ข้อ ก่อนให้ดีลภาษีเดินหน้า

7. ตกลงนำเข้า LNG (ก๊าซธรรมชาติ) จากสหรัฐฯ ปีละ 0.6 ล้านตัน
เริ่มตั้งแต่ปี 2026 เพื่อกระจายแหล่งพลังงาน และลดพึ่งพาประเทศจีน

8. ลดภาษีบริการดิจิทัลจากบริษัทสหรัฐฯ ชั่วคราว 2 ปี
เช่น AWS, Microsoft Azure ได้สิทธิ VAT เหลือ 5% ชั่วคราว เพื่อดึงดูดการตั้ง Data Center และ Smart Logistics

9. ตั้งคณะทำงาน 'Green Supply Chain' ร่วมกับสหรัฐฯ
ร่วมลงทุนในโครงการลดคาร์บอนของโรงงานสิ่งทอเป้าหมาย โดยมีสินเชื่อจาก EXIM Bank ของสหรัฐฯ สนับสนุน

10. คงสิทธิ GSP สำหรับสินค้าเกษตรบางรายการ แต่ต้องเปิดโควตาสินค้าสหรัฐ เช่น ข้าว ยาง ยังได้สิทธิส่งออกแบบปลอดภาษี แต่กัมพูชาต้องยอมเปิดนำเข้าข้าวโพด-ถั่วเหลืองจากสหรัฐมากขึ้น

ปิดดีลภาษีสหรัฐ 19% ความสำเร็จในการเจรจา กับการขยับฐานภาษี!! ที่อาจไม่สิ้นสุด!!

(3 ส.ค. 68) ไทยบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ก่อนเส้นตาย 1 ส.ค. โดยอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยอยู่ที่ 19% ต่ำกว่ากรอบเดิมที่สหรัฐฯ ขู่ใช้มาตรการทางภาษีที่อัตรา 36% ซึ่งใกล้เคียงกับคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม (20%), อินโดนีเซีย (19%), ฟิลิปปินส์ (19%) และมาเลเซีย (19%)

ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่ทีมไทยแลนด์ สามารถเจรจาจนประสบความสำเร็จ ในการลดภาษีส่งออกไปสหรัฐจากเดิมที่ ประธานาธิดี ทรัมป์ ได้ประกาศไว้ ว่าจะเรียกเก็บที่อัตรา 36% อัตราภาษีดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันต่อการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเกษตร-อาหารที่มีความอ่อนไหวต่อภาษี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค และการส่งออกไทยครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงหดตัวกว่า -10% หลังจากครึ่งปีแรกเร่งส่งออกโตถึง +15% จากความกังวลเรื่องภาษี แต่ภาษีที่ออกมาจริงที่ระดับ 19% อาจช่วยให้การชะลอตัวของครึ่งปีหลังไม่รุนแรงเท่าที่เคยคาดการณ์

สำหรับอัตราภาษี 19% ที่ได้มา ยังไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขข้อตกลงที่ใช้ในการเจรจา ว่าไทยยอมรับเงื่อนไขอะไรบ้าง จะต้องมีการนำเข้าสินค้าอะไรเพิ่มเติม โดยคาดการณ์ว่า สิ่งที่ไทยต้องแลกเปลี่ยน ได้แก่ เปิดตลาดนำเข้าเพิ่ม 90% สั่งซื้อสินค้าเพิ่ม ในกลุ่มข้าวโพด, กากถั่วเหลือง, อาวุธและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งก๊าซธรรมชาติ LNG ฯลฯ สนับสนุนบริษัทไทยให้ไปลงทุนในสหรัฐฯ รวมทั้งปรับระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งเมื่อตรวจพบอาจถูกจัดเก็บ Transshipment 40%

กลุ่มสินค้าส่งออกของไทยที่จะกระทบหนัก ได้แก่ กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง ที่ไทยมีส่วนแบ่งอยู่อันดับที่ 1 แต่อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจากเดิม คงมีแค่ทางเลือกเดียวให้ผู้ส่งออก คือ ลดอัตรากำไร แทนการขึ้นราคา เพื่อคงราคาขายปลีกในสหรัฐ กลายเป็นภาระของผู้ส่งออกที่ต้องแบกรับ เพราะหากปรับขึ้นราคาสินค้าแล้วแพงกว่าคู่แข่ง ตลาดหายทันที

หน้าที่ของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล คงต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ กระชับพันธมิตรทางการค้าเพิ่ม จากที่ไทย น่าจะเสียตลาดส่งออกเพื่อนบ้าน (ที่ไม่น่าเป็นเพื่อน) อย่างกัมพูชา ไป 1 แห่ง แต่อาจจะกระทบเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพราะดูแล้ว น่าจะเป็นสงครามการเมืองมากกว่าการค้า และกัมพูชา ยังคงมีความต้องการสินค้าจากไทยเพื่อใช้อุปโภคบริโภคเป็นจำนวนมาก ส่วนประเทศต่างๆ ที่จะทำการค้ากับกัมพูชา อาจต้องทบทวนนโยบายใหม่ จากเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ที่ต้องระมัดระวังการเจรจามากขึ้น เพราะอาจโดนหักหลังได้ตลอดเวลา

สำหรับภาษีสหรัฐ หากลองมองอีกมุม หรือแท้จริงแล้ว สหรัฐอเมริกา อาจจะวางกรอบอัตราภาษีสำหรับภูมิภาคอาเซียนเอาไว้อยู่แล้ว แต่ใช้ความเป็นชาติมหาอำนาจ ประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ ที่สูงลิบ แล้วรอดูว่าในแต่ละประเทศ จะมีท่าทีต่อสหรัฐอเมริกาอย่างไร สร้างแรงกระเพื่อมต่อคู่ค้าในแต่ละประเทศ เพื่อกระทบชิ่งไปยังมหาอำนาจอีกฝั่งอย่างประเทศจีน หรือรัสเซีย กดดันแต่ละประเทศเพื่อกำหนดทางเลือกการทำการค้าก็เป็นได้

การกำหนดท่าที การวางตัวของรัฐบาลไทย ต่อประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย คงต้องมีความมั่นคง มีนโยบายที่ชัดเจนในการวางตำแหน่งทางการค้าโลก ในทิศทางที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้น ลูกบ้าของประธานาธิบดี ทรัมป์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ …

อินเดียเบรกซื้อเครื่องบิน Boeing P-8I Poseidon ของสหรัฐฯ กระทบดีล 3.6 พันล้านดอลลาร์ ตอบโต้ภาษีทรัมป์เก็บ 50%

(7 ส.ค. 68) อินเดียตัดสินใจชะลอแผนจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8I Poseidon จำนวน 6 ลำ มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 131,400 ล้านบาท) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งจะมีผลในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

มีการเปิดเผยอีกว่า กองทัพอินเดียซึ่งมี P-8I อยู่แล้ว 12 ลำ ต้องการเพิ่มอีก 6 ลำ เพื่อรับมือการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดีย โดยสหรัฐฯ เคยอนุมัติในปี 2021 ที่ราคา 2.42 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคาพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากปัญหาซัพพลายเชน ทำให้การเจรจาล่าช้า ก่อนจะมาสะดุดเพราะมาตรการภาษีล่าสุด

รัฐบาลนิวเดลีมองว่าภาษีดังกล่าวเป็นความพยายามกดดันให้อินเดียซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ F-35 ซึ่งเจ้าหน้าที่อินเดียระบุว่า “น่าตกใจ” และย้ำว่าการตัดสินใจทางทหารต้องอยู่บนพื้นฐานด้านความมั่นคง ไม่ใช่แรงกดดันทางการค้า

การชะลอดีลนี้สะท้อนการปรับสมดุลใหม่ในนโยบายกลาโหมของอินเดีย ทั้งการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ เช่น โครงการของ DRDO การจัดงบประมาณอย่างรอบคอบ และโดรนติดอาวุธ ซึ่งการส่งสัญญาณทางการเมืองต่อวอชิงตันครั้งนี้ หากสหรัฐฯ ไม่ลดแรงกดดัน อาจส่งผลให้ Boeing อาจได้รับผลกระทบหนักแม้มีฐานธุรกิจในอินเดีย 

ทีมสหรัฐฯ เหมาเหรียญทองยกทีม เฉือน ‘จีน-เกาหลีใต้’ คว้าแชมป์ฟิสิกส์โอลิมปิกโลก 2025 ส่วนไทยจบอันดับ 14

(7 ส.ค. 68) การแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับนานาชาติ (International Physics Olympiad: IPhO) ประจำปี 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบัน École Polytechnique กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปรากฏว่า 'ทีมชาติสหรัฐอเมริกา' สร้างผลงานสุดร้อนแรง คว้าอันดับ 1 เหนือคู่แข่งสำคัญอย่างจีน เกาหลีใต้ และอินเดีย โดยนักเรียนทั้ง 5 คนของทีมสามารถคว้าเหรียญทองได้ครบทุกคน นับเป็นหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน

ตัวแทนนักเรียนจากสหรัฐฯ ได้แก่ อคัสทยา โกเอล (Agastya Goel), อัลเลน ลี่ (Allen Li), โจชัว หวัง (Joshua Wang), เฟโอดอร์ เยฟตูเชนโก (Feodor Yevtushenko) และ ไบรอัน จาง (Brian Zhang) ซึ่งต้องเผชิญโจทย์ฟิสิกส์ทั้งเชิงทฤษฎีและทดลองที่ซับซ้อนจากผู้เข้าแข่งขันกว่า 85 ประเทศทั่วโลก ความสำเร็จของพวกเขาช่วยผลักดันให้สหรัฐฯ ขึ้นครองอันดับสูงสุดของตารางเหรียญรางวัลในปีนี้

ขณะที่ จีนตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยผลงาน 4 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน ขณะที่ฮ่องกงและเกาหลีใต้มีผลงานเท่ากันคือ 4 ทอง 1 เงิน ส่วนอินเดียคว้าไป 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน ติดอันดับท็อป 5 เช่นกัน ทำให้การแข่งขันในปีนี้ถือว่าเข้มข้นสูสี และเน้นย้ำถึงคุณภาพของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในเอเชียและสหรัฐฯ

ส่วนไทยคว้าอันดับ 14 ในศึกชิงแชมป์โลกครั้งนี้ หลังทำผลงาน 1 เหรียญทอง จาก นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง , 2 เหรียญเงิน จากนายภัทรภณ ธนพิทักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ กับ นายปราชญ์ อำพนธ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม และ 2 เหรียญทองแดง จากนายศุภมงคล เปรมอนันต์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กับ นางสาวณัชวดี เอี่ยมสิริบูลย์ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพฯ 

ทั้งนี้ ความสำเร็จของทีมสหรัฐฯ ได้รับเสียงชื่นชมจากแวดวงการศึกษาและองค์กรวิทยาศาสตร์ในประเทศ โดยมองว่าเป็นผลจากการส่งเสริม STEM อย่างจริงจัง และเป็นสัญญาณบวกของการพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่บนเวทีโลก ทั้งยังสะท้อนพลังของเยาวชนในการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างแท้จริง

‘ทรัมป์’ ขู่ยึดอำนาจการปกครองกรุงวอชิงตัน หลังมีคดีโจ๋ทำร้ายพนักงานรัฐบาลจากหน่วย DOGE

(7 ส.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะยึดอำนาจการปกครองท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนำเมืองหลวงมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง โดยอ้างเหตุอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเยาวชน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่อดีตทีม Doge ถูกรุมทำร้ายขณะพยายามช่วยผู้หญิงคนหนึ่งจากการถูกคุกคาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 'เอ็ดเวิร์ด โคริสทีน' นักศึกษาชาวอเมริกันวัย 19 ปี หรือที่รู้จักในชื่อ 'Big Balls' และเป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยงานกรมประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ถูกรุมทำร้ายโดยกลุ่มวัยรุ่นราว 10 คน ใกล้วงเวียนดูปองต์ (Dupont Circle) ช่วงเวลาประมาณตี 3 โดยตำรวจจับกุมเยาวชนอายุ 15 ปี จากรัฐแมริแลนด์ได้ 2 คน พร้อมแจ้งข้อหาพยายามปล้นรถ ขณะที่ไอโฟนรุ่นใหม่ของผู้เสียหายก็หายไปด้วย

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social เรียกร้องให้ดำเนินคดีแบบผู้ใหญ่กับเยาวชนอายุ 14 ปี และขู่ว่าหากกรุงวอชิงตันไม่ควบคุมอาชญากรรม เขาจะใช้ 'อำนาจของประธานาธิบดี' ยึดอำนาจปกครองโดยตรง ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจาก อีลอน มัสก์ ซีอีโอแห่งเทสลา ที่กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างความล้มเหลวของระบบความปลอดภัยในเมือง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะให้อำนาจรัฐสภาควบคุมกรุงวอชิงตัน แต่การยึดอำนาจทั้งหมดจะต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งน่าจะถูกฝ่ายค้านเดโมแครตต่อต้านอย่างหนัก ปัจจุบันวอชิงตันมีระบบ 'home rule' ให้สิทธิเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสภาท้องถิ่น ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐสภา แต่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดพยายามยกเลิกสิทธิ์นี้มาก่อนนับตั้งแต่ปี 1973 

อย่างไรก็ตามโดยสถิติจากกระทรวงยุติธรรมยังระบุว่า อาชญากรรมในเมืองหลวงมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขณะที่ สำนักงานของนายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มูเรียล เบาเซอร์ (Muriel Bowser) ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

‘ฮุน มาแนต’ ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการโนเบล เสนอชื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชิงรางวัลสันติภาพ

(8 ส.ค. 68) กัมพูชาเสนอชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาให้ยุติลงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการหยุดยิงที่ “ไม่มีเงื่อนไข” หลังความรุนแรงตลอด 5 วันทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ราย และประชาชนกว่า 300,000 คนต้องอพยพ

ในจดหมายที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาแนต ส่งถึงคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ ระบุว่า การเจรจาผ่านโทรศัพท์ของทรัมป์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมกับผู้นำทั้งสองประเทศ มีส่วนทำให้การเจรจาในมาเลเซียวันที่ 28 กรกฎาคมเกิดผลเป็นรูปธรรม และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ พร้อมยกย่อง “ความเป็นผู้นำทางการทูตเชิงนวัตกรรม” ของทรัมป์

การเสนอชื่อนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เพิ่งลดภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาจาก 49% เหลือเพียง 19% ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอของกัมพูชาอย่างมาก 

ทั้งนี้ รายชื่อผู้ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลจะถูกปิดรับในวันที่ 31 มกราคมของทุกปี และจะประกาศผลในเดือนตุลาคม โดยมีบุคคลทั่วโลกที่มีสิทธิ์เสนอชื่อได้หลายหมื่นคน เช่น สส., รัฐมนตรี, ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย และอดีตผู้ได้รับรางวัลโนเบลเอง

‘รัฐบาลเลบานอน’ ยอมทำตามข้อตกลงของ ‘สหรัฐฯ’ เดินหน้าจำกัดอาวุธทั้งหมดให้อยู่ภายใต้การควบคุมรัฐ

(8 ส.ค. 68) รัฐบาลเลบานอนมีมติเห็นชอบ เป้าหมายของแผนสหรัฐฯ ที่ต้องการให้การถือครองอาวุธอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐเท่านั้น แม้ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาชัดเจน แต่แผนนี้จะมุ่งปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ภายในสิ้นปี ซึ่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาประณามว่าเป็น 'ความอัปยศ' และ “การยอมจำนนต่อศัตรู”

กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ยืนกรานไม่ยอมให้ปลดอาวุธ พร้อมอ้างสิทธิตามกฎบัตรสหประชาชาติในการต่อต้านอิสราเอล โดยเฉพาะในขณะที่อิสราเอลยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และโจมตีทางใต้ของเลบานอนแทบทุกวัน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลถึง 8 รายในสัปดาห์นี้

รัฐมนตรีฮิซบอลเลาะห์และพันธมิตรมุสลิมชีอะห์ ได้วอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อประท้วงข้อเสนอดังกล่าว ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยืนยันสนับสนุนให้เลบานอนมอบหมายให้กองทัพเป็นผู้ควบคุมอาวุธทั้งหมด

ทั้งนี้ แผนของสหรัฐฯ ยังรวมถึงการถอนกำลังอิสราเอลจากจุดยุทธศาสตร์ทางใต้ และให้ยูเอ็น (UN) กับกองทัพเลบานอนควบคุมแทน แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด โดยสื่อฝ่ายฮิซบอลเลาะห์เตือนว่า หากรัฐบาลเดินหน้าตามแผนนี้ อาจถึงขั้นทำให้รัฐมนตรีชีอะห์ทั้ง 4 ลาออก หรือล้มรัฐบาลทั้งชุดผ่านกลไกรัฐสภา

ทรัมป์ ลั่น!! เที่ยงคืน เก็บภาษีศุลกากร หลายพันล้านดอลลาร์ เข้าสหรัฐฯ

(9 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลว่า

“เที่ยงคืนแล้ว!!! ภาษีศุลกากรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กำลังไหลเข้าสหรัฐอเมริกา!”

แต่ข้อเท็จจริงคือ 

“บริษัทนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯต่างหาก ที่เป็นผู้จ่ายภาษีศุลกากร ดังนั้นจึงไม่มีเงินไหลเข้ามายังสหรัฐฯ 
มีแต่เงินไหลจากบริษัทอเมริกัน (ซึ่งในที่สุดก็คือผู้บริโภคชาวอเมริกันนั่นเองที่เป็นผู้จ่าย) ไปยังรัฐบาล”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top