Thursday, 4 June 2026
สสส

สสส. ผนึก มสส.-มรพ. จัดนิทรรศการ ‘ศิลปินวัยใส ใส่ใจสุขภาวะ’ โชว์ผลงานศิลปะและสื่อ TikTok ดึงสื่อมวลชนด้านการ์ตูนนิสต์ทำงานร่วมกับสถานบันการศึกษาทั่วประเทศ 

สสส. ผนึก มสส.-มรพ. จัดนิทรรศการ ‘ศิลปินวัยใส ใส่ใจสุขภาวะ’ โชว์ผลงานศิลปะและสื่อ TikTok ดึงสื่อมวลชนด้านการ์ตูนนิสต์ทำงานร่วมกับสถานบันการศึกษาทั่วประเทศ ปั้นศิลปินตัวน้อยสู่เยาวชนนักสื่อสารสุขภาวะ ป้องกันปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ-สังคม

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568 ที่ Palette Artspace (ชั้น 4) ทองหล่อ กรุงเทพฯ มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับ มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดตัว นิทรรศการ : ศิลปินวัยใส ใส่ใจสุขภาวะ เพื่อแสดงผลงานศิลปะของเด็กเยาวชนในประเด็นลดปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ พนัน และอุบัติเหตุ จัดแสดงระหว่างวันที่ 13-18 ก.พ. 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น. ที่ Palette Artspace  (ชั้น 4) ทองหล่อ กรุงเทพฯ มีผลงานทั้งภาพวาดการ์ตูนไทย และสื่อ TikTok รณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง

​น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (สสส.) ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การสื่อสารสู่การหลอมรวมสื่อ (Convergence Media) ในทุกรูปแบบ ส่งผลให้แพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักที่ดึงให้เด็กเยาวชนเข้าสู่กับดักของสินค้าที่ทำลายสุขภาพและสิ่งเสพติดมากขึ้น ทั้งบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า พนันออนไลน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สสส. ในฐานะองค์กรขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและสังคม จึงให้ความสำคัญการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้อันตรายจากปัจจัยเสี่ยง โดยสานพลังร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาพ และเครือข่ายสื่อมวลชน นักการ์ตูนนิสต์ เครือข่ายละครเพื่อการเรียนรู้ และสถาบันการศึกษา มาร่วมออกแบบผลงานศิลปะและสื่อ TikTok เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กเยาวชนให้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง ถือเป็นเป็นมิติใหม่ของการทำงานรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ในโทษภัยของสิ่งเสพติดและปัจจัยเสี่ยงทางสังคมเรื่องพนันและความปลอดภัยทางถนน

​นายอภิวิชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) กล่าวว่า มสส. ได้ขยายการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.) เพื่อเชื่อมประเด็นการทำงานเชิงประเด็นและเทคนิคการสร้างสรรค์และผลิตสื่อศิลปะการ์ตูน โดยนักการ์ตูนนิสต์ชื่อดัง ทั้งเซียไทยรัฐ (นายศักดา แซ่เอียว), พี่ขวดเดลินิวส์ (นายณรงค์ จรุงธรรมโชติ), ครูอ๋า เก่งคิดเก่งวาด (นายสิทธิพร กุลวโรตตมะ) ฯลฯ  เพื่อร่วมงานผ่านกิจกรรมค่าย We Win Wow ชนะมาร-ชนะใจ พัฒนากระบวนการเรียนรู้วิชาชนะมาร (เหล้า บุหรี่ พนัน) ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในพื้นที่การทำงานของเครือข่ายละครเพื่อการเรียนรู้ชนะมารของ มรพ. ใน 5 ภาค คือ ภาคเหนือ - อุตรดิตถ์, ภาคใต้ - สงขลา, ภาคตะวันออก - ชลบุรี, ภาคคะวันออกเฉียงเหนือ - โคราช และภาคกลาง - กรุงเทพฯ โดยภูมิรู้ด้านปัจจัยเสี่ยงและเทคนิคการสร้างงานศิลปะ จะเป็นสารตั้งต้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กนักเรียนเติบโตเป็นพลเมืองที่มีสุขภาวะที่ดีของสังคม

​นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์พนัน (มรพ.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงในเด็กเยาวชน พบว่าทั้งเรื่องเหล้า บุหรี่ไฟฟ้า และพนันออนไลน์ ล้วนเป็นธุรกิจสีเทา ที่พุ่งเป้ามาที่เด็กและเยาวชนเพื่อดึงให้เป็นนักดื่ม นักสูบ นักเล่นหน้าใหม่ ทดแทนกลุ่มลูกค้าเดิมที่อาจได้รับผลกระทบจนสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปแล้ว ซึ่งการจัดกิจกรรมค่าย We Win Wow ใน 5 ภาค เมื่อเดือนต.ค. 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นการฉีดวัคซีนความรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า และพนันออนไลน์ให้นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 50 แห่ง สอนเทคนิคการทำสื่อรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงในสาขาการวาดการ์ตูน และการผลิตคลิปสั้น TikTok ผลงานทั้งหมดถือเป็นพลังเสียงเล็ก ๆ ที่ส่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ถึงผู้ใหญ่ของบ้านเมืองว่า “ขอสังคมที่ปลอดภัย ปลอดปัจจัยเสี่ยง” ให้พวกเขาได้เติบโตอย่างมีอนาคต

ดร.ศิวัช บุญเกิด รองปลัดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่ มรพ. ได้มีการลงพื้นที่ไปจัดค่าย We Win Wow กล่าวว่า เครือข่ายโรงเรียนและครูในสังกัดเมืองพัทยาให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมสร้างภูมิรู้เท่าทันให้กับเด็กและเยาวชนให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติดและปัจจัยเสี่ยง ตามมาตรการโรงเรียนปลอดภัยเมืองพัทยา (Safety School) โดยส่งเสริมการศึกษาให้เยาวชนมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นและบริบทของสังคมปัจจุบัน เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี สร้างภูมิรู้เท่าทันการลดปัจจัยเสี่ยงทุกมิติ ทั้งเหล้า-บุหรี่-พนัน ที่แฝงมากับช่องทางสื่อออนไลน์และข่าวลวง (Fake News) ทั้งนี้ ความร่วมมือกับ สสส. เครือข่ายภาคีด้านสุขภาพ และเครือข่ายรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง ร่วมเป็นพันธมิตรให้พัทยาเดินทางไปสู่เป้าหมาย Smart City เมืองน่าอยู่และปลอดภัยได้

นายศักดา แซ่เอียว (เซียไทยรัฐ) การ์ตูนนิสต์ วิทยากรหลัก ในการสร้างผลงานนิทรรศการในครั้งนี้ กล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาวะในเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในประเด็นปัจจัยเสี่ยง ผู้ใหญ่ไม่ควรไปสอนเด็กตรง ๆ แต่ควรเป็นเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ประเด็นปัจจัยเสี่ยงด้วยตนเอง และสร้างเครื่องมือการสื่อสารที่ตนเองเข้าใจและมีความรู้ด้วยตนเอง ผ่านผลงานศิลปะและสื่อที่ผลิตออกมา เพราะเด็กบางคนที่เข้าร่วมกิจกรรมก็มีประสบการณ์ตรงในการสูญเสีย หรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยเสี่ยง จึงมีการสื่อสารออกมาได้ตรงประเด็น สร้างสรรค์ และมีเสน่ห์ น่าสนใจ”

อัยการย้ำเมาแล้วขับริบรถหวังลดความสูญเสีย เผยชลบุรีแชมป์ประเทศไทย

เมื่อวานนี้ (17 มิ.ย.68) ที่ห้องเยอร์บีร่า 2 ชั้น 3 อาคารล็อบบี้ โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ มูลนิธิเมาไม่ขับร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด จัดแถลงข่าวแนวทางใหม่ฟ้องคดีเมาแล้วขับ เสนอศาลริบรถ โดยมีนายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด, นายโกเมท ทองภิญโญชัย อธิบดีอัยการ สำนักงานวิชาการ, นายวรวุฒิ วัฒนอุตภานนท์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานวิชาการ, ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง เลขานุการรองอัยการสูงสุดและนายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมในการแถลงข่าวชี้แจงแนวทางการปฏิบัติของอัยการทั่วประเทศ 

นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด เปิดเผยว่าอัยการถือเป็นทนายของแผ่นดิน มีหน้าที่ในการฟ้องผู้กระทำความผิดเพื่อขอให้ศาลลงโทษเพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุข บทบาทหน้าที่ของอัยการจึงเป็นที่พึ่งของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม

คดีเมาแล้วขับที่ผ่านมาอัยการได้ทำหน้าที่ฟ้องร้องผู้กระทำความผิดต่อศาลทั่วประเทศมีสถิติสูงมาก ปีพ.ศ.2567 มีคดีที่ฟ้องต่อศาล 101,864 คดี 10 อันดับคดีเมาแล้วขับสูงสุด ได้แก่ 1.จังหวัดชลบุรี 12,346 2.กรุงเทพฯ 11,673 3.จังหวัดนครราชสีมา 7,066 4.จังหวัดอุบลราชธานี 6,038 5.จังหวัดสมุทปราการ 5,557 6.จังหวัดเชียงใหม่ 5,153 7.จังหวัดสุรินทร์ 3,225 8.จังหวัดอุดรธานี 2,696 9.จังหวัดขอนแก่น 2,639 10.จังหวัดระยอง 2,218

ทั้งนี้พฤติกรรมเมาแล้วขับปัจจุบันสังคมมองว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายกับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000 - 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ตนในฐานะรองอัยการสูงสุดปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือที่ อส 0007(ปผ)/ว 197 เรื่องแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีผู้ขับรถขณะเมาสุราแล้วทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่น ไปถึงรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ้าย เลขานุการอัยการสูงสุด เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ อัยการจังหวัด ผู้อำนวยการสถาบัน เลขาธิการสำนักงาน อัยการสูงสุด และผู้อำนวยการสำนักงาน โดยให้พนักงานอัยการพิจารณาว่าพฤติการณ์ในการขับรถขณะเมาสุราของผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีมีลักษณะเป็นการขับรถโดยไม่คำนึงถึงถึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8) ด้วยหรือไม่ หากพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาได้ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นความผิดดังกล่าวด้วย และยังมิได้มีการแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่ผู้ต้องหาให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวเพิ่มเติมแก่ผู้ต้องหา และในการฟ้องคดีให้พนักงานอัยการขอให้ศาลสั่งริบรถของกลางตามหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ อส (สฝปผ.) 0018/ว 380 ลงวันที่ 29 กันยายน 2549 ตามที่อ้างถึงด้วย

รองอัยการสูงสุด ยังเปิดเผยต่อไปอีกว่าแนวทางปฏิบัติในเรื่องนี้ตนเชื่อว่าจะช่วยลดพฤติกรรมเมาแล้วขับได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ปัจจุบันประชาชนมีทางเลือกในการที่จะไม่เสี่ยงกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเมาไม่ขับได้หลายทางเลือก โดยเลือกใช้บริการรถสาธารณะก็จะปลอดภัยทั้งกับตนเองและไม่ก่อผลกระทบกับผู้อื่นบนท้องถนน เนื่องจากพฤติกรรมการเมาแล้วขับก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก 

ทางด้านนายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เปิดเผยว่าขอขอบคุณท่านอัยการสูงสุดที่เห็นความสำคัญของปัญหาเมาแล้วขับ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 5 แสนล้านบาท ทุกๆปีจะมีคนไทยเสียชีวิต 17,000 – 20,000 คน เป็นอย่างต่ำ ย้อนหลังไป 10 ปี พ.ศ.2556 – 2566 คนไทยเสียชีวิตรวม 2 แสนคนทั่วประเทศ เท่ากับประชากรจังหวัดเล็กๆจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยสูญหายไปหมดทั้งจังหวัดเลย แนวทางที่ทางสำนักงานอัยการสูงสุดออกมาเรื่องการเสนอขอให้ศาลริบรถคนเมาแล้วขับที่ก่อให้เกิดความเสียหายในชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์บนท้องถนนตนเชื่อว่าจะทำให้คนที่คิดจะเมาแล้วขับต้องคิดหนัก เพราะการถูกริบรถที่ก่อเหตุจะส่งผลกระทบกับวิถีขีวิตของบุคคลนั้น ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในฐานะที่ตนทำงานรณรงค์สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายเมาไม่ขับมากว่า 30 ปี ขอสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศถ้าไม่อยากถูกริบรถก็อย่าเมาแล้วขับ

สสส.-มสส.จับมือสื่อมวลชนถกประเด็นจัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ “ทิศทางแนวโน้มกัญชาเพื่อการแพทย์...ทำได้จริงหรือ?” 

สสส.-มสส.จับมือสื่อมวลชนถกประเด็นกัญชาทางการแพทย์แม้จะมีผลดีหลายอย่าง แต่เป็นห่วงเด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่ายนำกัญชาไปผสมยาเสพติดชนิดอื่นส่งผลต่อปัญหาจิตเวช เผยร่างพ.ร.บ.กัญชาฉบับประชาชนที่เสนอสภาฯห้ามโฆษณาสื่อสารการตลาดและมีมาตรการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ด้านบอร์ดสสส.ย้ำจุดยืนหนุนใช้กัญชาทางการแพทย์ ทั้งศึกษาวิจัยทางคลินิกในการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่ชัดเจน และรณรงค์สื่อสารให้ความรู้กับสังคม

(23 ก.ค.68) ณ ห้องกรรณิการ์ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ “ทิศทางแนวโน้มกัญชาเพื่อการแพทย์...ทำได้จริงหรือ?” โดยมี นายจิระ ห้องสำเริง สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้านการสื่อสารมวลชน กล่าวเปิดการประชุมว่าประเด็นการใช้ประโยชน์และอันตรายจากการใช้กัญชายังเป็นที่ถกเถียงของคนทั่วโลก แม้หลายประเทศอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อนันทนาการแล้วเช่นอุรุกวัย แคนาดา เม็กซิโก มอลตา ลักเซมเบิร์ก แอฟริกาใต้ เยอรมนี แต่ประเทศไทยยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเรื่องการใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ ส่วนการใช้กัญชาทางการแพทย์นั้นดูเหมือนว่าสังคมส่วนใหญ่จะไม่ต่อต้าน ด้านบทบาท สสส.กับการขับเคลื่อนประเด็นกัญชาและสิ่งเสพติดนั้น สสส.มีจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้กัญชาเพื่อนันทนาการและการนำไปผสมในผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานและมาตรการควบคุมที่ชัดเจนจึงสนับสนุนให้ภาคีที่เกี่ยวข้องดำเนินกิจกรรมใน 2 แนวทางคือ การสนับสนุนให้มีการศึกษาและวิจัยสร้างองค์ความรู้เรื่องการใช้กัญชาทางการแพทย์รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคลและสังคมโดยรวม ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือการสื่อสารรณรงค์ให้ความรู้กับเด็ก เยาวชนและสังคมให้รับทราบถึงอันตรายของการใช้กัญชาในทางที่ไม่เหมาะสมเช่นการใช้กัญชาไปผสมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆรวมทั้งการสื่อสารให้รับรู้ถึงอันตรายจากได้รับกัญชามือสองเช่นเดียวกับบุหรี่มือสอง  

นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด หนึ่งในองค์กรที่ร่วมเสนอร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ...กล่าวว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 พ.ศ.2565 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 กำหนดให้ทุกส่วนของกัญชาไม่ถือเป็นยาเสพติดและสารสกัดกัญชาที่มีสาร THC หรือ CBD ไม่เกิน 0.2% ไม่ถือเป็นยาเสพติด และการที่รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดพ.ศ.2564 โดยการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด เท่ากับว่าตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 เป็นการเปิดเสรีทางกัญชาอย่างไม่มีข้อจำกัด ประชาชนคนไทยจึงอยู่กับสถานการณ์เสรีกัญชามากกว่า 3 ปี มีทั้งคนที่ได้ประโยชน์และได้รับผลกระทบจากกัญชา เป็นโจทย์ทางสังคมที่ถกเถียงกันตั้งแต่ฝ่ายการเมืองจนถึงครอบครัวและชุมชน ปัญหาคือเด็กเยาวชนหาซื้อได้ง่ายใช้กัญชาผสมกับสารเสพติดประเภทอื่น ส่งผลให้เกิดปัญหาการเสพติดและบางคนกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช การใช้กัญชาเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องการใช้กลายเป็นค่านิยมทางสังคม ถึงเวลาแล้วที่ควรต้องมีกฎหมายที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและลดผลกระทบจากการใช้กัญชาในทางที่ผิด 

“หากมองในมุมบวกประโยชน์ที่เกิดจากการใช้กัญชาในทางสร้างสรรค์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ การใช้กัญชาทางการแพทย์ที่มาจากฐานงานวิจัยเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ และสามารถบรรเทาอาการและรักษาโรคได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังข้อมูลจากกรมการแพทย์ได้ให้กับสังคม เช่น กรณี การรักษาโรคลมชักรักษายากในเด็กด้วยสารสกัดกัญชา CBD สูง การใช้กัญชาทางการแพทย์ในกลุ่มแคนนาบิไดออล (Cannabidiol) เป็นยาเสริมการรักษาโรคพาร์กินสันจึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วย หรือกรณีการดูแลผู้ป่วยมะเร็งแบบประคับประคองผ่านคลินิกกัญชาทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ลดอาการไม่พึงประสงค์ระหว่างการรักษา ไม่ได้มุ่งผลการรักษาต่อก้อนมะเร็งโดยตรงก็ตาม หรืออาจกล่าวได้ว่าการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ทุกภาคส่วนในสังคมนั้นเห็นด้วย เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและใช้เป็นทางเลือกในการรักษา” นายวัชรพงศ์ กล่าว

ด้านนายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ทนายความ และผู้ประสานงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย). กล่าวว่าเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2568 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 เพื่อกำกับการขายในประเทศให้เข้มงวดมากขึ้นและเน้นให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น โดยเพิ่มเงื่อนไขที่ผู้ได้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2552 ต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น สังคมไทยจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันใช้ประโยชน์จากกัญชาอย่างปลอดภัย การมีพระราชบัญญัติควบคุมกัญชาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ขณะนี้เครือข่ายนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 17,343 คน ได้ร่วมกันเสนอ ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ... ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่มีเนื้อหาเน้นการใช้กัญชาทางการแพทย์ ไม่ส่งเสริมการขายหรือใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ โดยมีคณะกรรมการกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ที่ชัดเจน มีการออกใบอนุญาตกัญชาแยกออกจากกัญชง  

มีการป้องกันและควบคุมการใช้กัญชาไม่เหมาะสม ควบคุมการโฆษณาการสื่อสารการตลาดกัญชาหรือผลิตภัณฑ์กัญชา ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การปรับปรุงพันธุ์ที่มีคุณภาพ สถานพยาบาลปลูกกัญชาเพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้  ผู้ป่วยปลูกกัญชาได้ถ้าปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งการคุ้มครองเด็กเยาวชน โดยเชื่อว่าจะทำให้คนไทย อยู่ร่วมและใช้ประโยชน์จากกัญชาได้อย่างปลอดภัย โดยส่วนตัวไม่เชื่อว่าพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะประกาศให้กัญชาเป็นยาเสพติด เพราะหากมีการเจรจากันได้ปัญหากัญชาก็จะถูกมองข้าม ดังนั้นเราควรจะมีกฎหมายควบคุมกัญชาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้เกิดการควบคุมอย่างจริงจัง โดยประชาชนสามารถร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=474 ) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2568 นี้

​ด้านสื่อมวลชนที่เข้าร่วมการประชุมได้มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า จะต้องให้ความรู้กับสังคมว่า การปลูกกัญชาที่ใช้ในทางการแพทย์ต้องเป็นการปลูกในโรงเรือนที่เป็นระบบปิด มีการควบคุมแสงแดดและอุณหภูมิ ซึ่งต้องลงทุนสูง ไม่ใช่การปลูกในพื้นที่ระบบเปิดทั่วไปอย่างที่เป็นอยู่ นอกจากนี้จะต้องมีการวิจัยทางคลินิก ในกลุ่มโรคที่มีหลักฐานหนักแน่นว่าสามารถใช้กัญชารักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนเรื่องร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ ควรมีการจำกัดใบอนุญาตและกำหนด Zoning ให้เป็นพื้นที่ควบคุม รวมทั้งการมีมาตรการห้ามนำกัญชาไปผสมในสูตรอาหารต่าง ๆ และควรหาวิธีการในการสื่อสารกับเยาวชน กลุ่มเปราะบางให้รู้เท่าทันถึงอันตรายของกัญชา

​สุดท้าย นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ ได้กล่าวขอบคุณวิทยากร และสื่อมวลชนรวมทั้งให้ความเห็นว่า กัญชานั้นเป็นได้ทั้งพระเอกและผู้ร้าย มิติทางการแพทย์ หรือสุขภาพถือเป็นความหวังของผู้ป่วย มิติทางเศรษฐกิจอาจมีส่วนสร้างรายได้ แต่มิติทางสังคมอาจก่อให้เกิดผลกระทบตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วง ดังนั้นสมดุลในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำอย่างไรจะให้เกิดประโยชน์มากกว่าโทษ โดยคำนึงผลกระทบทางบวกและทางลบให้ดี

สสส. สานพลัง 100 องค์กร จัดงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Conference” สู้วิกฤต ‘คนไทย’ เหงา-โดดเดี่ยวสูง 83% พร้อมเปิดพื้นที่รับฟังตลอดเดือนพฤศจิกายน

เมื่อวานนี้ (14 พ.ย. 68) ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. เผยถึงสาเหตุส่วนหนึ่งของภาวะเครียด กังวล จนถึงซึมเศร้า มาจากการขาดพื้นที่รับฟังที่มีคุณภาพ เมื่อวิเคราะห์ตามกลุ่มอาชีพก็พบว่า พนักงานออฟฟิศเป็นกลุ่มที่มีความเหงาสูงที่สุด

ข้อมูลยังชี้ให้เห็นการขาดการเชื่อมโยงทางสังคมและจิตใจ เมื่อพบว่าคนไทย 1 ใน 5 รู้สึกว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความเห็นอกเห็นใจ และสามารถให้คำปรึกษาได้ดีกว่าคนในครอบครัวหรือเพื่อน สะท้อนถึงผู้คนกำลังขาดพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความรู้สึก และขาดความสัมพันธ์ทางสังคมที่ลึกซึ้ง

ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา เน้นย้ำว่า ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมีรากฐานมาจากการที่ผู้คนไม่ได้ฟังกันอย่างแท้จริง ทั้งการฟังตัวเองและฟังผู้อื่น จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “#ทุกปัญหาดีขึ้นได้ด้วยการฟัง” ซึ่งเชื่ออย่างจริงใจว่าไม่มีปัญหาเดียวในชีวิตที่จะไม่ดีขึ้นด้วยการฟัง

ในงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Conference” มีการจัดกิจกรรมเสวนาที่เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายและสร้างความตระหนักรู้ โดยได้รับเกียรติจาก วิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับ ซึ่งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟัง โดยเฉพาะการ “ฟังให้เยอะ” ตามหลักการ “มี 2 หู 1 ปาก ควรเลือกใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์” พร้อมทั้งเล่าว่า การฟังทำให้คนมีสติและฝึกจิตใจได้ โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของพนักงานและผู้มาเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์กร

และกิจกรรมสำคัญคือเวทีเสวนา “เปลี่ยนโลกทั้งใบด้วยการฟังด้วยใจ” โดยภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งรวมถึงตัวแทนเยาวชนอย่าง น้องนีน่า-นภัทชพร ก้อนกลีบ ประธานกลุ่ม Listen Hearts โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ที่มาเล่าประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงในครอบครัวเมื่อเธอหันมา “ทำความรู้จักกับการฟัง” อย่างลึกซึ้ง ทำให้เข้าใจสิ่งที่บิดาพูดมากขึ้น และเกิดความสุขทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องราวของผู้อื่นจนจบ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเธอในการเป็นนักจิตวิทยาที่ดีในอนาคต

มีการสรุปสั้นๆ ว่า การฟังที่มีคุณภาพ หรือ “การฟังอย่างลึกซึ้ง” ที่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ทุกระดับนั้น เป็นสิ่งที่ต้องผ่านการฝึกฝน และอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ อยู่กับคนตรงหน้า 100%: ใส่ใจกับคนตรงหน้า ไม่เล่นมือถือ ไม่ทำงานไปด้วย เพื่อแสดงความเคารพและความตั้งใจอย่างเต็มที่, เท่าทันกับเสียงความคิดในหัวของตัวเอง: รับรู้เสียงความคิดภายใน ไม่ตัดสิน ไม่คุยกับเสียงในหัวจนลืมใส่ใจกับผู้พูด, ให้ความสำคัญกับความรู้สึก: ไม่ใช่แค่ฟังเนื้อหาถ้อยคำ แต่ต้องรับรู้และใส่ใจว่าคนพูดรู้สึกอย่างไร เขาอยากสื่อสารอะไร และสามารถฟังระหว่างบรรทัดได้

วาระเดือนการฟังแห่งชาติปี 2568 นี้ นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เมื่อ สสส. และธนาคารจิตอาสา สามารถสานพลังกับภาคีเครือข่ายและองค์กรกว่า 100 องค์กร เกินจากเป้าหมายเดิมที่ 75 องค์กร อาทิ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา สังคมเปลี่ยนสุข มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กลุ่มโรงเรียน กลุ่มโรงพยาบาล  กลุ่มสถาบันระดับอุดมศึกษา และหน่วยงานภาครัฐอย่างเช่น กลุ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ (ป.ย.ป.) เป็นต้น เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ร่วมสร้างพื้นที่แห่งการรับฟัง” ในสังคม

ความพิเศษของปีนี้คือการเปิดตัว “การ์ดฟังสร้างสุข (Listenian Card)” นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยธนาคารจิตอาสาร่วมกับ สสส. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำเครื่องมือนี้มาใช้ในการฝึกทักษะการฟังเบื้องต้น การรู้เท่าทันความคิด และการใส่ใจความรู้สึกอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมให้องค์กรและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมสร้างพื้นที่รับฟังภายในหน่วยงานและชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญชวนประชาชนให้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์เดือนการฟังแห่งชาติ เพื่อทำแบบทดสอบสังเกตพฤติกรรมการรับฟังของตัวเอง และเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นผ่านเนื้อหาในรูปแบบ e-Learning และ เกมฝึกฟัง (Listenian Game) ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาตลอดเดือนพฤศจิกายน เช่น งานเสวนา “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Dialogue” ที่มีผู้มีชื่อเสียงเข้าร่วม อาทิ เอ๋ นิ้วกลม, โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ และงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Summit” เพื่อแลกเปลี่ยนความสำเร็จและขยายผลการสร้างสังคมแห่งการรับฟังให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในสังคมไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top