Friday, 5 June 2026
สระแก้ว

ผบ.ตร. ห่วงใย ส่งแรงใจถึงแนวหน้า พร้อมเยียวยาผู้บาดเจ็บ ยันตำรวจคุมเหตุ ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’ ตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยร่วมกันติดตั้งลวดหนามหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงแนวชายแดน ก่อนถูกกลุ่มชาวกัมพูชาประมาณ 200 คนเข้าขัดขวางและพยายามรื้อสิ่งกีดขวาง

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งกัมพูชามีพฤติกรรมไม่พอใจ ขว้างก้อนหินและท่อนไม้ใส่เจ้าหน้าที่ไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้วและฝ่ายปกครองจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อผลักดันให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเสริมลวดหนามและสิ่งกีดขวางเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการรุกล้ำซ้ำ

จากเหตุปะทะดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยบาดเจ็บ 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ซึ่งทั้งหมดถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาแล้ว ขณะที่การควบคุมสถานการณ์ยังคงเข้มงวดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งเน้นการผลักดันและยุติเหตุจลาจลโดยไม่ใช้ความรุนแรงเกินจำเป็น พร้อมเผยว่า ผบ.ตร. ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่บาดเจ็บ และกำชับให้ดูแลสิทธิและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยย้ำว่าการรุกล้ำของมวลชนกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน

‘มาเลเซีย’ ถูกเตือน!! อย่าหลงเหลี่ยม ‘กัมพูชา’ มักชอบ ‘เล่นบทเหยื่อ’ อาจบั่นทอนความเป็นกลางได้

(22 ก.ย. 68) มาเลเซีย ถูกเตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการรับมือกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา หลังมีกระแสว่า กัมพูชาอาจ “เล่นบทเหยื่อ” เพื่อสร้างความเห็นใจในเวทีระหว่างประเทศ โดยกรณีล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ไทยยืนยันว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง ทั้งการใช้โดรน วางกับระเบิด และการชุมนุมข้ามแดน ทำให้ฝ่ายไทยต้องใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อป้องกันตนเอง ขณะที่กัมพูชานำภาพพระสงฆ์ ผู้หญิง และเด็กที่ได้รับผลกระทบไปเผยแพร่ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

นักวิชาการมาเลเซียเตือนว่า หากรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์แสดงท่าทีเอียงข้างกัมพูชาเร็วเกินไป อาจทำให้ไทยซึ่งเป็นสมาชิกก่อตั้งอาเซียนรู้สึกไม่พอใจ ส่งผลต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้งยังบั่นทอนบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยระดับภูมิภาค เพราะความเป็นกลางคือหัวใจสำคัญของอาเซียน

นอกจากนี้มาเลเซียควรตรวจสอบข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน รวมถึงผลักดันให้อาเซียนส่งคณะผู้สังเกตการณ์กลางเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อลดการผูกขาดข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของอาเซียนในฐานะผู้รักษาสันติภาพในภูมิภาค

อีกทั้ง มาเลเซียควรสื่อสารอย่างระมัดระวัง โดยแสดงความห่วงใยด้านมนุษยธรรมต่อผู้ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ละเลยมิติด้านอธิปไตยและกติกาสากล เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ท้ายที่สุด กรณีชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องแผนที่ แต่ยังเป็นการช่วงชิงความน่าเชื่อถือและบทบาทนำของอาเซียน การที่มาเลเซียรักษาความเป็นกลางและยึดมั่นในความจริง จะเป็นกุญแจสำคัญในการคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและความไว้วางใจในระดับภูมิภาค Malaymail รายงาน

ชาวบ้านเปรยจัน กัมพูชาผวาซาวด์ ‘ผี–หมาหอน’ วอนคนไทยปิดที!! รับหลอนมากไม่ได้หลับไม่ได้นอน

(14 ต.ค. 68) เพจ 'Army Military Force' เผยโพสต์ของทหารกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน ระบุว่า ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้สูงอายุ “ไม่ได้นอนมาหลายคืน” เพราะได้ยินเสียง “เพลงผีและเสียงหมาหอน” ดังมาจากฝั่งคนไทยตลอดทั้งคืน จนเข้าสู่คืนที่ 4 ติดต่อกัน

ทหารกัมพูชารายดังกล่าวโพสต์ข้อความร้องขอให้คนไทย “หยุดข่มขู่ชาวบ้านด้วยเสียงผี” โดยยืนยันว่าตนและชาวบ้านรู้สึกกลัวและไม่สบายใจ พร้อมย้ำว่า “พวกเขาเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ” ขณะที่คลิปวิดีโอประกอบโพสต์แสดงให้เห็นชาวบ้านบางส่วนรวมตัวกันในยามค่ำคืนด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

นอกจากนี้ ชาวเน็ตกัมพูชาหลายรายร่วมแชร์คลิปและแสดงความเห็นตำหนิฝ่ายไทย โดยระบุว่าเป็น “การกลั่นแกล้งเพื่อนบ้านอย่างไม่เหมาะสม” และเรียกร้องให้ยุติการกระทำดังกล่าวทันที

กองทัพภาคที่ 1 สกัดม็อบชายแดน ลงพื้นถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตไทย พร้อมตั้ง ‘วีระ สมความคิด’ เป็นผู้แทนปชช. ร่วมติดตามความคืบหน้า-ป้องกันเหตุซ้ำซ้อน

(31 ต.ค. 68) กองทัพภาคที่ 1 ออกแถลงการณ์กรณีกลุ่มมวลชนนำโดยนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน พร้อมรถเครื่องจักรจำนวนหนึ่ง ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อ้างว่ารุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย

กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังกลุ่มมวลชนกว่า 70 คนพยายามจะฝ่าพื้นที่ควบคุมเข้าไปยังแนวชายแดน จนเกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อย ก่อนเจ้าหน้าที่เชิญตัวนายวีระและแกนนำไปพูดคุยที่ สภ.โคกสูง เพื่อยุติการชุมนุมโดยสงบ

ภายหลังการหารือ กองทัพภาคที่ 1 มอบหมายให้นายวีระ สมความคิด เป็น “ผู้แทนภาคประชาชน” ร่วมติดตามความคืบหน้าและประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน พร้อมย้ำว่าทุกการดำเนินการต้องเป็นไปตามกฎหมายและอยู่ภายใต้ความปลอดภัยของประชาชน

ทั้งนี้ ทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ควบคู่กับการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยขอให้ประชาชนทุกฝ่ายแสดงออกอย่างสันติ และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ถูกนำไปบิดเบือนเป็นเงื่อนไขทางการเมืองหรือความมั่นคง

กองกำลังบูรพา บุกจับ “เจ๊ลัด” เมียเก่า “กำนันลี” ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึก

(11 ธ.ค. 68) กองกำลังบูรพาเข้าควบคุมตัว “เจ๊ลัด” หรือ นางทองลัด กันหา อายุ 63 ปี อดีตภรรยากำนันลี ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึกส่งข้อมูลทหารไทยให้ฝั่งกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดเพื่อตรวจสอบเส้นทางการติดต่อ ขณะเดียวกัน หน่วยความมั่นคงยังตรวจพบการเคลื่อนไหวของเครือข่ายสอดแนมในหลายจังหวัดช่วง 8–9 ธันวาคม ทั้งในอุบลราชธานีและสุรินทร์ พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายราย

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมผิดสังเกต เช่น เดินทางโดยไม่มีจุดหมายชัดเจน ถือครองโทรศัพท์หลายเครื่อง หรือพกสิ่งของจากกัมพูชาโดยไม่อธิบายที่มา คาดว่าบางรายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งพิกัดทหารไทยหรือเส้นทางลำเลียงกำลัง ส่งผลให้จังหวัดสระแก้วเริ่มบังคับใช้เคอร์ฟิวตั้งแต่ค่ำวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อสกัดการแทรกซึมของสายลับและแรงงานแฝงตัว

ด้าน กอ.รมน. เปิดเผยว่า การสอดแนมช่วงนี้มีรูปแบบเด่น 3 ลักษณะ คือ ผู้ที่เข้ามาสำรวจใกล้ฐานทหาร บุคคลที่ถือครองอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมากเพื่อแบ่งข้อมูลส่งต่อ และแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเส้นทางเดินทางชัดเจน ซึ่งบางรายยอมรับว่ามีผู้ว่าจ้างให้สำรวจพื้นที่เป้าหมาย โดยทุกกรณีถูกนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนด้านความมั่นคงแล้ว

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกอ.รมน. สั่งยกระดับการข่าวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยให้หน่วยลาดตระเวนในสระแก้ว บุรีรัมย์ และสุรินทร์เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบบุคคลหรือยานพาหนะต้องสงสัย ผ่านสายด่วน 1374 เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลลับทางทหารถูกส่งออกไปยังฝ่ายตรงข้าม

ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งระดมสิ่งของช่วยศูนย์อพยพชายแดนสระแก้ว ประสานหน่วยแพทย์ ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วย

วันที่  11 ธันวาคม 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังจากที่ดิฉันได้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ใน 4 อำเภอที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย- กัมพูชา ในศูนย์พักพิงของจังหวัดสระแก้ว ที่ผ่านมา ได้รับทราบถึงความต้องการด้านเครื่องอุปโภคและบริโภคที่ยังจำเป็นอย่างยิ่ง

ในวันนี้ จึงได้ส่งมอบสิ่งของ ประกอบด้วย น้ำดื่มสะอาดกว่า 420 แพค ปลากระป๋อง จำนวน 9 ลังๆ ละ 100 กระป๋อง 900 กระป๋อง ข้าวสารถุงละ 15 กิโลกรัม จำนวน 30 ถุง ข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม 35 ถุง ข้าวสาร 20 กิโลกรัม 2 กระสอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนาดใหญ่ 8 ลัง บะหมี่คัพ 300 ถ้วย บะหมี่ก้อน 9 ลัง ข้าวโพดหวาน จำนวน 8 ลัง 192 กระป๋อง น้ำพริกแม่ประนอม 720 กระปุก นม (คละรส) 1,038 กล่อง ขนมปังปี๊บ (ใหญ่) 13 ปิ๊บ ขนมเอลเซ่ 4 ลัง ขนมยูโร่ และขนมขบเคี้ยว 15 ลัง นมแลตตาซอย 125 มล. 8 ลัง นมโอวัลตินสมาร์ท 180 มล. 10 ลัง รวมถึง ผ้าห่ม 50 ผืน และชุดชั้นใน 26 กล่อง โดยได้รับความร่วมมือจากนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมด้วยการสนับสนุนรถบรรทุกระดมสิ่งของจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน  
.
นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอส่งกำลังใจให้กับประชาชนทุกคนในการดำเนินชีวิต การมอบสิ่งของครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และภาคเอกชนที่ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนสิ่งของจำเป็น เพื่อเป็นพลังใจและยืนยันว่ากระทรวงแรงงานจะยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ 
ขณะเดียวกันจะประสานหน่วยแพทย์ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภายในศูนย์พักพิงด้วย

จัดเต็มทีมทนาย ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ช่วยเหลือลูกบ้านคอนโด 5 โครงการดัง ปมปัญหาได้สินค้าไม่ตรงปกตามโฆษณา หลังยื่นสคบ. แต่ไม่เรื่องไม่คืบ อ้างหลักฐานไม่พอ

“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศเลย” — ฮุนเซน
ปลายเดือนมิถุนายน 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ตึงเครียดและเสียงวิจารณ์รัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน สมเด็จฮุนเซน ในบทบาทประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในอดีต โดยหยิบช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเปรียบเทียบอย่างชัดเจน

ฮุนเซนระบุในเวทีปราศรัยว่า
“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ”

พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–กัมพูชามีเสถียรภาพมากที่สุดในสายตาของเขาเอง

คำพูดสั้น ๆ ประโยคเดี๋ยวนี้ จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นให้หลายคนหันกลับไปมองยุคประยุทธ์ใหม่อีกครั้ง ผ่านมุมของ “คู่สนทนา” ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดน

1. คำพูดของฮุนเซน ถูกพูดในจังหวะไหน?

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของฮุนเซนเกิดขึ้นวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ในช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังเผชิญความตึงเครียดต่อเนื่อง
•    ฮุนเซนพูดถึง “สถานการณ์ยากลำบาก” ในความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาปัจจุบัน
•    ชี้ว่า ความสัมพันธ์เริ่ม “แย่ลง” หลังการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลไทย
•    และใช้ยุคประยุทธ์เป็น “จุดอ้างอิง” ว่าเป็นช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายในเชิงทวิภาคี ตามมุมมองของเขาเอง

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คำพูดนี้ไม่ได้ลอย ๆ แต่มาในจังหวะที่ฮุนเซนกำลัง วิจารณ์เส้นทางที่ความสัมพันธ์เดินมาถึงปัจจุบัน และหยิบอดีตบางช่วงมาใช้เป็น “ตัวเปรียบเทียบ”

2. ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในยุคประยุทธ์: เงียบกว่าช่วงก่อนหน้า

หากเทียบกับช่วงปี 2551–2554 ที่เกิดการปะทะหนักรอบกรณีปราสาทพระวิหาร ยิงปืนใหญ่–จรวด มีผู้เสียชีวิตและต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในทศวรรษถัดมาโดยรวมถือว่า “เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด”
.
หลังรัฐประหารปี 2557 นักวิชาการอย่าง ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ วิเคราะห์ไว้ในบทความ All quiet on the Thai-Cambodian front ว่า
•    ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาหลังรัฐประหาร 2014 กลับมีเสถียรภาพและสงบ
•    ซึ่ง “ขัดสามัญสำนึก” เมื่อเทียบกับรูปแบบในอดีต ที่ช่วงรัฐบาลสายตรงข้ามทางการเมืองมักจะมีปัญหามากกว่า

ในช่วงปี 2557–2566
•    ไม่มีการปะทะทางทหารขนาดใหญ่รอบพื้นที่พิพาทแบบปี 2551–2554
•    ชายแดนใช้กลไกคณะกรรมการชายแดน (GBC) และช่องทางการทูต–ทหารในการจัดการความตึงเครียด
•    ทั้งสองประเทศเน้นความร่วมมือด้านแรงงาน การค้า และเขตเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มขึ้น แม้จะยังมีปัญหาหลายเรื่องที่คาราคาซัง เช่น การลักลอบ การโยกย้ายแรงงาน และคดีผู้ลี้ภัยทางการเมือง

ดังนั้น เมื่อมองจากกรอบ “ความรุนแรงเชิงทหารและวิกฤตทวิภาคี” ยุคประยุทธ์จึงถูกจดจำได้ว่าเป็นช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ปะทุเป็นสงครามย่อยใหญ่อย่างในอดีต

3. ทำไมถึง “เงียบ”: ปัจจัยโครงสร้างที่ทำให้สองฝั่งเลือกไม่ปะทะ

นักวิชาการและบทวิเคราะห์หลายแหล่งชี้ว่า ความเงียบในช่วงนั้นไม่ได้เกิดจาก “ไม่มีปัญหา” แต่เกิดจากวิธีจัดการปัญหาของผู้นำทั้งสองฝั่ง

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.    1) ผู้นำทั้งสองฝั่งมีอำนาจเด็ดขาดในประเทศตัวเอง
•    ฝั่งไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มีฐานจากกองทัพ
•    ฝั่งกัมพูชาอยู่ภายใต้ฮุนเซนที่ครองอำนาจยาวนาน
→ ทั้งสองไม่จำเป็นต้องใช้ “ดราม่าชายแดน” เป็นเครื่องมือหาเสียงภายในประเทศมากนัก

2.    2) มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันเพิ่มขึ้น
•    การค้าชายแดน การลงทุน และแรงงานกัมพูชาในไทย เป็นฐานผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากเสี่ยงทำเสียหาย
•    งานวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชี้ว่า ทั้งสองประเทศมีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาชายแดนให้ “นิ่งพอที่จะทำมาหากิน”

3.    3) ประสบการณ์จากวิกฤตพระวิหาร
•    เหตุปะทะช่วงปี 2551–2554 แสดงให้เห็นต้นทุนของความขัดแย้ง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์อาเซียน
•    หลังปี 2557 เป็นต้นมา การจัดการปัญหาถูกหันกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและกลไกระดับทหาร–การทูตมากขึ้น แทนการปล่อยให้บานปลายบนสนามข่าว

จากปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ยุคประยุทธ์ถูกมองว่าเป็นช่วงที่ ปัญหาไม่ได้หายไป แต่ถูก “ล็อก” ไว้ในระดับที่ไม่ลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ในเชิงทวิภาคี

4. คำพูดของฮุนเซน สะท้อนอะไรในวันนี้?

เมื่อนำคำพูดของฮุนเซนมาวางบนฉากหลังของปี 2568 ที่
•    มีการปะทะทางทหารตามแนวชายแดนอีกครั้ง
•    มีผู้เสียชีวิตและประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีความรุนแรง
•    ฮุนเซนในฐานะประธานวุฒิสภาออกมาให้ภาพรัฐบาลไทยปัจจุบันว่าเป็น “ฝ่ายรุก” และโยนความรับผิดชอบเรื่องความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ไปฝั่งไทย

คำกล่าวถึงยุคประยุทธ์ในเชิง “ไม่มีเรื่องเลวร้าย” จึงทำหน้าที่อย่างน้อยสองอย่างพร้อมกันคือ
4.    1) ใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบ ว่าความสัมพันธ์วันนี้ต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างไร และช่วงเวลาไหนที่ในมุมของฮุนเซนเห็นว่า “นิ่ง” กว่านี้
5.    2) เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฮุนเซนเอง ในการวิจารณ์ผู้นำไทยชุดปัจจุบัน และส่งสารไปยังสังคมไทยว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กัมพูชาอย่างเดียว”

5. มองข้ามอารมณ์: จากคำพูดหนึ่งประโยค สู่คำถามเรื่องเสถียรภาพในภูมิภาค

การหยิบประโยคว่า “ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ” มาเป็นจุดตั้งต้น ชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า
•    เสถียรภาพที่เกิดขึ้นในสิบปีที่ผ่านมา ถูกสร้างขึ้นจากอะไร?
•    มีต้นทุนด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความโปร่งใสทางการเมืองแอบซ่อนอยู่หรือไม่?
•    และเมื่อผู้นำเปลี่ยน เสถียรภาพแบบเดิมยังจำเป็นสำหรับสองประเทศหรือไม่ ในสายตาของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

ท้ายที่สุด คำพูดของฮุนเซนอาจไม่ได้เป็นแค่ “คำชมอดีต” หรือ “คำตำหนิปัจจุบัน” แต่เป็นกระจกเงาให้ทั้งไทย–กัมพูชามองย้อนกลับไปว่า
เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ให้ไม่ต้องรอให้ผู้นำคนใดคนหนึ่งขึ้นพูดก่อน จึงค่อยรู้สึกว่าชายแดน “ปลอดภัย” หรือ “เสี่ยง”

ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล และยังต้องการคำตอบจากทั้งสองสังคมในระยะยาวมากกว่าการยกใครขึ้นหิ้งหรือดึงใครลงเวที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top