Friday, 5 June 2026
วิเคราะห์การเมือง

'ลิซ่า' อัด 'ประชาธิปัตย์' กระอักเลือดกลางสภา ไร้เงา สส.ปชป.ใช้สิทธิ์พาดพิง ชี้แจงข้อเท็จจริง

ผมไม่ใช่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่ในประชาธิปัตย์จำนวนมาก ทั้งนิพนธ์ บุญญามณี, สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล, สมชาย โล่สถาพรพิพิธ เหล่านี้เป็นต้น ไม่อยากนับ เทพไท เสนพงศ์ ที่ทุกวันนี้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ก็ยังไม่ชัดว่า อนาคตจะเดินไปทางไหน 'ส้ม' หรือ 'ฟ้า' หรือ 'น้ำเงิน'

แต่บอกตามตรงว่า 'เจ็บลึก' หรือเจ็บแสบเข้าไปในทรวง แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์กับคำอภิปรายของ 'ลิซ่า' นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นคนถิ่นฐานบ้านเดิมอยู่พัทลุง ลุกขึ้นอภิปรายในฐานะที่เป็นคนใต้คนหนึ่ง เมื่อวันที่13 กันยายน ที่ผ่านมา

เนื้อหาการอภิปรายตอนหนึ่ง ลิซ่าได้กล่าวพาดพิงถึงพรรคการเมืองหนึ่ง โดยไม่ระบุชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองใด แต่คนที่ฟังการอภิปรายก็สามารถรับรู้ได้ว่า หมายถึงพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ เพราะลิซ่าได้กล่าวถึงพรรคการเมืองน้องใหม่ล่าสุดเข้าร่วมรัฐบาลและเป็นพรรคการเมืองที่เคยเป็นคู่ต่อสู้กับระบอบทักษิณ และพรรคเพื่อไทยมาเป็นเวลาร่วม 20 ปี ได้ชวนคนภาคใต้ร่วมการต่อสู้กับระบอบทักษิณ แต่มาวันนี้ได้ละทิ้งอุดมการณ์ที่เคยมี ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่ได้อยู่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นเพียงพรรคพลอยรัฐบาล ความหมายก็คือ ขออาศัยชายคาของพรรคเพื่อไทย เพื่อขอเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

แหม…มันเจ็บในทรวง เจ็บเข้ากระดองใจกับคำว่า 'พลอยร่วม' ไม่รู้ว่าคนพรรคประชาธิปัตย์คิดอย่างไร แต่บางคนอาจจะกระอักเลือด เช่น ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน และแฟนคลับสายผู้อาวุโส

ตอนท้าย ลิซ่า ได้ขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่ทำให้คนภาคใต้หูตาสว่างขึ้น และการเลือกตั้งในครั้งหน้า คนไทยทั้งประเทศและคนภาคใต้จะเลือกพรรคการเมืองที่มีสัจจะวาจา ตรงไปตรงมา หรือเลือกพรรคที่เอาประชาชนมาบังหน้า หรือพรรคสับปลับกลับไปกลับมา ก็ไม่รู้หมายถึงพรรคการเมืองไทย แต่น่าจะไม่ใช่ประชาธิปัตย์

ผมไม่ทราบว่าคนที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบัน และได้โหวตให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลจะรู้สึกอย่างไรบ้าง เพราะในที่ประชุมรัฐสภาไม่มีสส.พรรคประชาธิปัตย์คนใด ลุกขึ้นใช้สิทธิ์พาดพิง อภิปราย ชี้แจงข้อเท็จจริง และตอบโต้ลิซ่าเลย หรือเพราะว่าลิซ่าพูดความจริงจนจุกอก ไม่สามารถหาเหตุผลมาชี้แจงได้

คนในพรรคประชาธิปัตย์จะเจ็บจะปวดหรือไม่ ไม่ทราบ แต่เราในฐานะคนนอก มันรับไม่ได้จนแทบกระอักเลือดตาย

‘เจ้าของสวนมะละกอ’ โอด!! โดนขโมยผลผลิตกว่า 1 ตันยามวิกาล แจ้งตำรวจแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า เกรงถูกขโมยซ้ำ

(29 มี.ค. 68) ข่าวรายงานว่าได้รับแจ้งจาก น.ส.พันทิพ ทิพย์กองลาส ว่าได้มีโจรลักลอบเข้ามาขโมยมะละกอในสวนที่ปลูกไว้ หมู่ที่ 4 ตำบลทรายขาว อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เป็นมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้

“หนูลงทุน ลงแรงปลูกมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ไว้เมื่อ 4-5 เดือนก่อน ในพื้นที่ ม.4 ตำบลทรายขาว มะละกอกำลังออกผลผลิต และเริ่มสุกทยอยเก็บขาย ซึ่งผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด” น.ส.พันทิพ กล่าว

น.ส.พันทิพ กล่าวอีกว่า เมื่อคืนวันที่ 26 มีนาคม ได้มีคนร้ายแอบเข้ามาขโมยมะละกอไปจำนวนมาก ประมาณ 1 ตัน เพราะกลางคืนไม่มีคนเฝ้า ตนเองจะพักอยู่ที่บ้านในตลาดหัวไทร กลางคืนจะไม่มีคนเฝ้า

หลังเข้าไปดูตอนเช้าพบว่า มะละกอหายไปจากต้นจำนวนมาก จึงได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.หัวไทร เพื่อให้ตำรวจติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี ซึ่งตนได้ให้รายละเอียดกับตำรวจไปหมดแล้ว ตำรวจก็เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่พบเบาะแสอะไร

“ก่อนหน้านี้กล้องวงจรปิดก็โดนทุบหมด เพิ่งติดตั้งใหม่ เมื่อวันสองวันก่อนก็มีรถไถนาเข้ามาดูลาดเลา จึงน่าสงสัยว่าจะเป็นกลุ่มคนร้ายที่ขโมยมะละกอ และจ้องจะขโมยมะพร้าว”

รายงานข่าวแจ้งว่า พื้นที่อำเภอหัวไทรมีลักเล็กขโมยน้อยเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น ขโมยแทงปาล์มในสวนคนอื่น ขโมยทุกอย่างที่ขวางหน้า ยาเสพติดก็ระบาดไปทุกหย่อมหญ้า

“เข้าใจว่า คนร้ายน่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่ติดยาเสพติด ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ไม่มีรายได้จากการทำมาหากินปกติ จึงต้องหาช่องทางขโมยของคนอื่นไปขาย แล้วนำเงินไปซื้อยาเสพติด”

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่าคดีลักเล็กขโมยน้อยส่วนใหญ่ตำรวจจะไม่ตั้งใจทำคดี ไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้ จึงทำให้คนร้ายได้ใจ เหิมเกริม ขยายวงการปฏิบัติการออกไปเรื่อย ๆ ถามว่า ตำรวจ สภ.หัวไทรพอจะรู้ไหมว่า วัยรุ่นกลุ่มไหนร่วมก่อเหตุในลักษณะนี้อยู่บ้าง ซึ่งตำรวจก็มีสายสืบ มีสายตำรวจอยู่มากมาย ไม่น่าจะรอดพ้นสายตาตำรวจไปได้ แต่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีหลายคดีไม่มีความคืบหน้า คดีโจรขึ้นบ้านอดีต ผอ.กองช่าง อบต.หัวไทร ขโมยทรัพย์สินกลางวันแสก ๆ คดีก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้ง ๆ ที่มีสืบจังหวัดลงมาร่วมสืบด้วยแล้ว ก็ยังจับมือใครดมไม่ได้

แหล่งข่าวในหัวไทร กล่าวฝากไปยัง ผกก.หัวไทร สารวัตรสืบ สภ.หัวไทร แสดงฝีมือจับกุมโจรลักมะละกอให้ได้ จะได้เห็นกันว่า ตำรวจมีฝีมือ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้

‘สายัณห์’ ทิ้งภูมิใจไทย โยกซบประชาธิปัตย์ เชื่อถ้า ‘อภิสิทธิ์’ กลับมา!! จะนำพาพรรคฟื้นคืนชีพ…ไม่ช้าก็เร็ว

'สายัณห์ ยุติธรรม' อดีต สส.นครศรีฯ เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจแล้ว กลับบ้านเก่าประชาธิปัตย์ หลังเกิดเหตุแกนนำพรรคภูมิใจไทย เปลี่ยนใจไปชวนบ้านใหญ่ “อวยพรศรี เชาวลิต” สส.ประชาธิปัตย์ ภรรยาของนายกฯ อบต.ท่าศาลา (นายกฯ เอ) ไปร่วมงานกับภูมิใจไทยเมื่อสองวันที่ผ่านมา

สายัณห์ บอกว่า เดิมได้คุยตกลงกับคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภูมิใจไทยภาคใต้ไว้แล้ว ตกปากรับคำกันแล้วว่าให้ตนลงเขตท่าศาลา

“ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่จู่ๆ เขาไปทาบทามอวยพรศรีมาลงแทนผม ผมก็ต้องหาบ้านใหม่ ในสถานการณ์นี้แม้นประชาธิปัตย์จะยังไม่ลงตัว แต่เชื่อว่า ถ้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค จะนำพาพรรคให้กลับฟื้นคืนมาได้ไม่ช้าก็เร็ว” สายัณห์ กล่าว

กล่าวสำหรับเขตท่าศาลา สายัณห์ เคยเป็น สส.มาก่อนสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ในการเลือกตั้งปี 66 สายัณห์ย้ายไปลงอีกเขต (เขต 2) ซึ่งถือว่าใหม่สำหรับสายัณห์ จึงแพ้ให้กับทรงศักดิ์ มุสิกอง จากพรรคประชาธิปัตย์ คราวนี้สายัณห์ กลับบ้านเก่า เขตเดิม ชนกับอวยพรศรี อนาคตภูมิใจไทย และอีกหลายคน ทั้งจากพรรคประชาชน พลังประชารัฐ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการกลับประชาธิปัตย์ ก็ต้องคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคด้วย ซึ่งก็ต้องรอกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจ ฟื้นฟูพรรค เรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา

สายัณห์ ก็ไม่ธรรมดาในพื้นที่เคยเป็นเลขานุการ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เคยเป็น สจ.ท่าศาลา เคยเป็นประธานสภา อบจ.

สายัณห์ คือผู้เสนอให้สร้างสะพานเชื่อมขนอม-เกาะสมุย ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงนโยบายจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา มี 3 หน่วยงานเข้าเริ่มดำเนินการแล้ว คือ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท อีกไม่นานก็จะเริ่มก่อสร้างแล้ว

ชัดเจน… ‘เฉลิมชัย’ ทิ้งประชาธิปัตย์แล้ว แต่พร้อมหนุนช่วย ‘อภิสิทธิ์’ นั่งหัวหน้าพรรค

(24 ก.ย. 68) สมชาย โล่สถาพรพิพิธ (โกหน่อ) อดีต สส.ตรัง บ้านใหญ่อีกหลัง เปิดเผยถึงการพบกับเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ โดยระบุว่า ได้คุยกับเฉลิมชัย 3 เรื่อง 1.จะยังอยู่ประชาธิปัตย์ต่อไปหรือไม่ 2.อนาคตทางการเมือง ยังจะเดินหน้าต่อ หรือพอแค่นี้ และ 3 ถ้าเดินหน้าต่อจะอยู่พรรคไหน

โกหน่อ บอกว่า คำตอบข้อที่ 1 คือ ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว แต่จะช่วยให้จัดการเลือกหัวหน้าพรรคให้เรียบร้อยในวันที่ 18 ตุลาคม

“ดูท่าทีของคุณเฉลิมชัย หนุนช่วยคุณอภิสิทธิ์อยู่นะ”

คำตอบข้อที่ 2 ยังจะเล่นการเมืองต่อไหม คำตอบคือ ขอเวลาอีก 1 อาทิตย์ เพื่อพบกับ สส.ของพรรคทุกคน เพื่อสอบถามว่า ทุกคนมีที่อยู่ที่ไปหรือไม่อย่างไร ถ้าทุกคนมีที่อยู่ที่ไปเรียบร้อย ก็จะเลิกเล่นการเมือง

ข้อที่ 3 ถ้าเล่นการเมืองต่อ ก็มีทางเลือกอยู่สองพรรค ไม่ภูมิใจไทย ก็พรรคกล้าธรรม แต่แนวโน้มมาทางภูมิใจไทยมากกว่า

โกหน่อ กล่าวถึงตัวเองว่า ส่วนตัวสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค เพราะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ นำพาพรรคต่อไปได้

เมื่อถามว่า โกหน่อยังจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อไปไหม ถ้าอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค โกหน่อ กล่าวว่า ถ้าผมอยู่ผมมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่มีสาทิตย์ วงค์หนองเตย อยู่ ถ้าสาทิตย์อยู่ ผมก็ไม่อยู่ เวลาเราทะเลาะกันไม่มีใครรู้ ไม่มีใครมาช่วยเจรจา จึงอยู่ร่วมกันไม่ได้

โกหน่อย้ำชัดว่า ถ้าพรรคเลือกสาทิตย์ พวกผมก็ไปอยู่ภูมิใจไทย “ไม่ใช่ว่า เฉลิมชัยไปไหน ผมไปนั้นนะ เช่น ถ้าเฉลิมชัยไปกล้าธรรม และมีนายกฯ ชายอยู่ด้วย ผมคงจะเข้าไปยาก เพราะหน่อให้กว่าต้น

รายการข่าวแจ้งว่า พรุ่งนี้เฉลิมชัยนัดพบกับอภิสิทธิ์ เพื่อแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการถึงการสนับสนุนให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ถอดรหัสไฮไลต์ 4 นโยบายเร่งด่วน รัฐบาล ‘อนุทิน 1’ กับวาระ 4 เดือน

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

นายอนุทินก็ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการเริ่มนับหนึ่งของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งการแถลงนโยบายต่อสภาฯ ที่รัฐบาลได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยาว 48 หน้า

สำหรับนโยบายเร่งด่วนจากการสรุปโดยย่อ 4 เรื่องที่น่าสนใจ

1.จัดทำรัฐธรรมนูญโดยประชาชนมีส่วนร่วม + จัดทำประชามติ

- ส่งสัญญาณน้ำเงินไปต่อกับส้ม 
- ให้ อ.บวรศักดิ์ ปรับจูนแนวทาง 

2.ปลดหนี้ประชาชนรายละ 1 แสน 

3.ปลดหนี้เอสเอ็มอี รายละ 1 ล้าน 

4.ทำประชามติ เลิกเอ็มโอยู 43-44 

ในความรู้สึกจากการอ่านนโยบายทั้งหมด 48 หน้า กับช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาล รู้สึกได้ว่านโยบายบางข้อบางประการ เป็นนโยบายที่ทำไม่ได้ภายใน 4 เดือน เช่น

เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลจะเร่งรัด ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

หรือการปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ไม่สนับสนุนให้มี
การประกอบธุรกิจการพนันทุกชนิดให้เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ไม่สนับสนุนเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีธุรกิจการพนัน รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์ และจะดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติการพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

นี้เป็นแค่หนังตัวอย่าง ถ้ายกมาทั้งหมดจะยาวเกินไป แต่พอจะสรุปได้ตามนี้

ภูมิใจไทย ‘ดึง-ดูด’ ปัญหาใหญ่ตามมา!! เขตทับซ้อน ‘ทะเลาะกันตาย’ ระวังมิตรจะกลายเป็นศัตรู

(25 ก.ย. 68) น่าสนใจยิ่งกับการเกิดอะไรขึ้นกับปัญหา “เขตทับซ้อน” ที่มาจากการดูด / ดึง ให้ย้ายพรรค ของพรรคภูมิใจไทย เน้นบ้านใหญ่ และดีลย้ายยกเข่ง แบบเป็นพวงใหญ่ ซึ่งจะมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนคนเก่า-คนใหม่แน่นอน

การรับรวมกลุ่มจาก รวมไทยสร้างชาติแบบยกเข่งตามเงื่อนไขโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล”เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการดูดบ้านใหญ่แบบไม่ใส่ใจคนเก่าที่วางไว้ก่อนหน้า เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูโดยตรง
ปรากฏการณ์ “ดีล–ดูด” เพื่อขยายฐานของพรรคภูมิใจไทย กำลังเกิดขึ้นและลามไปในหลายพื้นที่เริ่มได้ยินเสียง “มันไส้” กับความเหิมเกริมเกิดขึ้นแล้ว และไม่ควรลืมว่านิสัยคนใต้เป็นอย่างไร

พรรคภูมิใจไทยพยายามดึง สส. และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นเข้าเสริม อ้างเป็นกลยุทธ์ขยายที่นั่งและฐานเสียงอันเป็นเป้าการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ผลลัพธ์ที่เห็นในพื้นที่คือ การทับซ้อนของผู้ลงสมัคร/ฐานเสียง คือคนจากกลุ่มเดิมถูกเชิญ/ถูกดึงไปลงในเขตเดิมที่พรรคอื่นหรือคนเดิมก็วางแผนจะลงอยู่แล้ว จึงเกิด “ชนกัน” ในเขตเดียว (ตัวอย่างเหตุการณ์ที่จังหวัดนครศรีฯ/สงขลา)
นครศรีฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ เคยรับปากส่ง “สายัณห์ ยุติธรรม”อดีต สส.พลังประชารัฐ ลงเขตย่านท่าศาลา แต่อยู่ๆกลับไปดูดบ้านใหญ่ อวยพรศรี เชาวลิต พรรคประชาธิปัตย์ มาลงแทน สายัณห์ก็ยิ่งฮึดสู้หนักกว่าเดิม ถึงขั้นประกาศ “พรรคไม่สำคัญ เลือกสายัณห์เป็นผู้แทน”

หรืออย่างสงขลา เคยให้ “นิพนธ์ บุญญามณี”ทาบทาม “จุรี นุ่มแก้ว” ดาวติ๊กต๊อก มาลงเขต 2 สงขลา แต่ด้วยพันธกิจดูดยกพวง จึงพ่วงศาสตรา ศรีปาน จากพรรครวมไทยสร้างชาติมาด้วย เบียดจุรีตกขอบไปอย่างไม่แยแส

หรืออย่างจังหวัดตรัง ถ้าดูดยกเข่งจากกลุ่มบ้านใหญ่ “โกหน่อ-สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” ถามว่าแล้วผู้สมัครเดิมของภูมิใจไทยละ อย่างเขต 4 ที่แพ้แค่หลักพัน จะเอาเขาไปไว้ไหน ทิ้งเลยหรืออย่างไร

ผลกระทบเชิงระบบ และสิ่งที่ทำให้เกิด “ทับซ้อน”การย้าย/ดูดแบบเป็น
กลุ่ม ทำให้พรรคการเมืองวางตัวผู้สมัครในเขตที่มี “หัวคะแนน/บ้านใหญ่” อยู่แล้ว เกิดการชนกันของฐานเสียงและการเจรจาแย่งเขต การจัดสรรเขตโดยพรรค (การเลือกผู้สมัครเขต) มักไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของแกนนำท้องถิ่น ทำให้พรรคหนึ่งประกาศชื่อแล้ว อีกพรรคดึงคนเดิมเข้ามา ผลคือเกิด “ทับซ้อน” และความไม่ลงตัวในพื้นที่

เข้าใจว่า การดีลแบบยกเข่งของภูมิใจไทย อันมีเป้าหมายเชิงปริมาณ จะเกิดปัญหาการทับซ้อนของผู้สมัครมากมายหลายเขต หลายจังหวัดการเดินไปข้างหน้า ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง จะก่อเกิดปัญหาเชิงซ้อนมากมายจนยากจะแก้ และท้ายที่สุด “มิตรจะกลายเป็นศัตรู
การเดินหน้าดูดของภูมิใจไทย เริ่มได้ยินกระแสเสียงหมั่นไส้ในความเหิมเกริม…อย่า เข้าใจนิสัยคนใต้ไหม

ถอดรหัสภาษากาย การกอดของ ‘เฉลิมชัย-เดชอิศม์’ แค่สัญลักษณ์ทางการเมือง!! ยังไม่สะท้อนความจริงใจ

“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” และ “โกรธคือโง่ โมโห คือบ้า” : เฉลิมชัย กล่าว

เมื่อวานได้ดูละครการเมืองฉากใหญ่ แสดงนำโดย 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นท่าทีของเฉลิมชัยว่า ยังรักยังหวงประชาธิปัตย์ และจะขออยู่ช่วยจนกว่าจะได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคม หลังจากนั้นจะตัดสินใจถึงอนาคตทางการเมือง แต่เฉลิมชัยเคยปรารภผ่านโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ตรังว่า ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว

เฉลิมชัยยืนยันว่า ไม่ได้โกรธ หรือมีปัญหากับ เดชอิศม์ ขาวทอง “คนอย่างผม คบแล้วคบเลย กับอภิสิทธิ์ ก็ยังคบหากันอยู่ และจะได้พบกันหลังอภิสิทธิ์ เดินทางกลับจากจีน”

ละครการเมืองฉากนี้น่าสนใจ ไม่รู้ใครเขียนบท และข้อเท็จจริงตอนจบจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งของละครบทนี้ กับการแสดงว่าสมเหตุ สมบทบาทหรือไม่ ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญภาษากายถอดรหัสออกมาดู พบข้อมูลน่าสนใจ

ถอดรหัส 'ภาษากาย' ของทั้งสองคนให้ครับ

1.ท่ากอด เฉลิมชัยโอบแขนรอบไหล่ของเดชอิศม์เต็ม ๆ มือวางแน่น แสดงถึงการ “แสดงออกเชิงสัญลักษณ์” ของความเป็นมิตรและการเอาใจใส่ แต่ร่างกายของเฉลิมชัยไม่ได้เอนเข้าไปหามากนัก แสดงว่าความใกล้ชิดอาจมี 'ระยะ' อยู่พอสมควร
2.สีหน้าเฉลิมชัย รอยยิ้มค่อนข้างบาง เป็น “ยิ้มควบคุม” (controlled smile) ไม่ได้เปิดเต็มปากเต็มตา สายตาไม่ใช่แววตาเปล่งประกาย (genuine smile หรือ Duchenne smile) ทำให้ตีความได้ว่าเป็นการยิ้มเพื่อ “การเมือง/ภาพลักษณ์” มากกว่าความรู้สึกส่วนตัวแท้ ๆ

3.สีหน้าเดชอิศม์ ยิ้มกว้างกว่า ดูผ่อนคลายกว่า และเอนตัวเข้าหาเฉลิมชัยเล็กน้อย บ่งบอกถึงการยอมรับ และต้องการสื่อสารว่าตน “โอเคกับการโอบกอดนี้”

4.บริบทโดยรวมมีไมค์สื่อหลายสำนักอยู่ด้านหน้า เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่กำลัง “เล่นกับกล้อง” (performative gesture) มากกว่าการแสดงความสัมพันธ์ส่วนตัว ดังนั้น กอดนี้น่าจะเป็นการสื่อสารทางการเมืองว่า “เราสองคนไปด้วยกัน” มากกว่าความจริงใจเชิงส่วนตัว

โดยสรุป การกอดของเฉลิมชัยกับเดชอิศม์ในภาพนี้มีน้ำหนักเชิง “สัญลักษณ์ทางการเมือง” มากกว่าความผูกพันส่วนตัวแท้ ๆ ความจริงใจจึงอาจไม่ถึงขั้นลึกซึ้ง แต่เป็นการแสดงออกเพื่อให้สังคมและสื่อเห็นถึง “ความเป็นพวกเดียวกัน”

พรรคการเมืองทรราช กับภารกิจด้อยค่าทหาร เดินเกมชั่วควบไปกับการแก้กฎหมาย ด้วยแผนร้ายหวังการล้มล้างสถาบัน

พรรคการเมืองที่ถูกสังคมไทยตีตราอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า “ล้มล้างสถาบัน” แม้จะถูกยุบพรรคถึงสองครั้ง ก็ยังไม่หยุดเดินเกมทำลายสถาบันกษัตริย์ ขนาดมีหน้าที่เป็นฝ่ายค้านถึงสองสมัย นอกจากไม่คิดทำหน้าที่ตรวจสอบความผิดปกติของรัฐบาล ให้สมกับเงินเดือนที่ได้รับจากภาษีของประชาชน ยัง “ผสมโรงชั่ว” ทั้งกับรัฐบาล “คลิปขายชาติ” และรัฐบาล “หนูถีบจักรบนเขากระโดง” ต่างเอนเอียงไม่ลืมหูลืมตาหวังมีที่ยืนในอนาคต เพื่อจะใช้อำนาจเดินเกมล้มล้างสถาบันผ่านวิธีแก้ไขกฎหมาย 

มีแผนร้าย แผนสูง ก็เพื่อสนอง “ความวิปลาสในจิตใจตนเอง” ไม่ใช่เพื่อการอยู่ดีมีสุขของประชาชนคนไทยแม้แต่น้อย  

ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาก็ซ่อนเจตนาจะล้มสถาบันกษัตริย์ ยืนหนึ่งในภารกิจเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นเป้าแรก ยอมเป็น “เด็กเช็ดรองเท้าให้อเมริกา” ก็เพื่อให้มีกลุ่มทุนคอยหนุนกิจกรรมทำลายชาติของตนเองผ่านงานอีเวนต์ชั่ว ๆ สารพัด ทั้งหลอกใช้เด็กให้เป็นเหยื่อของความคิดโสมม รวมถึง “ผู้ใหญ่สามกีบ” ที่อยากมีที่ยืนทางสังคมไปติดคุก และหนีคดีไปต่างประเทศก็ไม่น้อย 

ในวันที่ทหารไทยแสดงความกล้าหาญ เอาเลือดเอาเนื้อป้องกันแผ่นดินชาติ จนบาดเจ็บ ล้มตาย แต่พรรคการเมืองเลว ๆ พรรคนี้ก็ยังด่า ยังด้อยค่าทหารไม่เลิกรา ไม่เคยแม้แต่จะแสดงความชื่นชม ให้กำลังใจ ทั้ง ๆ ที่ทหารเหล่านี้อุทิศกายใจเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติของตัวเองแท้ ๆ 

แต่ละวัน เดินหน้าดิสเครดิตทหาร เพื่อให้ประชาชนที่โง่เขลาเบาปัญญาคล้อยตาม ปั่นหัวคนที่ขาดสติให้หลงเชื่อ ให้ชิงชังทหารไทย มองทหารเป็นศัตรู เป็นภัยเงียบ จะปล่อยให้ทหารเป็นที่รักของคนไทยไม่ได้ เพราะจะผิดแผน ผิดเจตนารมณ์เลว ๆ ที่ตั้งเอาไว้ ถ้าทหารเป็นที่รักใคร่ของประชาชนคนไทย สถาบันกษัตริย์ก็จะยิ่งแข็งแรง เป็นปึกแผ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ “พรรคการเมืองทรราช” พรรคนี้ไม่อยากเห็น เพราะจะยิ่งทำให้การโค่นล้มการปกครองเป็นไปด้วยความยากลำบาก  

ประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่ง รับจ้างต่างชาติเพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของตนเองแล้ว คำกล่าวนี้ไม่เกินจริง ที่น่าเศร้าคือเคยมีคนไทยมากถึง 14 ล่านกว่า ๆ สนับสนุน 

ก็ไม่ทราบว่าถึงวันนี้ ใน 14 ล้าน ยังเลือกที่จะโฉดชั่วไปกับพรรคการเมืองนี้กี่คน? 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top