Thursday, 4 June 2026
ลดค่าไฟ

‘พีระพันธุ์’ ตรึงค่าไฟฟ้ามาแล้วกว่า 1 ปี พร้อมทำทุกวิถีทางหวังช่วยลดภาระให้ประชาชน

(29 พ.ย.67) งานแรก ๆ หลังจากการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ เมื่อ 1 กันยายน พ.ศ. 2566 คือการออกมาตรการอย่างเข้มใน 6 เดือนแรกของการกำกับดูแลระบบพลังงานโดยรวมของไทยดังนี้ 

(1) พลังงานไฟฟ้า ได้ผลักดันการลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนและสามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องไม่ให้สูงขึ้นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ มีการเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูลและเขื่อนสิรินธรที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษ 

(2) น้ำมัน ทำการช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้น้ำมันโดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกลไกทางภาษีด้วยความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง เร่งรัดในการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเพลิงยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน และสร้างเสถียรภาพให้กับราคาเชื้อเพลิงพลังงาน 

และ (3) ก๊าซ มีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ (Pool gas) เพื่อให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในภาพรวมลดลงและเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ ติดตามเร่งรัดการขุดเจาะและผลิตก๊าซจากอ่าวไทยเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า

โดยที่พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ทำให้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้านั้นอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทั้งหมด ไม่ว่าการออกใบอนุญาตผลิตกระแสไฟฟ้า การกำหนดราคาค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะค่า FT (Fuel Adjustment Charge (at the given time)) ซึ่งใช้ในการคำนวนเพื่อปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือ ‘ค่าไฟฟ้าผันแปร’ อันเป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนหรือประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่การไฟฟ้าไม่สามารถควบคุมได้ โดย กกพ.เป็นผู้พิจารณาปรับค่า Ft ทุก 4 เดือน

นับแต่ กกพ.ชุดแรกเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาต่างให้ กกพ.เป็นผู้ดำเนินการกำหนดราคาค่าไฟฟ้า ดังนั้น ‘ค่า FT’ จึงถูกกำหนดให้เป็นไปตามเหตุและปัจจัยที่ กกพ. ได้พิจารณา แต่สำหรับ ‘พีระพันธุ์’ แล้วการตรึงค่าไฟฟ้านั้นทำได้ด้วยการใช้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้อำนาจหน้าที่ของกระทรวงพลังงานในการทำให้ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้ามีต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบต่อค่า FT ซึ่ง ‘พีระพันธุ์’ ได้ใช้ความพยายามในการแสวงหาวิธีการและมาตรการใหม่ ๆ เพื่อทำให้ค่า FT ต่ำที่สุด อาทิ มาตรการที่กำลังทำอยู่คือ การสำรองเชื้อเพลิงปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ (SPR : Strategic Petroleum Reserve) โดยนอกจากจะได้มีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ LPG อันเป็นก๊าซหุงต้มที่พี่น้องประชาชนคนไทยใช้กันมากที่สุดแล้ว ยังมีการสำรองก๊าซ LNG อันเป็นก๊าซเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าของบ้านเราในปัจจุบันก็จะถูกสำรองเก็บไว้ด้วยเพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงทางพลังงานที่สำคัญของประเทศ

ดังเช่น ค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนมกราคม-เมษายน พ.ศ. 2568 ตามที่ประกาศ ถ้าเป็นไปตามที่ กกพ.เสนอจะอยู่ที่หน่วยละ 5.49 บาท ซึ่ง ‘พีระพันธุ์’ ไม่เห็นด้วย กกพ. จึงเสนอให้ราคาคงที่หน่วยละ 4.18 บาทเหมือนเดิม แต่ ‘พีระพันธุ์’ ยังขอให้ลดลงอีกหน่อยจนเหลือหน่วยละ 4.15 บาท ทำให้มีการลดอัตราค่าไฟฟ้าจริงหน่วยละ 1.34 บาท ไม่ใช่  3 สตางค์ตามที่สังคมไทยโดยรวมเข้าใจเช่นนั้น ซึ่งสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบบริหารจัดการในการซื้อขายกระแสไฟฟ้าของประเทศคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดังนั้นความจริงก็คือ ภาระดังกล่าวถูกผลักให้ ‘กฟผ.’ ต้องรับผิดชอบ โดยพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นหนี้ ‘กฟผ.’ เพราะ ‘กฟผ.’ เรียกเก็บค่าไฟฟ้าต่ำกว่าต้นทุนของตัวเองจากนโยบายของรัฐที่จะไม่ให้พี่น้องประชาชนคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้ามากจนเกินไป 

ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีการทยอยใช้หนี้ดังกล่าวคืนให้กับ ‘กฟผ.’ เพื่อให้ ‘กฟผ.’ นำเงินที่ได้ไปใช้หนี้คืนอีกทอดหนึ่ง ทำให้เกิดสมการที่ใช้ในการเก็บ ‘ค่าไฟฟ้าผันแปร’ ว่าจะต้องเก็บเท่าไรเพื่อที่ ‘กฟผ.’ จะมีเงินเพื่อนำไปใช้หนี้ตามข้อเสนอของกกพ.ตามแนวทางที่ได้กล่าวมา 

ซึ่ง ‘พีระพันธุ์’ ตัดสินใจเสนอให้มีการยืดหนี้แล้วจ่ายบางส่วน ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่หน่วยละ 4.15 บาท ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยรับภาระน้อยกว่าที่กกพ.ได้เสนอมา และในขณะเดียวกัน ‘กฟผ.’ เองก็จะมีเงินเพื่อนำไปชำระหนี้จำนวนหนึ่ง โดยอัตราค่าไฟฟ้าหน่วยละ 5.49 บาท ตามแนวทางแรกที่กกพ.เสนอนั้น ‘กฟผ.’ จะได้เงินเพื่อนำไปชำระหนี้ทั้งยอดจำนวนกว่า 80,000 ล้านบาท แต่ถ้าจ่ายอัตราค่าไฟฟ้าที่หน่วยละ 4.15 บาท ‘กฟผ.’ จะได้เงินเพื่อไปชำระหนี้ 13,000ล้านบาทก่อน ซึ่งทุกวันนี้ ‘กฟผ.’ ต้องแบกรับภาระหนี้แทนพี่น้องประชาชนไทยอยู่ และผู้ใช้ไฟฟ้าจำเป็นที่จะต้องเริ่มผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวคืนให้กับกฟผ.เพื่อไม่ให้ยอดหนี้นั้นแกว่งจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกฟผ.ด้วย

ดังนั้น ค่าไฟฟ้าของเดือนมกราคม-เมษายน พ.ศ. 2568 มีการใช้ไฟฟ้าไป 100 หน่วย ถ้าต้องจ่ายในอัตราที่กกพ.เสนอที่หน่วยละ 5.49 บาท จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเป็นเงิน 549 บาท แต่เป็นหน่วยละ 4.15 บาทตามที่ ‘พี่ตุ๋ย’ พีระพันธุ์เสนอแล้วพี่น้องประชาชนคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าจะจ่ายเพียง 415 บาท ซึ่งทำให้จ่ายน้อยลง 134 บาท การแบกรับค่า Ft ของ ‘กฟผ.’ ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนของค่าความพร้อมเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้า (AP) และต้นทุนของเชื้อเพลิง LNG ที่มีการเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต้นทุนการผลิตไฟฟ้ารวมทุกอย่างแล้วสูงกว่าราคาที่ขายให้พี่น้องประชาชนคนไทยในปัจจุบัน เมื่อต้นทุนสูงแต่เพื่อให้พี่น้องประชาชนคนไทยจ่ายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน ทำให้ ‘กฟผ.’ ต้องไปกู้เงินมาจ่ายค่าไฟฟ้าที่ซื้อมาจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชน รวมทั้งหนี้จากค่า LNG ที่ ‘กฟผ.’ ซื้อมาจากปตท.ในส่วนที่ ‘กฟผ.’ นำมาผลิตไฟฟ้าเอง และเมื่อมีโอกาสหากมีเงื่อนไขที่สามารถทำให้ต้นทุนลดลงได้อีกแล้ว ‘กฟผ.’ จึงค่อยเรียกเก็บเพิ่มจากพี่น้องประชาชนคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อมาเฉลี่ยใช้หนี้ดังกล่าวต่อไป

กกพ. เสนอรื้อสัญญาทาสคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน ชี้ ลดค่าไฟได้ทันที 17 สตางค์/หน่วย ช่วยประหยัด 3.3 หมื่นลบ.

เมื่อวันที่ (16 ม.ค.68) นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. มีมตินำเสนอทางเลือกให้ภาคนโยบายทบทวนและปรับปรุง เงื่อนไขการสนับสนุนทั้งในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และอัตรารับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการ (Feed in Tariff:FiT) ผ่านการอุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) เพื่อให้การอุดหนุน Adder และ FiT สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทำให้ค่าไฟสามารถปรับลดลงได้ทันทีประมาณหน่วยละ 17 สตางค์ จากค่าไฟฟ้าในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่หน่วยละ 4.15 บาท เหลือหน่วยละ 3.98 บาท โดยคาดหวังว่าจะสามารถลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ จากประมาณการตลอดทั้งปี 2568 คาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้า 195,000 ล้านหน่วย หากลดได้หน่วยละ 17 สตางค์ จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนได้ 33,150 ล้านบาท

นายพูลพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากมีการปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รับซื้อในอัตราค่าไฟฟ้าขายส่งหน่วยละ 3.1617 บาท บวกกับค่า Adder หน่วยละ 8 บาท ตลอดอายุโครงการ 10 ปี รวมแล้วเป็นค่าไฟฟ้าหน่วยละ 11.1617 บาท ซึ่งแพงกว่าอัตรารับซื้อที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คำนวณไว้ในโครงการการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT ปี 2565-2573

ทั้งนี้ ผู้ประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า SPP และ VSPP ผ่านจุดคุ้มทุนแบบ Adder และ FIT ได้รับค่าตอบแทนจากโครงการพอสมควร จึงควรปรับค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 533 รายจำนวน 3,400 เมกะวัตต์

การรับซื้อไฟฟ้าในอดีตหน่วยละ 11.1617 บาท เนื่องจากอุปกรณ์การผลิตไฟฟ้าจากแผงพลังงาน แสงอาทิตย์มีต้นทุนสูง แต่ในปัจจุบันราคาอุปกรณ์ดังกล่าวลดลงมาก ราคาไฟฟ้าที่รัฐรับซื้อควรลดลงตามมาด้วย เช่นกัน หรือแม้โครงการผ่าน 10 ปีและเงินอุดหนุน 8 บาทหมดไปแล้ว แต่ราคารับซื้อก็ยังอยู่ที่ 3.1617 บาท ซึ่งแพง กว่าราคาที่ สนพ. คำนวณในปี 2565 หน่วยละ 2.1679 บาท ซึ่งมีส่วนต่างเป็นเงินหน่วยละ 0.9938 บาท ถือเป็น กำไรที่ผู้ประกอบการไม่ควรได้รับ หมายความว่า ไม่มีวันสิ้นสุดสัญญา ประการสำคัญสัญญารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มนี้ระบุว่าให้ต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ หากไม่มีการปรับปรุงอัตราการรับซื้อไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ผู้ประกอบ กิจการก็จะได้กำไรเกินควร อันเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนโดยไม่มีวันสิ้นสุด

‘พีระพันธุ์’ เร่งหาวิธีปรับลดค่าไฟรอบใหม่ หลังหารือฝ่ายกฎหมายชี้ชัดแนวทาง กกพ. ทำไม่ได้

วันนี้ (19 ก.พ. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เป็นประธานการประชุมกับเลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. และตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการลดค่าไฟ  รวมทั้งกรณีที่ กกพ. เสนอให้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ทบทวนเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ซึ่งได้รับการต่อสัญญาและให้ได้รับการอุดหนุนส่วนต่างต้นทุน (Adder) รวมทั้งมาตรการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน(เอฟไอที) จากผู้ผลิตไฟฟ้า เพื่อจะให้ค่าไฟสามารถปรับลดลงได้อีก 17 สตางค์  โดยที่ประชุมเห็นว่าไม่สามารถทำได้ตามแนวทางที่ กกพ.เสนอ เนื่องจากเป็นเรื่องของข้อผูกพันทางสัญญาไม่ใช่เรื่องระเบียบ กกพ. ซึ่งเลขาธิการ กกพ. รับทราบและเข้าใจข้อกฎหมายแล้ว โดยจะนำไปแจ้งให้คณะกรรมการ กกพ. ทราบต่อไป

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสรุปจากผู้แทนสำนักงานกฤษฎีกาว่า ข้อเสนอของ กกพ. เพื่อปรับลดค่าไฟในแนวทางนี้ไม่สามารถทำได้ และ รมว.พลังงาน ได้ขอให้ทาง กกพ. พิจารณาและทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อไม่ได้เกิดความสับสนในเรื่องดังกล่าว

นายพีระพันธุ์ยังเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลกำลังพิจารณาหาแนวทางที่จะปรับลดค่าไฟงวดต่อไปอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะแนวทางการปรับปรุงระบบ Pool Gas ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน

‘อัครเดช’ ปลื้ม!! ได้กำลังใจล้นหลาม!! ชาวบ้านแห่ชม 'พีระพันธุ์' ทุ่มเท ทำงานหนัก ลดค่าไฟต่อเนื่อง ผ่อนคลายค่าครองชีพ ช่วยลดภาระความเดือดร้อน ให้ครัวเรือน

(27 เม.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า

เนื่องจากในช่วงนี้เป็นการปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตนรวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติต่างลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนและเสียงสะท้อนการทำงานจากพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

จากการลงพื้นที่ตนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติต่างได้รับเสียงชื่นชมในการทำงานของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่สามารถลดค่าไฟได้อย่างต่อเนื่องทั้งในรอบเดือน ม.ค.-เม.ย. 68 ที่สามารถควบคุมค่าไฟให้อยู่ที 4.15 บาทต่อหน่วยจากที่ กกพ. ได้เสนอที่ 4.49-4.79 บาทต่อหน่วย และในรอบต่อไปคือ พ.ค.-ส.ค. 68 ที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย จากที่ กกพ. เสนอที่ 4.15 บาทต่อหน่วย 

นอกจากนี้พี่น้องประชาชนยังขอขอบคุณสำหรับการทำงานอย่างหนักของนายพีระพันธุ์ และรัฐบาล ที่สามารถช่วยลดค่าไฟซึ่งเป็นหนึ่งในค่าครองชีพที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต เป็นการช่วยผ่อนคลายค่าครองชีพที่เป็นภาระหนักอึ้ง

นายอัครเดช กล่าวต่อไปว่า แต่อย่างไรก็ตามสำหรับการแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานทั้งไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ ซึ่งที่เห็นในขณะนี้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่เร่งด่วน การแก้ไขปัญหาในระยะยาวต้องอาศัยการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งจะทลายปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน และเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน

"ตนอยากให้พี่น้องประชาชนทุกคนมั่นใจว่า การบริหารงานของกระทรวงพลังงานภายใต้การนำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ภายใต้การสนับสนุนภารกิจนี้จากนายกรัฐมนตรีเป็นการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการรื้อ ลด ปลด สร้างพลังงานไทย การแก้กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการจัดการอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต "นายอัครเดช กล่าวทิ้งท้าย

เจาะเบื้องลึก ‘กกพ.’ ยอมลดค่าไฟจากมติเดิม 4.15 บาท/หน่วย เหตุถูก ‘รมว.พลังงาน’ กดดันหลังพบกอดเงิน Claw Back 2 หมื่นลบ.

จากกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้มีมติลดค่าไฟเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วยงวด พ.ค.-ส.ค. 68 ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ครม. ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย โดยให้มีผลทันทีในรอบบิลพ.ค.-ส.ค. 68

ทั้งนี้ เดิมทีเมื่อวันที่ (1 เม.ย. 68) คณะรัฐมนตรี มีมติ โดยได้มีการอนุมัติเป้าหมายการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าที่จะประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้า สำหรับรอบเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2568 นี้ ลงเหลืออัตราไม่เกินหน่วยละ 3.99 บาท โดยไม่มีการอุดหนุนงบประมาณจากภาครัฐ 

พร้อมมอบหมายให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กำกับดูแล คณะกรรมการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (บอร์ด กฟผ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ลดราคาค่าไฟฟ้าลงตามเป้าหมายดังกล่าว

โดยก่อนหน้านี้ ทาง กกพ. ได้เสนอ 3 ทางเลือกเปิดประชาพิจารณ์ค่าไฟงวด พ.ค. – ส.ค. 2568 โดยกำหนดราคาเอาไว้ที่ 4.15 – 5.16 บาทต่อหน่วย 

จากนั้นทาง กกพ. ได้สรุปการประชาพิจารณ์โดยตรึงค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค. 68 ไว้ที่ 4.15 เท่าเดิมจากค่าไฟงวดปัจจุบัน

และถึงแม้ว่า ทาง ครม. ได้วางกรอบเป้าหมายให้ลดราคาค่าไฟฟ้าลงเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ตามที่นายพีระพันธุ์ ได้นำเสนอต่อ ครม. ก่อนหน้านี้ แต่ในช่วงที่ผ่านมา ทาง กกพ. ยืนยัน จะคงอัตราเท่าเดิม คือ 4.15 บาทต่อหน่วย ไม่สามารถลดได้อีก

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ทาง รมว.พลังงาน ได้เจรจาให้ทาง กกพ.และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หาแนวทางลดค่าไฟตามกรอบที่ ครม.ให้ไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ แต่ทาง กกพ. ก็ยังยืนยันเช่นเดิม คือ ทำได้แค่ตรึงไว้ที่ 4.15 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนั้น ทาง รมว.พลังงาน ได้ตรวจพบว่า ทาง กกพ. มีเงินที่เรียกว่า Claw Back ซึ่งเป็นเงินที่ กกพ. เรียกคืนมาจาก 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในส่วนที่ไม่ได้ใช้ลงทุนตามแผนที่เสนอให้ กกพ. พิจารณา ในช่วงที่มีการจัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า อยู่ราว 20,000 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำมาอุดหนุนค่าไฟฟ้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน 

และจากการตรวจพบเงินจำนวนดังกล่าวที่ กกพ. เก็บไว้นั้น ทำให้ทาง กกพ. จำต้องยอมลดค่าไฟในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 68 ลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าที่ ครม. กำหนดไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย แบบเสียมิได้ โดยใช้เงิน Claw Back จำนวน 12,200 ล้านเข้ามาอุดหนุน

ทั้งนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า หาก รมว. พลังงาน ไม่ไปตรวจสอบพบเงินจำนวน 20,000 ล้านดังกล่าว ทาง กกพ. จะยอมลดค่าไฟลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย ตามที่ได้ออกมาประกาศในวันนี้หรือไม่...

NiA : สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ “จากการลดค่าไฟ สู่การลดอุณหภูมิโลก “ขอเชิญชวนประกวดผลงานด้านนวัตกรรมเวทีระดับชาติ

(29 พ.ค. 68) อากาศร้อน ค่าไฟพุ่ง ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่คนในสังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สภาพอากาศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน จนภูมิอากาศแปรปรวน และทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่าปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเมื่ออุณหภูมิรอบตัวสูงขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นตาม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมค่าไฟจึงแพงขึ้นแม้ว่าจะใช้ไฟฟ้าในปริมาณเท่าเดิม ปัญหานี้ส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องใช้งานเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งนั่นหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นมหาศาล หากไม่มีการบริหารจัดการหรือวางแผนรับมืออย่างเหมาะสม ก็อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินได้ 

ด้วยเหตุนี้ ‘บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด’ Charoenchai Transformer องค์กรที่มีประสบการณ์การทำหม้อแปลงไฟฟ้ามายาวนานกว่า 60 ปี มองเห็นปัญหาในส่วนนี้ จึงได้คิดค้นนวัตกรรม “หม้อแปลง BCG & Low Carbon” ที่ตอบโจทย์ปัญหาเรื่องค่าไฟ และยังสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) ในปี 2065 

นวัตกรรมหม้อแปลง BCG & Low Carbon เป็นหม้อแปลงรักษาระดับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่แบบอัตโนมัติ (220/380 โวลต์) มีความสามารถในการบริหารจัดการพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ สามารถควบคุมการใช้พลังงานได้เรียลไทม์ผ่านเทคโนโลยี IoT การติดตั้งหม้อแปลงนี้สามารถลดค่าไฟได้ 5–20% และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องจักร 

ไม่เพียงแค่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หม้อแปลง BCG & Low Carbon ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดคาร์บอนให้กับภาคธุรกิจ โดยได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก. / TGO) จากการประเมินความสามารถในการลดก๊าซเรือนกระจกได้ 69.746 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเมื่อปี 2565 ซึ่งการลดคาร์บอนได้มากถึง 100 ล้านตัน เทียบได้กับการปลูกป่า 105,263,158 ไร่เลยทีเดียว 

จากคุณสมบัติที่โดดเด่นนี้จะเห็นได้ว่าหม้อแปลง BCG & Low Carbon เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สำหรับภาคธุรกิจ และยังช่วยสนับสนุนการพัฒนาประเทศไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

โดยนวัตกรรมหม้อแปลง BCG & Low Carbon นี้ ถือเป็นหนึ่งความสำเร็จของแวดวงเทคโนโลยีด้านพลังงาน จนได้รับ ‘รางวัลชนะเลิศ การประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง NIA ประจำปี 2566’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นศักยภาพของนวัตกรรม ทั้งในมิติของคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและการมุ่งสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ ผ่านการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

NIA ในฐานะองค์กรหลักในการเสริมสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อเพิ่มคุณค่าที่ยั่งยืน จึงได้จัดการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติผลงานนวัตกรรมไทยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี และปีนี้กลับมาอีกครั้ง! กับการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2568

ขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป หน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา สมาคม ร่วมส่งผลงานนวัตกรรมเข้าประกวดในเวทีระดับชาติ “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2568” รางวัลทรงเกียรติสูงสุดของวงการนวัตกรรมไทย ส่งผลงานได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ดูคู่มือการประกวดและสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ที่ https://award.nia.or.th

อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ที่ https://tinyurl.com/yc67x2bj

ติดตามคอนเทนต์ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และสตาร์ทอัพที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่
https://www.nia.or.th/article/blog.html

#NIA #NIAFocalConductor #มุ่งเป้าสู่ชาตินวัตกรรม #Innovation #นวัตกรรม #หม้อแปลงไฟฟ้า #BCG #LowCarbon

อ้างอิงข้อมูลจาก:
https://youtu.be/G_MrxotdPpg?si=VBJ2kGoAMgZE-oeJ
https://bcg.in.th/news/thailand-energy-awards-2023/
https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/prnews/1093560

‘พีระพันธุ์’ เผยอินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทยผ่านมาตรฐานแล้ว พร้อมเร่งเดินหน้าผลิตล็อตแรก ช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน

ไม่นานเกินรอ!! อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทยผ่านมาตรฐานแล้ว พร้อมผลิตล็อตแรก ช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน

‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าแก้ปัญหาค่าไฟแพง ส่งเสริมนวัตกรรมฝีมือคนไทย ล่าสุด อินเวอร์เตอร์ต้นแบบสำหรับโซลาร์รูฟท็อป ที่พัฒนาโดย ‘ครูน้อย’ หรือ นายทวีชัย ไกรดวง ได้ผ่านการทดสอบมาตรฐานจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เรียบร้อยแล้ว เตรียมเดินหน้าผลิตล็อตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากการที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดสกลนคร และได้เห็นผลงานของ ‘ครูน้อย’ จึงผลักดันให้มีการพัฒนาต่อยอด จนสามารถยกระดับมาตรฐานได้สำเร็จ

ครูน้อย เป็นช่างไฟฟ้าคนไทยที่ทุ่มเททำงานด้านนวัตกรรมมาโดยตลอด แม้ไม่ได้จบการศึกษาด้านวิศวกรรมโดยตรง แต่ด้วยประสบการณ์และความตั้งใจ เขาสามารถคิดค้นอินเวอร์เตอร์ต้นแบบ ที่ใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าในบ้านได้สำเร็จ ถือเป็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถพัฒนานวัตกรรมได้เองในประเทศ

อินเวอร์เตอร์รุ่นนี้เป็นระบบ On-Grid ขนาด 5.5 กิโลวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 5,000 วัตต์ เพียงพอสำหรับการใช้ไฟในบ้านบางส่วน ช่วยลดค่าไฟจากระบบไฟฟ้าปกติอย่างเห็นผล นอกจากนี้ ยังผ่านการทดสอบสำคัญครบ 3 ด้าน คือ
• ความปลอดภัยในการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า (Grid Code)
• ทดสอบป้องกันฝุ่น น้ำ ความร้อน และไฟฟ้ารั่ว (Safety Test)
• ป้องกันสัญญาณรบกวนที่กระทบอุปกรณ์อื่นในบ้าน (EMC Test)

ทั้งนี้ เบื้องต้นกระทรวงพลังงานตั้งเป้าผลิตอินเวอร์เตอร์ลอตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดต้นทุนการผลิต และให้ประชาชนสามารถซื้อใช้ในราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน

นอกจากเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์  นายพีระพันธุ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกำลังเร่งผลักดันกฎหมายด้านพลังงานชุดใหม่ เพื่อลดขั้นตอนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ปรับโครงสร้างพลังงานให้โปร่งใส เป็นธรรม และลดการผูกขาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง “รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง” ของนายพีระพันธุ์ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ และทำให้คนไทยมีทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าใช้เองได้จริง

'เจริญชัย - ERDI-CMU - KMUTT' นำนวัตกรรม NIA หม้อแปลง AI Low Carbon ลดโลกร้อนลดค่าไฟจริง 20% เพิ่มปริมาณกำลังการผลิตโซลาร์ 6-8% คืนทุน 1 ปี

กลุ่มพันธมิตรพร้อมสนับสนุนการลุงทุน 0 บาท และคืนกำไร 100% AI Transformer Management Platform for Green Electricity Integration with battery พร้อม Workshop (Use Case)

เมื่อวันที่ (4 ก.ค.68) สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ERDI-CMU) จัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “เสริมแกร่งอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ ลดค่าไฟ สู่การลดอุณหภูมิโลก นวัตกรรม NIA แห่งอนาคต จากวิกฤติ สู่ทางรอด ด้วยพลังงาน AI แห่งอนาคต AI Transformer Management Platform for Green Electricity Integration with battery พร้อม Workshop (Use Case) ” ณ ห้องประชุมประเสริฐฤกษ์เกรียงไกร สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่แนวทางการจัดการพลังงานยุคใหม่ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานประกอบการทุกระดับ โดยไม่ต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้น

กลุ่มพันธมิตรบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี , บริษัท บ้านปู เน็กซ์ อีโคเสิร์ฟ จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ทุกองค์กรได้ให้ความรู้กับผู้ประกอบการที่เข้ารับฟังสัมมนาครั้งนี้ ผู้ประกอบการมีความสนใจด้านการลดคาร์บอนเป็นจำนวนมาก ตอบโจทย์ผู้ประกอบการทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ รวมทั้งช่องทางการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถดำเนินการได้ การจัดหาแหล่งเงินทุน การสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ การอนุรักษ์พลังงานอื่นๆ ที่เหมาะสมต่อสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานของไทยที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการคำนึกถึงการลดภาวะโลกร้อน และพลังงานคาร์บอนต่ำซึ่งเป็นไปตามเทรนด์ที่หลายบริษัทชั้นนำระดับโลกมุ่งหาพลังงานสะอาด

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว ขอขอบคุณกลุ่มพันธมิตรทุกหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ซึ้งทางบริษัทฯ ได้ร่วมบรรยายพร้อมยกตัวอย่าง  Use Case ของบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำพูน ให้ทางผู้ประกอบการได้เห็นเป็น Case กรณีศึกษา บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำพูน ทำการติดตั้งหม้อแปลง AI Transformer (หม้อแปลง Low Carbon) ขนาด 2000 kVA. โดยบริษัทฯ ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมวิเคราะห์พร้อมวิจัย Platform บริหารจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด (Platform AI บริหารจัดการ Solar กับ Energy Storage  ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) ประโยชน์สูงสุดและเสถียรภาพ พร้อมทำ AI Net Zero Go To Near Zero, AI Cut Peak Demand, AI Saving, AI Sustainability, AI Increase old Solar 6-8% จากการวิเคราะห์หลังติดตั้งหม้อแปลง AI พบว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 20.28% และการเพิ่มผลผลิตโซลาร์เก่า 6-8% โดยมีระยะเวลาคืนทุนราว 11 เดือน ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในเชิงกราฟและข้อมูลอื่นๆ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพื่อให้การวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

ภายในงาน ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี  ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและผู้แทนพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และเปิดเวทีด้วยวิสัยทัศน์ด้านพลังงานสะอาดที่สถาบันฯ ได้พัฒนาและขับเคลื่อนมาโดยตลอด ต่อจากนั้น นายบัณฑิต ตั้งโภคานนท์ พลังงานจังหวัดลาพูน กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการผลักดันเป้าหมายสู่ Net Zero อย่างจริงจังและยั่งยืน และในงานสัมมนามีการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ ผศ.ดร.อนวัช แสงสว่าง  อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศุภกิตติ์ โชติโก  หัวหน้าภาคประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวถึง “การปรับปรุงเพิ่มศักยภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าการจ่ายพลังงาน ไฟฟ้าพลังงานสะอาดและ Solar (Saving Energy And Sustainable Energy) ด้วยหม้อแปลง AI Transformer Management Platform” , คุณวิศรุต จันทน์สุคนธ์ จากบริษัท บ้านปู เน็กซ์ อีโคเสิร์ฟ จำกัด ที่สนับสนุนโครงการลงทุน 0 บาท, คุณสถาปนา พรหมบุญ จาก BOI ภาคเหนือที่นำเสนอนโยบายสนับสนุนการลงทุนสูงถึง 50% และคุณประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าวถึง “นวัตกรรม NIA หม้อแปลง AI จากวิกฤติ สู่ทางรอด ด้วยพลังงาน AI แห่งอนาคต AI Transformer Management Platform for Green Electricity Integration with battery” 

“แห่งแรกของเอเชีย” โรงน้ำแข็งธารทอง (เชียงใหม่) ลดพลังงาน ลดค่าไฟ ด้วย AI Transformer (NiA)“ ทำก่อน ลดก่อน AI ลดค่าไฟ ลดโลกร้อน ไม่ต้องรอ” ค่าไฟสูงสุด 720,000 บาท เหลือ 310,000 บาท

ลดเกินครึ่ง ปลื้มเกินร้อย “AI หม้อแปลง ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นกำไรจากผลประหยัดพลังงาน” นายอุกฤษฎ์ พงษ์ประพนธ์ กรรมการโรงงานน้ำแข็งธารทอง กล่าว เนื่องจากค่าไฟที่แพงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของโรงงานทำให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงขึ้น จึงทำให้ผมได้มารู้จักนวัตกรรมหม้อแปลง Low Carbon ของบริษัท เจริญชัย หม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด โดยโรงงานน้ำแข็งธารทองของเรา นำ AI Technology Energy Solution Platform ระบบบริหารจัดการพลังงานด้วยหม้อแปลง Low Carbon ร่วมกับพลังงานสะอาดแบบ IoT สู่ Net Zero มาติดตั้งใช้งานจริงในอุตสาหกรรม ทำให้โรงน้ำแข็งเพิ่มผลผลิตน้ำแข็งในตอนกลางวันมากขึ้น ผมขอบคุณสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่มอบทุนสนับสนุนการงานวิจัยครั้งนี้ อีกทั้งขอขอบคุณสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ที่ดำเนินงานวิจัยหม้อแปลง Low Carbon และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Demand Response และ Saving Energy”  การใช้งานหม้อแปลง Low Carbon จึงเป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนอุปกรณ์ แต่เป็นการ ยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ให้เข้าสู่ยุค Net Zero พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติ สังคม และประชาชน ด้านความปลอดภัย, ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า

นายประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว  ขอขอบคุณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยคุณพิชชารีย์ กีรติธากุล นักพัฒนานวัตกรรมอาวุโส ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมคณะ, คุณมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมคณะ, การส่งเสริมสนับสนุน สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม (โครงการ Energy Point) ที่ร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก ลดอุณหภูมิโลก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และเป็นต้นแบบของโรงน้ำแข็งแห่งแรกในประเทศไทย ทั้งนี้คณะผู้จัดทำพร้อมส่งมอบโครงการ ระบบจัดการพลังงานด้วยหม้อแปลง Low Carbon ร่วมกับพลังงานสะอาดแบบ IoT สู่ Net Zero ในโรงงานผลิตน้ำแข็ง ให้กับทาง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยมีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเป็น สักขีพยานในการส่งมอบครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ “Low Carbon Transformer ” จะเป็นโมเดลประเทศเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงาน และเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 20% เพิ่มปริมาณการผลิตพลังงาน Solar (เก่า) 30% (Research & Use Case) และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา 1 – 5 ปีอีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและการลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของโรงงานน้ำแข็ง เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response”

กลุ่มพันธมิตร AI  อนุรักษ์พลังงาน นวัตกรรม AI Transformer Low Carbon “อนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดโลกร้อน” นวัตกรรม NIA หนุน โรงแรมและอาคารพาณิชย์ ยุค Net Zero  

เมื่อวันที่ (8 พ.ย. 68) ที่ผ่านมา สมาคมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ ร่วมกับบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และ กลุ่มพันธมิตรจัดสัมมนา AI Transformer Green Technology และการลงทุน 0 บาท เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบริการโรงแรม และอาคารพาณิชย์ สู่ยุค Net Zero ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่แนวทางการจัดการพลังงานยุคใหม่ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ โดยไม่ต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้น

คุณสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าว ธุรกิจโรงแรม พลังงานต้องไปต่อ Net Zero โลกของเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิกฤตการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ ภาคธุรกิจบริการ โดยเฉพาะโรงแรมและอาคารพาณิชย์ เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จึงไม่ใช่เพียงแค่ "ทางเลือก" แต่เป็น "ความจำเป็น" และเป็น "โอกาส" ครั้งใหญ่ การจัดสัมมนา AI Transformer Green Technology เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบริการโรงแรมและอาคารพาณิชย์ สู่ยุค Net Zero ถือเป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบัน เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงาน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ความยั่งยืนนี้จะส่งเสริมการเติบโตสีเขียวในภูมิภาค และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม และประชาชน ด้านความปลอดภัย, ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า  

นายอรรณนิตย์ อุตสาหะ นายกสมาคมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ กล่าว การสัมมนาครั้งนี้ตอบโจทย์กลุ่มโรงแรมและอาคารพาณิชย์เป็นอย่างมาก ทำให้เห็นถึงเทคโนโลยีนวัตกรรม ที่ทันสมัย AI Transformer Management Platform เป็นการจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) และระบบ Platform AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ระดับสากลอันเป็นส่วนหนึ่ง ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานของไทยที่เพิ่มขึ้น ในอนาคต โดยเฉพาะการคำนึกถึงการลดภาวะโลกร้อน และพลังงานคาร์บอนต่ำ 

คุณประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว ขอขอบคุณ กลุ่มพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนการจัดสัมมนาครั้งนี้ สัมมนาครั้งนี้เป็นโครงการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมและอาคารพาณิชย์สามารถปรับตัวสู่ยุค Net Zero ด้วยแนวทางการลงทุน 0 บาท  ผ่านการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก ลดอุณหภูมิโลก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 20% เพิ่มปริมาณการผลิตพลังงาน Solar (เก่า) 30% (Research & Use Case) และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา 1 – 5  ปีอีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและการลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มโรงแรมและอาคารพาณิชย์ เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top