Thursday, 4 June 2026
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

‘เอกนัฏ’ เดินหน้าจัดการ ‘ซิน เคอ หยวน’ ต่อ แม้ผลสอบตึก สตง.ถล่ม ระบุไม่เกี่ยวกับเหล็ก

วันนี้ (30 มิ.ย. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กถึงกรณีผลตรวจตึก สตง.ของกรมโยธาธิการและผังเมืองว่า ไม่ว่า ‘เหล็กตํ่ามาตรฐาน’ จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตึกถล่มลงมาหรือไม่ก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของประชาชนคนไทย

ซึ่งผมได้ดำเนินการตรวจสอบ จัดการกับผู้ผลิตเหล็กที่ตัวโรงงานและผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานมาตั้งแต่ ธ.ค. 2567 เริ่มต้นตั้งแต่การเข้าตรวจและปิด บริษัท BNSS สตีล กรุ๊ป ต่อด้วย บริษัท ซิน เคอ หยวน และบริษัทอื่นๆตามมาอีกรวม 10 บริษัท

กรณี บริษัท ซิน เคอ หยวน ที่ผลิตเหล็กไปใช้ในตึกสตง.นั้น จนถึงปัจจุบันโรงงานก็ยังปิด การผลิตเหล็กที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานถูกส่งให้ DSI ดำเนินคดี

ต่อจากนั้น ซิน เคอ หยวน ก็ถูกเพิกถอน BOI และ ดำเนินคดีในเรื่องอื่นๆที่สำคัญไม่น้อยกว่าตัวเหล็ก เช่น เรื่องฝุ่น ที่มีครอบครองเกือบ 60,000 ตัน โดยที่ไม่ได้มีการแจ้ง มีการขนย้ายที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดตั้งข้อหากับ ซิน เคอ หยวน และบริษัทที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งให้ DSI ดำเนินคดี ทั้งหมด 1,016 ข้อหา 

ผมและทีม #สุดซอย ไม่หวั่นไหว ยึดหลักการบังคับใช้กฎหมายไทย เพื่อรักษามาตรฐาน ผดุงความเชื่อมั่น เซฟอุตสาหกรรมเหล็ก และชีวิตประชาชนให้ปลอดภัยเป็นสำคัญ

‘เอกนัฏ’ ส่ง “มอก.วอทช์” AI สแกนสินค้าไม่ได้มาตรฐาน พร้อมโปรเดือด 7.7 จ่อฟันแพลตฟอร์มออนไลน์ 777 คดี

(7 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในการแถลงข่าวเปิดตัว ระบบตรวจสอบสินค้าออนไลน์อัจฉริยะ “มอก.วอทช์” ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยกระดับมาตรการคุมเข้มตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ด้วย AI ซึ่งริเริ่มให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรม (INDX) นำโดยนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เป้าหมายสำคัญเพื่อนำระบบ AI มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากโลกออนไลน์ ปกป้องผู้บริโภคไทยจากการใช้สินค้าด้อยคุณภาพ ลดปัญหาการนำเข้าสินค้าราคาถูก แต่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ 

“ขณะนี้ ระบบตรวจสอบสินค้าออนไลน์อัจฉริยะ “มอก.วอทช์” สามารถตรวจจับลิงค์ขายสินค้าต้องสงสัยได้แล้ว จำนวน 109,819 รายการ ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ดำเนินการปิดลิงค์ที่จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานไปแล้ว 2,885 URL เตรียมดำเนินคดี 777 URL และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,559 URL โดยในช่วงเวลา 5 เดือนที่ใช้งานระบบมา พบว่าสินค้าที่ละเมิดกฎหมายสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ “พลาสติกสัมผัสอาหาร ของเล่นเด็ก และท่อไอเสียรถจักรยานยนต์” ซึ่งอยู่ในจำนวน 147 รายการสินค้าควบคุม ที่ต้องมีมาตรฐาน มอก. เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่กลับมีการนำเข้าจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างแพร่หลาย ส่งผลกระทบต่อร้านค้าท้องถิ่น ผู้ประกอบการไทย และสร้างความเสี่ยงต่อประชาชนผู้บริโภค” นายเอกนัฏ กล่าว

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 777 คดีนี้ มาจากผลการตรวจของ มอก.วอทช์ ที่พบบนแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ โดยมาจากแพลตฟอร์มสีม่วง จำนวน 529 คดี และแพลตฟอร์มสีส้ม จำนวน 248 คดีซึ่งหลังจากนี้เราจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และลดการนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมยกระดับ “มอก.วอทช์ 1.0“ นี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในเวอร์ชั่นต่อไป โดยเล็งเพิ่มฟังก์ชัน 1) คัดกรองสินค้าและการสวมใบอนุญาตปลอม ไม่ใช่แค่คัดกรองสินค้าไม่มี มอก. เท่านั้น  แต่ยังสามารถตรวจสอบสินค้า ที่สวมใบอนุญาตไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์ ผ่านสารบบของสมอ. 2) ตรวจสอบฐานข้อมูลสินค้าไม่ได้ มอก. ผู้บริโภคสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น 3) เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม “แจ้งอุตฯ” ของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนลิงค์ที่จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามาได้ทันที และ 4) พร้อมผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตร แชร์ฐานข้อมูลและเทคโนโลยีของ "มอก.วอทช์" ไปยังหน่วยงาน

เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือตำรวจไซเบอร์ เพื่อการบูรณาการสู้รบกับสินค้าห่วยออนไลน์เพื่อประชาชนเต็มรูปแบบ

“ด้วยมาตรการที่เข้มข้นและเทคโนโลยี Ai ที่ถูกนำมาใช้ กระทรวงอุตสาหกรรมนำโดยรัฐมนตรีเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ใช่ตลาดสำหรับสินค้าด้อยคุณภาพอีกต่อไป แต่จะเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าที่มีมาตรฐานและปลอดภัย เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน และให้ SME - ผู้ประกอบการไทยยังแข่งขันได้ ในกติกาที่เป็นธรรม” นายพงศ์พล กล่าวปิดท้าย

กระทรวงอุตฯ บุกจับโรงงานกระดาษไร้ใบอนุญาต หลัง ปชช. ร้องเรียนปล่อยน้ำเสียผ่านไลน์ “แจ้งอุต”

(4 ส.ค. 68) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านแพลตฟอร์ม “แจ้งอุต“ ที่ทาง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปร้องเรียนเรื่องปัญหาอุตสาหกรรม ว่าพบมีการปล่อยน้ำเสียลงในลำน้ำสาธารณะ ที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ 

หลังได้รับเรื่องร้องเรียน ทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางเสาธง ซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่ดังกล่าวเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พบว่าแหล่งปล่อยน้ำเสียมาจาก โรงงาน บริษัท หัวผู่ เปเปอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ มีกรรมการบริษัท ชื่อ นายฉวน หลี่ ประกอบกิจการผลิตกระดาษลูกฟูก โดยไม่ได้ขออนุญาต ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 จากการตรวจสอบพบของเสียในพื้นที่จริง จึงได้เก็บตัวอย่างของเสียที่เกิดจากการประกอบกิจการ ส่งไปตรวจวิเคราะห์ เพื่อประกอบการพิจารณาตามกฎหมาย และได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรบางเสาธง เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทแล้ว จำนวนรวม 2 ข้อหา ดังนี้

1) ตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2) ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

"โรงงานแห่งนี้มีการลักลอบดำเนินการกิจการ เดินเครื่องจักรโดยไม่ได้ขออนุญาต เป็นเวลากว่า 2 ปี และไม่มีระบบบำบัดใด ๆ แอบปล่อยน้ำเสียที่อาจจะเจือปนโลหะหนักลงลำรางสาธารณะ ซึ่งจะส่งผลเสียกับสุขภาพของประชาชน จึงให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีทั้งจำและปรับตามที่กฎหมายกำหนดโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ ต้องขอบคุณประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแสสำคัญผ่านทางแจ้งอุต อีกครั้ง ในกรณีนี้ใช้กระบวนการเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น ตั้งแต่ขั้นตอนเข้าตรวจสอบ การแจ้งจับ และปิดโรงงาน ทำให้ผู้เดือดร้อนได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว" นายพงศ์พล กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนมีเบาะแสเกี่ยวกับโรงงานเถื่อน โรงงานปล่อยมลพิษ หรือได้รับความเดือดร้อนจากการประกอบกิจการ สามารถแจ้งเหตุมาได้ที่ไลน์ ”แจ้งอุต“ ผ่านระบบTraffy Fondue ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่องทางที่รวดเร็วที่สุดเชื่อมโยงกับชุดปฏิบัติการสุดซอย ที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนผ่านแจ้งอุต ที่พึ่งเปิดตัวช่วงเดือน ก.พ. 2568 จำนวนทั้งสิ้น 1,341 เรื่อง มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเกือบ 5 เท่า แสดงถึงความตื่นตัวของประชาชนในการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาเรื่องทุนเทา อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ ที่ไม่มีความรับผิดชอบร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี

‘เอกนัฏ’ จับจริง ส่งชุดสุดซอย -บก.ปทส. - DSI บุกจับโจรลักของกลาง ช่วงดึกที่ปราจีนบุรี

(14 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมารับรายงานด่วนว่า มีการลักลอบเคลื่อนย้ายของกลางที่ได้มีการยึดอายัดไว้ ที่ จ.ปราจีนบุรี จึงได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ประสานกับเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต. วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผบก.ปทส. และกรมสอบสวนกลางคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วางแผนติดตามตรวจสอบ และจับกุม โดยมีสื่อมวลชนร่วมบันทึกคลิปหลักฐาน

นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 20.00 น. ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีกลุ่มบุคคลนำรถกระบะเข้ามาขนย้ายสิ่งของ ซึ่งเป็นของกลางที่ยึดอายัดไว้ จากบริษัทหัวไท่ เชิงเหอ จำกัด ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ที่อยู่ระหว่างถูกคำสั่งปิดและอยู่ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีโดย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คดีพิเศษที่ 69/2568 โดยขณะเกิดเหตุพบรถกระบะบรรทุกสีขาว จำนวน 3 คัน ขับเข้าไปยังบริษัท และในเวลา 22.00 น. รถทั้ง 3 คันได้ทยอยออกมา มีการบรรทุกสิ่งของที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่ที่วางกำลังอยู่จึงเข้าทำการจับกุม ผู้ขับรถของกลางทั้ง 3 ราย คือ 1.นายเยง ซาน ทุน สัญชาติเมียนมา 2.นายอาโย๊ะ หมื่อแล สัญชาติไทย และ 3.นายลี จิน ชุน สัญชาติจีน จึงทำการเชิญตัวไปทำการสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรระเบาะไผ่

ด้านนางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ภายหลังมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยและของกลางมายังสถานีตำรวจฯ แล้วเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบสิ่งที่บรรทุกมาเพิ่มเติมและพบว่าเป็นของกลางที่ยึดอายัดไว้จริง จึงได้ทำการแจ้งข้อหา 1.ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ร.บ.โรงงาน 2.รวมกันครอบครองวัตถุอันตรายโดยมิได้รับอนุญาต 3.ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 4.ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินที่พนักงานยึดไว้ โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คนรับสารภาพตามข้อกล่าวหาทั้งหมดจึงจับกุม และคุมขังที่สถานีตำรวจภูธรระเบาะไผ่

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ชุดสุดซอย ตำรวจ บก.ปทส. ดีเอสไอ และสื่อมวลชน ได้ร่วมกันวางแผนติดตามตรวจสอบและจับกุม และบันทึกคลิปวีดีโอทั้งหมด จะนำไปเป็นหลักฐานเพื่อนำขึ้นสู่การพิจารณาดำเนินคดีและไต่สวนของศาลเพิ่มเติม ถึงพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่ไม่เคารพกฎหมาย ฝ่าฝืนกฎหมายหลายข้อหา

“คาดว่าโรงงานดังกล่าวได้วางแผนลักลอบขนย้ายของกลางเพื่อนำไปขายต่อ และปกปิดอำพรางของกลาง แต่ในทางกฎหมายไม่สามารถทำได้เนื่องจากโรงงานฯ ได้มีคำสั่งปิดและยึดอายัดของกลาง พร้อมอยู่ระหว่างการดำเนินคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งการกระทำในครั้งนี้ถือว่าอุกอาจมาก จึงต้องให้เจ้าหน้าที่เอาผิดดำเนินคดีให้ถึงที่สุด” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าว

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอยบุกโกดังย่านประเวศ ยึดพาวเวอร์แบงก์-อะแดปเตอร์เถื่อน มูลค่ากว่า 13.5 ล้าน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายทีม 'สุดซอย' ลงพื้นที่ตรวจโกดังย่านประเวศ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา พบการนำเข้าและจำหน่ายเซลล์แบตเตอรี่ พาวเวอร์แบงก์ และอะแดปเตอร์ ที่ไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) รวมมูลค่ากว่า 13.5 ล้านบาท

การตรวจสอบพบว่า บริษัทผู้ประกอบการ 2 แห่งในพื้นที่เดียวกัน มีการนำเข้าเซลล์แบตเตอรี่กว่า 10,000 ชิ้น ที่ไม่มีเครื่องหมายมาตรฐาน และอะแดปเตอร์กว่า 1 แสนอัน ที่มีรายละเอียดผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับใบอนุญาต ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มีโทษทั้งจำและปรับตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่จึงอายัดสินค้าทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอน โดยรวมมูลค่าของกลางที่ยึดไว้กว่า 13.5 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ย้ำว่าผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตแล้วแต่ยังนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน จะต้องถูกตรวจสอบและลงโทษอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการซื้อพาวเวอร์แบงก์และอะแดปเตอร์ที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. เพราะเสี่ยงต่อการระเบิด ไฟฟ้าลัดวงจร และอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมยืนยันจะเดินหน้าตรวจสอบกวาดล้างสินค้าลักลอบและไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top