Thursday, 4 June 2026
รัฐบาล

‘จตุพร’ เดือด!! นัดชุมนุมใหญ่ ไล่รัฐบาล เคลื่อนมวลชน!! ประชิดทำเนียบ

(3 ส.ค. 68) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เราได้สำแดงพลังของประชาชนอย่างมืดฟ้ามัวดิน แต่วันนี้อาจจะแตกต่างไปบ้าง คืนนี้เป็นคืนแห่งความเศร้าสลด เพราะเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เราประกาศว่าแผ่นดินรัชกาลที่ 10 จะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แม้บัดนี้เราจะมีนายกรักษาการ เป็นประเทศที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสมียนประเทศประกาศว่าสงครามไม่มีทางจะรบกัน แต่กองทัพและประชาชนไม่เคยเชื่อ ในยุทธภูมิทั้ง 11 ที่ ทหารไทยได้สู้และพลีชีพพร้อมกับประชาชน เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจไปเจรจา ปรากฏว่าทั้งอเมริกาและจีน ก็มา ซึ่งเราจะทักท้วงตั้งแต่ต้นว่าอย่าให้ประเทศที่ 3 เข้ามายุ่ง แต่นายภมูิธรรมและพวกไม่รับฟัง ไปเจรจาที่ประเทศมาเลเซีย

นายจตุพร กล่าวว่า ตนพูดเสมอว่ากัมพูชารู้เห็นกับมาเลเซียและอเมริกา แต่เราเป็นคนไทย ได้คนหน้าโง่กระจอกงอกง่อย ก็ยังไปเล่นกับเขา ซึ่งมีการตกลงเจรจากัน 3 ข้อ ข้อแรกเป็นข้อที่เสียหายมากที่สุด มีการต่อรองเจรจาหยุดยิง ยกเลิกบอกว่าจะหยุดยิงตอน 18.00 น. แต่กัมพูชาไม่ยอม จะหยุดยิงตอน 24.00 น. นายภูมิธรรมก็ตกลงโดยไม่ได้ถามทหารก่อนว่าทั้ง 11 ยุทธภูมิ ที่ไหนมีความสุ่มเสี่ยง ซึ่งท้ายที่สุด ด้วยเวลาที่ไม่เพียงพอ และความเจ้าเล่ห์ของกัมพูชา เขาก็ได้ยึดปราสาทตาควาย

ดังนั้น ตนขอเรียนกับประชาชนว่า หากนายภูมิธรรมไม่ไปเจรจาเช่นนั้น ประเทศไทยจะไม่มีประวัติที่มัวหมอง ว่าเสียแผ่นดินในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสิ่งที่เราให้อภัยไม่ได้ หากไม่แน่ใจในเงื่อนไขว่ากัมพูชาจะหยุดจริงหรือไม่ ก็ควรจะเลื่อนออกไป และควรจะถามผู้บัญชาการเหล่าทัพว่าเรียบร้อยแล้วหรือไม่

“ไอ้นี่ไปหยุดยิง แล้วไปเสียเปรียบเสียโง่กัมพูชา คุณไม่มีสภาพที่จะเป็นคนไทยได้อีกต่อไป” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า เวลาประเทศไทยเสียเปรียบเขา ก็จะอ้างมนุษยธรรม อ้างว่าเราเป็นสุภาพบุรุษบ้าง ซึ่งกัมพูชาก็ละเมิดหลังเจรจา เป็นเวลากว่า 2 วัน หากกัมพูชาไม่ปฏิบัติตาม ก็ฉีกสัญญาหยุดยิงเสีย และไปยึดปราสาทตาควายกลับคืนมา ทั้งนี้ ตนมองว่าการเสียดินแดนมีอยู่ 2 กรณี ถ้าไม่ทรยศก็โง่มาตั้งแต่ชาติที่แล้ว แม้วันนี้จะพยายามอธิบาย บอกว่าคนภายในต้องสามัคคีกันก่อน ตนมองว่าสามัคคีอย่างเดียวคือต้องไล่พวกนี้ออกจากรัฐบาล เกิดมาตนไม่เคยเห็นรัฐบาลที่เลวทราม ชั่วช้าได้ขนาดนี้มาก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าเรามีผู้นำหรือมีรัฐบาลที่เอาชาติเอาเมือง ใครจะโง่ไปเจรจาหยุดยิง ทั้งที่รู้ว่ามีหนึ่งยุทธภูมิที่ยังเสียเปรียบ แต่การหยุดยิงวันนั้น คือการทำลายหัวใจของคนในชาติ ยากที่จะให้อภัยนายภูมิธรรม นอกจากนี้ ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ แล้วเราจะปล่อยให้รัฐบาลนี้สร้างความเสียหายต่อไปได้อย่างไร

นายจตุพร กล่าวว่า เราไม่รู้ว่า คดีของ น.ส.แพทองธาร ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะขยายเวลาให้อีกถึงเมื่อไหร่ แต่รู้ว่ายิ่งนานเท่าไหร่ ประเทศที่ฉิบหายมากเท่านั้น

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าคนไทยไม่ลุกขึ้นมา นักรบที่อยู่แนวหน้าต้องได้รับกำลังใจและกำลังหมุนจากแนวหลัง ซึ่งวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คนแนวหลังไม่เคยลืมคนแนวหน้า พร้อมจะส่งกำลังใจให้ตลอดไป และตนขอขอบคุณในความเสียสละ และทุกชีวิตที่ได้พลีชีพเพื่อรักษาบ้านเมือง วันนี้ภารกิจของเราคือการสำแดงพลัง

นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่เราคาดไม่ถึง คือตอนที่เรายังไม่กลับบ้าน ก็มีการออกแถลงการณ์ให้ประชาชนออกจากพื้นที่ชุมนุม ซึ่งตนสงสัยว่า พวกนี้คงได้คะแนนมากจนเกินเกินไป ไม่รู้จะหาวิธีลดคะแนนอย่างไร จึงต้องออกมากวนประชาชนในสิ่งที่ไม่ควร เพราะคุณต้องเคารพประชาชน ตั้งแต่ฝ้ายค้านห้ามเรื่องการจัดซื้ออาวุธ ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ เราในฐานะประชาชน แม้บางคนจะอยู่ในฐานะยากลำบาก แต่จะลำบากกว่านี้หากเราสิ้นชาติ

นายจตุพร ตั้งแต่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มาเรื่องจำนำข้าว จนถึงชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่มาจากเรื่องของคนสองตระกูล สุดท้ายประชาชนตาย แต่ประเทศไทยเสียดินแดน แล้วอยากจะอยู่บริหารประเทศต่อ

“ตั้งแต่เขากลับมา มันมีอะไรดีกับชาติบ้านเมือง เขาไม่มา เราจะมีปัญหากับกัมพูชาหรือ” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า ทั้งที่เขาดีกันมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นความหายนะของชาติ เรื่องบ่อนยอมถอย แต่เรื่องผลประโยชน์ชายแดน ถ้าประชาชนไม่แข็งแรง เราสู้พวกนี้ไม่ได้ ดังนั้นเราต้องสำแดงพลังครั้งใหญ่ ซึ่งในครั้งหน้าเราจะเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จะไม่อยู่กับที่ เราจะเดินไปที่หมายที่เราจะขับไล่ ครั้งหน้าคือการขับไล่รัฐบาล เจอกันอนุสาวรีย์ฯ เดินไปทำเนียบรัฐบาล เพราะถ้าไม่ลุกขึ้นสู้ เราก็จะอยู่ในสภาพแบบนี้ ทั้งนี้ การนัดหมายครั้งต่อไปนั้น ตอนแรกตั้งใจว่าจะเป็นช่วงกลางเดือนสิงหาคม แต่สงครามมาก่อน

นายจตุพร กล่าวว่า สงครามยังไม่ยุติ เรื่องการเสียประสาทตาควายก็จะไม่ยุติ แม้วันนี้กัมพูชาจะชุมนุมเรียกร้องสันติภาพ เพราะได้ปราสาทตาควายแล้วนี่ ต้องมีความเสมอซึ่งสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความเสมอภาค ตราบใดที่คุณปล้นแผ่นดินเราไป แล้วมาบอกว่าขอสันติภาพ ก็จะมีแต่ส้นตีน และหากนายภูมิธรรมไม่ฉีกข้อตกลง ก็ต้องออกไป แต่ถ้าไม่ออก เราก็จะไปไล่ให้ออกไป

จากนั้น ในช่วงท้ายของการปราศรัย นายจตุพรได้อ่านกลอนเพื่อให้กำลังใจแก่ทหารแนวหน้า ในการปฎิบัติหน้าที่ต่อไป ก่อนจะ นำมวลชนทำกิจกรรมร้องเพลงบ้านเกิดเมืองนอน และเพลงสรรเสริญพระบารมี และปิดเวทีปราศรัย

เราจะซื้อจากใครก็เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคุณ เศรษฐกิจของอินเดีย จะไม่ถูกสั่งการจากทำเนียบขาว น้ำมันรัสเซีย จะยังไหลเข้าสู่อินเดียต่อไป

(3 ส.ค. 68) อินเดียส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังวอชิงตันด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนหมากรุกเชิงภูมิรัฐศาสตร์ว่า “เราจะซื้อจากใครก็เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคุณ” เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย เอส. ไจศานการ์ (S. Jaishankar) ประกาศกร้าวกลางเวทีการประชุมว่าด้วยพลังงานโลกที่มุมไบว่า “เศรษฐกิจของอินเดียจะไม่ถูกสั่งการจากทำเนียบขาว” และ “น้ำมันรัสเซียจะยังไหลเข้าสู่อินเดียต่อไป”

ถ้อยแถลงนี้ไม่ใช่แค่การตอบโต้การคุกคามเชิงพาณิชย์จากสหรัฐฯ ซึ่งขู่จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียในอัตราที่ “โหดร้ายเกินความเป็นพันธมิตร” แต่ยังเป็นการตีแสกหน้าแนวคิดแบบอเมริกันเซ็นทริกที่มองโลกเป็นสนามหลังบ้านตัวเอง พลังงานคืออธิปไตย

ในปี 2025 อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมากถึง 35% ของความต้องการพลังงานในประเทศ ถือเป็นพลังชีวิตที่ป้อนกลไกการผลิต การขนส่ง และชีวิตประจำวันของประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ไจศานการ์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากย้ำว่า “อินเดียซื้อในราคาที่เป็นธรรมจากพันธมิตรที่ไม่ตั้งเงื่อนไข และเราจะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจของเรากลายเป็นตัวประกันของเกมการเมือง”

แน่นอนว่านี่เป็นคำประกาศสงครามเชิงหลักการ – ไม่ใช่ด้วยอาวุธ แต่ด้วยนโยบายต่างประเทศที่ยึดหลัก “อินเดียต้องมาก่อน” (India First) ไม่ใช่ “อเมริกาบอกมาก่อน”

สหรัฐฯ เล่นบทเจ้าโลก อินเดียไม่ร่วมวง

สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีที่มุ่งเน้นกดดันให้พันธมิตรยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย อ้างเหตุผลด้านศีลธรรมจากสงครามยูเครน แต่กลับขายอาวุธให้ทั่วโลกไม่เลือกหน้า และยังเป็นผู้นำในการโฆษณาชวนเชื่อผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของตน

สำหรับอินเดียที่มีประวัติศาสตร์อาณานิคมยาวนานและพยายามดิ้นรนสร้างตัวหลังจากการปลดปล่อยจากจักรวรรดิอังกฤษ ความพยายามของสหรัฐฯ ในการกำกับนโยบายภายในของประเทศผู้อื่นจึงเหมือน “ซ้ำแผลเดิม”

“เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ เพื่อจะมายื่นมือขออนุญาตซื้อน้ำมันจากอเมริกา” นักวิจารณ์ด้านนโยบายต่างประเทศของอินเดียรายหนึ่งกล่าวประชด
ประชาธิปไตยแบบเลือกข้าง กับยุทธศาสตร์แบบพหุขั้ว

อินเดียเป็นหนึ่งในสมาชิกของ BRICS+ และผู้ผลักดันแนวคิดระเบียบโลกแบบพหุขั้ว (multipolar world order) ซึ่งส่งสัญญาณชัดว่า โลกไม่ได้มีแค่วอชิงตันเป็นศูนย์กลาง และมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่ครอบงำกัน

สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษี 100% หรือแม้แต่ 500% กับประเทศที่ยังทำธุรกิจกับรัสเซีย แต่สำหรับอินเดีย มันไม่ใช่ตัวเลขที่ทำให้ต้องสั่นสะเทือน “เราไม่ซื้อพลังงานด้วยอุดมการณ์ เราซื้อด้วยราคาที่เหมาะสมและเสถียรภาพระยะยาว” เป็นคำตอบที่ฟังดูเศรษฐศาสตร์ แต่แทงลึกถึงรากของการเมืองโลก
อินเดียแบบนี้คือ “อินเดียใหม่”

“อินเดียใหม่” ที่ไจศานการ์หมายถึงในแถลงการณ์ กำลังสร้างสถาปัตยกรรมทางนโยบายของตนเอง ไม่ใช่แค่ผลิตวัคซีนส่งออก หรือส่งดาวเทียมราคาประหยัดขึ้นอวกาศเท่านั้น แต่ยังปักหมุดตนเองในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ทั้งในโลกเศรษฐกิจ พลังงาน และการทูต
นี่คืออินเดียที่เคยเดินเคียงข้างโซเวียตยุคสงครามเย็น ต่อมาเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และยุโรปเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังยืนยันว่าตนเองจะไม่ยอมกลายเป็น “ดาวบริวาร” ในระบบสุริยะของชาติมหาอำนาจใดชาติหนึ่ง

คำถามจากโลก: ใครจะเดินตาม??

ถ้าอินเดียทำได้ ชาติอื่นๆ ในโลกกำลังพิจารณาเช่นกันว่า “หากไม่ใช่รัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ แล้วเราจะกล้าเลือกข้างตนเองหรือไม่?” โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “การไม่เลือกข้างอาจกลายเป็นการเลือกข้างใหม่”

อินเดียไม่ได้บอกให้ใครเลียนแบบ แต่กำลังสอนผ่านการกระทำว่า “ความเป็นเอกราชไม่ได้จบลงที่การมีรัฐธรรมนูญ แต่เริ่มต้นเมื่อเรากล้าพูดว่า ไม่”
และในวันที่โลกถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อินเดียคือเสียงที่ดังขึ้นกลางสนาม ที่ไม่ยอมให้ใครมากดรีโมทควบคุมจากอีกซีกโลกอีกต่อไป

รัฐจีนจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

รมว.กลาโหมจีน ออกคำเตือนโดยตรงถึง พันธมิตรของสหรัฐฯ
หากอำนาจอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวันถูกท้าทาย 
ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะถือเป็นเป้าหมายโดยชอบธรรม
รัฐจีนจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ

‘รัฐบาล’ เชิญชวน!! ร่วมงานวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. ‘คณะรัฐมนตรี’ งดประชุม!! เลื่อนไป 19 ส.ค.นี้

(10 ส.ค. 68)  นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 รัฐบาลได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล พิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียน ถวายพระพรชัยมงคล ณ ท้องสนามหลวง และพร้อมขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมที่หน่วยงานต่างๆ จัดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

นายจิรายุ กล่าวว่า สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคาร ซึ่งตรงกับวันหยุดราชการวันที่ 12 ส.ค.ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งงดการประชุม และจะประชุมตามปกติในวันอังคารที่ 19 ส.ค.2568 

‘โฆษก รทสช.’ ไม่เชื่อรัฐบาลดีลซื้อโหวต 10 ล้าน มั่นใจรัฐบาลสามารถผ่านกฎหมายได้แม้เสียงปริ่มน้ำ

โฆษก รทสช. ไม่เชื่อปลายสายคลิปเสียงซื้อโหวต 10 ล้านมาจากซีกรัฐบาล ย้ำวิปกำชับเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อโหวต บี้ สส. ผู้กล่าวอ้างเปิดหลักฐาน หวั่นผู้ไม่หวังดีดิสเครดิตรัฐบาล

วันที่ (18 ส.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกรณีมีการกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียงโหวตจาก สส.ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ว่า 

กรณีมีการกล่าวหานั้น ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล ในลำดับแรกขอเรียนว่ากรณีดังกล่าว เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง 

เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น 

ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์ด้วยตนเองหรือไม่ นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส.ที่เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

‘อุ๊งอิ๊ง’ รอดหรือไม่รอด ลุ้นกันพรุ่งนี้ แต่ถึงแม้จะรอด รัฐบาลก็ยังร่อแร่

(28 ส.ค. 68) ผมมานั่งใช้ดุลยพินิจถึงทางออกของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ ชายแดน มันเหมือนมะรุมมะตุ้มกันเต็มไปหมด ประชาชนเริ่มเข้าสู่ภาวะอดอยาก ค่าครองชีพสูง ค่าแรงต่ำ การดำรงชีวิตยากไปหมด หันซ้ายมองขวาก็เต็มไปด้วยปัญหาสารพัด ไม่รู้จะเอาตัวรอดในวิกฤตนี้ได้หรือไม่ แต่จำเป็นต้อง “กัดก้อนเกลือกิน ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ”

มองไปที่ฝ่ายการเมืองซึ่งเป็นกลไกหลักในการบริหารประเทศ หลายเดือนผ่านมา ก็ยังไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันว่าจะมีช่องทางในการช่วยเหลือชาวบ้านได้ ค่าไฟฟ้า ค่าพลังงานที่สร้างราคาคุยกันไว้ก็เห็นสยบนิ่งไปกับการถูกบีบโดยทุนพลังงาน ดิ้นไม่ออกยิ่งดิ้นเกลียวยิ่งแน่นเข้ามา อันเกิดจากพรรคการเมืองก็ปฏิเสธระบบทุนไม่ได้ เพราะระบบการเลือกตั้งบ้านเราเดินไปสู่ Money politics ชาวบ้านทุกยาก เดือดร้อนแร้นแค้น เงิน 300/500 มาอยู่ต่อหน้าคว้าไว้ก่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าลูกไปโรงเรียนรออยู่ เงินทุกบาทจึงมีความหมายสำหรับชีวิต

รัฐบาลก็ป้อแป้ๆ เหมือนมวยเมาหมด แต่พี่เลี้ยงก็ไม่ยอมโยนผ้า หมัดเด็ดในการน็อคก็ไม่มีหรือมีก็น้ำหนักไม่พอใจ

รัฐบาลนี้จะอยู่หรือไป จึงไม่ใช่มือในสภา (ฝ่ายค้าน/รัฐบาล) หรือมวลชนต่อค้านนอกสภา รอบทำเนียบ อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้เป็นชี้ตายออกมาอย่างไรกับข้อกล่าวหา ‘อุ้งอิ๊ง-แพทองธาร’ นายกรัฐมนตรีละเมิดจริยธรรมร้ายแรงในการคุยกับฮุนเซนและคลิปหลุดออกมาจากฝ่ายฮุนเซน ซึ่งพรุ่งนี้ (29 สิงหาคม) ศาลนัดอ่านคำวินิจฉัย

แนวทางของอุ๊งอิ๊งในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 แม้นในพรรคเพื่อไทยจะมั่นใจว่า ‘รอด’ แต่อุ๊งอิ๊งก็ไม่กล้าพอจะไปฟังคำตัดสินที่ศาล แต่ไปรอฟังผลอยู่ทำเนียบ สส.เพื่อไทยก็ไม่มีใครไปศาลนัดรวมพบกันที่พรรคแล้วยกขบวนไปให้กำลังใจนายกฯที่ทำเนียบ

ลาออกก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย ไม่ใช่ทางเลือกของเพื่อไทย อาจจะมั่นใจต่อการเจรจาต่อรอง หรือดีลต่างๆ

นักการเมืองและนักวิเคราะห์หลายรายประเมินว่า หากแพทองธารเลือกลาออกก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นี่อาจเป็น “ทางออกที่ปลอดภัย” ที่จะช่วยลดแรงกระเพื่อมทางการเมืองและหลีกเลี่ยงการตัดสินที่อาจมาแรงเกินไป แต่อย่าลืมว่าไม่มีข้อบังคับใดเขียนไว้ว่า ลาออกแล้ว ศาลจะยกเรื่องให้ไม่หยิบขึ้นมาพิจารณา เช่น กรณี พิชิต ชื่นบาน ลาออกแล้ว แต่ศาลยังพิจารณา และตัดสิทธิ์ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เพราะถือว่าความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว ‘อุ๊งอิ๊ง’ จึงลากตัวเองไปเสี่ยงเอาดาบหน้าดีกว่า

กรณีศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิด

หากไม่ลาออกก่อน ศาลอาจจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568ว่าการกระทำของแพทองธารเข้าข่าย “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” ซึ่งหากศาลตัดสินว่า “ผิดจริง” จะทำให้เธอพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และส่งผลให้จุดจบทางการเมืองของเธออาจมาถึงในทันที  และต้องสรรหานายกรัฐมนตรีกันใหม่ ซึ่งเพื่อไทยมีแค่ชัยเกษม นิติศิริ เป็นตัวเลือกสุดท้าย

น่าสนใจว่าหากตัดสินว่า “รอด” ศาลวินิจฉัยว่าไม่ผิด หรือผิดไม่ร้ายแรง อุ๊งอิ๊งมีโอกาสนั่งต่อในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ความท้าทายภายในพรรคเพื่อไทยและในรัฐบาลยังไม่จบง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องความไว้วางใจและแรงสนับสนุนที่สั่นคลอน     

การที่อุ๊งอิ๊งเลือกใช้ภาษา “บกพร่องโดยขาดประสบการณ์” เป็นโล่ทางการเมือง เลือกใช้วลีนี้เพื่อชี้ว่าความผิดพลาดเกิดจากวัยและประสบการณ์ที่ยังไม่ชำนาญ ไม่ใช่มีเจตนาทุจริต แต่แตกต่างจากที่ทักษิณเคยใช้ว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ซึ่งกลายเป็นปมทางวิชาการและสังคมต่อมา

คอการเมืองก็รอลุ้นอย่างเดียวว่าจะออกหัวหรือก้อย

'อนุทิน' เดินหน้ารวมเสียง!! ตั้งรัฐบาล ปักธงยุบสภา!! รีเซตประเทศใน 4 เดือน

(30 ส.ค. 68) ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังกลับจากการพูดคุยกับแกนนำพรรคประชาชน และแกนนำพรรคกล้าธรรม เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดา วิเชียรศรี สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลง

นายอนุทินกล่าวว่า พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มารวมตัวกันเพื่อแสดงความพร้อมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ให้การแก้ปัญหาของประเทศเดินหน้าโดยไม่สะดุด หลังจากได้รับทราบเงื่อนไขของพรรคประชาชนแล้ว ทุกคนยืนยันจะดำเนินการตามสิ่งที่หารือไว้ในสาระสำคัญ รวมถึงรายละเอียดที่เห็นพ้องร่วมกัน

เขากล่าวต่อว่า หลังจากได้รับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พวกเราต้องไม่ปล่อยให้ประเทศหยุดชะงัก ปัญหาที่เกิดขึ้นบางเรื่องเป็นเพียงเส้นผมบังภูเขา หากเป็นกลุ่มเดิมอาจแก้ไม่ได้ แต่เรามั่นใจว่าจะแก้ได้เพราะมีความห่วงใยและต้องการคืนความสงบสุขให้บ้านเมือง

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยย้ำว่า เมื่อรวมเสียงกับพรรคประชาชนแล้ว มั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยเงื่อนไขสำคัญคือทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ แก้ปัญหาความสงบ และเจรจาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมประกาศจะคืนอำนาจให้ประชาชนภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย และยุบสภาเพื่อให้ประชาชนรีเซตประเทศและตัดสินใจอนาคตบ้านเมือง

“พวกเราที่อยู่ในที่นี้ขอเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในทุกด้าน และคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด” นายอนุทินกล่าว

เมื่อสื่อมวลชนถามถึงการตอบรับของพรรคประชาชน และจำนวนเสียงที่รวบรวมได้ นายอนุทินชี้ว่า การพูดคุยเป็นไปตามทีโออาร์ที่เสนอมา ซึ่งตอบรับได้เพื่อประโยชน์ประเทศ ส่วนหน้าที่รวบรวมเสียงเป็นของทุกคน พรรคประชาชนไม่มีข้อขัดแย้ง มีเพียงรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อความชัดเจน

ต่อข้อสงสัยเรื่องการยุบสภาเร็วเกินไป เขาตอบว่า หากเป็นเงื่อนไขก็ต้องยอมรับ ไม่มีเร็วหรือช้าเกินไป เพราะต้องเร่งแก้ปัญหาสำคัญทันที พร้อมย้ำว่ากลุ่มพรรคร่วมมีประสบการณ์ ความสามารถ และความจริงใจทำงานเพื่อประชาชน

สื่อถามถึงจำนวนเสียงที่มีอยู่ นายอนุทินไม่เปิดเผยตัวเลข แต่ยืนยันมีเพียงพอจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคกล้าธรรมยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะร่วมสนับสนุน

ในประเด็นพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินบอกว่า ไม่ปิดกั้นใคร รัฐบาลใหม่นี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหาโดยเร็ว หากพรรคใดพร้อมร่วมสร้างชาติ ก็ยินดี

เมื่อถามถึงความพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี เขาตอบว่า พร้อมมาตั้งแต่ปี 2562 ส่วนการยุบสภาไม่ขอก้าวล่วง และย้ำว่าสถานะนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารสิ้นสุดลงแล้วตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ควรช่วยกันสร้างบ้านเมืองต่อ

สื่อยังสอบถามเรื่องเพื่อไทยจะเสนอชื่อแข่งหรือไม่ นายอนุทินย้ำว่าภูมิใจไทยไม่มีแน่นอน ส่วนพลังประชารัฐให้ไปถามเอง พร้อมระบุว่า กลุ่ม 18 สส.รวมไทยสร้างชาติที่นายสุชาติ ชมกลิ่นนำมา สนับสนุนเพราะต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อ โดยนายสุชาติชี้ว่าเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.

ด้านนายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งร่วมแถลงข่าว ระบุว่า ตนและเพื่อน สส.กว่า 10 คนจากพรรคเพื่อไทย สนับสนุนนายอนุทินเพราะต้องการเห็นบ้านเมืองดีขึ้น ยืนยันไม่มีปัญหากับพรรค แต่ในฐานะผู้แทนฯ ที่เห็นความเดือดร้อนประชาชน เชื่อว่าอนุทินเหมาะสมที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าว นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมสวมกอดและพูดคุยกับนายอนุทิน

ฤา… ‘ประชาธิปัตย์’ แตก!! อีกรอบ ‘นิพนธ์’โผล่ภูมิใจไทย หนุน ‘อนุทิน’

(30 ส.ค. 68) การปรากฏกายของ 'นิพนธ์ บุญญามณี' อดีต สส.สงขลา 8 สมัยในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในพรรคภูมิใจไทย ในสถานการณ์การเมืองร้อนว่าด้วยการวิ่งจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล

POLITICS: 'นิพนธ์' โผล่ให้กำลังใจ 'อนุทิน' ถึงพรรคภูมิใจไทย ย้ำไม่ได้มาในนาม ปชป. แต่คุยกับกลุ่มแล้ว

ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากไปสนับสนุน 'อนุทิน ชาญวีรกูล' หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี

แม้นนิพนธ์ จะบอกว่าเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจ เนื่องจากตนเองพูดคุยกับพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็นประจำอยู่แล้ว แต่การเดินเข้ามาแม้นิพนธ์ จะไม่ได้เป็นสส. ในปัจจุบัน แต่การเดินทางมาครั้งนี้คงไม่เดินเข้ามามือเปล่าแน่ๆ อย่างน้อยก็มีรายชื่อ สส.ในสังกัดมายืนยันร่วมสนับสนุนด้วย เช่น สรรเพชญ บุญญามณี สมยศ พลายด้วง และอาจจะมีราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีฯ พรรคประชาธิปัตย์ และ….รวมอยู่ด้วย

การปรากฏตัวของนิพนธ์ที่พรรคภูมิใจไทยในขณะที่อีกขั้วหนึ่งของ 'พรรคประชาธิปัตย์' ยังหนุนขั้วเพื่อไทยเดิม นำโดยเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทย หลังมีการยื่นข้อเสนอให้อยู่ร่วมขั้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต่อโดยจะให้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพิ่มกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยไปร่วมหารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่ รร.ปรินเซส หลานหลวง เพื่อยืนยันการเป็นขั้วเดิม

แม้นฉากหน้าจะยังจับมือกันของซีกรัฐบาลเดิม แต่การไม่มีตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม นั้นคือปัญหาของขั้วเพื่อไทย จับมือกันถ่ายรูปแถลงข่าวหน้าระรื่น แต่หน้าชื่นอกตรม บางคนหน้าเสียเดินคอตกเพราะเพิ่งได้ตำแหน่งใหญ่แค่สองเดือน รถนำขบวนกลับบ้าน น้ำมันยังค้างถังอยู่

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดแล้วว่า 'นิพนธ์' หย่าร้างกับประชาธิปัตย์แล้ว

ฤา…ประชาธิปัตย์แตกอีกรอบกับการเดินเกมพลาด

'รศ.ดร.เจษฎา' ชี้การเมืองไทย โหวตฝ่ายไหนก็โดนด่า ไม่โหวตก็ถูกด่า แถมได้ 'ลุง' กลับมา

(30 ส.ค. 68) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ไม่ว่าส้ม จะโหวตให้น้ำเงิน หรือให้แดง 
ก็โดนด่าอยู่ดี 
ไม่โหวตให้ใครเลย ก็โดนด่าอยู่ดี 
(แถมได้ลุงกลับมาด้วย) 

‘สมชัย’ โพสต์วิจารณ์!! ‘แพทองธาร’ ชี้!! หากลาออก สถานการณ์คงไม่ลุกลาม

(30 ส.ค. 68) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร' ระบุว่า เมื่อไม่ฟัง “ชี้ทางบรรเทาทุกข์”

ข้อเสนอให้แพทองธารแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง นับแต่วันที่คลิปเสียงหลุด 18 มิถุนายน 2568 หากมีการตอบสนอง สถานการณ์คงไม่พัฒนามาถึงวันนี้

จะไม่มี สว. 38 คน เข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ไม่มีคนไปยื่น ปปช. ข้อหาละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีคนไปแจ้งดำเนินคดีอาญาข้อหาด้านความมั่นคงที่รุนแรง

จะไม่มีการวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งเนื่องจากขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีในเรื่องจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีผลให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตลอดชีวิต

คำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กร ยังเป็นฐานในคดีใน ปปช. ที่ถูกร้องในความผิดเดียวกัน ให้เจอโทษที่สูงขึ้น คือ ตัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และอาจตัดสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปีด้วย

ส่วนข้อกล่าวหาในคดีอาญาเกี่ยวกับความมั่นคงที่มีโทษจำคุกและสูงสุดถึงประหารชีวิต แม้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม ยังต้องรอคำวินิจฉัยกลางที่เป็นทางการว่าจะมีส่วนใดที่กล่าวถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงบ้าง แม้กระบวนการนี้จะยาวนาน แต่ก็เป็นภาระในชีวิต ต้องขึ้นลงศาลอีกหลายปี

บทเรียนในเรื่องนี้ คือ การที่ต้องคิดและตัดสินใจเอง ไม่ฟังคนรอบข้างที่ยกยอปอปั้น สร้างมายาคติว่าเราไม่ผิด ศาลไม่ลงโทษ เจรจาได้ ยังมีดีลกับผู้มีอำนาจ ฯลฯ 

คนเหล่านั้น เราอยู่เขาได้ประโยชน์ แต่เราโดนโทษโดนคนเดียว และวันนี้ เขาเดินหน้าช่วงชิงกันจัดตั้งรัฐบาล ทิ้งเราไว้ข้างหลัง
คำยกยอปอปั้นและคำปลอบประโลม คืออากาศธาตุ แต่ผลของคดีในปัจจุบันและอนาคต คือของจริงที่สัมผัสได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top