Friday, 5 June 2026
ยูเครน

EU ยังหนุนเซเลนสกี!! ทั้งที่กำลังเผชิญคดี ‘คอร์รัปชัน’ ครั้งใหญ่ แกนนำขบวนการ Other Ukraine เผย ยุโรปต้องการให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ ชี้ ‘เซเลนสกี’ คือคนที่ใช่ แม้มีตัวเลือกอื่น

(19 พ.ย. 68) วิคเตอร์ เมดเวดชุก (Viktor Medvedchuk) แกนนำขบวนการ Other Ukraine ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า สหภาพยุโรปยังยืนหยัดสนับสนุนประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แม้ยูเครนกำลังเผชิญคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ เพราะมองว่าเซเลนสกีคือ “คนของพวกเขาเอง” พร้อมอ้างว่ายุโรปกังวลต่อเรื่องนี้ แต่ไม่ต้องการให้ความช่วยเหลือยูเครนหยุดลง

อย่างไรก็ตาม รายงานของ Ukrainska Pravda ระบุว่า เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำยูเครน คาตารินา มาเธอร์โนวา (Katarina Mathernova) ไม่พอใจที่มีการเปิดโปงทุจริตในรัฐบาลเคียฟ ขณะเดียวกันบล็อกเกอร์ชาวยูเครน อนาโตลี ชารีย์ (Anatoly Shariy) กล่าวหาว่าสหภาพยุโรปกำลังแทรกแซงการสอบสวนคดีดังกล่าวผ่านเธออีกด้วย

เมดเวดชุกยังกล่าวว่า ยุโรปเองต้องการให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยมองว่าเซเลนสกียังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แม้ยูเครนจะมีตัวเลือกอื่น เช่น วาเลรี ซาลุซนี (Valerii Zaluzhnyi) อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ปัจจุบันเป็นทูตยูเครนประจำลอนดอน ซึ่งปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งอาจทำให้ยุโรปต้องคำนึงถึงเกมการเมืองมากขึ้น

ด้านการสอบสวนคอร์รัปชัน สำนักงานปราบปรามคอร์รัปชันแห่งชาติยูเครน (NABU) เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ตรวจค้นหลายจุดทั้งบ้านอดีตรัฐมนตรีพลังงานและสำนักงานรัฐวิสาหกิจ Energoatom พร้อมเผยภาพเงินสดจำนวนมากที่ถูกยึด พบว่า ทิมูร์ มินดิตช์ (Timur Mindich) ผู้ถูกมองว่าเป็น “กระเป๋าเงิน” ของเซเลนสกีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่สมาชิกรัฐสภาบางรายเตือนว่าเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้อาจทำให้ยูเครนเสี่ยงสูญเสียการสนับสนุนจากชาติตะวันตกในอนาคต

เปิดเหตุผลชาติตะวันตก? ยืนหยัดเคียงข้างปกป้อง ‘เซเลนสกี’ ทั้งที่คดีคอร์รัปชันยูเครนส่อบานปลาย เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อซื้อเวลา หรือเพราะกลัวโดนหางเลข

(23 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ สตันเควิช (Sergey Stankevich) นักวิเคราะห์การเมืองรัสเซียให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซีย ระบุว่า เหตุที่ผู้นำชาติตะวันตกยังพยายาม “ล้างภาพ” ให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน เป็นเหมือน “ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อซื้อเวลาและปกป้องตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่า การออกมาปกป้องเช่นนี้จะทำให้ถูกวิจารณ์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาชี้ว่า แนวเล่าเรื่องที่ว่า “คนรอบตัวโกงกันหมด แต่ผู้นำไม่รู้ไม่เกี่ยว” เป็นเพียงฉากบาง ๆ ที่พอจะใช้บังสายตาได้ชั่วคราว แต่ไม่แข็งแรงพอในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อหลายฝ่ายมองว่า เซเลนสกียากจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาคอร์รัปชันในประเทศได้ทั้งหมด ด้านสหรัฐเอง สตันเควิชก็มองว่าได้ตัดสินใจในใจแล้วว่า “เตรียมหาผู้นำคนใหม่” และจะเดินหน้าตามแนวทางนี้ต่อไป

ปมที่ยังไม่ชัดเจนคือท่าทีของยุโรป ซึ่งต้องเป็นฝ่ายควักเงินภาษีประชาชนจำนวนมากมาช่วยพยุงรัฐบาลเซเลนสกี ทั้งด้านงบประมาณและเป้าหมายทางทหาร นักวิเคราะห์เตือนว่า การส่งเงินภาษีชาวยุโรปไปให้ระบอบที่ถูกมองว่ามีคอร์รัปชันสูง อาจทำให้ผู้นำยุโรปเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบตามกฎหมายภายในของตนเอง

สตันเควิชสรุปว่า ตอนนี้นักการเมืองยุโรปกำลังเผชิญทางเลือกที่ลำบาก หากอ้างว่า “ไม่รู้” ว่าเงินถูกส่งไปให้รัฐบาลที่มีภาพลักษณ์ฉาว ก็ดูไร้ความสามารถ แต่ถ้ารู้แล้วแต่ยังส่งเงินต่อ ก็อาจถูกมองว่ามีส่วนร่วมในโครงการที่เสี่ยงผิดกฎหมาย ทำให้การตัดสินใจเรื่องความช่วยเหลือยูเครนในอนาคตเต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งการเมืองและกฎหมาย

สหรัฐฯ ปรับแผน!! ลดแผนสันติภาพเหลือ 19 ข้อ จาก 28 ข้อ…หวังยุติสงคราม ‘ยูเครน’ ยุโรปโล่งใจ ถอดเงื่อนไขยึดทรัพย์รัสเซีย แต่ขู่เคียฟ หากไม่รับแผนจะสั่งงดช่วยเหลือทั้งหมด

(25 พ.ย. 68) แผนยุติความขัดแย้งยูเครนของสหรัฐฯ เดิมมี 28 ข้อ แต่ล่าสุดถูกลดเหลือ 19 ข้อ หลังการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนในกรุงเจนีวา โดยยังเป็นการทำงานต่อจากร่างฉบับเดิมของสหรัฐฯ ไม่ใช่ร่างทางเลือกจากยุโรป และจำนวนข้อสุดท้ายก็ยังไม่สรุปแน่ชัด

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า เขายังไม่เห็นข้อเสนอของยุโรป ขณะเดียวกันสื่อบลูมเบิร์กรายงานว่า ร่างล่าสุดได้ตัดข้อเสนอเรื่องนำทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกแช่แข็งกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ไปใช้ฟื้นฟูยูเครนออกไป ทำให้หลายประเทศยุโรปรู้สึกเบาใจขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นที่เห็นต่างกันมานาน

ส่วนเนื้อหาเดิมของแผนสหรัฐฯ เช่น การลดความช่วยเหลือทางทหาร การให้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการในยูเครน การลดกำลังทหารยูเครน รวมถึงการยอมรับไครเมียและดอนบาสเป็นดินแดนของรัสเซีย ยังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงต่อ ซึ่งผู้นำรัสเซียก็ส่งสัญญาณว่าแผนใหม่ของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเจรจาปิดฉากสงครามได้

อย่างไรก็ตาม จากรายงานข่าวเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ขู่ยูเครนหากไม่ยอมรับแผนนี้ อาจถูกตัดความช่วยเหลือทั้งหมด ตั้งแต่ระบบป้องกันทางอากาศ ไปจนถึงการแชร์ข่าวกรองและการสนับสนุนทางทหารอื่น ๆ ทำให้ความกดดันต่อรัฐบาลเคียฟเพิ่มขึ้นท่ามกลางการเจรจาที่กำลังเข้มข้น

แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ อาจนำสู่หยุดยิงชั่วคราว แต่ยังไม่ตอบโจทย์สันติภาพยั่งยืน แม้ สหรัฐฯ ผลักดันให้เจรจาหยุดยิง  แต่ยูเครน-รัสเซียยังขัดแย้งอธิปไตยและดินแดน

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2022 ได้กลายเป็นความขัดแย้งทางทหารและการเมืองที่ส่งผลต่อความมั่นคงของยุโรปและระเบียบโลกแม้ยูเครนจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและยุโรปในการป้องกันการรุกราน แต่สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงความเสื่อมถอยของศักยภาพทางทหาร เศรษฐกิจ และแรงสนับสนุนจากบางประเทศ ทำให้นานาชาติหันมาให้ความสนใจต่อแนวทางการยุติสงครามเพิ่มมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2025 สื่อชั้นนำหลายแห่งเช่น Axios, Al Jazeera, Sky News, และ The Guardian รายงานว่ามีเอกสาร “แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ” ซึ่งฝ่ายสหรัฐจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยมีเป้าหมายเพื่อเริ่มการหยุดยิงและสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาค 

แม้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่ข้อตกลงทางการ แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการผลักดันแนวทางการจัดการความขัดแย้งมากกว่าการทำสงครามยืดเยื้อ โดยแผน 28 ข้อนี้ถูกร่างขึ้นโดยตัวแทนของสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ตัวแทนอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมกับตัวแทนจากรัสเซีย คือ คิริล ดมิทรีเยฟ (Kirill Dmitriev) หัวกองทุนความมั่งคั่งของรัฐรัสเซียและผู้ที่ได้รับมอบหมายในทางการทูต) หลังการประชุมระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซียที่อะแลสกาในช่วงกลางปี 2025 เบื้องต้นรัฐบาลยูเครนยอมรับว่าได้เห็นเอกสารฉบับนี้แล้วแต่มีรายงานว่าฝ่ายยูเครนเสนอให้ปรับแก้หลายข้อ ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียตอบสนองเชิงบวกว่า “สามารถนำไปพิจารณาได้” แต่ไม่ผูกพันกับข้อเสนอใด ๆ 

อย่างไรก็ตาม แผน 28 ข้อถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในเรื่องความเป็นไปได้ เนื่องจากข้อเสนอหลายข้อขัดแย้งกับผลประโยชน์หลักของทั้งยูเครนและรัสเซีย โดยเฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนที่ยังเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาท การจัดทำประชามติในพื้นที่ยึดครอง การจำกัดอาวุธโจมตี และรูปแบบหลักประกันความมั่นคงที่อาจไม่เทียบเท่าการเข้าเป็นสมาชิก NATO ทำให้แผนดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของการเจรจา” มากกว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของสันติภาพ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ สรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญ และประเมินความเป็นไปได้ของแผนสันติภาพนี้ โดยพิจารณาทั้งมุมมองของยูเครน รัสเซีย และสหรัฐ เพื่อให้เห็นภาพว่าแผนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการทูตในอนาคตของความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไร และมีศักยภาพเพียงใดในการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต

ตามข้อมูลที่เปิดเผยในสื่อแผนสันติภาพยูเครนจำนวน 28 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้
1) “อธิปไตยของยูเครน” จะต้องได้รับการค้ำประกันอย่างเป็นทางการ

2) จะมีการลงนามข้อตกลงไม่รุกรานระหว่างรัสเซีย-ยูเครน-ยุโรปเพื่อแก้ไขปัญหาความคลุมเครือทั้งหมดตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

3) รัสเซียจะไม่รุกรานประเทศเพื่อนบ้านและนาโตจะหยุดการขยายสมาชิก 

4) สหรัฐฯจะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างรัสเซีย - นาโต เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงพยายามลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

5) ยูเครนได้รับ “หลักประกันความมั่นคง” จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเชื่อถือได้

6) จำกัดให้กองทัพยูเครนมีขนาดไม่เกิน 600,000 นาย

7) ยูเครนต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ “ไม่เข้าร่วม นาโต” และ นาโต ต้องแก้ข้อบังคับไม่รับยูเครนในอนาคต

8) นาโตห้ามตั้งฐานทหารหรือส่งกำลังทหารไปประจำในยูเครน

9) มีการนำเครื่องบินรบยุโรปไปประจำที่โปแลนด์ (เพื่อช่วยป้องกันในภูมิภาค)

10) สหรัฐฯ ให้ “การประกัน” (guarantee) ด้านความมั่นคงแก่ยูเครนตามเงื่อนไขบางอย่าง เช่น สหรัฐฯจะได้ค่าตอบแทนสำหรับหลักประกัน หากยูเครนรุกรานรัสเซียก่อนการประกันข้างต้นจะถูกยกเลิก หากรัสเซียรุกรานยูเครนจะมีการตอบโต้ทางทหารร่วมกันและกลับมาคว่ำบาตรรัสเซีย หากยูเครนยิงขีปนาวุธใส่มอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยไร้เหตุผลการรับประกันจะถูกยกเลิกทันที

11) ยูเครนยังมีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในช่วงรอพิจารณา

12) มีแพ็กเกจขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูยูเครน เช่น ตั้ง “กองทุนพัฒนา (Ukraine Development Fund)” เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมเติบโต เช่น เทคโนโลยี, ข้อมูล, โครงสร้างพื้นฐาน, สาธารณูปโภค, แหล่งพลังงาน ฯลฯ

13) รัสเซียจะได้รับการ “กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจโลก” โดยยกเลิกคว่ำบาตร บางจำกัด และอาจกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (G8) รวมถึงการมีข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงาน ทรัพยากรธรณี เหมืองแร่ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ กับสหรัฐฯ/พันธมิตร

14) ทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดจะถูกนำมาใช้ โดย US-led โครงการลงทุน/ฟื้นฟูยูเครนโดยยุโรปเพิ่มเงินในส่วนนี้เพื่อการฟื้นฟูยูเครน  บางส่วนอาจถูกใช้ในโครงการร่วม US-Russiaโดยผลกำไรบางส่วนจะตกเป็นของสหรัฐตามเงื่อนไข “ค่าตอบแทน/ผลประโยชน์” สำหรับการให้ความคุ้มครองความมั่นคง

15) ตั้งกลุ่มทำงานร่วมสหรัฐ-รัสเซีย เพื่อดูแลให้ทุกข้อผูกพันในข้อตกลงถูกปฏิบัติจริง

16) รัสเซียจะตรากฎหมายยืนยันนโยบาย “ไม่รุกราน” ต่อยุโรปและยูเครน

17) สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงขยายความคุ้มครองสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ / ไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงสนธิสัญญา START

18) ยูเครนยอมรับสถานะ “ไม่เป็นรัฐนิวเคลียร์” (non-nuclear state) ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)

19) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia Nuclear Power Plant จะกลับมาเดินเครื่องภายใต้การควบคุมของ IAEA และไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกแบ่งระหว่างรัสเซียและยูเครน 50:50

20) ทั้งสองประเทศจะต้องมีโครงการส่งเสริม “ความเข้าใจและความอดทนทางวัฒนธรรม” ระหว่างกัน กำจัดการเลือกปฏิบัติ, รับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อย, ประกันเสรีภาพสื่อและการศึกษา; ยุติการกีดกันทางภาษา หรือศาสนา รวมถึงยอมรับภาษา/ศาสนาในรูปแบบที่หลากหลาย

21) ข้อตกลงเรื่องดินแดน

-Crimea, Donetsk Oblast และ Luhansk Oblast จะได้รับการรับรองว่าเป็นของรัสเซีย (de facto Russian territory) โดยสหรัฐฯให้การรับรอง 

-ส่วน Kherson Oblast และ Zaporizhzhia Oblast จะอยู่ใน สถานการณ์ถูก “แช่แข็ง” (frozen along current lines of contact) (freeze current frontlines) โดยยอมรับเส้นเขตการควบคุมปัจจุบันเป็นเส้นอาณาเขตชั่วคราว/ถาวรตามข้อตกลง 

-กองทัพยูเครนจะถอนกำลังออกจากพื้นที่ของ Donetsk ที่ยังควบคุมอยู่ และพื้นที่นั้นจะกลายเป็น “demilitarized neutral buffer zone” โดยถือเป็นของรัสเซียอย่างเป็นทางการ และกองทัพรัสเซียไม่ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่นี้ 

22) ทั้งรัสเซียและยูเครนต้องยอมรับว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงเขตแดนโดยใช้กำลังในอนาคต

23) รัสเซียต้องไม่ขัดขวางสิทธิของยูเครนในการใช้แม่น้ำ Dnipro River เพื่อกิจกรรมทางพาณิชย์ และต้องยอมให้การขนส่งผลผลิต (เช่น ธัญพืช) ผ่านทะเลดำ (Black Sea) เป็นไปอย่างเสรี

24) ตั้ง “คณะกรรมการด้านมนุษยธรรม (Humanitarian committee)” เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเชลย สลับตัว, คืนศพ, รวมครอบครัว, ส่งคืนผู้ถูกจับ, รวมถึงดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสงคราม (พลเรือน, เด็ก, ครอบครัว), การฟื้นฟูด้านมนุษยธรรมทั้งในพื้นที่การสู้รบและพื้นที่พักพิงและลี้ภัย

25) ยูเครนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 100 วัน หลังการลงนามข้อตกลง

26) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะได้รับ “นิรโทษกรรมเต็มรูปแบบ”สำหรับการกระทำในช่วงสงคราม และทุกฝ่ายยอมสละสิทธิในการฟ้องร้องในอนาคต

27) ข้อตกลงจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย และจะมีสภาสันติภาพภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้กำกับ พร้อมบทลงโทษถ้าฝ่ายใดละเมิดสัญญา

28) เมื่อทุกฝ่ายลงนาม การ“หยุดยิง (ceasefire)” จะเริ่มทันที หลังทั้งสองฝ่ายถอนกำลังไปยังจุดที่ตกลงไว้ เพื่อเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มรูปแบบ

โดรนมะกันร่วงก่อนรบ ของจริงใช้การไม่ได้ ไร้ประสิทธิภาพ รอบทดสอบไฟไหม้เจ๊งระเนระนาด สตาร์ตอัปกลาโหมสหรัฐฯ งานงอก แต่พันธมิตรยังเซ็นซื้อใช้ในยูเครน

(29 พ.ย. 68) บริษัท Anduril สตาร์ตอัปด้านกลาโหมมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งส่งโดรนและระบบรบสมัยใหม่ให้สหรัฐและยูเครนตั้งแต่ปี 2565 กำลังถูกจับตาอย่างหนัก หลังมีรายงานว่าโดรนหลายรุ่นที่ใช้ในภารกิจสอดแนม สื่อสาร สงครามไซเบอร์ และโจมตี เปราะบางจน “ตกเองพังเอง” ตั้งแต่ช่วงทดสอบ ยังไม่ทันได้ลงสนามรบจริง

การทดสอบล่าสุดของกองทัพอากาศสหรัฐพบว่าโดรน Altius ของ Anduril บินขึ้นไม่นานก็ร่วงกระแทกพื้น ขณะที่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดรนรุ่น Fury เครื่องยนต์เสียหายจนขึ้นบินไม่ได้ และการทดสอบระบบโดรนสกัดโดรน Anvil ยังลุกลามเป็นไฟไหม้ป่ากว่า 22 เอเคอร์ในรัฐออริกอน โดยกองทัพเรือสหรัฐก็เจอปัญหาคล้ายกัน เมื่อโดรน 30 ลำที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ Lattice ดับพร้อมกันกลางภารกิจนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย 

ไม่ใช่แค่ในสหรัฐ การฝึกซ้อมของกองทัพบกสหรัฐในเยอรมนีเมื่อต้นปีนี้ก็พบว่าโดรน Ghost ของ Anduril หมุนควบคุมไม่อยู่และตกใกล้ทหาร หลังเจอปัญหาจัดการพลังงานในอากาศหนาว ขณะที่ฝั่งยูเครน แม้จะไม่ออกมาพูดตรง ๆ แต่แหล่งข่าวระบุว่าโดรน Ghost หลายสิบลำถูกคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ของรัสเซียรบกวนสัญญาณจนใช้งานแทบไม่ได้ และโดรน Altius ก็มีปัญหามากจนยูเครนเลิกใช้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2567

ท่ามกลางคำถามเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย รัฐบาลสหราชอาณาจักรกลับเพิ่งเซ็นสัญญาซื้อโดรน Altius ชุดใหม่ให้ยูเครนมูลค่า 40 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ดีลอาวุธไฮเทคครั้งนี้ถูกจับตามองว่าประสิทธิภาพในสนามรบจริงจะคุ้มค่ากับเม็ดเงิน และความเสี่ยงที่ทหารแนวหน้าต้องแบกรับหรือไม่

หลังโฆษกรัสเซียเผยสถานการณ์ทรุดทุกวัน ทั้งมุมการเมืองในประเทศยูเครน และการทหาร แถมผู้นำยังเอี่ยวคดีคอร์รัปชันในประเทศ ทำยุโรปเริ่มลังเลระดมทุนซื้อขีปนาวุธช่วย

(1 ธ.ค. 68) สื่อรัสเซีย Sputnik รายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ของดมิตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน ระบุว่า “ทุกวันคือวันที่ขาดทุนสำหรับเซเลนสกีและระบอบยูเครน” โดยอ้างว่าตำแหน่งของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กำลังย่ำแย่ลงทั้งภายในประเทศและด้านกรรทหาร 

เปสคอฟยังกล่าวว่า เซเลนสกี “บริหารจัดการวิกฤตยูเครนไม่ได้” ท่ามกลางแรงกดดันจากเหลายฝ่าย ทั้งภายในและจากชาติตะวันตก โดยพาดพิงถึงเหตุที่เคยผลักดันกฎหมายการเมืองหลายฉบับแล้วต้องถอยกลับ และชี้ว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันของยูเครนอย่าง NABU ถูกมองว่ามีอิทธิพลจากชาติตะวันตกกำกับอยู่ พร้อมระบุว่าช่วงที่เริ่มมี “แนวโน้มไปสู่การเจรจาอย่างสันติ” ทำให้มีผู้คนและผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก

อีกด้านหนึ่ง ในยุโรปก็เกิดเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับดีลอาวุธเพื่อยูเครน โดยมีรายงานว่ากลุ่มระดมทุนในสาธารณรัฐเช็กที่เคยเปิดแคมเปญซื้อขีปนาวุธพิสัยไกล “Flamingo” ให้ยูเครน มูลค่าราว 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ชะลอการโอนเงินหลังมีข่าวเชื่อมโยงผู้ผลิต Fire Point กับทิมูร์ มินดิช เพื่อนสนิทและอดีตหุ้นส่วนธุรกิจวงการบันเทิงของเซเลนสกี ท่ามกลางกระแสคดีทุจริตขนาดใหญ่ในยูเครน

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า Fire Point ซึ่งเริ่มจากสตูดิโอภาพยนตร์เล็ก ๆ แล้วขยายตัวสู่บริษัทรับเหมาทางทหาร ผู้ผลิตขีปนาวุธ Flamingo และโดรนหลายรุ่น กำลังเผชิญการสอบสวนเรื่องการได้สัญญารัฐผ่านสายสัมพันธ์ การตั้งราคาชิ้นส่วนอาวุธเกินจริง และการถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันของยูเครน ขณะเดียวกันก็ยังมีเสียงตั้งคำถามถึงความพร้อมใช้งานจริงของระบบอาวุธรุ่นดังกล่าว

แม้ข้อกล่าวหาหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและไม่ได้รับการยืนยันจากฝ่ายอิสระ แต่กรณีอื้อฉาวเรื่องอาวุธและการเมืองภายในยูเครน กำลังถูกเครมลินนำมาใช้เป็นข้อมูลโจมตีภาพลักษณ์รัฐบาลเซเลนสกีอย่างต่อเนื่อง


ที่มา : Sputnik

 

บอกไม่เคยกันออกจากโต๊ะคุยยูเครน ชี้ ‘อียู’ อยู่ข้างสงครามไม่มีวาระเพื่อสันติ กำลังขวางความพยายามของ ‘สหรัฐ–ทรัมป์’ หลังตั้งเงื่อนไขที่รู้ว่าเครมลินไม่มีวันเซ็น

(4 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สื่อในมอสโก โดยระบุว่ายุโรป “ไม่ได้ถูกกันออกจากกระบวนการยุติความขัดแย้งในยูเครน แต่เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง” พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐยุโรปจำนวนมากรับเอาแนวคิด “ต้องทำให้รัสเซียพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์” มาเป็นกรอบคิดหลัก แล้วก็ยัง “หลงอยู่ในมายาคติ” นี้จนถึงทุกวันนี้

ปูตินกล่าวต่อว่า เมื่อยุโรปไม่ชอบผลลัพธ์ในตอนนี้ ก็หันไปขัดขวางความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ พร้อมระบุว่ายุโรป “ไม่มีวาระเพื่อสันติภาพ เป็นฝ่ายของสงคราม” แม้จะเสนอปรับแก้ข้อเสนอของทรัมป์ แต่ก็เป็นการเปลี่ยนให้เงื่อนไข “รับไม่ได้สำหรับรัสเซีย” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างโยนความผิดว่าเป็นฝ่ายมอสโกที่ทำให้กระบวนการสันติภาพล้มเหลว 

อย่างไรก็ตาม ปูตินยังทิ้งท้ายว่ารัสเซียพร้อมเปิดให้ยุโรปกลับมาที่โต๊ะเจรจา หากยอมรับข้อเท็จจริงในสนามรบ

ในอีกประเด็น ปูตินย้ำว่ารัสเซีย “ไม่ต้องการทำสงครามกับยุโรป” และเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยืนยันว่าหากยุโรปเป็นฝ่ายเปิดฉากเผชิญหน้าทางทหาร รัสเซีย “เราก็พร้อมทันที” โดยไม่ควรมีข้อสงสัยใด ๆ เขาเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ “อาจถึงจุดที่เราไม่เหลือคู่เจรจาให้พูดคุยด้วยอีกต่อไป” 


ที่มา : Sputnik 

 

เป็นจำนวนเงิน 3.8 ล้านรูเบิล ฐานเมินลบข้อมูลต้องห้าม ด้าน ‘ยูเครน’ หัวหมออาศัยช่องว่าง จับมือกูเกิลเร่งสร้าง AI ทางเลือกใหม่

(5 ธ.ค. 68) ศาลแขวงตากันสกี กรุงมอสโก มีคำสั่งปรับบริษัท Google จำนวน 3.8 ล้านรูเบิล (ราว 1.5 ล้านบาท) หลังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ลบเนื้อหาที่ถูกจัดเป็นข้อมูลต้องห้ามในรัสเซีย โดยคำสั่งปรับดังกล่าวเกิดขึ้นตามรายงานที่ยื่นโดยหน่วยงานกำกับดูแลสื่อและการสื่อสารของรัสเซีย (Roskomnadzor) ภายใต้มาตรา 13.41 ของกฎหมายละเมิดทางปกครองของประเทศ

ขณะที่ยูเครนประกาศเดินหน้าพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (LLM) ของตนเอง โดยใช้โครงสร้าง Gemma ของ Google เพื่อสร้างระบบ AI ที่เป็นอิสระ รองรับความต้องการในภาคทหารและพลเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น โครงการจะเริ่มเทรนบนโครงสร้างพื้นฐานของ Google ก่อนจะย้ายไปทำงานบนศูนย์ข้อมูลภายในประเทศ เพื่อให้ยูเครนควบคุมระบบได้อย่างเต็มรูปแบบ

เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การพัฒนา AI ภายในประเทศช่วยลดค่าใช้จ่ายมหาศาลจากการพึ่งพาระบบต่างชาติ รวมถึงลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการใช้งานในระบบบัญชาการรบและการวิเคราะห์การโจมตีของรัสเซีย ทั้งยังแก้ปัญหาข้อจำกัดของโมเดล AI ปัจจุบันที่ไม่รองรับภาษาท้องถิ่นและภาษาผสมซึ่งพบมากในยูเครน

สำหรับโครงการดังกล่าวได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา 4 ชุด เพื่อกำกับด้านเทคนิค กฎหมาย และภาษา พร้อมรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐกว่า 90 แห่ง ก่อนฝึกโมเดลบน GPU ที่ปลอดภัยในต่างประเทศ เมื่อพัฒนาเสร็จ AI จะถูกนำมาใช้กับระบบภาครัฐและแพลตฟอร์มของ Kyivstar ก่อนขยายสู่ภาคเอกชน โดยต้องรับมือความเสี่ยงด้านไซเบอร์จากการโจมตีของรัสเซียที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทันทีหลังเปิดตัวระบบใหม่


ที่มา : Sputnik

เสียชีวิตแล้วทะลุ “หนึ่งล้านนาย” “ลาฟรอฟ” ชี้ความสูญเสียยังเพิ่มต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตยืดเยื้อ ไม่เห็นจุดสิ้นสุด รัสเซีย–สหรัฐฯ ถกยาวหาทางแก้ปัญหา

(12 ธ.ย. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่ากองทัพยูเครนมีความสูญเสียด้านกำลังคนเกินหนึ่งล้านรายแล้ว และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลเคียฟได้เปลี่ยนจากกองกำลังที่มีอุดมการณ์มาสู่ “องค์กรอาชญากรรม” ที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน ลากผู้สนับสนุนต่างชาติให้ถลำลึกตามไปด้วย ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด

ลาฟรอฟกล่าวต่อว่า ยุโรปไม่ได้หารือถึงสาเหตุรากเหง้าของวิกฤตยูเครน แต่เพียงต้องการ “หยุดพักชั่วคราว” เพื่อซื้อเวลาในการส่งอาวุธและเงินทุนให้เคียฟ ขณะที่การเจรจาระหว่างรัสเซียและสหรัฐมุ่งเป้าสู่การจัดการสันติภาพระยะยาวที่แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ รวมถึงการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงร่วมกัน

ความตึงเครียดยังซ้ำเติมด้วยกระแสอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน ซึ่งลาฟรอฟเชื่อว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีจำเป็นต้องยืดความขัดแย้งเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองและอาจรวมถึงชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้รัสเซียระบุว่าได้ส่งคืนศพทหารยูเครนกว่า 11,000 นาย ขณะที่ได้รับศพทหารรัสเซียกลับมาเพียง 201 นาย

ลาฟรอฟยังเปิดเผยถึง “ความเข้าใจร่วม” ที่รัสเซียและสหรัฐเคยบรรลุในอลาสกา ซึ่งระบุว่ายูเครนควรกลับไปสู่สถานะ “เป็นกลาง–ไม่สังกัดฝ่ายใด–ไม่ใช่อำนาจนิวเคลียร์” โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันว่าข้อเข้าใจดังกล่าวยังคงใช้เป็นพื้นฐานได้ พร้อมกันนี้รัสเซียได้เสนอมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงเพื่อผลักดันสันติภาพถาวรในอนาคต

ด้านสถานการณ์ระหว่างประเทศ ลาฟรอฟกล่าวหารัฐตะวันตกว่ากำลังเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อขัดขวางความพยายามเจรจา และเตือนว่าทรัพยากรทางทหาร–การเงินของชาติตะวันตกที่ใช้สนับสนุนสงครามตัวแทนกำลังร่อยหรอ พร้อมระบุว่าบางประเทศกำลังใช้ความตึงเครียดในยูเครนบังปัญหาในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตปาเลสไตน์ซึ่งยังเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกอยู่ในขณะนี้


ที่มา : Sputnik
 

รัสเซียเอาคืน!! แบงก์ชาติฟ้อง Euroclear เรียกค่าเสียหาย 2.29 แสนล้านดอลลาร์ ตอบโต้ EU อายัดทรัพย์ เขย่าความน่าเชื่อถือยุโรป

 

(16 ธ.ค. 68) รัสเซียดำเนินการตอบโต้สหภาพยุโรป (EU) อย่างฉับไว หลัง EU ประกาศอายัดทรัพย์สินรัสเซียในยุโรป โดยธนาคารกลางรัสเซียเรียกค่าเสียหาย 229.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับ Euroclear ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์กลางในเบลเยียม ผ่านศาลอนุญาโตตุลาการกรุงมอสโกที่รับคำฟ้องเรียบร้อยแล้ว

 

มาตรการของ EU เป็นการอายัดทรัพย์สินรัสเซียแบบไม่มีกำหนด คิดเป็นมูลค่าราว 210,000 ล้านยูโร เพื่อนำเงินไปสนับสนุนทางการเงินและทหารแก่ยูเครน โดยหลีกเลี่ยงข้อกำหนดที่ต้องเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากสมาชิก EU ทุกประเทศ

 

นาง 'มาเรีย ซาคาโรวา' โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แถลงในวันเสาร์ว่า "การกระทำของ EU เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง" โดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อระบบการเงิน EU เท่านั้น แต่ยังบั่นทอนชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และสถานะของ EU ในสายตานานาชาติ

 

ประเด็นนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและ EU ที่เกิดขึ้นจากข้อพิพาท และการสนับสนุนทางทหารของ EU ต่อยูเครน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้

 

ที่มา : Sputnik

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top