Friday, 5 June 2026
ภาษีนำเข้า

‘ปีเตอร์ นาวาร์โร’ ที่ปรึกษาทรัมป์ ปัดตกข้อเสนอของเวียดนาม แม้ยื่นลดภาษีสินค้าสหรัฐฯ เหลือ 0% ก็ยังไม่พอ แนะต้องแก้ที่ ‘กลโกงทางการค้า’

(9 เม.ย. 68) ความพยายามของเวียดนามในการเสนอให้ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 46% จากรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะไม่เป็นผล 

เมื่อปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการค้าของทำเนียบขาว ออกมาตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า ข้อเสนอของเวียดนาม “ไม่มีความหมายอะไรเลย”

ความคิดเห็นของนาวาร์โรมีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดเผยผ่านโพสต์ในแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่า โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ได้เสนอให้เวียดนามลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีใหม่จากสหรัฐฯ

ต่อมาในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันจันทร์ นาวาร์โรไม่เพียงแค่ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว แต่ยังกล่าวหาว่าเวียดนามใช้ “กลโกงทางการค้า” หลายรูปแบบ เช่น การเปิดช่องให้จีนหลบเลี่ยงภาษีศุลกากรโดยส่งสินค้าผ่านเวียดนาม การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้านำเข้า

“ดูอย่างเวียดนาม เมื่อพวกเขาเสนอจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าอเมริกันทั้งหมด สำหรับเราแล้วข้อเสนอนี้ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง” นาวาร์โรกล่าวอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเสริมว่า “ทุกประเทศโกงเรา แค่วิธีต่างกันเท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม นาวาร์โรได้ “ปรับน้ำเสียง” เล็กน้อยในช่วงท้ายของบทสัมภาษณ์ โดยยอมรับว่าข้อเสนอของเวียดนามอาจถือเป็น “การเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ” แต่ยังห่างไกลจากการสร้างความน่าเชื่อถือหรือแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นอุปสรรคในการค้าระหว่างสองประเทศ

คำให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ตอกย้ำแนวทางการค้าที่แข็งกร้าวของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งยังคงมุ่งเน้นการกดดันประเทศคู่ค้าให้ลดความไม่สมดุลทางการค้า และเตือนเวียดนามว่าการยื่นข้อเสนอเพียงผิวเผินอาจไม่เพียงพอในการหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีที่เข้มงวดจากวอชิงตัน

รัฐบาลเวียดนามเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ ดึงต่างชาติลงทุน AI–เซมิคอนดักเตอร์ มั่นใจบรรลุเป้าเติบโต 8% ในปีนี้ แม้ไตรมาสแรก GDP ขยายตัวเพียง 6.93%

(7 พ.ค. 68) นายกรัฐมนตรีฟาม มินห์ จิญ (Pham Minh Chinh) ของเวียดนามกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลยังคงยึดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่อย่างน้อย 8% ในปีนี้ แม้เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกและภาคธุรกิจเวียดนามโดยตรง

เขาระบุว่า รัฐบาลจะเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาสมดุลทางการค้า โดยไม่ให้ตลาดอื่นเสียประโยชน์ พร้อมเดินหน้าต่อต้านการฉ้อโกงการค้าอย่างเข้มงวด ซึ่งเวียดนามซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ กว่า 30% ของ GDP กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าสูงถึง 46%

แม้ GDP ไตรมาสแรกจะขยายตัวเพียง 6.93% ต่ำกว่าช่วงปลายปีที่แล้ว แต่เวียดนามยังตั้งเป้าการขยายตัวสองหลักในระยะยาว และเร่งส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างรถไฟความเร็วสูงและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม ดัชนีภาคการผลิตล่าสุดชี้ว่ากิจการโรงงานหดตัวต่ำสุดในรอบเกือบหนึ่งปี ขณะที่รัฐบาลอยู่ภายใต้แรงกดดันทั้งจากความล่าช้าในการเติบโตและความเสี่ยงสงครามการค้า ซึ่งทำให้ต้องเร่งใช้มาตรการดูแลเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพภายในประเทศควบคู่กันไป

จีนประกาศลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ สั่งระงับในอัตรา 24% เป็นเวลา 90 วัน แต่คงอัตราภาษี 10 % สินค้าบางรายการ ชี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

(14 พ.ค. 68) จีนประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 12.01 น. ของวันพุธที่ 14 พ.ค. โดยคณะกรรมการภาษีศุลกากรแห่งคณะรัฐมนตรีจีนระบุว่าจะมีการระงับอัตราภาษีบางส่วนเป็นเวลา 90 วัน พร้อมคงอัตราภาษีตามมูลค่าไว้ที่ร้อยละ 10 สำหรับสินค้าบางรายการ

การปรับครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจากประกาศก่อนหน้า ซึ่งกำหนดภาษีเพิ่มเติมที่ร้อยละ 84 และ 125 กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ต่อมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่จีนมองว่าไม่เป็นธรรม

ภายใต้มาตรการล่าสุด จีนจะยกเลิกอัตราภาษีที่เคยปรับเพิ่มตามประกาศฉบับที่ 5 และ 6 ที่ออกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อคลายความตึงเครียดและส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศ

คณะกรรมการภาษีศุลกากรฯ ระบุว่า การปรับลดภาษีในครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ผลิตและผู้บริโภคทั้งในจีนและสหรัฐฯ และมีส่วนช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ รวมถึงส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม

ทรัมป์เลื่อนใช้ภาษีนำเข้าใหม่ เริ่มใช้ 1 ส.ค. ลั่น!! เก็บภาษีเพิ่ม 10% กับประเทศพันธมิตร BRICS

(7 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีนำเข้าใหม่ให้ประเทศคู่ค้า โดยจะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม แทนที่จะเป็นสัปดาห์นี้ตามกำหนดเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งท่าทีดังกล่าวสร้างความสับสนต่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และทำให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงทันที

รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ฮาเวิร์ด ลัทนิค (Howard William Lutnick) ยืนยันว่า ภาษีนำเข้าใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม แม้ทรัมป์จะพูดไม่ชัดเรื่องกำหนดเวลา แต่เขายืนยันว่า สหรัฐฯ ได้เตรียมทั้งจดหมายแจ้งอัตราภาษี และทำข้อตกลงกับบางประเทศไปแล้ว พร้อมเตือนว่า หากประเทศใดสนับสนุนกลุ่ม BRICS จะถูกเก็บภาษีเพิ่มอีก 10% โดยไม่มีข้อยกเว้น

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศเก็บภาษีนำเข้าขั้นต่ำ 10% และอาจสูงสุดถึง 50% กับหลายประเทศ แต่ได้เลื่อนการเริ่มใช้จริงมาหลายครั้ง ล่าสุดเขาให้เวลาประเทศต่าง ๆ เจรจาเพิ่มเติมอีก 3 สัปดาห์ ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์เตรียมส่งจดหมายถึงกว่า 100 ประเทศที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจา หากยังไม่ดำเนินการใด ๆ จะถูกเรียกเก็บภาษีตามอัตราเดิมที่เคยกำหนดไว้เมื่อ 2 เมษายน

ทั้งนี้ การประกาศของทรัมป์มีขึ้นหลังการประชุมผู้นำกลุ่ม BRICS ที่ประเทศบราซิล ซึ่งผู้นำกลุ่มได้ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความกังวลต่อการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีฝ่ายเดียว เพราะอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลก 

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า ยังมีโอกาสผ่อนปรนให้ประเทศที่แสดงความจริงใจในการเจรจา และทรัมป์จะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะขยายเส้นตายออกไปหรือไม่

‘มือเศรษฐกิจจุลภาค’ ชี้เจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ไม่ง่าย เพราะการเมืองไทยไม่นิ่ง และยังไม่มีข้อเสนอที่ดึงดูดพอ

(8 ก.ค. 68) นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ มือเศรษฐกิจจุลภาค อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Ta Plus Sirikulpisut' ในหัวข้อ ‘การเจรจา ภาษีของสหรัฐยากมาก’

สาเหตุคือ สหรัฐมีหนี้มหาศาล ต้องมีภาระจัดการหนี้12-15% ของงบประมาณ และหากปล่อยเป็นธรรมชาติ ปี 2570 การจัดการหนี้ต่อปีจะเป็น 20% ของงบประมาณ และไม่นานจะเกิด Debt spiral จะทำให้สหรัฐกู้เงินยาก และค่าเงิน USD เสื่อมค่า

การแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องลดงบประมาณ ซึ่งทรัมป์ทำอย่างเข้มข้นแล้ว งบ NGO ตัดหมด ฯลฯ
ถัดไปคือเพิ่มรายได้ ภาษีสหรัฐเยอะมาก ทางเลือกถัดไปคือ รายได้จากศุลกากร ซึ่งสหรัฐขาดดุลการค้าเยอะมาก ต้องเพิ่มรายได้+ลดขาดดุลการค้าไปพร้อมกัน

การใช้ Data analysis เข้ามารายงานประเทศที่ได้ดุลการค้าเยอะ แถมเพิ่มปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไป เวียดนามโยนไพ่ตาย ลดภาษีให้สหรัฐหมดเลย แต่ได้กลับมา 20% สหรัฐยิ้มหวาน เพราะได้อย่างที่ต้องการ คู่ค้ารายอื่นต้องเสนอตัวเลขที่ใกล้เคียงหรือดีกว่า

แต่สินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐส่วนมากจะเป็นภาคอุตสาหกรรม และเป็นเงินลงทุนจากต่างชาติของสหรัฐเองก็ไม่น้อย

เราเคยชี้แจงไปแล้ว แต่ สหรัฐเข้าตาจนด้านการคลัง อยากให้ไทยเสนอให้ดีกว่านี้ และเมื่อเทียบกับ Asean แล้ว Malay ก็ดีกว่า แถมการเมืองบ้านเรายังไม่นิ่ง โจทย์ยากสุด ๆ ครับ

ทรัมป์ย้ำเส้นตาย!! ขึ้นภาษีนำเข้า 1 ส.ค. ส่งผลกระทบไทย โดนภาษีสหรัฐฯ 36%

(9 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันอังคารว่า จะไม่มีการขยายเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคมนี้ สำหรับการบังคับใช้ภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นกับหลายประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยแสดงท่าทีว่าจะมีความยืดหยุ่นในกำหนดการดังกล่าว

ตั้งแต่เดือนเมษายน สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตรา 10% กับหลายประเทศ แต่มีบางประเทศที่ถูกกำหนดให้เสียภาษีเพิ่มเป็นพิเศษ ซึ่งถูกเลื่อนมาแล้วหลายรอบ แต่ล่าสุดทรัมป์ยืนยันว่าจะเริ่มเก็บจริงวันที่ 1 สิงหาคมนี้ และจะไม่เลื่อนอีกแล้ว

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า “จะไม่มีการต่อเวลาอีก” และระบุว่าประเทศต่าง ๆ จะเริ่มจ่ายภาษีตามหนังสือแจ้งเตือนที่รัฐบาลส่งออกไป โดยบางประเทศจะถูกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ เช่น อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ไทย และมาเลเซีย ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะถูกเก็บในอัตรา 25%

ในจดหมายถึงผู้นำประเทศต่าง ๆ ทรัมป์เตือนว่า หากมีการตอบโต้ สหรัฐฯ อาจตอบกลับด้วยมาตรการภาษีที่รุนแรงขึ้น แต่ก็เปิดช่องให้ต่อรอง โดยระบุว่า หากประเทศใดพร้อมปรับนโยบายการค้า สหรัฐฯ “อาจพิจารณาปรับแก้จดหมายนี้”

จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ มีข้อตกลงเกิดขึ้นเพียงกับไม่กี่ประเทศ เช่น อังกฤษ เวียดนาม และการลดภาษีตอบโต้กับจีน โดยทรัมป์ย้ำว่า มาตรการขึ้นภาษีนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การค้าระหว่างประเทศเป็นธรรมกับสหรัฐฯ มากขึ้น

‘ทรัมป์’ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% เขาอยากได้อะไรจากเรากันแน่?

(13 ก.ค. 68) อดีต รมช. อุตสาหกรรม ‘สมชาย หาญหิรัญ’ ตั้งเป็นคำถามน่าสนใจ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% เขาอยากได้อะไรจากเรากันแน่?

‘ทรัมป์’ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าเกาหลีใต้ 15% จาก 25% แลกข้อตกลง ‘ลงทุนในสหรัฐฯ’ มูลค่ารวมกว่า 12 ล้านล้าน!!

(31 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงการค้าฉบับใหม่กับเกาหลีใต้ โดยจะเก็บภาษีนำเข้า 15% สำหรับสินค้าเกาหลีใต้ เช่น รถยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ แทนที่อัตรา 25% ที่เคยขู่จะใช้ หากไม่ได้ข้อสรุปก่อนเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่แข่งหลักในอุตสาหกรรม ได้ข้อยุติในอัตราภาษีเท่ากัน

ในข้อตกลงนี้ เกาหลีใต้จะลงทุนในสหรัฐฯ รวม 350,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 12.6 ล้านล้านบาท) โดย 150,000 ล้านดอลลาร์ จะถูกใช้ในโครงการต่อเรือ รวมถึงเรือรบ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเกาหลีใต้ ท่ามกลางภาวะที่อุตสาหกรรมต่อเรือของสหรัฐฯ กำลังซบเซา การลงทุนนี้จึงช่วยตอบโจทย์ความมั่นคงของสหรัฐฯ และส่งเสริมอุตสาหกรรมเกาหลีไปพร้อมกัน

แม้อัตราภาษีใหม่จะครอบคลุมแค่รถยนต์และชิป แต่สินค้าอย่างเหล็กและอะลูมิเนียมยังคงถูกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 50% อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีอี แจมยอง ของเกาหลีใต้ยกย่องข้อตกลงนี้ว่า “ประสบความสำเร็จ” โดยเฉพาะการที่เกาหลีใต้สามารถรักษาเส้นตาย ไม่ยอมเปิดตลาดข้าวและเนื้อวัวให้สหรัฐฯ เพิ่ม ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่เกษตรกรในประเทศต่อต้านอย่างหนัก

ส่วนประเด็นความมั่นคง ยังไม่มีข้อยุติในเรื่องงบประมาณการรักษากองทัพสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ ซึ่งทรัมป์เคยขู่จะถอนทหารหากโซลไม่จ่ายเพิ่ม การเจรจาประเด็นนี้จะมีขึ้นอีกครั้งในการเยือนวอชิงตันของผู้นำเกาหลีใต้ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า โดยอาจต้องแลกกับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพิ่มเติมอีกครั้งเพื่อรักษาความร่วมมือทางทหารไว้

เบื้องหลังที่มาภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯเก็บเมียนมา 40% อาจส่งสัญญาณเลิกคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา

(5 ส.ค. 68) หลายคนคงเห็นข่าวที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรื่องเก็บภาษีนำเข้าประเทศนั้น ประเทศนี้ แต่เอย่ามาสะดุดคำว่า เมียนมา 40%

รู้หรือไม่ว่า รัฐบาลทหารเมียนมา ดีใจและขอบคุณทางรัฐบาลสหรัฐฯมากเพราะนี่คือหลักฐานที่ออกมาอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐ อเมริกาเลิกคว่ำบาตรเมียนมาแล้วอย่างเป็นทางการ อันหมายรวมถึงการยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรมของเมียนมาด้วย

กระดาษใบนี้นั่นเองจะเป็นตัวที่เปิดให้ประเทศที่กีดกันทางการค้ากับเมียนมาหันกลับมาทำธุรกิจและลงทุนในเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน

ดูเหมือนที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาน่าจะได้ไตร่ตรองแล้วว่าการอัดฉีดรัฐบาลเงาและกองทัพของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาให้ทำสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดนนั้นไม่เป็นผล  แต่ยิ่งกลับเป็นการผลักเมียนมาให้ไปซบอกประเทศที่เป็นคู่กรณีอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น 

ดังนั้นภายใต้การเปิดไมตรีโดยการประกาศภาษีนี้ถามว่ากระทบอะไรกับเมียนมาไหม เอย่าบอกเลยว่าน้อยมากจนถึงกับไม่กระทบเลย เพราะตลอดมาที่เมียนมาถูกโดดเดี่ยวจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร

ถามว่าการเปิดไมตรีครั้งนี้ เมียนมามองออกหรือไม่เอย่าคาดว่าทางผู้นำอย่างมิน อ่อง หล่าย ไม่ได้เป็นคนโง่ที่จะมองอะไรไม่ออก แต่ก็อย่างว่าเมื่อศัตรูยื่นไมตรีให้เขาก็รับ แต่อย่างไรก็ดี  ตลอดเวลาที่สหรัฐฯสร้างบาดแผลให้เมียนมาก็ทำให้ทางรัฐบาลทหารเมียนมาจำเหมือนกันว่าใครได้ทำอะไรกับตนไว้

จากนี้คงต้องมาดูความจริงใจของฝั่งสหรัฐฯว่าจะยังสนับสนุนฝั่งรัฐบาลเงาของเมียนมาอยู่ไหมหรือจะกวาดทิ้งมาให้เมียนมาเพื่อสร้างแต้มต่อความพึงพอใจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในอ่าวเบงกอลหรือไม่อย่างไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top