Thursday, 4 June 2026
ภัยใกล้ตัว

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัยการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร อย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

เนื่องจากยุคสังคมสมัยใหม่ ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระบบเทคโนโลยีที่ไร้ซึ่งพรมแดน ความทันสมัยที่มีคุณประโยชน์ที่นานัปการ แต่ก็แฝงด้วยพิษภัยอันน่ากลัว จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่อาศัยเทคโนโลยีมาใช้ในทางที่ผิด ล่อลวง หลอกลวง ให้ผู้คนตกเป็นเหยื่อ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดเด็กและสตรี

พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยประสบการณ์การเป็นตำรวจที่ดูแลเด็กและสตรีที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยพบว่าปัจจุบันมีอัตราการถูกล่วงละเมิดทางเพศและการกระทำรุนแรงสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศ อีกทั้งพบว่าเด็กและสตรีที่ถูกล่วงละเมิด ยังคงขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายและการดูแลตนเอง รวมถึงความวิตกกังวล เมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศ ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร และควรที่จะบอกใคร พ่อ แม่ ญาติหรือคนสนิท ด้วยเหตุผลความอับอาย

ทั้งนี้ พบว่าปัจจุบัน มีคดีประเภทนี้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีการสื่อสารติดต่อกันและกันทาง social media และ application ต่างๆ ทำให้ง่ายต่อการพบปะผู้กระทำด้วยความที่อ่อนด้อยประสบการณ์หรือความอยากรู้อยากเห็นอยากลอง ทำให้เกิดปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ง่าย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่อันตราย

เมื่อเกิดปัญหาขึ้น แล้วเราจะต้องทำอย่างไร อันดับแรกเมื่อพบผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศแนะนำให้บอกแจ้งกับบุคคลใกล้ชิดหรือคนสนิทที่ไว้ใจมากที่สุด และให้รีบไปแจ้งความยังสถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด หรือหากกรณีที่ยังไม่ไปแจ้งความ สามารถรีบมาตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก่อนและไปแจ้งความทีหลัง เพื่อเก็บหลักฐานวัตถุพยานต่างๆ ตลอดจนร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศในกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ รับยาการป้องกันการติดเชื้อ HIV  โดยเร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV และยาป้องกันการตั้งครรภ์ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นเร่งด่วน หากล่าช้าจะทำให้กระบวนการรักษาหรือกระบวนการเก็บร่องรอยทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่ครบถ้วน 

ออสเตรเลียพบการใช้ AI สร้างคอนเทนต์ deepfake ปลอมใบหน้า-เสียง คุกคามเด็ก อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

(29 ม.ค. 68) ศูนย์ปราบปรามการแสวงประโยชน์จากเด็กแห่งออสเตรเลีย สังกัดสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย ได้เตือนพ่อแม่ผู้ปกครองถึงความเสี่ยงเด็กถูกล่วงละเมิดผ่านสิ่งที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงกรณีนักเรียนนักศึกษาสร้าง “ดีปเฟค” (deepfake) หรือใบหน้า-เสียงปลอม มาคุกคามหรือกลั่นแกล้งเพื่อน

เฮเลน ชไนเดอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ชี้ว่าสิ่งใดที่สื่อถึงการทารุณผู้เยาว์ถือเป็นสิ่งที่ล่วงละเมิดเด็กตามกฎหมาย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะ “จริง” หรือไม่ก็ตาม พร้อมเรียกร้องพ่อแม่ผู้ปกครองพูดคุยอย่างเปิดใจกับบุตรหลานถึงอันตรายและภัยคุกคามที่เกิดจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้าถึงได้ง่ายและผสานเข้าสู่แพลตฟอร์มและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ออกมาเตือนเหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองให้ระมัดระวัง ยามโพสต์รูปถ่ายของเด็กบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อต้อนรับวันแรกของปีการศึกษา 2025 ซึ่งตรงกับวันอังคาร (28 ม.ค.) โดยชไนเดอร์เผยว่าสิ่งสำคัญคือการพิจารณาข้อมูลที่ปรากฏในรูปถ่ายเหล่านั้นและใครบ้างที่มีสิทธิเข้าถึงรูปถ่ายเหล่านี้

ชไนเดอร์เสริมว่าศูนย์ฯ พบกรณีรูปถ่ายทั่วไปของเด็กและเยาวชนตกเป็นเป้าหมายของความคิดเห็นหรือการสวมบทบาทสมมุติ (role play) ที่ทำให้เป็นวัตถุทางเพศและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยแม้กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ครอบครัวควรปกป้องความปลอดภัยของเด็กในเชิงรุก

ปธน.เกาหลีใต้ สั่งลุย!! 'กัมพูชา' หลังคนเกาหลี ‘ถูกล่อลวง - ฆาตกรรม’ เดินหน้ายกระดับ!! ปกป้องประชาชน พลเมือง จากอาชญากรรมข้ามชาติ

(13 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘เมืองอาชญากรรมกัมพูชา’ ซึ่งก่อให้เกิดอาชญากรรมรุนแรงหลายรูปแบบที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา รวมถึงการหลอกลวงงาน การลักพาตัว การจำคุก การทรมาน และการฆาตกรรม

เจ้าหน้าที่จากทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวเมื่อวานนี้ (11 ต.ค.) ว่า "ประธานาธิบดีอีได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ความพยายามทางการทูตอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องพลเมืองของเราจากอาชญากรรมของกัมพูชา"

เจ้าหน้าที่กล่าวเสริมว่า "กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินมาตรการต่างๆ รวมถึงการขอความร่วมมือจากรัฐบาลกัมพูชา และวางแผนที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมที่จำเป็น"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ โช ฮยอน ยังได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำเกาหลีใต้ ควน พรรัตนัค เข้าพบกระทรวงการต่างประเทศ และแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ฉ้อโกงการจ้างงานและการกักขังพลเมืองของเราในกัมพูชาที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกันที่ประเทศกัมพูชา นักศึกษาชาวเกาหลีวัย 22 ปี ถูกพบเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม

พบว่านักศึกษาถูกหลอกลวงโดยบริษัทอาชญากรที่ลักลอบเปิดบัญชีธนาคาร และเดินทางไปกัมพูชา ก่อนจะถูกฉ้อโกงในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่พบเหยื่อมีร่องรอยการถูกทรมานทั้งรอยฟกช้ำและคราบเลือดอยู่ทั่วร่างกาย และได้รับการยืนยันว่าเขาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย 

ตำรวจและสมาชิกในครอบครัวรายงานว่า เหยื่อเดินทางออกจากบ้านในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกกับครอบครัวว่าจะไปชมงานนิทรรศการที่กัมพูชา

ประมาณ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งที่พูดสำเนียงจีน-เกาหลีว่า “นักศึกษารายดังกล่าว ก่อเหตุวุ่นวายที่นี่และถูกควบคุมตัวไว้ ส่งเงิน 50 ล้านวอน หรือ 38,500 ดอลลาร์สหรัฐ (1.15 ล้านบาท) แล้วเราจะปล่อยตัวเขา”

ครอบครัวได้ติดต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นทันที แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหน การติดต่อสื่อสารกับผู้ลักพาตัวถูกตัดขาดหลังจากผ่านไป 4 วัน

อีก 2 สัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 8 ส.ค. ศพของเหยื่อ ถูกพบใกล้ภูเขาโบกอร์ในจังหวัดกำปง ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกกักขังไว้ จากการสืบสวนของตำรวจท้องถิ่น อาชญากรชาวจีน 3 คนถูกจับกุมและนำตัวขึ้นศาล เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งล่อลวงนักศึกษาวิทยาลัยก็ถูกจับกุมในเกาหลีใต้เช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ คดีหลอกลวงเรื่องงาน การกักขัง และการทรมานที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า จำนวนคดีลักพาตัวชาวเกาหลีในกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 10-20 คดีต่อปี ระหว่างปี 2022-2023 แต่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 220 คดีในปีที่แล้ว และ 330 คดีในเดือนสิงหาคมปีนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าเหยื่อส่วนใหญ่ถูกลักพาตัวโดยองค์กรอาชญากรรมหลังจากถูกหลอกให้ "ทำงานในต่างประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูง"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top