Thursday, 4 June 2026
ฟิลิปปินส์

การที่ชาติหนึ่ง จะหวังให้อีกชาติหนึ่ง มาคอยเป็นพี่เลี้ยง หรือคุ้มครอง ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง เราต้องพึ่งตนเอง

(7 เม.ย. 68) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า …

ทักทายจากฟิลิปปินส์ค่ะ มาร่วมงานเสวนา “South China Sea disputes under Trump 2.0: Finding a common ground among claimant states.”

ในวงเสวนาพูดกันเยอะว่าการที่ชาติหนึ่งจะหวังให้อีกชาติหนึ่งมาคอยเป็นพี่เลี้ยงหรือคุ้มครองไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง เราต้องพึ่งตนเองและสร้างพันธมิตรในการต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศโดยที่ไม่ต้องรบกัน…อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในเรื่องพื้นที่ทางทะเลก็ควรจำกัดวงไว้ ไม่ยกระดับเป็นความขัดแย้งอื่นเพราะมันจะมีผลต่อเศรษฐกิจและความเสียหายอื่นได้

ฟิลิปปินส์เฝ้าระวังใกล้ชิด ภูเขาไฟคันลาออนปะทุเดือด เถ้าถ่านพุ่งสูง 4 กม. มีโอกาสยกระดับการแจ้งเตือนขั้นวิกฤต

(8 เม.ย. 68) สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ (Phivolcs) รายงานว่า ภูเขาไฟคันลาออน (Kanlaon) บนเกาะเนกรอส ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศ เกิดการปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงเช้าวันนี้ โดยพ่นเถ้าภูเขาไฟพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสูงถึงประมาณ 4 กิโลเมตร

นายเทเรซิโต บาโคลโคล ผู้อำนวยการ Phivolcs เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนระดับการเตือนภัยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขึ้นอยู่กับความเร็วของการเคลื่อนตัวของแมกมาสู่ผิวดิน โดยหากแมกมาเคลื่อนตัวเร็ว อาจมีการยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับเตือนภัยร้ายแรง แต่หากแมกมาเคลื่อนตัวช้าลงหรือหยุดนิ่ง ก็อาจลดระดับลงมาอยู่ที่ระดับ 2

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและหน่วยงานรับมือภัยพิบัติกำลังเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่อันตรายและเตรียมอพยพในกรณีที่มีการปะทุรุนแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ ภูเขาไฟคันลาออนถือเป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลัง (Active Volcano) ซึ่งตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างจังหวัดเนโกรสโอกซีเดนตัลและเนโกรสโอเรียนตัล โดยเป็นหนึ่งในภูเขาไฟมีพลังจากประมาณ 24 ลูกในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ของมหาสมุทรแปซิฟิก พื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุบ่อยครั้งมากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันจากพลังของธรรมชาติ

นายกฯ ญี่ปุ่น เตรียมบินเยือน ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ 27 เมษายนนี้ เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง กับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

(17 เม.ย. 68) ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีกำหนดเดินทางเยือน เวียดนามและฟิลิปปินส์ เป็นระยะเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายนนี้ เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับชาติสมาชิกอาเซียน ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะสำคัญที่ จีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังเพิ่มบทบาทและเสนอมาตรการเป็นมิตรต่อประเทศในภูมิภาค ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ เริ่มสั่นคลอนจากมาตรการภาษีที่เข้มข้นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในเวียดนาม นายอิชิบะมีกำหนดพบกับ โท ลัม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพื่อหารือเรื่องการบรรจุเวียดนามเข้าสู่กรอบความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่น (Official Security Assistance หรือ OSA) ซึ่งครอบคลุมการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันประเทศให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน

ญี่ปุ่นคาดหวังว่าจะสามารถร่าง บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงกับเวียดนามให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมปีหน้า อีกทั้งยังมีกำหนดเยี่ยมชม มหาวิทยาลัยเวียดนาม-ญี่ปุ่น ในกรุงฮานอย ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระดับชาติเพื่อส่งเสริมการศึกษาระหว่างสองประเทศ

ขณะเดียวกัน ในฟิลิปปินส์ อิชิบะจะหารือกับ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับ ข้อตกลงด้านความมั่นคงทั่วไปของข้อมูลทางทหาร (GSOMIA) ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการแบ่งปันข่าวกรองทางทหารระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ คาดว่าทั้งสองประเทศจะตกลงที่จะเริ่มเจรจาเกี่ยวกับ ข้อตกลงในการซื้อกิจการและการให้บริการข้ามกัน (Acquisition and Cross-Servicing Agreement หรือ ACSA) เพื่อให้สามารถจัดหากระสุนและเชื้อเพลิงให้กันและกันในกรณีที่จำเป็น

ระหว่างการเยือนฟิลิปปินส์ อิชิบะยังจะตรวจสอบ ระบบเรดาร์เฝ้าระวังชายฝั่ง และอุปกรณ์ความมั่นคงอื่น ๆ ที่ญี่ปุ่นได้จัดหาให้ภายใต้กรอบ OSA โดยมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำความสัมพันธ์กึ่งพันธมิตรระหว่างทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ เขายังแสดงความตั้งใจที่จะพบกับกลุ่มผู้ไร้รัฐที่เป็นลูกหลานของชาวญี่ปุ่นซึ่งอพยพมายังฟิลิปปินส์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อแสดงการสนับสนุนของโตเกียวในการพิจารณาให้สัญชาติญี่ปุ่นแก่บุคคลเหล่านี้

อิชิบะซึ่งมีจุดยืนชัดเจนในเรื่องความสัมพันธ์กับ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เคยเดินทางเยือนมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวในภูมิภาค

นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ “เสริมอิทธิพลผ่านความร่วมมือ” เพื่อตอบโต้การขยายบทบาทของจีนในภูมิภาค พร้อมส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของโตเกียวในการเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้สำหรับประเทศในอาเซียน

มหากาพย์แห่งสงครามอินโดจีน EP#9 'ฟิลิปปินส์' อีกหนึ่งพันธมิตรสำคัญฝั่งสหรัฐฯ - เวียตนามใต้

ฟิลิปปินส์ อดีตรัฐอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา จึงเป็นพันธมิตรที่สนิทชิดเชื้ออย่างแนบแน่นกับสหรัฐฯ ตั้งแต่สงครามเกาหลี ฟิลิปปินส์ส่งกองกำลังประมาณ 7,500 นายเข้าร่วมสงครามเกาหลี เมื่อสิงหาคม 1950 เป็นกองกำลังที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 สำหรับสงครามเวียตนาม ฟิลิปปินส์ให้การสนับสนุนกำลังพลในส่วนของปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน การพัฒนาชุมชน การแพทย์และสาธารณสุข โดยเริ่มส่งกำลังเข้าไปในเวียตนามใต้ครั้งแรกในปี 1964 ด้วยกำลังทหาร 28 นาย รวมทั้งพยาบาลและพลเรือน 6 นาย จำนวนทหารของกองทัพฟิลิปปินส์ที่ประจำการในเวียตนามใต้เพิ่มขึ้นเป็น 182 นาย และกำลังพล 1,882 นายในช่วงปี 1966–1968 ทหารฟิลิปปินส์ประมาณ 10,450 นายถูกส่งไปเวียตนามใต้ และสนับสนุนโครงการทางการแพทย์และกิจการพลเรือนในด้านอื่น ๆ เป็นหลัก กองกำลังเหล่านี้ปฏิบัติการภายใต้ชื่อ A หรือ กลุ่มปฏิบัติการกิจการพลเรือนฟิลิปปินส์-เวียดนาม Philippine Civic Action Group - Vietnam (PHILCAG-V)

ในปี 1954 หลังจากที่เวียตนามถูกแบ่งออกเป็นเวียตนามเหนือที่เป็นคอมมิวนิสต์และเวียตนามใต้ที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ชาวเวียดนามเหนือหลายพันคนได้อพยพลงใต้ ออสการ์ อาเรลลาโน ประธานสมาคมหอการค้าเยาวชนฟิลิปปินส์ (Jaycees) สาขามะนิลา เห็นว่าเหตุการณ์นี้เป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรม จึงได้ขอความช่วยเหลือจาก รามอน แม็กไซไซ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในขณะนั้น ซึ่งตอบว่า “พวกเราได้รับความช่วยเหลือในยามที่เราต้องการความช่วยเหลือจากมิตรสหายผู้ใจดี แล้วเราจะปฏิเสธความช่วยเหลือเพื่อนบ้านเมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือได้อย่างไร ความทุกข์ยากของมนุษย์ไม่มีพรมแดนของชาติ ดังนั้นโปรดช่วยเหลือพวกเขาด้วยทุกวิถีทาง และหากข้าพเจ้าและรัฐบาลนี้สามารถช่วยอะไรได้ โปรดอย่าลังเลที่จะติดต่อข้าพเจ้า” ในช่วง 2 ปีต่อมา ในปฏิบัติการที่ชาวฟิลิปปินส์เรียกว่า Operation Brotherhood สมาคม Jaycees ได้ร่วมกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ส่งแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ ทันตแพทย์ และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ จำนวน 235 คน เพื่อรักษาผู้ป่วยราว 730,000 คนในสถานพยาบาลทั่วเวียตนามใต้

ในปี 1964 เพื่อตอบสนองต่อการรณรงค์ 'More Flags' ของ ลินดอน บี. จอห์นสัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ดิออสดาโด มาคาปากัล ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้ของบประมาณสนับสนุนจากรัฐสภาฟิลิปปินส์เพื่อส่งกำลังรบไปยังเวียตนามใต้ แต่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาฟิลิปปินส์กลับอนุมัติงบประมาณสำหรับความช่วยเหลือด้านพลเรือนแทน ในเดือนสิงหาคม 1964 ฟิลิปปินส์ได้ส่ง แพทย์ พยาบาล ช่างเทคนิค และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน 16 นายจากกองทัพฟิลิปปินส์เข้าไปช่วยเหลือ "ในความพยายามให้คำแนะนำที่มุ่งเน้นไปที่สงครามจิตวิทยาและกิจการพลเรือนในกองพลที่ 3" ตามประวัติของกองบัญชาการความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ เวียดนาม (MACV) ซึ่งเรียกหน่วยนี้ว่า PHILCON (กองกำลังฟิลิปปินส์)

ในปี 1966 รัฐบาลเวียตนามใต้ได้ร้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากฟิลิปปินส์ รวมถึงกองกำลังติดอาวุธ ฟิลิปปินส์จึงส่งกองกำลังใหม่ไปยังเวียตนามใต้เพื่อแทนที่ PHILCON คือ กลุ่มปฏิบัติการกิจการพลเรือนฟิลิปปินส์-เวียดนาม (PHILCAG-V) ประกอบด้วย กองพันวิศวกรก่อสร้าง ทีมปฏิบัติการทางการแพทย์และสาธารณสุข กองพันรักษาความปลอดภัย หน่วยสนับสนุนและกองบังคับการ พวกเขาได้ตั้งฐานทัพที่เมืองเตยนิญห์ 45 ไมล์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของไซง่อน ในช่วงฤดูร้อนของปี 1966 ในช่วง 40 เดือนถัดมา PHILCAG-V ได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อพลเรือนที่มีความหลากหลาย โดยส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้างสาธารณูปโภค การพัฒนาชนบท และการบรรเทาทุกข์ด้านอาหารและการแพทย์ แม้ว่า PHILCAG-V จะมีทหารฟิลิปปินส์ 2,068 นายในช่วงที่มีบทบาทสูงสุด แต่ PHILCAG-V เน้นภารกิจด้านมนุษยธรรม ไม่ใช่การรบ ด้วยคติประจำของ PHILCAG-V ว่า “สร้าง ไม่ใช่ทำลาย นำความสุข ไม่ใช่ความเศร้าโศก สร้างความปรารถนาดี ไม่ใช่ความเกลียดชัง”

PHILCAG-V เป็นหน่วยปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการดำเนินการเพื่อสังคม จนเป็นที่ชื่นชมของชาวเวียตนามใต้ สมาชิกหลายคนของ PHILCAG-V รุ่นแรกจำได้ว่า ชาวเวียตนามใต้มีชื่อเล่นพิเศษสำหรับทหารฟิลิปปินส์ว่า “ทุกที่ที่พวกเขาไป พวกเขาถูกเรียกว่า ‘Philuatan’ ซึ่งหมายความว่า ‘ชาวฟิลิปปินส์คือหมายเลขหนึ่ง’” เห็นได้ชัดว่าชาวเวียตนามใต้มากมายจดจำทหารฟิลิปปินส์ด้วยมิตรภาพ นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลฟิลิปปินส์ยังให้การสนับสนุนต่อความพยายามในการทำสงครามเวียตนามของสหรัฐฯ ด้วยการให้กองกำลังสหรัฐฯ ปฏิบัติการจากฐานทัพเรือที่อ่าวซูบิกในซัมบาเลส สำหรับกองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ และจากฐานทัพอากาศคลาร์กในแองเจลิสซิตี้ในลูซอนของฟิลิปปินส์ตั้งแต่ปี 1965 จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามในปี 1975 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังรองรับคนงานในท้องถิ่นประมาณ 80,000 คนในธุรกิจระดับตติยภูมิที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีตั้งแต่ธุรกิจทำรองเท้าไปจนถึงการค้าประเวณี มีทหารฟิลิปปินส์ 9 นายเสียชีวิตในเวียตนามใต้ กองกำลังฟิลิปปินส์ถอนตัวออกจากเวียตนามใต้ในวันที่ 12 ธันวาคม 1969 โดยมีการส่งกำลังทหารฟิลิปปินส์ไปยังหมู่เกาะสแปรตลีย์ในเวลาเดียวกัน

หมายเหตุ ผู้เขียนใช้คำว่า “เวียตนาม” ตัว ‘ต’ สะกด เพราะเอกสารสมัยก่อนใช้เช่นนี้ ต่อมาภายหลังจึงเปลี่ยนมาเป็น “เวียดนาม” สะกดด้วยตัว ‘ด’

ตลอดเดือนเมษายน 2568 พบกับเรื่องราวของมหากาพย์แห่งสงครามอินโดจีน
ในโอกาสครบ 50 ปีแห่งการสิ้นสุดสงคราม วันที่ 30 เมษายน 2518

ปธน.ฟิลิปปินส์ แลนด์ดิ้งสหรัฐฯ เตรียมพบ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หารือความมั่นคง-ทะเลจีนใต้-เจรจาลดภาษีสินค้านำเข้า 20%

(21 ก.ค. 68) เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือ ‘บองบอง’ ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ เตรียมหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว โดยมีวาระหลักคือความมั่นคงในภูมิภาค การคงความร่วมมือในสนธิสัญญาป้องกันร่วม และสถานการณ์ทะเลจีนใต้

นอกจากนี้ มาร์กอสมีกำหนดเข้าพบรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ที่กระทรวงกลาโหม ก่อนร่วมประชุมกับผู้นำภาคธุรกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และกลุ่มที่สนใจลงทุนใน ‘ลูซอน อีโคโนมิกคอร์ริดอร์’ ซึ่งเป็นโครงการระเบียงเศรษฐกิจภายใต้ความร่วมมือฟิลิปปินส์-สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์ ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บในอัตราสูงถึง 20% ซึ่งฟิลิปปินส์หวังจะเจรจาให้ลดลง พร้อมปูทางสู่ข้อตกลงการค้าเสรีในอนาคต

ส่วนประเด็นนโยบายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ แม้จะไม่อยู่ในวาระการหารือ แต่มาร์กอสระบุว่าจะเคารพกฎหมายอเมริกัน และพร้อมรับคนฟิลิปปินส์ที่ถูกสั่งเนรเทศกลับประเทศ

ฟิลิปปินส์ปิดดีล 'ภาษีทรัมป์' สำเร็จในอัตรา 19% แลกยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 0% บวกพันธมิตรด้านทหาร

(23 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% จากเดิม 20% โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งเจรจากับผู้นำฟิลิปปินส์ที่ทำเนียบขาว แลกกับการให้ฟิลิปปินส์ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ  และการร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “เป็นการเยือนที่งดงาม และเราได้ข้อสรุปของข้อตกลงทางการค้าแล้ว” ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังไม่ยืนยันข้อตกลงดังกล่าว และสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ในกรุงวอชิงตันก็ยังไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ระบุว่า การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์เป็น 19% มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกนโยบายการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรม โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่ว่าจะเก็บแค่ 17% เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทรัมป์เตรียมขึ้นภาษีกับประเทศอื่น ๆ เช่น สหภาพยุโรปและแคนาดาในวันที่ 1 สิงหาคม หากยังเจรจากันไม่สำเร็จ

เด็กไทย คว้ารางวัล!! ชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ จาก เมืองเกซอนซิตี สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

(27 ก.ค. 68) แทแดนซ์….1 เหรียญทอง กับ 3 เหรียญเงิน ผลงานปัง..ปัง!! จากการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 36 (International Biology Olympiad – IBO 2025) ซึ่งถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 27 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองเกซอนซิตี สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมา 

ใครได้เหรียญอะไรกันบ้าง รายละเอียดตามข้างล่างนี้เลย

1. นายชญาณ์ชนญ์ เจียมเวชวิทยาภร จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง  ได้รับเหรียญทอง

2. นายนภหิรัณย์ สถิรประภากุล จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง ได้รับเหรียญเงิน

3. นางสาวอัยยา กัญจนานภานิช จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม ได้รับเหรียญเงิน

4. นายธีระ ยรรยงชัยกิจ จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร ได้รับเหรียญเงิน

การแข่งขันครั้งนี้คงจะไม่สำเร็จเสร็จสิ้นแบบไร้ที่ติแบบนี้ หากขาดแรงผลักดันทางวิชาการ และการดูแลอย่างอบอุ่นจากทีมอาจารย์ ดังนี้

• รศ.ดร.ชัชวาล ใจซื่อกุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีม
• ผศ.ดร.กิตติคุณ วังกานนท์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม
• ผศ.ดร.สมพิศ สามิภักดิ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
• ดร.ชนติ จันทรโชติชัชวาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
• ผศ.ดร.สาวิตร ตระกูลน่าเลื่อมใส มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้แทนมูลนิธิ สอวน.
• นายจักรพรรดิ สุวรรณกูฏ สสวท. ผู้จัดการทีม

มาร่วมกันต้อนรับพวกเขากลับบ้านอย่างอบอุ่น ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 2 ทางออก1-2 เวลาประมาณ 15.30 ของวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 พวกเขาจะกลับมาด้วยเครื่องบินจากสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG621 

มาโอบกอดพวกเค้า ตอนรับกลับบ้านด้วยความภาคภูมิใจกันเถอะ

เด็กไทยเก่ง!!

‘กองทัพเรือจีน’ ตะเพิดเรือรบ USS Higgins ของสหรัฐฯ หลังรุกล้ำน่านน้ำใกล้เกาะปะการัง พื้นที่พิพาทกับฟิลิปปินส์

(14 ส.ค. 68) กองทัพเรือจีนเผยว่าได้ขับไล่เรือพิฆาตยูเอสเอส ฮิกกินส์ (USS Higgins) ของสหรัฐฯ ออกจากน่านน้ำรอบเกาะปะการังสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) ในทะเลจีนใต้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าเรือดังกล่าวรุกล้ำน่านน้ำจีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงส่งกำลังติดตาม ตรวจการณ์ เตือน และขับไล่ตามกฎหมาย พร้อมกล่าวหาว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของจีน รวมถึงบ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากเหตุการณ์นี้ กระทรวงกลาโหมไต้หวันยังรายงานว่า พบเครื่องบินรบจีน 14 ลำ และเรือรบ 6 ลำ ปฏิบัติการรอบเกาะเมื่อวันเดียวกัน ขณะที่หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) เปิดเผยว่า เครื่องบินลาดตระเวนของตนถูกเครื่องบินขับไล่ J-15 ของจีนสกัดอย่างอันตราย ใกล้เกาะปะการังสการ์โบโรห์ โดยบินเฉียดในระยะเพียง 500 ฟุต และบินเหนือหัวเพียง 200 ฟุต นานกว่า 20 นาที

ก่อนหน้านั้น 2 วัน PCG รายงานว่า เรือของจีน 2 ลำชนกันเองระหว่างไล่ติดตามเรือของฟิลิปปินส์ ทำให้เรือจีนลำหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก เหตุการณ์นี้เกิดท่ามกลางความตึงเครียดจากข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ที่ปะทะกันทางทะเลและอากาศหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จีนย้ำว่าการขับไล่เรือสหรัฐฯ และสกัดเครื่องบินฟิลิปปินส์เป็นการปกป้องน่านน้ำและน่านฟ้าของตน ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรโต้ว่า ปฏิบัติการเหล่านี้อยู่ในเขตน่านน้ำและน่านฟ้าสากล ไม่ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 2 ศพ เร่งอพยพประชาชนกว่า 1.1 ล้านคน จาก 12 ภูมิภาคทั่วประเทศ หลังเผชิญฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่ม

(10 พ.ย. 68) ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” เคลื่อนตัวเข้าประชิดฟิลิปปินส์ โดยอยู่ห่างจากจังหวัดคาตันดัวเนสไปทางตะวันออกเพียง 125 กิโลเมตร มีกำลังลมแรงสูงสุด 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกสูงถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกที่ 21 ที่พัดถล่มฟิลิปปินส์ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประจำปีที่ประมาณ 20 ลูก

สำหรับ ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 ที่รุนแรงที่สุดของปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย พร้อมอพยพประชาชนกว่า 1.1 ล้านคนใน 12 ภูมิภาค เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากลมแรง ฝนหนัก น้ำท่วม และดินถล่ม

ขณะที่ศูนย์กลางพายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยยังคงมีกำลังลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชก 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะนี้พายุอยู่ห่างจากจังหวัดกามารีเนส นอร์เตทางเหนือราว 110 กิโลเมตร ส่งผลให้หลายพื้นที่ในคาตันดัวเนสและซามาร์ได้รับความเสียหายหนัก ทั้งจากบ้านเรือนพังถล่มและน้ำท่วม

ด้าน เบอร์นาร์โด ราฟาเอลิโต อาเลฮานโด ผู้ช่วยเลขานุการและรองผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (OCD) ระบุว่า “ทางการกำลังเร่งตรวจสอบความสูญเสียและประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง” โดยในจังหวัดซามาร์มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุบ้านถล่ม

ทั้งนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ยังคงเตือนประชาชนให้อยู่ในอาคารที่แข็งแรงและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม พายุฟงหว่องซึ่งเป็นพายุลูกที่ 21 ของปี สะท้อนให้เห็นถึงฤดูกาลพายุที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น

 


 

ระทึกทะเลซูลู!! เรือโดยสารอับปางนอกบาซิลัน ปฏิบัติการค้นหา-กู้ภัยยังไม่ยุติ จับตายอดสูญเสียอาจขยับ ชี้เรือไม่เกินความจุผู้โดยสาร

(26 ม.ค. 69) เรือโดยสารเอ็ม/วี ทริชา เคิร์สติน 3 อับปางนอกชายฝั่งจังหวัดบาซิลัน ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 24 ราย จากจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 350 คน เรือดังกล่าวกำลังเดินทางจากเมืองซัมโบอังกาไปยังเกาะโจโล เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 26 ม.ค.

รอนนี กิล กาวัน ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า "เรือไม่ได้บรรทุกผู้โดยสารเกินพิกัด" โดยเรือมีความจุสูงสุด 350 คน และจำนวนผู้โดยสารจริงตามที่กัปตันแจ้งคือ 332 ราย พร้อมกับยืนยันว่าปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้เกาะบาลุก-บาลุกในเขตเทศบาลฮัดจี มูห์ตามัด ท่ามกลางสภาพทะเลซูลูที่ท้าทายต่อการเดินเรือ การสืบสวนสาเหตุของการอับปางยังอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อหาข้อเท็จจริง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงในการเดินทางด้วยเรือโดยสารในภูมิภาคทะเลฟิลิปปินส์ซึ่งมีเส้นทางเดินเรือหนาแน่นและบางครั้งต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน การกู้ภัยและมาตรการความปลอดภัยจึงยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไป

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top