Thursday, 3 September 2026
พลังงาน

30 ปี กองทุนอนุรักษ์พลังงาน!! จากทุนอนุรักษ์พลังงานสู่ผลลัพธ์จริง ลงทุน 1.42 แสนล้าน สร้างผลประหยัดกว่า 5.16 แสนล้านบาท ส.กทอ.ชี้เงินกองทุนอนุรักษ์ฯ ไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนลดต้นทุนพลังงานชาติ

เปิดสถิติ 30 ปีกองทุนอนุรักษ์ฯ

แปลงทุนสนับสนุนสู่ผลประหยัดพลังงานกว่า 5 แสนล้านบาท

ส.กทอ.เปิดสถิติการจัดสรรทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาจัดสรรโครงการไปแล้วมากกว่า 142,000 ล้านบาท เกิดผลประหยัดพลังงานคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 500,000 ล้านบาท หรือเกิดการประหยัดเป็นจำนวนเงินมากกว่างบที่จัดสรรกว่า 3 เท่าตัว

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยถึงการจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปี 2568 พบว่า ในภาพรวมมีการจัดสรรทุนให้กับโครงการ 14,870 โครงการ เป็นวงเงินประมาณ 142,306 ล้านบาท และเกิดผลรวมประหยัดพลังงานประมาณ 21,287 ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 516,709 ล้านบาท

สำหรับประเภทกิจการที่ได้รับการจัดสรรทุนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรงงานและอาคารทั้งในข่ายควบคุมและนอกข่ายควบคุม หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ SME และกลุ่มเกษตรกรซึ่งสอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศได้ดำเนินการเป็นระยะๆ ในช่วงแรกปี พ.ศ. 2538 - 2547 อยู่ในการบริหารจัดการของกระทรวงการคลัง ก่อนมีกระทรวงพลังงาน ต่อมาตั้งแต่ปี 2548 ได้โอนมาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงพลังงาน จนกระทั่งในปี 2562 การถ่ายโอนภารกิจมาเป็นของสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หรือ ส.กทอ.ในปัจจุบัน

กองทุนอนุรักษ์พลังงานได้สนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรม จนเกิดผลลัพธ์ที่ถูกนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคชุมชน และภาคครัวเรือน โดยการจัดสรรงบประมาณให้ความสำคัญกับการผลักดันโครงการให้เกิดเป็นรูปธรรม 

ภายหลังจากการจัดสรรทุนให้กับโครงการได้หยุดไปในช่วงปี 2566 – 2567 และเริ่มมีการจัดสรรงบประมาณในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีวงเงินประมาณ 1,253 ล้านบาท เกิดผลประหยัดพลังงานได้ประมาณ 171.26 ktoe/ปี คิดเป็นผลที่ประหยัดได้ราว 7,948 ล้านบาท/ปี ส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุน Solar Rooftop/Farm ในหน่วยงานราชการ 141 แห่ง พื้นที่ทุรกันดารที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล 817 แห่ง โรงเรียนรัฐ/โรงพยาบาลรัฐ 71 แห่ง กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 10 แห่ง รัฐ/รัฐวิสาหกิจ 95 ระบบ รวม 1,134 ระบบ หรือ 19.87 MW คิดเป็นมูลค่าทดแทนไฟฟ้า 111.41 ล้านบาท/ปี 

ทั้งนี้ ยังสนับสนุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานครอบคลุมการสนับสนุนอาคาร/โรงงานควบคุม กว่า 600 แห่ง ให้ดำเนินการด้านพลังงานตาม พ.ร.บ. และกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุน กว่า 760 ล้านบาท/ปี จากผู้ประกอบการโรงงาน/อาคาร ที่ลงทุนปรับปรุง/ติดตั้งอุปกรณ์มากกว่า 80 แห่ง เกิดผลประหยัดด้านพลังงานมูลค่ารวม 7,836.5 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าปี 2569 อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรเงิน มุ่งเป้าลดค่าครองชีพประชาชนผ่านการสนับสนุนการติดตั้งพลังงานทดแทนในระบบประปาหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 1,200 แห่ง ระบบบาดาลเพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภคกว่า 1,000 ระบบ ระบบผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 74 พื้นที่ โรงพยาบาลรัฐกว่า 45 แห่ง พื้นที่ความมั่นคงชายแดนกว่า 800 ฐานปฏิบัติการ นอกจากนี้มุ่งสนับสนุนการลงทุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากผู้ประกอบการกว่า 200 แห่ง พลังงานทดแทนจากกลุ่มวิสาหกิจและกลุ่มเกษตรกรกว่า 200 แห่ง

“30 ปีของการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ไม่ได้สร้างเพียงตัวเลขการประหยัดพลังงานที่สูงกว่างบประมาณที่ลงทุนกว่า 3 เท่า แต่ยังสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดการลงทุน การขยายผลเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาศักยภาพของประเทศ ซึ่งสะท้อนว่างบที่ใช้สนับสนุน เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต” ผู้จัดการส.กทอ. กล่าวในท้ายที่สุด

ฐานะกองทุนติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท!! พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันผันผวนสูงในตลาดโลก เพิ่มอุดหนุน LPG กระทบผู้บริโภคจำกัด ขอความร่วมมือประชาชนร่วมประหยัดพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมัน - เพิ่มอุดหนุน LPG พร้อมรับมือราคาพลังงานตลาดโลกที่ผันผวนสูงต่อเนื่อง

วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง จากความไม่มั่นใจในการให้ข่าวของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มักจะไม่มีความสอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของการเปิดหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลความมั่นคงและราคาน้ำมันภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและค่าครองชีพของประชาชน โดยในส่วนของค่าครองชีพนั้นได้มีการบริหารจัดการผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่ไปกับการดูแลราคาหน้าโรงกลั่นให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กระทรวงพลังงานได้มีการดำเนินการเพื่อช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลกผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีการปรับการชดเชยราคา LPG เพิ่มจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้การจำหน่าย LPG ยังคงราคาเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร สินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปดูแลผลกระทบจากราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระทรวงฯ ยังคงต้องติดตามและเฝ้าระวังฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระเพิ่มสูงขึ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ซึ่งฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท โดยติดลบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วประมาณ 2,044 ล้านบาท

“กระทรวงพลังงานตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการทั้งราคาน้ำมันและดูแลราคาหน้าโรงกลั่นอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเข้าไปดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าขณะนี้กองทุนฯ จะมีภาระที่สะสมเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานมีความห่วงใย และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ และอยากขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัดและใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายวีรพัฒน์ กล่าว

กบง. ลดราคาดีเซล!! เห็นชอบลดราคาดีเซล 2.40 บาท ต่อเนื่อง 31 วัน เริ่ม 16 ส.ค. 69 นำผลประโยชน์ส่วนเกิน 4.4 พันล้านมาใช้ บรรเทาค่าครองชีพ ชูความเป็นธรรมทุกภาคส่วน

กบง. เห็นชอบ นำผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น อีก 4.4พันล้าน
ลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น ต่อเนื่องอีก 31 วัน
มีผล 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569

การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่
11 สิงหาคม 2569 ที่มี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 2.40 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องอีก 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่า 4,475 ล้านบาท

โดยเป็นการดำเนินการ ครั้งที่ 6 ส่งผลให้สามารถนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน รวมประมาณ 17,422 ล้านบาท

นายเอกนัฏฯ เปิดเผยในรายละเอียดว่า สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในช่วงเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน จากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นและอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในบางภูมิภาค ขณะที่สถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดนำมาสะท้อนในราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ค่าการกลั่นยังคงมีความผันผวน จากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบจนได้มาซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย ในช่วงวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นประมาณ 9,735 ล้านบาท โดยได้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจำนวนประมาณ 2,815 ล้านบาท ไปใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้มีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท

นายเอกนัฏฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานการณ์ตลาด และความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่คงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท มาใช้เป็นส่วนลดของราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มเติม โดยเห็นชอบให้ ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 บี 7 และบี 20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์ส่วนเกินที่นำมาใช้เป็นส่วนลดประมาณ 4,475 ล้านบาท และจะมีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 2,445 ล้านบาท สำหรับใช้บริหารจัดการต่อไป

“เราต้องการให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ค่าการกลั่นในช่วงที่อยู่ในระดับสูง ถูกนำกลับมาใช้เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ขณะเดียวกันภาครัฐจะยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ต้นทุนการกลั่น และองค์ประกอบของราคา ณ โรงกลั่นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” นายเอกนัฏฯ กล่าวทิ้งท้าย

“บ้านปู” เผยผลประกอบการ!! ครึ่งปีแรก 2569 กำไร 61 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานครบวงจร ประกาศปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท ตอกย้ำกลยุทธ์ Energy Symphonics

บ้านปูเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 กำไร 61 ล้านเหรียญสหรัฐ เดินหน้าสร้างการเติบโตหลังควบบริษัทเสร็จสมบูรณ์

• บ้านปูเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิ 61 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนศักยภาพของพอร์ตธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร และดำเนินการจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วเสร็จภายหลังการจดทะเบียนควบบริษัท
• เดินหน้าสร้างการเติบโตและขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกในระยะยาวผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจ รองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในยุค AI
• ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่การรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน

14 สิงหาคม 2569 - บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 ที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการขายรวม 2,778 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 89,222 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 596 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 19,168 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงาน 61 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,979 ล้านบาท) สะท้อนการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตภายหลังการควบบริษัทระหว่างบริษัทฯ และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และจัดตั้งบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ใหม่ (“BANPU”) แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และหุ้น BANPU เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 สะท้อนถึงจุดแข็งของบ้านปูจากพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันด้านพลังงานแบบครบวงจร ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การจัดตั้ง BANPU ภายหลังการควบบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถผสานศักยภาพระหว่างธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน และเสริมความแข็งแกร่งของงบดุล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการขยายตัวของ AI และ Data Centers”

ในครึ่งปีแรก 2569 กลุ่มธุรกิจทั้ง 4 ของบ้านปูมีผลการดำเนินงานและทิศทางการเติบโตที่สำคัญ ดังนี้

กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) มีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 172 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ II สามารถรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 90 รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Sequestration: CCS) Barnett Zero มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจำนวน 64,200 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่โครงการ Cotton Cove และ Eagle Ford ได้เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โดยคาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ยประมาณ 32,000 และ 90,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามลำดับ

กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มีปริมาณการขายถ่านหินรวม 18 ล้านตัน โดยธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียและมองโกเลียมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ราคาถ่านหินในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงรักษาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าแสวงหาโอกาสในธุรกิจแร่เชิงกลยุทธ์ เช่น นิกเกิล (Nickle) และบอกไซต์ (Bauxite) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยีพลังงานและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับโอกาสใหม่ในระยะยาว

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) สินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนยังคงเดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพและมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ ขณะที่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 1,011 เมกะวัตต์ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายสัดส่วนธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำ ผ่านการแสวงหาโอกาสลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนรวม 10 โครงการ ใน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน และสหรัฐฯ โดยมีขนาดกำลังไฟฟ้ารวม 692 เมกะวัตต์ และความจุพลังงานรวม 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง ด้านธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้รวม 3,045 กิกะวัตต์ชั่วโมง

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เดินหน้าขยายบริการ Net Zero Solutions โดยให้บริการที่ปรึกษา Net Zero (Net Zero Consultation) แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย กราวด์ เอวิเอชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด (AOTGA) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) โดยปัจจุบันมีการลงทุนในกองทุนรวม 16 กองทุน และการลงทุนโดยตรงใน 6 บริษัท โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพการเติบโตสูง พร้อมศึกษาโอกาสการลงทุนในห่วงโซ่คุณค่าของ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพของพอร์ตธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ BANPU ยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

*ข้อมูลที่รายงานเป็นผลการดำเนินงานของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ก่อนการจดทะเบียนควบบริษัทแล้วเสร็จ จึงยังไม่สะท้อนฐานะทางการเงิน โครงสร้างทุน และทุนจดทะเบียนของ BANPU ภายหลังการควบบริษัท
**คำนวณโดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยครึ่งปีแรก 2569 ที่ USD 1: THB 32.0962

ไทยออยล์ ยกระดับชุมชน!! ครบรอบ 65 ปีเดินหน้าพัฒนา ส่งมอบหลังคาทางเดินโรงพยาบาลแหลมฉบัง สนับสนุนงบกว่า 170 ล้านบาทต่อเนื่อง เน้นเพิ่มคุณภาพชีวิตสุขภาวะชุมชนอย่างยั่งยืน

ไทยออยล์ เคียงข้างชุมชน 65 ปี เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ส่งมอบโครงการก่อสร้างหลังคาทางเดินให้แก่โรงพยาบาลแหลมฉบังเพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการ โดยมีคุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย รศ. (พิเศษ) นพ. สุพจน์ พวงลำใย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแหลมฉบัง และคณะผู้บริหาร ร่วมในพิธีส่งมอบโครงการดังกล่าว ณ โรงพยาบาลแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

ตลอดระยะเวลา 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคม ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมด้านสุขภาวะและกีฬา ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมด้านการศึกษา ตลอดจนด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาวะ

ไทยออยล์ได้ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลแหลมฉบัง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐแห่งเดียวในพื้นที่แหลมฉบังด้วยงบประมาณรวมกว่า 170 ล้านบาท เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ อาทิ การก่อสร้าง "อาคารไทยออยล์" (อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการร่วมมือกับโรงพยาบาลแหลมฉบังในการดูแลสุขภาวะเชิงรุก ผ่านโครงการตรวจสุขภาพช่องปากแก่เยาวชนรอบโรงกลั่น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปี ไทยออยล์ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจในการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิศวกรได้ออกแบบและก่อสร้างหลังคาทางเดินความยาว 55 เมตร จากลานจอดรถสู่อาคารอ่าวอุดม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาวะของประชาชน และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

ไทยเจ้าภาพ Gastech 2026 เวทีพลังงานโลก!! ดึงผู้ร่วมงานกว่า 50,000 รายจาก 150 ประเทศ เตรียมรับผู้นำพลังงานโลก Gastech 2026 ชู LNG ไฮโดรเจน AI และระบบไฟฟ้าอนาคต จัดงาน 14-17 ก.ย. 69 ที่ไบเทค

“กระทรวงพลังงาน-ดีเอ็มจี อีเว้นท์” เตรียมเปิดฉาก “Gastech 2026” มหกรรมพลังงานครั้งยิ่งใหญ่
ดึงผู้บริหาร C-Level ทั่วโลกปลุกกรุงเทพฯ หนุนคลื่นดีมานด์–การลงทุนระดับภูมิภาค ดีเดย์ 14 ก.ย. นี้

Gastech 2026 งานประชุมและนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจน การเดินเรือและอุตสาหกรรมทางทะเล ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน เตรียมจัดใหญ่ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ รับการเติบโตของดีมานด์พลังงานในเอเชีย

พบไฮไลต์สำคัญ อาทิ โปรแกรมการประชุมและสัมมนา ฟอรัมผู้กำกับดูแลด้านพลังงานระดับโลก การจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมเปิดตัว “Electrification Conference Programme” และ “AixEnergy” แพลตฟอร์มใหม่รองรับโจทย์ล่าสุดในโลกพลังงาน

คาดดึงผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 ราย จากกว่า 150 ประเทศ ต่อยอดโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจการลงทุน และการพัฒนาโครงการพลังงานระดับนานาชาติ

กรุงเทพฯ 28 สิงหาคม 2569 – กระทรวงพลังงาน (พน.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ บริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ พร้อมพันธมิตรผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานโลก เตรียมจัดงาน “Gastech 2026” งานประชุมและนิทรรศการระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจน การเดินเรือและอุตสาหกรรมทางทะเล ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานโลกในการขยายความร่วมมือ เร่งการลงทุน และผลักดันเทคโนโลยีและโซลูชันที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบพลังงานให้มีความมั่นคง เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และยั่งยืน พร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจุบัน เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางพลังงานสำคัญของโลก จากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI นำมาสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ความต้องการพลังงานในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่า ในปี 2567 การเติบโตของดีมานด์พลังงานทั่วโลกกว่า 80% มาจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกขยายตัว 4.3% และการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วงปี 2568–2573 ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 108 ล้านล้านบาท

จากแนวโน้มดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้เตรียมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน Gastech 2026 เวทีสำคัญที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี นักลงทุน ผู้ค้าพลังงาน และผู้ประกอบการสาธารณูปโภคจากทั่วโลก เพื่อร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาระบบพลังงานให้รองรับดีมานด์ล่าสุด ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรุงเทพมหานครถือเป็นจุดหมายการจัดงานที่ตอบโจทย์การรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำพลังงานโลก ด้วยทำเลเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน LNG ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยการจัดงาน Gastech ในปีนี้มีวิทยากรกว่า 800 ราย การประชุมกว่า 200 รายการ และ 18 โปรแกรมเฉพาะทาง ที่จะร่วมเจาะลึกระบบพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุนที่จำเป็นสำหรับอนาคต

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “จากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเอเชีย การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างพันธมิตรระยะยาว จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประชากรหลายพันล้านคนทั่วภูมิภาค โดย Gastech 2026 จะเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวมผู้นำด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางระบบพลังงานแห่งอนาคต อันเป็นรากฐานของความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมของเอเชียในระยะยาว”

ภายในงาน Gastech ประกอบด้วยการจัดการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Conference) โดยมีรัฐมนตรีด้านพลังงาน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและพิจารณานโยบาย ความร่วมมือ และกรอบการลงทุนที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการเติบโตในระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ความมั่นคงทางพลังงาน การกระจายแหล่งอุปทาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านกฎระเบียบ ไปจนถึงบทบาทของพลังงานในการขับเคลื่อนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจสำหรับทั้งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา-กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้ Gastech ยังรวมตัวผู้บริหารระดับสูงจากธุรกิจพลังงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนาระดับผู้นำ พร้อมเปิดโอกาสให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือ การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานที่ซับซ้อน นำโดย ดร. นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารจากองค์กรพลังงานชั้นนำระดับโลก อาทิ ปิโตรนาส, INPEX, Woodside Energy, ExxonMobil, Chevron Global Gas ฯลฯ

หนึ่งในไฮไลต์ใหม่ของการจัดงานปีนี้คือ Electrification Strategic Conference Programme หรือการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ด้านระบบไฟฟ้า ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเจาะลึกเทคโนโลยี ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป และแนวทางการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ สนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ AI ผ่านการนำเสนอแนวทางที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น ควบคู่กับการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการ

นอกจากนี้ยังมีการจัด Global Energy Regulators Forum ที่รวบรวมหน่วยงานกำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนากรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ซึ่งจะเอื้อต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เร่งการพัฒนานวัตกรรม และสนับสนุนให้ระบบพลังงานมีความมั่นคง เชื่อถือได้ และเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ Japan Energy Programme จะเจาะลึกการปรับยุทธศาสตร์ LNG ของญี่ปุ่น แนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้า และประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนผลกระทบต่อทิศทางของตลาดพลังงานในเอเชียและตลาดโลก

พร้อมกันนี้ ในปีนี้ยังมีการเปิดตัว AixEnergy อีกหนึ่งแพลตฟอร์มใหม่ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับ Gastech การรวมตัวของผู้นำจากภาคพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเจาะลึกโอกาสสำคัญ จากเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง AI และภาคพลังงาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาพลังงานเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และประสิทธิผลในการดำเนินงานของระบบพลังงาน

Gastech 2026 ยังเปิดพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากหน่วยงานด้านพลังงานชั้นนำทั่วโลก ซึ่งจะเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้จัดหาพลังงาน ผู้ซื้อ ผู้ประกอบการสาธารณูปโภค ผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีจากนานาประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถต่อยอดการหารือเชิงยุทธศาสตร์สู่โอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การรวมตัวของทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่พลังงาน จะช่วยต่อยอดการหารือสู่ข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม โดยสะท้อนจากความสำเร็จของการจัดงาน Gastech 2025 ในปีก่อนหน้า ซึ่งสนับสนุนการเกิดข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนมูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือในอุตสาหกรรมพลังงานโลก

สำหรับการจัดงานในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ในฐานะพันธมิตรด้านการจัดงาน Chevron, ExxonMobil และ Shell ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน (Co-hosts) โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เป็นพันธมิตรระดับประเทศ พร้อมด้วย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมเป็นผู้สนับสนุนระดับประเทศ

นายคริสโตเฟอร์ ฮัดสัน ประธานบริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ กล่าวว่า “ทิศทางของตลาดพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมในเอเชียและทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น กำลังสร้างทั้งความต้องการและรูปแบบการใช้พลังงานใหม่ ๆ Gastech จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคพลังงาน เทคโนโลยี สาธารณูปโภค และการลงทุน ได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน เพื่อผลักดันการหารือไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และโครงการที่เกิดขึ้นจริง ด้วยศักยภาพของภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ จึงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการหารือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นพลังงานของภูมิภาคในครั้งนี้”

ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดงาน และลงทะเบียนสำหรับผู้ชมเข้างานและสื่อมวลชนได้ทางเว็บไซต์ www.gastechevent.com

พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันพุ่ง!! สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะใหม่ ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงต่อเนื่อง ชวนใช้ E20 ประหยัดกว่า 5 บาท สนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมันโลกพุ่งหลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะรอบใหม่
พร้อมรณรงค์ประชาชนใช้ E20 เป็นทางเลือก ประหยัดกว่า 5 บาทต่อลิตร

วันนี้ (2 กันยายน 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอย่างใกล้ชิด หลังเริ่มกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์การสู้รบระลอกใหม่นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยน้ำมันดิบเบรนด์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนการสู้รบครั้งใหม่ จาก 88.13 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 94.65 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 7.4% ด้านน้ำมันดิบ WTI ปรับเพิ่มขึ้นจาก 83.38 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 90.22 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นถึง 8.2% ส่วนน้ำมันดิบดูไบ เพิ่มขึ้นจาก 82.70 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 88.75 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 7.32% ทางกระทรวงฯ คาดการณ์ว่าราคาพลังงานในตลาดโลกจะยังคงมีความผันผวนในระดับสูงและมีความเป็นไปได้ที่จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน ยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นที่มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 รวมทั้งการใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันสถานะกองทุนฯ จะติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่รัฐบาลยังคงบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบกับภาระค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนั้น กระทรวงพลังงาน ต้องการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมัน E20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาท ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอ และมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 รวมทั้งได้รับการยืนยันจากค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ ที่ยืนยันว่ารถยนต์สามารถเติมน้ำมัน E20 ได้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อรุ่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รองรับการใช้งานน้ำมัน E20 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน www.doeb.go.th

"กระทรวงพลังงงาน ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลกและการสู้รบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นและการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มากที่สุด ในยามที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนหันมาใช้น้ำมันทางเลือกอย่าง E20 ให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาทแล้ว น้ำมัน E20 ยังมีค่าออกเทนสูงถึง 95 ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทยผู้ปลูกพืชพลังงานให้มีรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย" นายวีรพัฒน์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top