Friday, 5 June 2026
ปสามสี

ช่องบก – ช่องอานม้า – ช่องตาควาย ประตูภูผาของแผ่นดินไทยแต่โบราณ

(11 ส.ค. 68) บนสันเขาสูงชันของพนมดงรัก มีเส้นทางเก่าแก่ที่ผู้คนใช้ข้ามไปมาระหว่างที่ราบสูงโคราชกับดินแดนเขมรด้านใต้ ช่องบก ช่องอานม้า และช่องตาควาย คือเส้นทางสำคัญเหล่านั้น ที่ไม่เพียงเป็นทางข้ามภูเขา แต่ยังเป็น “ประตูภูผา” ที่ผนวกอยู่กับแผ่นดินไทยมาตั้งแต่โบราณ

ช่องบกอยู่ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมสามเหลี่ยมมรกต ไทย–ลาว–กัมพูชา ส่วนช่องอานม้าอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และช่องตาควายตั้งอยู่บริเวณบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ปราสาทตาควาย โบราณสถานสำคัญของไทย

ปราสาทตาควายตระหง่านเป็นพยานประวัติศาสตร์ ทั้งในเชิงโบราณคดีและในความทรงจำของคนท้องถิ่น อบต.บักไดและผู้นำชุมชนเล่าว่า ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ชุมชนบักไดได้ขึ้นไปจัดงานที่ปราสาททุกปี และยิ่งใหญ่ขึ้นทุกครั้ง ย้อนกลับไปปี 2551 ชาวบ้านยังสามารถเดินไปมาทั่วบริเวณได้ โขดหินด้านทิศใต้ของปราสาทก็ถ่ายรูปได้โดยไม่มีทหารเขมรสักคนเดียว ก่อนปี 2554 พื้นที่รอบปราสาทมีเพียงคนไทยกับทหารพราน ไม่มีการตั้งกำลังเขมรมาเฝ้า

จนกระทั่งปี 2554 เกิดการปะทะชายแดน ไทยสามารถยึดพื้นที่ปราสาทได้ หลังจากนั้นแม้จะมีการตั้งกำลังทหารเขมรเข้ามาร่วมประจำการกับทหารไทย แต่เราก็ยังสามารถขึ้นไปจัดงานที่ปราสาทได้ทุกปี

ปราสาทตาควายไม่เพียงเป็นโบราณสถานแบบขอมสมัยพุทธศตวรรษที่ 16–17 แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ในแนวเดียวกับปราสาทพระวิหารและปราสาทตาเมือน การครอบครองและดูแลพื้นที่โดยไทยทั้งในเชิงราชการ ทหาร และวิถีชุมชน คือหลักฐานว่าที่นี่เป็นแผ่นดินไทยมาโดยตลอด

แต่ในเดือนสิงหาคม 2568 นี้ คำถามใหญ่กำลังเกิดขึ้น—อนาคตของปราสาทตาควายจะเป็นอย่างไร หรือสุดท้าย จะเหลือเพียงตำนานให้ชาวบักไดเล่าให้ลูกหลานฟัง ว่า “ครั้งหนึ่ง ที่นี่คือเวทีงานประเพณีของเรา และเป็นแผ่นดินไทย”
ขอบคุณภาพจาก ร้อยตรีศิริพงษ์ ชูชื่นบุญ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบักได

รัฐบาลเชิญ ‘Michel Alfaro’ นักข่าวรับจ้างเขมรมาไทย ทั้งที่สำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำรู้ความจริงชัดเจนแล้ว

(17 ส.ค. 68) ถ้าจะบอกว่าประชาคมโลก “ไม่รู้ความจริง” ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะสำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำ เขารู้และเห็นภาพทั้งหมดชัดเจนแล้ว — ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตรงชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ได้เป็นเพียง “อุบัติเหตุ” อย่างที่บางฝ่ายพยายามบิดเบือน แต่คือการวางระเบิดแฝงจริง ๆ

คุณลองดูสิครับ ทั้ง Associated Press (AP) รายงานอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดซ้ำหลายครั้ง หลังการประกาศหยุดยิง” จนถึงขั้นที่ประเทศไทยต้องออกมาเตือนว่าอาจจะใช้สิทธิ์ ป้องกันตัว (self-defense) หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป 【AP】

ขณะเดียวกัน Financial Times ก็เขียนชัด ว่ามีการปะทะต่อเนื่อง และหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์บานปลายคือการ “ซ่อนอาวุธและทุ่นระเบิด” ที่ยังคงเป็นภัยต่อทหารไทยและพลเรือน 【FT】

ยังไม่นับ The Guardian, Reuters, Al Jazeera ที่พาดหัวไปในทำนองเดียวกันทั้งหมด — ว่าทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด และข้อกล่าวหาหลักที่โลกได้ยิน ก็คือ “กัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการวางทุ่นระเบิด”

นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่า Narrative ระหว่างประเทศไม่ได้เข้าข้างกัมพูชา อย่างที่พยายามปั้นภาพเลย เพราะสำนักข่าวอิสระเหล่านี้ต่างมีแหล่งข่าวของตัวเอง และเมื่อรายงานตรงกันทั้งหมด ก็หมายความว่าความจริงมันปรากฏอยู่ชัดเจนแล้ว

ไม่จำเป็นที่ต้องใช้ Michel Alfaro หรอกครับ เพราะแค่นักข่าว influencer จากรายการพอดแคสต์ใน Chicago เท่านั้น

ไม่ได้มีคุณค่าทางการข่าวลึกหรือสูงกว่านักข่าวต่างประเทศที่มีความสามารถยังมีอีกเยอะครับสู้เราเชิญมาหลายๆสำนักยิ่งมีความเป็นไปได้มากกว่า

ผมเลยอยากถามจริงๆรัฐบาลแกล้งโง่หรือโง่จริงครับหรือพยายามจะเข้าข้างรัฐบาลกัมพูชาด้วยการเตะถ่วงด้วยการเชิญสื่อรับจ้างของกัมพูชามาทำข่าวในประเทศไทย

อยากให้คิดดูดีๆนะครับ

‘กัมพูชา’ ไม่สนโลกละเมิดสนธิสัญญาซ้ำซาก ด้วยอาวุธต้องห้าม “หลุมหนาม - กับดักหนาม”

(20 ส.ค. 68) ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาได้เผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่ากังวลอีกครั้ง เมื่อกัมพูชาเลือกใช้ หลุมหนามและกับดักหนาม ในพื้นที่ชายแดน วิธีการเช่นนี้แม้จะดูเป็นอาวุธโบราณ แต่ในกฎหมายมนุษยธรรมสากลกลับถือว่า เป็นอาวุธต้องห้าม เพราะไม่สามารถจำกัดผลเฉพาะต่อกำลังทหารได้ หากพลเรือนสัญจรผ่านก็อาจได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิด อนุสัญญาเจนีวา และ พิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญาอาวุธบางชนิด (CCW Protocol II) ซึ่งห้ามการใช้กับดักที่ไม่เลือกเป้าหมาย รวมถึงเป็นการเพิกเฉยต่อพันธกรณีที่กัมพูชาได้ลงนามไว้เอง

การละเมิดกฎหมายเจนีวา
1. หลักการจำแนกเป้าหมาย (Principle of Distinction) – ตาม พิธีสารเพิ่มเติม (Additional Protocol I) มาตรา 48 และ 51 ระบุชัดว่า “คู่สงครามต้องจำแนกพลเรือนออกจากนักรบ และต้องมุ่งเป้าโจมตีเฉพาะวัตถุทางทหารเท่านั้น” การวางหลุมหนามที่สามารถทำร้ายได้ทั้งทหารและพลเรือน จึงขัดกับหลักการนี้โดยตรง

2. ข้อห้ามการโจมตีไม่เลือกเป้าหมาย (Indiscriminate Attacks) – พิธีสารเพิ่มเติม มาตรา 51 วรรค 4 ห้ามการใช้อาวุธ วิธี หรือกลยุทธ์ที่ไม่สามารถจำกัดผลกระทบต่อเป้าหมายทางทหารได้ หลุมหนามซึ่งดักทำร้ายทุกคนที่ผ่านเข้ามาเข้าข่ายชัดเจน

3. อนุสัญญาอาวุธบางชนิด (CCW) Protocol II ว่าด้วยกับดักและทุ่นระเบิด – ข้อ 3 และ 6 ห้ามการใช้ กับดัก (booby-traps) ที่ไม่เลือกเป้าหมาย หรือวางในพื้นที่ที่มีโอกาสที่พลเรือนสัญจรไปมา เช่น เส้นทาง หมู่บ้าน พื้นที่ทำกิน การใช้หลุมหนามชายแดนจึงเป็นการละเมิดพันธกรณีตาม CCW อย่างไม่ต้องสงสัย

ในเวทีนานาชาติ นี่จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทท้องถิ่น แต่สะท้อนภาพกัมพูชาในฐานะ รัฐที่ไม่เคารพกติกาสากล และพร้อมละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อผลประโยชน์ทางทหาร การใช้กับดักหนามจึงไม่เพียงสร้างบาดแผลให้ทหารไทย แต่ยังเสี่ยงทิ้งบาดแผลถาวรให้กับพลเรือนในอนาคต

ประชาคมโลกจึงควรจับตามองพฤติกรรมซ้ำซากของกัมพูชา ซึ่งทำให้เสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคอาเซียนถูกสั่นคลอนอีกครั้ง

พรรคประชาชน ประกาศชัด!! จะโหวตรัฐบาลใหม่ แต่ขอไม่เอี่ยว ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา!! พร้อมของแถม!! ดันแก้รัฐธรรมนูญ

ดูเหมือนว่า พรรคประชาชนประกาศชัด จะโหวตให้มีรัฐบาลใหม่ แต่ตัวเอง “ขอไม่เอี่ยว” เหมือนจะหล่อ ๆ ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แถมยังได้สิทธิพิเศษนั่งวิจารณ์ นั่งซ้ำเติม ได้คะแนนนิยมฟรี ๆ ไปอีกต่างหาก เรียกว่าหลอกขายฝัน หลอกขายไอเดีย เตรียมปูทางสู่การเลือกตั้งในอนาคต แถมยังมีของแถมคือดันแก้รัฐธรรมนูญในกรอบเวลา 4 เดือนที่เหลืออยู่

แต่ตรงนี้แหละครับ ที่อันตราย… ช่วงเวลา 4 เดือนข้างหน้านี้อาจกลายเป็นเวทีทองของการ “ลักไก่” ผลักดันกฎหมาย สอดไส้รัฐธรรมนูญที่แฝงเจตนาซ่อนเร้น อาจบ่อนทำลายสถาบัน ลดทอนระบบราชการ และกระเทือนรากฐานสังคมไทยอย่างเงียบ ๆ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราคนไทยทุกคนต้องทำไม่ใช่แค่นั่งดู แต่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา จับจ้อง ติดตาม เปิดโปง และสกัดแผนแอบแฝงเหล่านี้อย่างรู้เท่าทัน ไม่งั้น “หล่อ ๆ ลอยตัว” ของพรรคประชาชน อาจกลายเป็น “หล่อหลอก” ที่ทำให้ทั้งประเทศต้องมานั่งแก้ปัญหาในภายหลัง

เพลิงที่ลุกจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่เนปาล สะท้อนการปฏิเสธกติกาสืบทอดอำนาจของชนชั้นนำ

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) กรุงกาฐมาณฑุได้เผชิญค่ำคืนแห่งเพลิงและความโกรธแค้น ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปใน พระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ (Singha Durbar) วังเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐเนปาล และจุดไฟเผาจนลุกไหม้ เสาอาคารแตกร้าวเพราะความร้อน หน้าต่างระเบิดเป็นสะเก็ดไฟ ควันดำลอยคลุ้งทั่วท้องฟ้าเหนือเมืองหลวง มันไม่ใช่เพียงแค่อาคารที่กำลังถูกเผา แต่คือสัญลักษณ์ของระบอบการเมืองเก่าที่กำลังพังทลายลงตรงหน้า

ต้นเหตุคือคำสั่งรัฐบาลในการแบน โซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Facebook, YouTube, X จนถึง Signal สำหรับคนรุ่นใหม่ที่หายใจอยู่ในโลกดิจิทัล มันไม่ใช่แค่การปิดกั้น แต่มันคือการตัดลมหายใจ เป็นการส่งสัญญาณว่าความคิดและเสียงของพวกเขาไม่ถูกนับรวม

แต่ความโกรธนั้นลึกกว่านั้น มันคือความรู้สึกว่าประเทศถูกพันธนาการด้วยระบบอุปถัมภ์ ที่ให้ ลูกหลานนักการเมือง รับอำนาจเหมือนมรดกตกทอด คำสั่งแบนเป็นเพียงประกายไฟ แต่เชื้อเพลิงจริงคือความผิดหวังที่สะสมมาหลายทศวรรษ

เมื่อเพลิงโหมสิงห์ดุร์บาร์ มันเผาผลาญเกินกว่ากำแพงและเสา มันทำลายภาพลวงตาที่ว่าสถาบันเก่ายังมีความชอบธรรม รัฐสภา ศาลฎีกา และบ้านพักผู้นำก็ถูกโจมตีเช่นกัน ข้อความนั้นชัดเจนยิ่งนักว่า กติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

นายกรัฐมนตรี เค. พี. ชาร์มา โอลี ประกาศลาออกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่การลาออกนั้นไม่อาจดับไฟในใจประชาชนได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงคือรอยแยกระหว่างคนรุ่นใหม่ที่กระหายการเปลี่ยนแปลง กับชนชั้นนำเก่าที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจ

เหตุการณ์ไฟเผาพระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ในกาฐมาณฑุ ไม่ได้เป็นเพียงการเผาอาคารเก่าแก่ แต่คือสัญลักษณ์ของการปะทุจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่ต่อระบอบการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลง จุดเริ่มต้นจากการแบนโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม กลายเป็นประกายไฟที่จุดระเบิดความไม่พอใจซึ่งสั่งสมมานาน

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การประท้วง แต่เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการปฏิเสธกติกาเดิม และมีศักยภาพจะกลายเป็น “โดมิโน” ที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในอนาคต วันหนึ่งอาจไม่หยุดแค่เนปาล แต่อาจไปถึงเมืองหลวงอื่นในภูมิภาคก็เป็นได้

‘BBC’ จงใจใช้!! ‘Jonathan Head’ รายงานข่าวความขัดแย้ง ‘ไทย - กัมพูชา’ สะท้อน!! ความไม่เป็นกลาง โน้มเอียงเข้าข้าง ‘เขมร’ มากกว่าเล่าข้อเท็จจริง

ล่าสุด สำนักข่าว BBC แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจอย่างที่สุดต่อประเทศไทย เมื่อเลือกใช้นักข่าวอย่าง Jonathan Head มานำเสนอข่าวความขัดแย้งไทย–กัมพูชา เพราะบุคคลผู้นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า หากแต่เป็นผู้ที่เคยก่อปัญหากับไทยมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติ

เขาเคยถูกตั้งข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากรายงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ไทย อันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ แม้คดีจะไม่ถึงขั้นพิพากษาลงโทษ แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาเต็มไปด้วยข้อกังขาและความไม่ไว้วางใจในสายตาคนไทย นอกจากนี้ ยังมีการรายงานอีกหลายชิ้นที่โน้มเอียงและโจมตีประเทศไทยในเชิงลบ ทั้งการเมือง สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของรัฐไทยในสายตานานาชาติ

ต่อมา เขายังเคยถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทและกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ภูเก็ตจากการทำรายงานเรื่องการฉ้อโกงอสังหาริมทรัพย์ คดีดังกล่าวทำให้เขาถูกยึดหนังสือเดินทางและถูกจำกัดเสรีภาพในการทำงาน แม้ท้ายที่สุดบางข้อหาจะถูกถอน แต่ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นนักข่าวที่มักสร้างความขัดแย้งกับกฎหมายไทยอยู่เสมอ

เมื่อย้อนมามองถึงการรายงานล่าสุดเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา จึงแทบไม่ต้องสงสัยว่า ผลงานจะเอนเอียงไปในทิศทางที่เข้าข้างกัมพูชา มากกว่าที่จะสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง พฤติกรรมเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า BBC ไม่ได้ต้องการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา หากแต่จงใจทำลายประเทศไทยผ่านการใช้บุคคลที่มีประวัติสร้างปัญหากับชาติบ้านเมือง

ฝรั่ง IG ‘tattedexplorer’ ตอบโต้!! ‘BBC’ เผยความจริง!! ประเทศไทยที่สวยงาม

(14 ก.ย. 68) หลังจาก BBC ปล่อยสารคดี “Thailand: The Dark Side of Paradise” ที่ไปเน้นแต่เรื่องบาร์กลางคืน ถนนข้าวสาร และด้านมืดของไทย จนทำให้ภาพลักษณ์ประเทศดูแย่ ฝรั่งคนหนึ่งกลับออกมาตอบโต้ด้วยคอนเทนต์ที่ตรงกันข้ามแบบสิ้นเชิง

เขาคือ Liam Andrew เจ้าของอินสตาแกรม @tattedexplorer ที่มีผู้ติดตามหลักแสน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยและทำคอนเทนต์เล่าเรื่องราวในแง่ดี เขาพูดชัดเจนว่า “ประเทศไทยมีมากกว่านั้น” ไม่ใช่แค่ผับบาร์หรือเรื่องผิดกฎหมายอย่างที่ BBC อยากขาย แต่ยังมีวิถีชีวิตที่สวยงาม อาหารอร่อย ผู้คนใจดี และความน่าอยู่ที่หาที่ไหนก็ไม่เหมือน

จริง ๆ แล้วสิ่งที่ BBC เอามาเล่า มันก็เป็นแค่ 1% ของชีวิตจริง ที่ประเทศไหนก็มี อเมริกาก็มี อังกฤษก็มี แต่ BBC กลับเลือกจะตัดภาพเฉพาะด้านมืดมาทำเป็นสารคดี ทำให้คนต่างชาติที่ไม่เคยมาสัมผัสเมืองไทยอาจเข้าใจผิด

ในขณะที่ Liam เลือกจะเล่าเรื่องตรงไปตรงมา ทั้งทำอาหารไทย กินอยู่แบบบ้าน ๆ และทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้คน เห็นได้ชัดว่าฝรั่งคนนี้รักเมืองไทยจริง ๆ

ดังนั้น ในฐานะคนไทย เราควรชื่นชมเขา ที่ออกมาพูดแทนเรา ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ BBC สื่อออกไป และยังเป็นบ้านที่อบอุ่นและน่าอยู่สำหรับใครก็ตามที่ได้เข้ามาสัมผัสด้วยตัวเอง

BBC ถูกวิจารณ์หนัก หลังปล่อยสารคดี “ด้านมืดไทย” กับข้อสงสัยบิดเบือนด้อยค่าไทย-โยงธุรกิจมืดกัมพูชา

(15 ก.ย. 68) สารคดี “ด้านมืดของประเทศไทย” ที่ BBC เพิ่งปล่อยออกมา ไม่ได้แค่สร้างเสียงวิจารณ์ในหมู่คนไทย แต่กลับกลายเป็น ชนวนไฟลามทุ่ง ที่ลุกลามไปถึงชาวต่างชาติ ทั้งชาวอังกฤษและชาวต่างชาติที่อาศัยในไทยมานาน ต่างพากันออกมาโต้กลับว่า สิ่งที่ BBC นำเสนอ บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่น่าให้อภัย

ประเด็นที่ถูกพูดถึงหนักที่สุดคือ การที่ BBC มักจะมีลักษณะ “เลือกข้าง” อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา ที่หลายครั้งถูกนำเสนอออกมาในเชิงเข้าข้างรัฐบาลพนมเปญมากเกินไป จนถึงขั้นชวนให้ตั้งคำถามว่า BBC ยังคงยึดหลักการเป็น “สื่อสาธารณะ” อยู่จริงหรือไม่

ในโซเชียลมีเดียตอนนี้เริ่มมีเสียงวิจารณ์ตรงกันว่า BBC อาจไม่ได้ทำงานอย่างเป็นอิสระอีกต่อไป แต่กลับอาจมี เส้นสายผลประโยชน์ กับกลุ่มทุนสีเทาที่ฝังรากอยู่ในกัมพูชา — ทุนที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสแกม ค้าคน และการฟอกเงินข้ามชาติ

สิ่งนี้ทำให้ผู้ติดตามหลายคน โดยเฉพาะคนอังกฤษเอง มองว่า BBC ไม่เพียงแต่ ทรยศต่อข้อเท็จจริง แต่ยังอาจเป็นการ หักหลังชาวอังกฤษด้วยกันเอง เพราะสื่อที่ควรเป็นเกียรติภูมิของชาติ กลับถูกตั้งข้อสงสัยว่าไปทำงานรับใช้ทุนต่างชาติที่มีภาพลักษณ์ด้านมืด

ไฟที่ BBC จุดขึ้นครั้งนี้ ไม่ได้เผาเฉพาะภาพลักษณ์ของไทย แต่กำลังย้อนกลับมาไหม้ความน่าเชื่อถือของ BBC เอง ว่าแท้จริงแล้ว…

👉 BBC ยังเป็น “สื่อ” อยู่หรือเป็นแค่ “เครื่องมือ” ของใครบางคน?

‘ฮุน มาเนต’ ดึงอาเซียนกดดัน!! ‘ไทย’ ปมปะทะชายแดน จุดไฟวิกฤต!! ชายแดนสระแก้ว ความเป็นเอกภาพ ‘อาเซียน’

(21 ก.ย. 68) สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว หลังเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับชาวกัมพูชา ได้ลุกลามไปสู่การเคลื่อนไหวทางการทูตที่ไม่ปกติ เมื่อฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา รีบต่อสายตรงถึงอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย วอนให้เข้าแทรกแซงโดยทันที

การกระทำดังกล่าวสร้างคำถามใหญ่ในเวทีภูมิภาค เพราะอาเซียนยึดหลัก “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” มาตลอด แต่การที่กัมพูชาดึงประธานอาเซียนเข้ามากดดันไทย เท่ากับใช้ “หมวกอาเซียน” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นการผิดมารยาททางการทูตอย่างร้ายแรง และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความเป็นเอกภาพของอาเซียนสั่นคลอน หากวันนี้มาเลเซียสามารถแทรกแซงไทยได้ วันหน้าไทยก็อาจใช้ตำแหน่งประธานอาเซียนไปก้าวก่ายปัญหาภายในประเทศอื่นเช่นกัน

สิ่งที่น่าจับตาคือความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำในภูมิภาค การที่ฮุน มาเนตเลือกโทรหาอันวาร์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมาเลเซียกำลังนั่งตำแหน่งประธานอาเซียน ขณะที่กัมพูชาเป็นเลขาธิการอาเซียน และเบื้องหลังยังมีสายสัมพันธ์ยาวนานระหว่างอันวาร์ ฮุน เซน และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไทยที่เพิ่งถูกส่งเข้าเรือนจำอีกครั้ง หลังจากพยายามหลบเลี่ยงโทษด้วยการอ้างอาการป่วย

ย้อนกลับไปเมื่อธันวาคม 2567 มีรายงานจาก Matichon Weekly ว่า อันวาร์ อิบราฮิม แต่งตั้งทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เป็น “กุนซือประธานอาเซียน” อย่างไม่เป็นทางการ ขณะ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ไทย เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ (Matichon Weekly, 17 ธ.ค. 2567)

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานของ Reuters ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวในบทบาทประธานอาเซียนปี 2025 โดยอ้างอิงประสบการณ์ทางการเมืองและเครือข่ายส่วนตัวของเขา (Reuters, 16 ธ.ค. 2024) และ The Diplomat ยังวิเคราะห์ว่าทักษิณคือหนึ่งใน “informal advisory group” ที่อันวาร์ใช้เตรียมบทบาทการเป็นประธานอาเซียน (The Diplomat, ธ.ค. 2024)

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก โดย South China Morning Post เตือนว่าทักษิณอาจมีท่าทีที่เอื้อประโยชน์ต่อกองทัพเมียนมา (SCMP, ธ.ค. 2024) ขณะที่ Channel News Asia ชี้ว่าความไม่ชัดเจนเรื่องบทบาทที่ปรึกษาอาจช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางการทูต แต่ก็เสี่ยงกระทบต่อภาพลักษณ์ของอันวาร์เอง (CNA, ธ.ค. 2024) นอกจากนี้ Khaosod English ยังรายงานตรงไปตรงมาว่าการแต่งตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเยือนมาเลเซียของแพทองธาร (Khaosod English, 16 ธ.ค. 2024)

ความสัมพันธ์สามเหลี่ยมนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าการแทรกแซงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการ “ช่วยเหลือทางการทูต” แต่คือการใช้เวทีอาเซียนเป็นเกราะกำบังผลประโยชน์ส่วนตัวและเครือข่ายทางการเมือง–ธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชามีการลงทุนทับซ้อนกับเครือข่ายของทักษิณ เช่น เกาะกง และกลุ่มธุรกิจของลียง พัด ที่โยงกับทุนสีเทาและคาสิโน

ที่สำคัญ กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ทักษิณเคยเดินทางไปพนมเปญเพื่อรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งครั้งนั้นก็สร้างวิกฤตทางการทูตกับไทยมาแล้ว เนื่องจากกัมพูชาปฏิเสธคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน และถูกมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ทักษิณมีฐานทางการเมืองนอกประเทศเพื่อเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลไทย

การโทรศัพท์ของฮุน มาเนต จึงไม่ใช่แค่ภาพผู้นำเพื่อนบ้านคุยกัน แต่สะท้อนถึงการบิดเบือนอาเซียนให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้นำบางคน หากปล่อยให้เป็นบรรทัดฐาน อาเซียนจะเสี่ยงกลายเป็นเวทีผลประโยชน์ มากกว่าการเป็นประชาคมของประชาชนในภูมิภาค

ครองอำนาจด้วยเงา!! ปกครองด้วยทุน ผูกขาด!! ด้วยเครือญาติ ไม่ได้ปกครองเพื่อชาติ!! แต่เพื่อราชวงศ์ อำนาจของตนเอง

‘ฮุนเซนโมเดล’ คือแบบแผนการเมืองที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทุกโอกาสเพื่อสร้างอำนาจและรักษาเก้าอี้ให้นานที่สุด จุดเริ่มต้นของ Hun Sen (ฮุน เซน) มาจากการเป็นนายทหารเขมรแดง แต่เมื่อเห็นว่าระบอบนั้นไม่อาจนำไปสู่ความมั่นคงของตนเอง เขาก็เลือกตีจากไปพึ่งเวียดนาม และใช้เวียดนามเป็นบันไดกลับเข้าสู่อำนาจในกัมพูชา กลยุทธ์นี้คือการเปลี่ยนข้างเพื่อความอยู่รอด ไม่ใช่เพราะยึดมั่นในอุดมการณ์ใด ๆ หากแต่เพื่อเปิดทางสู่การเป็นผู้กำหนดเกมการเมืองในอนาคต

เมื่อได้อำนาจกลับคืนมา ฮุน เซน ใช้วิธีสร้างเกราะป้องกันให้ตนเองโดยการดึงผู้นำที่อ่อนแอหรือสถาบันที่มีภาพลักษณ์ชอบธรรมมาไว้ข้างตัว ภายนอกดูเหมือนว่าเขาเป็นผู้สนับสนุนและจงรักภักดี แต่แท้จริงแล้วเขาคือผู้ควบคุมเกมอยู่เบื้องหลัง พร้อมค่อย ๆ ดูดซับทั้งกองทัพ กลไกรัฐ และเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของตน วิธีนี้ทำให้เขาสามารถอยู่ในอำนาจยาวนานโดยไม่ต้องเผชิญแรงต่อต้านโดยตรง เพราะภาพลักษณ์ถูกบังด้วย ‘เจ้านาย’ หรือ ‘สถาบัน’ ที่อยู่เบื้องหน้า

ในระยะยาว ฮุนเซนโมเดลไม่ได้หยุดเพียงแค่การรวบอำนาจ แต่ยังขยายไปสู่การสร้าง ‘ราชวงศ์ธุรกิจ–การเมือง’ ที่สืบทอดต่อกันได้ในครอบครัว เครือญาติของเขาควบคุมทั้งการเมือง กองทัพ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ตั้งแต่สื่อพลังงาน ธุรกิจคาสิโน ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ระดับชาติ สิ่งนี้ทำให้โมเดลของฮุน เซน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเมือง หากแต่เป็นระบบที่รวมการเมือง เศรษฐกิจ และครอบครัวเข้าด้วยกัน เพื่อให้การครองอำนาจดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงและยาวนาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top