Friday, 5 June 2026
ประวัติศาสตร์ไทย

22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 วันสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระองค์ทรงเป็นพระอัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมเหสีพระองค์แรกตามแบบยุโรปและระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย หลังจากพระราชสวามีสละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2477 พระองค์ประทับอยู่ประเทศอังกฤษจวบจนพระราชสวามีเสด็จสวรรคต และเสด็จนิวัติกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2492 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลในขณะนั้น

ในอดีตกล่าวกันว่าพระองค์เป็นสตรีชาวไทยที่ทรงพระสิริโฉมสามารถเลือกฉลองพระองค์ยุโรปมาสวมใส่ได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังมีพระจริยวัตรนุ่มนวล พระพักตร์แจ่มใส แย้มพระสรวลอยู่เนืองนิตย์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ประสบกับโลกธรรมและความสูญเสียอันใหญ่ยิ่งมาแล้ว

พระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะพระบรมราชินีในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังหัวเมือง รวมทั้งต่างประเทศเพื่อเป็นการเชื่อมพระราชไมตรีระหว่างประเทศ ภายหลังการนิวัติประเทศไทยหลังการสวรรคตของพระราชสวามีแล้ว พระองค์ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชหลายครั้ง 

เมื่อเสด็จย้ายไปประทับ ณ จังหวัดจันทบุรี ทรงดำเนินกิจการในด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และทรงพัฒนาการทอเสื่อ เพื่อเป็นโครงการตัวอย่างและนำความรู้นั้นออกเผยแพร่แก่ประชาชน นอกจากนี้ พระองค์ยังมีส่วนในการพัฒนาการสาธารณสุขและการศึกษาของชาวจันทบุรี โดยรับเป็นพระราชภาระในการปรับปรุงโรงพยาบาลพระปกเกล้า รวมทั้งทรงตั้งมูลนิธิพระปกเกล้าเพื่อสนับสนุนกิจการต่าง ๆ ของโรงพยาบาลพระปกเกล้า วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

พระองค์ทรงเริ่มมีพระอาการประชวรด้วยพระโรคความดันพระโลหิตสูง ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 และวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 เวลา 15.50 นาฬิกา พระองค์เสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายโดยพระอาการสงบ ณ พระตำหนักวังศุโขทัย รวมพระชนมายุได้ 79 พรรษา 5 เดือน 2 วัน

11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 ‘สมเด็จพระนารายณ์มหาราช’ เสด็จสวรรคต สิ้นสุดราชวงศ์ปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 หรือวันนี้เมื่อ 337 ปีก่อน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ปราสาททอง กรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศ เมืองลพบุรี หลังจากประชวรหนักในช่วงที่ ‘พระเพทราชา’ กระทำการชิงราชสมบัติ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์ปราสาททอง ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าปราสาททองและพระนางเจ้าสิริกัลยานี พระราชสมภพในปีพ.ศ. 2175 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2199 มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะทรงมีพระชนมายุ 25 พรรษา

หลังจากประทับที่กรุงศรีอยุธยาได้ 10 ปี พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2209 และเสด็จไปประทับทุก ๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน กระทั่งเสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2231 ขณะพระชนมายุได้ 56 พรรษา รวมเวลาที่ทรงครองราชสมบัติ 32 ปี

พระองค์ได้ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่กรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก ด้วยพระปรีชาสามารถหลายด้านของพระองค์ ทั้งด้านการปกครอง การทหาร ทรงชำนาญด้านการศึก ทรงปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ ให้มาสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งเสด็จออกรับคณะทูต ฝีมือวาดช่างฝรั่งเศส จากหนังสือนวนิยายเรื่อง รุกสยาม ในนามของพระเจ้า โดย มอร์กาน สปอร์แตช

ด้านการทูต ทรงสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน เช่น พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งคณะราชทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส การค้ากับต่างประเทศจึงเจริญมาก มีชาวต่างชาติเข้ามารับติดต่อค้าขาย และบางส่วนเข้ารับราชการในพระราชอาณาจักรด้วย

อีกทั้งยังทรงรับวิทยาการสมัยใหม่ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ การวางระบบท่อประปาภายในพระราชวังอีกด้วย

นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระองค์เป็นยุคที่วรรณคดีและศิลปะเจริญถึงขีดสุด มีงานวรรณคดีชิ้นสำคัญเกิดขึ้นหลายชิ้น อาทิ สมุทรโฆษคำฉันท์, คำฉันท์กล่อมช้าง, อนิรุทธคำฉันท์ และ จินดามณี ของพระโหราธิบดี ซึ่งจัดเป็นตำราเรียนเล่มแรกของไทย

พระนิรันตราย พระพุทธรูปผู้ปราศจากอันตราย อัญเชิญมงคลแห่งแผ่นดิน | THE STATES TIMES Story EP.178

จากพระพุทธรูปทองคำกลางป่า
สู่พระนิรันตราย ผู้ปกปักคุ้มครองพระราชพิธี

พระพุทธรูปสำคัญแห่งสมัยรัชกาลที่ ๔
ที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง "แคล้วคลาด" จากอันตรายสองครั้งสองครา จนได้รับพระนาม "นิรันตราย"

เปิดตำนานมงคลแห่งแผ่นดินที่คุณอาจไม่เคยรู้...

21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคต หลังทรงพระประชวรด้วยโรคพิษไข้

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระประชวรด้วยโรคพิษไข้ ทรงไม่รู้สึกพระองค์เป็นเวลา 8 วัน พระอาการประชวรก็ได้ทรุดลงตามลำดับ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 สิริพระชนมายุได้ 57 พรรษา และครองราชย์สมบัติได้ 15 ปี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถในหลายด้านทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น ทรงร่วมนิพนธ์วรรณคดีหลายเรื่อง เช่น อุณรุท รามเกียรติ์ อิเหนา และดาหลัง โปรดทรงดนตรีคือซอสามสาย ชื่อซอสายฟ้าฟาด (1) พระองค์ได้มีพระราชโองการกำหนดวันพิธีวิสาขบูชา ซึ่งหายไปเมื่อคราวสิ้นอยุธยา กลับมาเป็นงานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง(2)

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) เมื่อ พ.ศ. 2352 และทรงอยู่ในราชสมบัติ 15 ปี และเสด็จสวรรคตเมื่อวันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่ำ ตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้รับการยกย่องว่า เป็นยุคทองของวรรณคดีสมัยหนึ่งเลยทีเดียว ด้านกาพย์กลอนเจริญสูงสุด จนมีคำกล่าวว่า "ในรัชกาลที่ 2 นั้น ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด" กวีที่มีชื่อเสียงนอกจากพระองค์เองแล้ว ยังมีกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สุนทรภู่ พระยาตรัง และนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) เป็นต้น

พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรงเป็นยอดกวีด้านการแต่งบทละคร ทั้งละครในและละครนอก มีหลายเรื่องที่มีอยู่เดิมและทรงนำมาแต่งใหม่เพื่อให้ใช้ในการแสดงได้ เช่น รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา

โดยเรื่องอิเหนานี้ เรื่องเดิมมีความยาวมาก ได้ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเรื่องยาวที่สุดของพระองค์ วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ได้ยกย่องให้เป็นยอดบทละครรำที่แต่งดี ยอดเยี่ยมทั้งเนื้อความ ทำนองกลอนและกระบวนการเล่นทั้งร้องและรำ นอกจากนี้ยังมีละครนอกอื่น ๆ เช่น ไกรทอง สังข์ทอง ไชยเชษฐ์ หลวิชัยคาวี มณีพิชัย สังข์ศิลป์ชัย ได้ทรงเลือกเอาของเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่บางตอน และยังทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์โขนอีกหลายชุด เช่น ชุดนางลอย ชุดนาคบาศ และชุดพรหมาสตร์ ซึ่งล้วนมีความไพเราะซาบซึ้ง เป็นอมตะใช้แสดงมาจนทุกวันนี้

23 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกา ตั้ง 'วรรณคดีสโมสร' สนับสนุนวิชาแต่งหนังสือไทยให้ถูกต้อง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง 'วรรณคดีสโมสร' ขึ้น เพื่อสนับสนุนวิชาแต่งหนังสือไทยให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย ให้แต่งเรื่องที่อ่านแล้วได้สาระประโยชน์ 

โดยคัดเลือกหนังสือที่แต่งดี มีสารประโยชน์ เพื่อประกาศยกย่องหนังสือนั้น และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประทับตราพระราชลัญจกรรูปพระคเณศ เพื่อประกาศเกียรติคุณเช่นเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชลัญจกรตรามังกรคาบแก้วเป็นเครื่องหมายของโบราณคดีสโมสร นับว่าเป็นครั้งแรกของรางวัลวรรณกรรมที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ หนังสือที่กำหนดให้ได้รับการพิจารณาตามความหมายในพระราชกฤษฎีกาตั้งวรรณคดีสโมสรแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ

กวีนิพนธ์ คือ งานประพันธ์  โคลง กลอน กาพย์ ฉันท์ 
ละครไทย คือ เนื้อเรื่องที่ประพันธ์เป็นกลอนแปด แต่งเป็นกลอนแปด มีกำหนดหน้าพาทย์ฯลฯ
นิทาน คือ เรื่องราวอันผูกขึ้นและแต่งหรือประพันธ์เป็นร้อยแก้ว
ละครพูด คือ เนื้อเรื่องที่เขียนขึ้นสำหรับแสดงบนเวที ละครแบบไทย ได้มาจากตะวันตก เป็นละครที่ไม่แต่งเครื่อง อย่างละครรำ แต่แต่งตัวตามสภาพชีวิตจริง แสดงกิริยา(ท่าทาง)อย่างคนจริง ๆ และจัดฉากจริง ๆ ตามเนื้อเรื่อง (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดริเริ่มขึ้น)
อธิบาย คือ เอสเซย์หรือ แปมเฟลต แสดงด้วยศิลปวิทยาหรือกิจการอย่างใด อย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ตำราหรือแบบเรียน หรือความเรียงเรื่องโบราณคดี พงศาวดาร เป็นต้น

วรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรรัชกาลที่ ๖ หรือบางทีเรียกว่า 'ยอดของหนังสือ' ที่แต่งดีในแต่ละประเภท ดังนี้

ประเภทลิลิต ได้แก่ ลิลิตพระลอ  เป็นยอดของลิลิต
ประเภทฉันท์ ได้แก่ สมุทรโฆษคำฉันท์ หรือ ฉันท์สมุทรโฆษ เป็นยอดของฉันท์
ประเภทกาพย์ ได้แก่ มหาชาติกลอนเทศน์ หรือ กาพย์มหาชาติคำเทศน์ (ปัจจุบันเรียกว่า ร่ายยาว) เป็นยอดของกาพย์

ประเภทความเรียงเรื่องนิทาน ได้แก่ สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นยอดของความเรียงเรื่องนิทาน
ประเภทกลอนสุภาพ ได้แก่ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน  เป็นยอดของกลอนสุภาพ
ประเภทบทละครรำ ได้แก่ อิเหนา บทละคร (รำ) ในรัชกาลที่ ๒ เป็นยอดของกลอนบทละคร (รำ)
ประเภทบทละครพูด ได้แก่ หัวใจนักรบ บทละคร (พูด) ในรัชกาลที่ ๖ เป็นยอดของบทละคร (พูด)

ประเภทความเรียงอธิบาย ได้แก่ พระราชพิธีสิบสองเดือน  ในรัชกาลที่ ๕ เป็นยอดของความเรียงอธิบาย
ประเภทกวีนิพนธ์ ได้แก่ พระนลคำหลวง
ประเภทนิราศ ได้แก่ นิราศนรินทร์

ต่อมาภายหลังได้มีการพิจารณาหนังสือที่แต่งดีขึ้นอีก ได้แก่
ประเภทกาพย์เห่เรือ ได้แก่ กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ เป็นยอดของกาพย์เห่เรือ
ประเภทกลอนนิทาน ได้แก่ พระอภัยมณีหรือพระอภัยมณีคำกลอน ของสุนทรภู่ เป็นยอดของกลอนนิทาน
ประเภทบทละครร้อง ได้แก่ สาวเครือฟ้า เป็นยอดของบทละครร้อง
ประเภทบทละครพูดคำฉันท์ ได้แก่ มัทนะพาธา เป็นยอดของบทละครพุดคำฉันท์

25 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (รัชกาลที่ 10) เสด็จไปทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม

วันนี้ เมื่อ 56 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (รัชกาลที่ 10) เสด็จไปทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม (วัดบ้านกล้วย) อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ พร้อมด้วย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปทรง ยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม (วัดบ้านกล้วย) อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นวัดสำคัญของชุมชนชาวไทยพวน สิ่งที่น่าสนใจ ของวัดนี้คือ พระอุโบสถขนาดใหญ่แบบจตุรมุขที่สวยงาม มีวิหารเก่าแก่หลังเล็กและเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองรูปทรง งดงามมาก ศาลาการเปรียญมีลวดลายฉลุไม้ตกแต่งสวยงาม ภายในมีธรรมาสน์เก่าประดับเครื่องพุทธบูชาแบบของ ชาวไทยพวนคือ 'ธงแว่น'

พร้อมทั้งทรงเสด็จฯ เยี่ยมเยียนและมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรชาวบ้านหมี่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยวัดกัทลีพนารามเป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2360 นับเป็นวัดสำคัญของ ชุมชนชาวไทยพวนยังเป็นศูนย์รวมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยพวนบ้านหมี่ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

6 พฤศจิกายน 2310 ‘พระเจ้าตาก’ กอบกู้เอกราชไทย ชนะศึกค่ายโพธิ์สามต้น หลังเสียกรุงได้เพียง 7 เดือน เปลี่ยนชะตาประวัติศาสตร์ชาติ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตีแตกค่ายโพธิ์สามต้นที่กรุงศรีอยุธยา คืนกรุงกลับมา หลังเสียกรุงได้เพียง 7 เดือน ถือเป็นวันกอบกู้เอกราชไทยที่สำคัญและจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ชาติอย่างแท้จริง บันทึกเวลาบ่ายโมงเศษของเหตุการณ์ในวันดังกล่าวยังได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากเอกสารราชการและกรมศิลปากร

กรมศิลปากรระบุว่า "เป็นวันกอบกู้เอกราชซึ่งแสดงถึงความทรงจำร่วมของคนไทย" ซึ่งสะท้อนความหมายทางยุทธศาสตร์และอัตลักษณ์รัฐชาติ วันที่ 6 พฤศจิกายน นอกจากเป็นวันชัยชนะทางทหาร ยังเป็นวันสร้างเรื่องเล่าร่วมของสังคมไทยหลังยุคอยุธยาที่เชื่อมโยงกับการฟื้นฟูบ้านเมืองและรวมศูนย์อำนาจใหม่

หลังกรุงศรีอยุธยาแตกในเดือนเมษายน พ.ศ. 2310 พระยาตากสินรวบรวมไพร่พลจากหัวเมืองตะวันออกและจันทบุรี ยกทัพเรือเข้าสู่ปากเจ้าพระยา ตีเมืองธนบุรีคืน แล้วเคลื่อนทัพขึ้นเหนือสู่กรุงศรีอยุธยา จุดหมายค่ายโพธิ์สามต้นซึ่งเป็นฐานทัพพม่าที่ควบคุมเส้นทางน้ำและคมนาคมภาคกลาง ชัยชนะในการตีแตกค่ายโพธิ์สามต้นทำลายกำลังหลักของพม่า เปิดเส้นทางยึดกรุงคืนในวันที่ 6 พฤศจิกายน เวลาบ่ายโมงเศษ

ค่ายโพธิ์สามต้นตั้งอยู่ในตำบลโพธิ์สามต้น อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันยังคงมีร่องรอยคูค่าย กำแพง รวมทั้งผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าของค่ายฝั่งตะวันตกที่น่าสนใจสำหรับการศึกษาภาคสนาม เป็นภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่เผยให้เห็นบทบาทยุทธศาสตร์ของภูมิประเทศบริเวณนี้ในสงครามยุคอยุธยา

6 พฤศจิกายนจึงไม่ใช่แค่วันชัยชนะทางทหาร หากยังเป็นวันแห่งความทรงจำร่วมและสัญลักษณ์สถาปนาอำนาจใหม่ของชาติไทย หลังจากกอบกู้เอกราชด้วยชัยชนะครั้งสำคัญนี้ การเดินทางไปชมสนามประวัติศาสตร์ค่ายโพธิ์สามต้นในปัจจุบันจึงถือเป็นการสัมผัสกับพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเปลี่ยนทิศทางประวัติศาสตร์ไทยอย่างแท้จริง

8 พฤศจิกายน 2490 พลโท ผิน ชุณหะวัณ นำรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาล ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โค่นกลุ่มปรีดี พนมยงค์ เปิดฉากยุค 'ผู้นำสามเส้า' การเมืองไทย

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 กลุ่มทหารนอกราชการที่นำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ นำกำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

รัฐประหารดังกล่าวเป็นการร่วมมือระหว่างพันธมิตรกลุ่มจอมพล แปลก พิบูลสงคราม และกลุ่มนิยมเจ้า เพื่อโค่นอำนาจของกลุ่มปรีดี พนมยงค์ (ซึ่งประกอบด้วยอดีตสมาชิกเสรีไทยและทหารเรือบางส่วน) โดยอาศัยช่องจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร 

ผลของรัฐประหารทำให้กลุ่มปรีดีและคณะราษฎรหมดอำนาจไป และแม้จอมพล แปลก พิบูลสงครามจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้นแต่ก็ไม่ได้มีฐานอำนาจของตนเอง การเมืองไทยต่อมาอยู่ในช่วง 'ผู้นำสามเส้า' จนถึงปี 2500

21 พฤศจิกายน 2410 ‘หนังสือแสดงกิจจานุกิจ’ ต้นแบบหนังสือไทยเล่มแรก ตีพิมพ์สำเร็จโดย 'เจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี'

21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2410 หนังสือแสดงกิจจานุกิจ ตีพิมพ์สำเร็จเป็นครั้งแรก เป็นหนังสือไทยเล่มแรกที่อธิบายความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์และศาสนาอย่างทันสมัยที่สุด จัดพิมพ์โดย เจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) 

เหตุที่ท่านจัดทำหนังสือเล่มนี้ เพราะเห็นว่าตำราไทยสมัยนั้นไม่มีสาระแก่นสาร ไม่ทำให้ผู้อ่านนำไปคิดต่อ ความรู้ในหนังสือไม่ทันสมัย ท่านจึงรวบรวมเอาสิ่งที่ขณะนั้นยังไม่ทราบกันมาตีพิมพ์ นอกจากนี้ท่านยังนำเสนอแก่นของพุทธศาสนาเพื่อเป็นการลบล้างการโจมตีพุทธศาสนาของหมอสอนศาสนาที่พยายามเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย 

หนังสือเล่มนี้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในหมู่คนไทยและต่างชาติ และมีผู้สนใจนำบางตอนไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์ที่กรุงลอนดอน เมื่อปี พ.ศ. 2413 (ค.ศ. 1870) โดยใช้ชื่อว่า เดอะ โมเดิน บุดดิสท์ (The Modern Buddhist) หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องในต่างประเทศ เป็นหนังสือสำคัญที่ให้ความรู้ด้านพุทธศาสนาและเกือบจะนับได้ว่าเป็นหนังสือเล่มแรกของไทยที่ได้มีการนำออกไปแปลและพิมพ์จำหน่ายในต่างประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top