Saturday, 5 April 2025
ประชาธิปัตย์

‘วิฑูรย์’ ยูเทิร์นกลับมาช่วย ‘ปชป.’ มั่นใจ!! ทำพรรคได้ส.ส.อีสาน เพิ่มขึ้นแน่

ไปไหนไม่รอด! ‘วิฑูรย์ นามบุตร’ กลับคืนรัง ปชป. โวได้ส.ส.อีสานเพิ่มแน่

(22 มี.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต ส.ส. อีสาน 6 สมัย และได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ไปแล้วตั้งแต่ปี 64 พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อดีตส.ส.อุบลราชธานี ปชป. ได้เดินทางมาที่พรรคปชป. เพื่อเข้าพบนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคฯ และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคฯ โดยนายวิฑูรย์ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคปชป.แบบตลอดชีพ อีกครั้ง โดยมีนายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค และผอ.เตรียมการเลือกตั้งพรรคฯ ร่วมให้การต้อนรับภายใต้บรรยากาศการ

‘ปชป.’ ชู ‘เดลตา เวิกส์ ไทยแลนด์’ แก้ปัญหาน้ำท่วม ลั่น!! ขออาสากลับมาดูแล ปชช. - พลิกฟื้นกรุงเทพฯ

(22 มี.ค. 66) ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำทีม กทม. ทั้งนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม., น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม. และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตหลักสี่ กทม.พร้อมทีมผู้สมัคร ส.ส. กทม. และทีมยุทธศาสตร์ กทม. ของพรรคฯ ร่วมกัน เปิดนโยบาย กทม. พร้อมชม ‘Policy Exhibition’ ที่ลานพระแม่ธรณี พรรคประชาธิปัตย์

โดยนายองอาจ กล่าวว่า นโยบายของกรุงเทพฯ เดินตามนโยบายสร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ ซึ่งเป็นนโยบายที่เปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน จากกระบวนการฟัง คิด ทำ และนำมาจัดทำเป็นนโยบาย ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์ของคน กทม. และเชื่อว่า ประชาชนจะเห็นความตั้งใจจริงของ ปชป.ที่จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อในเชิงโครงสร้าง กทม.ได้รับการแก้ไข พัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ยืนยันว่าพรรค ปชป.มีความพร้อมทั้งบุคคลและนโยบาย ขอให้ช่วยสนับสนุนผู้สมัครจากพรรค ปชป.โดยเลือกทั้งคนทั้งพรรคเพื่อนำนโยบายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ และขอให้เชื่อมั่นว่าพรรค ปชป.พร้อมที่จะกลับมาเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ

ด้านนายสุชัชวีร์ กล่าวถึงนโยบายการสร้างคน ว่า 4 ปีที่ผ่านมาพรรค ปชป.ไม่ได้ ส.ส.กทม.แม้แต่คนเดียว และ 4 ปี ที่ผ่านมา กทม. ยังคงมีปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังอยู่ในภาวะรอจมน้ำทุกวัน มีความไม่เท่าเทียม รวมทั้งโอกาสเข้าถึงการศึกษา ขนส่งสาธารณะก็ยังมีปัญหา ดังนั้น ครั้งนี้พรรค ปชป.อาสาจะแก้ปัญหาให้กับประชาชน หมดเวลารอฟ้า รอฝน แต่หากจะรอใครสักคนขอให้รอคนของพรรค ปชป.และขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5  ไม่ใช่ให้ภาครัฐพูดเองเออเอง และขอประกาศให้พื้นที่ 16 เขตชั้นในเป็นเขตมลพิษต่ำ ซึ่งในพื้นที่ชั้นในมีโรงเรียนมากกว่า 300 แห่ง และ โรงพยาบาลกว่า 40 โรงพยาบาล ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่อลุ่มอล่วย แต่ให้โบนัสกับผู้ที่ช่วยลดฝุ่นพิษ 

นายสุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นยังมี นโยบาย ‘เดลตา เวิกส์ ไทยแลนด์’ กรุงเทพฯ ต้องไม่จมน้ำ ที่จะมาแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำขัง น้ำหนุน โดยจะผลักดันให้มีการทำโครงการป้องกันน้ำทะเลหนุนครั้งแรกของกรุงเทพฯ บูรณาการระบบป้องกันน้ำท่วม โดยใช้ดาวเทียม ซึ่งโครงการนี้จะไม่ได้ช่วยแค่กรุงเทพฯ แต่จะช่วยในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมดด้วย

นายสุชัชวีร์​กล่าวด้วยว่า โครงการเรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่มีค่าหน่วยกิต พร้อมเริ่มทำทันทีหากพรรค ปชป.ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยให้โอกาสนักเรียน นักศึกษา ได้ฝึกงานตั้งแต่อายุ 18 ปี ซึ่งจะสามารถผลิตนักศึกษาที่มีงานทำได้ 1 ล้านคนต่อปี เพื่อเงินค่าครองชีให้กับผู้กู้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จากเดือนละ 3,000 บาท เป็น 6,000 บาท และมีอินเตอร์เน็ตฟรี 1 แสนจุดทั่ว กทม. และอินเตอร์เน็ตฟรี 1 ล้านจุด จะเกิดขึ้นทันทีทั่วประเทศ

นายสุชัชวีร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ พรรค ปชป.สนับสนุนการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ เมื่อได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะให้รัฐบาลซื้อตั๋วรถไฟฟ้าล่วงหน้า และนำส่วนต่างจากการลดราคามาให้กับประชาชน รวมถึงนโยบายนมโรงเรียนฟรี 365 วัน และนโยบายที่จะให้ประชาชนตรวจสุขภาพฟรี  ดังนั้น ขอโอกาสให้พรรค ปชป.กลับบ้านมาดูแลลูกหลานชาว กทม. ขอให้ช่วยเลือกพรรค ปชป.ทั้งคน ทั้งพรรค ส.ส. 33 เขต

‘เสธ.อ้าย’ เข้าพบ ‘จุรินทร์’ พร้อมร่วมทัพประชาธิปัตย์ เผย เชื่อมั่นในการทำงานที่มุ่งทำเพื่อชาติและประชาชน

(23 มี.ค. 66) ที่พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ ‘เสธ.อ้าย’ ได้เดินทางมาที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเข้าพบ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ภายหลังการหารือกับนายจุรินทร์ พล.อ.บุญเลิศได้เข้าพบ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ประธานสภา ที่ปรึกษาพรรค และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค พร้อมกับได้สมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แบบตลอดชีพ โดยนายจุรินทร์ และนายนิพนธ์ บุญญามนี ผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรคเป็นผู้มอบบัตรสมาชิกพรรคให้ด้วยตนเอง

‘ดร.เอ้-องอาจ’ ลุยตรวจค่าฝุ่นหน้า รพ.รามาฯ ลั่น!! ปชป. พร้อมคืนอากาศสะอาดให้ ปชช.

(23 มี.ค.66) บริเวณสี่แยกตึกชัย โรงพยาบาลรามาธิบดี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรค พร้อมด้วย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันวัดค่าฝุ่นหน้าโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขตกรุงเทพชั้นใน ด้วยเครื่องตรวจฝุ่น PM2.5 คุณภาพสูง

โดยนายองอาจ กล่าวว่า หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศนโยบาย กทม. ไปเมื่อวานนี้ (22 มี.ค. 66) ทางพรรคจึงได้เดินหน้าลุยงานต่อเนื่อง โดยวันนี้ลงพื้นที่เพื่อตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 ที่หน้าโรงพยาบาลรามาฯ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ค่าฝุ่นมีอันตรายต่อการดำเนินชีวิตของคนในกรุงเทพมหานคร และพรรคประชาธิปัตย์อยากเป็นส่วนหนึ่งในการเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้มีการอากาศสะอาดไว้หายใจ

‘อลงกรณ์’ ชู 12 แนวทางปฏิรูป ศก.ไทยตอบโจทย์อนาคต ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘สร้างเงิน - สร้างคน - สร้างชาติ’

(23 มี.ค.66) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคฯ และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงความเห็น และข้อเสนอแนะของภาคเอกชน ที่มีต่อความคาดหวังในนโยบายของพรรคการเมือง ว่า พรรคประชาธิปัตย์เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนรวมทั้งมุมมองวิสัยทัศน์ของภาคเอกชนล่าสุดเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตย การพัฒนาประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์บนหลักการ 3 ประการคือ อุดมการณ์ประชาธิปไตย นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจในความคาดหวังของภาคเอกชนที่มีต่อนโยบายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งในส่วนพรรคประชาธิปัตย์มีแนวทางนโยบายอย่างน้อย 12 ประการ เสมือนคานงัดในการสร้างจุดเปลี่ยนประเทศไทย สู่ ‘ก้าวใหม่ ไทยแลนด์’ โดยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคเอกชน ได้แก่

1. การพัฒนาการเมือง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย
2. การขจัดคอร์รัปชั่น โดยการสร้างระบบธรรมาภิบาล
3. การส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เสรี และเป็นธรรม ลดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ และพลังงาน
4. การปฏิรูประบบราชการโดยลดอำนาจรัฐ ลดขนาดภาครัฐ 
-มุ่งกระจายอำนาจและทรัพยากรสู่ท้องถิ่นและชุมชน (Community Empowerment) 
-การเพิ่มบทบาทภาคเอกชนและชุมชนท้องถิ่นทางเศรษฐกิจ
-การพัฒนาเมือง และชนบท

5. การปฏิรูปภาคเกษตร ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม 
-การส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและ เกษตรอินทรีย์ 
-การยกระดับเกษตรรายย่อยเป็น  เกษตรแปลงใหญ่ 
-การพัฒนาระบบสหกรณ์ 
-การส่งเสริมสตาร์ทอัพเกษตร และ เอสเอ็มอี.เกษตร 
-การส่งเสริมอาหารแห่งอนาคต
-และการทำตลาดเชิงรุก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

6. การพัฒนาโลจิสติกส์ เชื่อมไทย-เชื่อมโลก 
-การเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศ

7. การสร้างฐานการผลิต การแปรรูปการตลาด และกระจายการลงทุนสู่ทุกภูมิภาค
-ภายใต้ฐานใหม่ 18 กลุ่มจังหวัดโดยเฉพาะคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเกษตร (Agroindustry)

8. การสร้างคนและการ Reskill-Upskill ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน
-โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ (12  S-Curves)
-การส่งเสริมMSMEและStartup ด้วยกองทุนเอสเอ็มอี.
-และการทำงานแบบสร้างสรรค์

9. สร้างระบบธนาคาร และระบบ การเงินของเศรษฐกิจฐานรากด้วย
-ธนาคารหมู่บ้าน 
-ธนาคารชุมชน 80,000 หมู่บ้าน  และชุมชน 77 จังหวัด 
-รวมทั้งส่งเสริมธนาคารเพื่อการลงทุนและเวนเจอร์แคปิตอล

10. ขับเคลื่อนภาคการผลิต (Real  Sector) ภาคบริการภาคการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรมและซอล์ฟพาวเวอร์ (Soft Power)

11. การปฏิรูปการบริการภาครัฐ
-โดยปรับปรุง และยกเลิกกฎหมาย กฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรค และภาระทางการค้าธุรกิจและการบริการประชาชน

12. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าการลงทุนเสรี (FTA) และกลยุทธ์มินิ เอฟทีเอ. (Mini FTA) ที่มีอยู่เดิมและข้อตกลงใหม่
-ปูทางสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการของไทยในเวทีแข่งขันระหว่างประเทศ
-พร้อมกับการใช้กองทุน เอฟที เอ.รองรับผลกระทบทุกด้าน

ประชาธิปัตย์ เขต 1 เขต 3 สงขลา “สรรเพชญ” และ”สมยศ” กระแส นำคู่แข่ง หายห่วง

ผู้สื่อข่าว จ.สงขลา รายงานความเคลื่อนไหวของสนามเลือกตั้งใน เขตเลือกตั้งที่ 1 สงขลา ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่าง 3 พรรคการเมืองใหญ่ คือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี นายสรรเพชญ บุญญามณี ลูกชายของนายนิพนธ์ บุญญามณี ลงสมัครในเขตนี้ พรรคภูมิใจไทยส่ง นายประสงค์ บริรักษ์ อดีตนายกเทศบาลเมืองเขารูปช้างลงสมัคร และพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งนายเจือ ราชสีห์ ลงสมัคร สำหรับนายเจือ ราชสีห์ เป็นอดีต สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ เคยเป็น สส.เขต 1 มาหลายสมัย แต่ล่าสุดลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปสังกัดรวมไทยสร้างชาติ โดยได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รักษาการนายกรัฐมนตรี มาตรวจราชการ จ.สงขลา โดยการเสนอโครงการสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาแทนการใช้แพขนานยนต์

สำหรับกระแสของประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 1 นับตั้งแต่มีการเปิดตัวผู้สมัคร แม้จะมีผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆส่งผู้สมัครจำนวนมาก เช่นพรรคก้าวไกล พรรคพัฒนากล้า พรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นที่รับรู้กันในหมู่ประชาชนคือการแข่งขันกันระหว่าง นายสรรเพชญ บุญญามณี จากพรรคประชาธิปัตย์ นายเจือ ราชสีห์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายประสงค์ บริรักษ์ จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจความนิยมของประชาชน ยังพบว่ากระแสความนิยมของคนในเขตเลือกตั้งที่ 1 ในเขตเทศบาลนครสงขลา เขตเทศบาลเมืองเขารูปช้าง และอีกหลายตำบลเป็นของนายสรรเพชญ บุญญามณี ส่วนนายเจือ ราชสีห์ มีกระแสนิยมในพื้นที่ ต.เกาะยอ และ ต.พะวง  และนายประสงค์ มีกระแสความนิยมในพื้นที่ เทศบาลเขารูปช้างบางส่วน เนื่องจากเป็นอดีตนายกเทศบาลเมืองเขารูปช้างมาก่อน

‘ดร.พิสิฐ’ ติวเข้ม ผู้สมัคร ภาคอีสาน ชู นโยบาย 8+8 มั่นใจ!! นโยบาย ปชป.อยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ

(24 มี.ค. 66) ที่โรงแรมปัญจะดารา จังหวัดนครราชสีมา ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บรรยายติวเข้มด้านนโยบายของพรรคฯ ในการเลือกตั้งปี 2566 ให้กับว่าที่ผู้ลงสมัคร ส.ส. ภาคอีสานกว่า 70 เขต โดยเน้นนโยบาย 8+8 ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป. ได้ประกาศไว้แล้ว

นายพิสิฐ กล่าวว่า วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า การลงทุนต่ำ เงินเฟ้อ การขาดดุลทางการคลัง โดยมีสาเหตุที่เป็นเรื่องเรื้อรัง การขาดวินัยทางการเงินการคลัง และผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงการมีหนี้ของบรรดาข้าราชการและประชาชนที่ประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ส่งผลให้รายรับไม่พอรายจ่าย

‘จุรินทร์’ เปิดทีมเศรษฐกิจ ลุย ‘สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ’ อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ยันไม่สร้างหนี้ไม่จำเป็น

‘จุรินทร์’ เปิดทีมเศรษฐกิจ เดินหน้ายุทธศาสตร์ ‘สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ’ ขับเคลื่อน เศรษฐกิจ การเมือง สังคม พร้อมอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ไม่กระทบหนี้สาธารณะ

(26 มี.ค.66) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจบางส่วน เพื่อหารือถึงนโยบายเพิ่มเติมในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หากประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสเป็นแกนตั้งรัฐบาล ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ดร.พิสิฐ  ลี้อาธรรม ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต นายเกียรติ สิทธีอมร ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ คุณวทันยา บุนนาค ดร.อิสระ  เสรีวัฒนวุฒิ ดร.สรรเสริญ สมะลาภา และนายอลงกรณ์  พลบุตร เป็นต้น 

โดยนายจุรินทร์ ได้กล่าวถึงภาพรวมของการกำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศว่า พรรคจะเดินหน้ายุทธศาสตร์ ‘สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ’ เป็นกรอบใหญ่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ สำหรับด้านเศรษฐกิจนั้น ประชาธิปัตย์จะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจมหภาค และเศรษฐกิจทันสมัย ซึ่งจะมีเศรษฐกิจอนาคตรวมอยู่ด้วย 

สำหรับเศรษฐกิจฐานราก จะได้มุ่งเน้นทั้งเรื่องการให้ความสำคัญกับการเกษตร อุตสาหกรรม รวมถึงการท่องเที่ยว สำหรับเป็นพื้นฐานเรื่อง ‘สร้างเงิน’ ให้ประเทศ โดยจะมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับพืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ ประมง SMEs หมู่บ้าน/ชุมชน และผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น

ส่วนเศรษฐกิจมหภาค จะมุ่งเน้นเรื่องการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นเป้าหมายหลัก 

ส่วนเศรษฐกิจทันสมัย รวมถึงเศรษฐกิจอนาคตนั้น จะได้เน้นเรื่องการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ควบคู่กันไป อาทิ Silver Economy ที่จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซอฟต์พาวเวอร์ Renew Economy, Social Economy, Digital Economy เป็นต้น 

ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีความเห็นตรงกันว่า ในภาพรวมเราจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ถ้าเรามีโอกาสได้เป็นแกนตั้งรัฐบาล ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ 

นอกจากนี้ นายจุรินทร์ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ถึงนโยบายสำหรับกรุงเทพมหานครว่า พรรคได้มีการแถลงนโยบายไปแล้ว และยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญ และนโยบายกรุงเทพฯ จะมี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 นโยบายรวมของพรรค ส่วนที่ 2 นโยบายเฉพาะในส่วนทีมกรุงเทพมหานคร 

โดยนโยบายรวมที่เกี่ยวพันกับคนกรุงเทพมหานคร เช่น การจัดตั้งธนาคารชุมชน 2,800 กว่าชุมชนทั่วกรุงเทพมหานคร ชุมชนละ 2 ล้านบาท รวมถึงการจัดให้มีอินเทอร์เน็ตฟรี 1 ล้านจุดทั่วประเทศ โดย 1 แสนจุด จะเป็นของกรุงเทพฯ เพื่อให้อินเทอร์เน็ตมีส่วนในการขับเคลื่อน หรือใช้ประโยชน์ในการ “สร้างเงิน” ให้กับทั้งชาวกรุงเทพฯ และกลุ่ม SMEs ต่าง ๆ ในชุมชนของกรุงเทพมหานคร รวมไปถึงการใช้ประโยชน์สำหรับการเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรี สาขาที่ตลาดต้องการ ตรวจสุขภาพฟรี รักษาฟรี ใช้บัตรประชาชนใบเดียว ชมรมผู้สูงอายุรับ 30,000 บาท ทุกชุมชน/หมู่บ้าน SMEs ต้องมีแต้มต่ออย่างน้อย 3 แสนล้านบาท ปลดล็อค กบข. และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้สามารถซื้อบ้านได้ สามารถลดหนี้ได้ในทันที และสามารถนำเงินที่จะต้องไปใช้หนี้นั้นไปสร้างเงินให้กับข้าราชการ และผู้ใช้แรงงานได้ รวมถึงนโยบายอื่น ๆ เช่น นมโรงเรียนฟรี 365 วัน ด้วย

ส่วนที่ผู้สื่อข่าวถามถึงที่มาของงบประมาณในการดำเนินนโยบายนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตอบว่า เรื่องนี้จะมีเงินแต่ละแหล่งของนโยบาย ทั้งในส่วนของงบประมาณแผ่นดิน และแหล่งเงินอื่น ๆ ที่มีอยู่ในจุดต่าง ๆ ซึ่งเราได้ดูอย่างรอบคอบทั้งหมดแล้ว โดยมีหลักใหญ่ว่าจะไม่เน้นการสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มโดยไม่จำเป็น 

นิพนธ์ โชว์วิสัยทัศน์ภาคใต้ ชู นโยบาย 3 ส. สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ แก้ปัญหา

ยกระดับการพัฒนาที่ครอบคลุม พ่วง นโยบายสันติภาพสู่สันติสุข นำภาคใต้ชายแดน หลุดพ้นกับดักความยากจน

ที่สวนสาธารณะเมืองสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ ในภาคใต้ รวมถึงตอบข้อซักถามของพี่น้องประชาชนที่มาร่วมรับฟังการแสดงวิสัยทัศน์ อนาคตประเทศไทย  บนหัวข้อ”เปิดเวทีภาคใต้ กับนโยบายที่กินได้” ซึ่งจัดโดยเครือเนชั่น 

นายนิพนธ์ กล่าวว่า พรรคปชป.มีนโยบายชัดเจน ตั้งแต่สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ นโยบายประชาธิปัตย์ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์นี้ ได้เรียนให้พี่น้องประชาชนทราบแล้ว สร้างเงินให้พี่น้องประชาชน เช่นธนาคารหมู่บ้านและชุมชน ซึ่งต่อไปนี้ทุกหมู่บ้านทุกชุมชน จะมีธนาคารหมู่บ้านเกิดขึ้น หมู่บ้านละ 2 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าไป เพื่อเป็นทุนหทุนเวียนใช้จ่ายในหมู่บ้านหรือในชุมชน  นอกจากนั้นก็ยังมีในการที่จะดูแล SME. โดยจะมี กองทุนSME สามแสนล้านบาท เพื่อดูแลเศรษฐกิจขนาดเล็ก นี่คือสิ่งที่ประชาธิปัตย์จะสร้างเงินให้กับคน พร้อมทั้งเดินหน้าประกันรายได้แก่เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด  

ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้วว่าประชาธิปัตย์ได้ดูแลเกษตรกรถึงแปดล้านกว่าครัวเรือน ร่วม 39 ล้านคนใช้เงินถึงห้าแสนล้าน โดยไม่มีรั่วไหล เพราะเป็นการโอนจากธนาคารสู่เกษตรกรโดยตรง และปีนี้ก็จะโอนเงินให้กับเกษตรกรเดินหน้าต่อ และจะดูแลชาวนาครอบครัวละ 30,000 บาท นี่คือสิ่งที่จะดูแลชาวนา เพื่อเพิ่มผลผลิตและดูแลการเก็บเกี่ยวไม่เกิน15ไร่ ซึ่งทำมาแล้วและจะทำต่อไปอีก และสิ่งสำคัญที่ประชาธิปัตย์จะทำคือการออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชน โดยใน4 ปี เราจะทำให้ได้ 1 ล้านแปลง ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา ที่ผมดูแลกรมที่ดิน ผมออกโฉนดไปแล้วถึง 3 แสนกว่าแปลง ดังนั้นจึงต้องเดินหน้าต่อ นี่คือสิ่งสำคัญที่ประชาธิปัตย์จะทำ พร้อมทั้งปลดล็อกให้กับพี่น้องชาวประมง  ซึ่งอยู่ในโซ่ตรวนนี้มายาวนาน 

‘ปชป.’ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือ ครบ 68 เขต มั่นใจ!! ได้เก้าอี้มากกว่าครั้งก่อน ย้ำ!! พร้อมรับใช้ ปชช.

(27 มี.ค.66) น.ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย พร้อมด้วยนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ดูแลภาคเหนือ ได้เปิดตัวว่าผู้สมัคร ส.ส. ที่เหลือ 12 เขต และบัญชีรายชื่ออีก 3 คน

โดยนายนราพัฒน์ได้แนะนำว่าที่ผู้สมัครคือ 
จ.พิษณุโลก 
น.ส.ปุญชรัสมิ์ ศิริสวัสดิ์ เขต 2 
นายวิมล สารมะโน เขต 3 
นายพลิ้ง บุญแสงสวัสดิ์ เขต 5  

จ.เชียงราย 
นายไอใจ ปู่หมื่อ เขต 1 (เป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์)
นายนิกร จันทร์หอม เขต 2 
นายหาญ ดอนลาว เขต 3 
นายปิยะวัฒน์ ปิยะวัฒน์หิรัณย์ เขต 7  

จ.แพร่ 
นายสุรกิจ ศิริวาท เขต 1         
นายวิโรจน์ ยิงช้าง เขต 2
นายมงคล ภัทรทิพย์มงคล เขต 3  

จ.ตาก 
น.ส.ถนอมจิต แสงงาม เขต 2 (ลงสมัครแทนนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีต ส.ส.ตาก ปชป. ที่ประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้)

จ.น่าน 
นายเรืองเดช จอมเมือง เขต 3 (ซึ่งเป็น ส.อ.จ.น่านเขต 1 และยังเป็นผู้ร่วมจัดตั้งมูลนิธิกลุ่มฮักเมืองน่าน)

ส่วนผู้สมัคร ส.ส.บัญชีราย คือ
1.นายณัฐชา ลิขิตกิตวรกุล  
2. นายพิศณุพงศ์ สิทธิโชคแก้วมูล
3. นายฉัตรณพัฒน์ เทียนมงคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top