Thursday, 4 June 2026
ประกันสังคม

“กองทุน 2.9 ล้านล้าน” ทำไมกลายเป็นสมรภูมิการเมือง: อ่านเกมการโจมตีประกันสังคมในมุมความโปร่งใส

กระแสวิพากษ์ “ประกันสังคม” ช่วงนี้ ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ล้วนๆ แต่เกิดจาก “จุดร่วม” ที่อ่อนไหวที่สุดของรัฐสวัสดิการไทย: เงินกองทุนขนาดมหาศาลที่มาจากแรงงานโดยตรง และการบริหารที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า “ตรวจสอบยาก”

หลายฝ่ายอ้างถึงตัวเลขเงินลงทุนสะสมของกองทุนประกันสังคมที่อยู่ระดับ “หลักล้านล้านบาท” ทำให้ประกันสังคมไม่ใช่แค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะรายใหญ่ของประเทศ เมื่อคำถามเรื่อง “การลงทุน-ธรรมาภิบาล-ความคุ้มค่า” ถูกโยงเข้ากับความเดือดร้อนของผู้ประกันตน สนามนี้จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายการเมืองเลือกเล่นแล้วได้ผลในเชิงการสื่อสาร

หัวใจของข้อถกเถียงจึงไม่ใช่แค่ว่า “ลงทุนคุ้มหรือไม่คุ้ม” แต่คือ “ประชาชนต้องเชื่อ” หรือ “ตรวจสอบได้” กันแน่

1) เพราะ “เงินของเรา” แต่ “ข้อมูลไม่อยู่ในมือเรา”
ผู้ประกันตนจำนวนมากรู้สึกว่าเงินถูกหักทุกเดือนอย่างแน่นอน แต่เวลาจะเข้าใจว่ากองทุนลงทุนอะไร ได้ผลตอบแทนเท่าไร เสี่ยงแค่ไหน และใครเป็นผู้ตัดสินใจ กลับต้องตามข้อมูลจากการชี้แจงเป็นครั้งๆ หรือเอกสารที่อ่านยากสำหรับประชาชนทั่วไป

ทันทีที่มีข่าว/ข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงทุน โซเชียลจะตั้งคำถามต่อทันทีว่า ระบบเปิดเผยข้อมูลของกองทุน “เชิงรุก” แค่ไหน และทำไมประชาชนถึงต้องรอให้เป็นดราม่าก่อนจึงค่อยได้คำอธิบาย

2) เพราะเมื่อระบบบริการสะดุด “ความไม่ไว้ใจ” จะพุ่งไปที่การใช้เงินทันที
ในช่วงที่ผู้ประกันตนพบปัญหาใช้สิทธิไม่ได้หรือได้รับความล่าช้า ความรู้สึก “หักเงินตรงเวลา แต่ตอนจ่ายกลับช้า/ติดขัด” จะยกระดับเป็นความไม่ไว้วางใจต่อทั้งระบบ

จากจุดนี้ เรื่องการใช้งบประมาณหรือโครงการต่างๆ (โดยเฉพาะโครงการที่ประชาชนรู้สึกว่าไม่เร่งด่วน) จะถูกหยิบมาเทียบกับความเดือดร้อนทันที แม้ข้อเท็จจริงเชิงระเบียบจะยังต้องตรวจสอบ แต่ในเชิงการเมือง แค่ทำให้สังคมรู้สึกว่า “ไม่สมเหตุสมผล” กระแสก็วิ่งแล้ว

3) เพราะประกันสังคมคือ “ธนาคารของแรงงาน” ที่คนอยากเห็น KPI แบบบริษัทเอกชน
กองทุนระดับหลักล้านล้าน หากอยู่ในมือเอกชน ผู้ถือหุ้นจะตั้งคำถามเรื่องผลตอบแทน ความเสี่ยง ผู้จัดการกองทุน และธรรมาภิบาลแบบรายไตรมาส
แต่ในโลกจริง ผู้ประกันตนจำนวนมากยังไม่เห็น “แดชบอร์ด” ที่อ่านง่ายว่า:
•    ปีนี้ผลตอบแทนรวมเท่าไร และเทียบกับ benchmark อะไร
•    สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทเป็นอย่างไร
•    ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุนเป็นเท่าไร
•    โครงการเทคโนโลยี/ระบบ IT ทำให้บริการดีขึ้นแค่ไหน (วัดจากอะไร)
•    เวลาจ่ายสิทธิแต่ละประเภทเฉลี่ยกี่วัน (SLA) และช่องทางใดเร็ว/ช้า
เมื่อข้อมูลแบบนี้ไม่ถูกสื่อสารอย่างต่อเนื่อง “ช่องว่างข้อมูล” จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงให้การโจมตีทางการเมืองเติบโตได้เอง

4) แล้วทำไมฐานการเมือง “สีส้ม” ถึงหยิบเรื่องนี้แรง
เพราะเป็นธีมที่เข้ากับแบรนด์การเมือง: ตรวจสอบ-โปร่งใส-ทวงคืนอำนาจให้คนธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อประเด็นโครงสร้างกำกับดูแลและการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนถูกตั้งคำถาม เรื่อง “เงินของแรงงาน แต่แรงงานมีอำนาจกำกับน้อย” จะถูกเล่าได้ง่ายและสะเทือนวงกว้าง
พูดให้ชัด นี่คือการเลือกสนามที่ “ชนะง่าย” เพราะฐานผู้ประกันตนคือคนทำงานจำนวนมาก และทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างประเด็นจากศูนย์

ประกันสังคมพร้อมดูแล ผู้ประกันตนป่วยมะเร็ง เข้าถึงสิทธิปลูกถ่ายไขกระดูกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยถึงให้ความคุ้มครองของสำนักงานประกันสังคมด้านการรักษาพยาบาล สำหรับผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยเป็นโรคมะเร็งและมีความจำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก จะต้องเข้าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด โดยครอบคลุมโรคสำคัญ ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอีลอยด์ชนิดเรื้อรัง มะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอีลอยด์ชนิดเฉียบพลัน มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟบลาสชนิดเฉียบพลัน มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ไขกระดูกฝ่อชนิดรุนแรง ไขกระดูกผิดปกติระยะก่อนเป็นมะเร็ง มะเร็งไขกระดูกชนิดมัยอีโลม่า และไขกระดูกผิดปกติชนิดเป็นพังผืด

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ผู้ประกันตนสามารถยื่นคำขอรับสิทธิได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขาที่สะดวก เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว สำนักงานประกันสังคมจะส่งต่อให้ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษากรณีปลูกถ่ายไขกระดูกในสถานพยาบาลที่ทำความตกลง โดยผู้ประกันตนไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น 

ประกันสังคม สวัสดิการคนแรงงาน อย่าเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปั่นกระแส “ประกันสังคม” เพื่อดึงคะแนนเสียงคนแรงงาน กับการขึ้นอัตราการหักเงินรายเดือนสูงสุดจาก 750 บาท (5% จากฐานเงินเดือน 15,000 บาท) เป็น 875 บาท ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่ปี 2569-2571 สร้างความไม่พอใจกับกลุ่มแรงงาน โจมตีประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง

จ่าย 750 บาท ต่อเดือน รวมเป็นปีละ 9,000 บาท แต่เบิกค่าทำฟันได้สูงสุด 900 บาท ต่อปี
ปีนี้ส่งประกันสังคมเพิ่มเป็น 875 นายจ้าง 875 รัฐ 481 รวมเดือนละ 2,231 หรือปีละ 26,772 บาท ถ้าเอาไปซื้อประกันเอง อันไหนคุ้มกว่ากัน 

ใช้งบ 276 ล้านบาท ทำระบบประกันสังคมใหม่ ระบบเข้าใช้งานไม่ได้ แอปฯล่ม ไม่คุ้มค่า
พร้อมข่าวบิดเบือน ใช้งบประกันสังคมบินเฟิร์สคลาสไปดูงานทิพย์ ก่อนที่จะมาโพสต์แก้ข่าวทีหลัง

ปั่นกระแส สร้างความโกรธแค้นให้คนแรงงาน สร้างความแตกแยกในสังคม ลองมาแยกแยะประเด็นพิจารณาดูในแต่ละหัวข้อ

ทำฟันปีละ 900 บาท แต่เงินสมทบไม่ได้ลดลง แถมการทำฟันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่จะได้รับ การเบิกค่ารักษาพยาบาลในแต่ละเดือน ในแต่ละปีอีกละ

อยากซื้อประกันเอง ลองดูว่า ความคุ้มครองของประกันสุขภาพ คุ้มครองได้เท่าประกันสังคมไหม และที่สำคัญ อย่านับรวมเงินที่นายจ้าง รัฐบาลสมทบให้ในแต่ละเดือน ต้องคำนวณเฉพาะที่ตนเองถูกหักรายเดือน 875 บาท = ปีละ 10,500 บาท จะซื้อกรมธรรม์ดีๆ ได้สักกรมธรรม์ไหม

เบิกเนตรประกันสังคมไทยเทียบมะกัน

ในวันที่สาวกส้มเน่าด้อยค่าสวัสดิการประกันสังคม แถมอ้างสิทธิ์การรักษาของประกันสังคมว่าล่าช้าไม่ทันใจ  มาเช้าตรู่ได้รักษาช่วงบ่าย คือเอย่าก็จะบอกว่า คนจ่ายค่าประกันตนเอาข้อมูล ณ มิถุนายน ปีที่แล้วมีอยู่ที่ 24.8 ล้านคน  สมมุติคนจำนวน 0.002% หรือ 496 คนเข้าโรงพยาบาลเดียวกับคุณแล้วทุกคนคาดหวังการรักษาแบบคนที่โวยวายแล้วถ้าหมอเขาโวยวายบ้างว่าหมอทำงานหนักต่อวันต้องตรวจคนไข้ร่วม 250 คนในขณะที่ค่า DF ที่หมอควรจะได้กลับไม่มี  หมอจำเป็นต้องตรวจให้ไหม  พยาบาลต้องมาดูแลไหม  คนที่บ่นด่าควรจะเข้าใจระบบประกันสังคมก่อนไหมว่าคุณคือ 1 ในผู้ที่มีสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิพิเศษใดๆ  

ดังนั้นก่อนที่พวกคุณจะก่นด่าด้อยค่าอะไร  คุณควรมีความรู้ด้วยเพื่อไม่ให้คนมาดูถูกดูแคลนคุณได้ทีหลัง  ดังนั้นวันนี้เอย่าจะมาเสนอข้อมูลเปรียบเทียบประกันสังคมระหว่างไทยกับอเมริกา แดนฟ้าศิวิไลซ์ที่หลายคนอยากย้ายไปใช้ชีวิตใหม่ที่นั่นให้ทราบกัน

ด้านค่าใช้จ่าย  ประกันสังคมของไทยมีการแบ่งจ่ายหลายแบบตามแต่ละมาตราโดยคนที่จ่ายหนักสุงคือพนักงานเอกชนที่เสียเงินประกันสังคมต่อเดือน 750 บาทในขณะของอเมริกาชาวอเมริกันจะต้องจ่ายเงินประกันสังคม 12.4% ของรายได้  โดยถ้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างจะจ่าย 6.2% และอีก 6.2% จะเป็นบริษัทจ่าย โดยเงินสวัสดิการสังคมของสหรัฐนั้นจะไม่ได้เป็นเงินสวัสดิการสำหรับรักษาพยาบาลแต่จะเป็นเงินบำนาญที่ได้ตอนเกษียณ  

โดยของไทยเงินประกันสังคมจะคิดจาก 5% ของเพดานเงินเดือนที่ 1500 บาท แต่ของสหรัฐนั้นเสียภาษีตามรายได้จริงแต่มีเพดานกำหนดตามดัชนีค่าจ้างเฉลี่ยของประเทศซึ่งในในปี 2026 ใช้เพดานสูงสุดอยู่ที่ 184,500 USD หรือประมาณ 5.9 ล้านบาท  ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่รวมค่า Medicare  หรือค่ารักษาพยาบาลนั่นเอง พูดง่ายๆคะว่าคนอเมริกันจ่ายเงินประกันสังคมไม่ได้ครอบคลุมรักษาพยาบาลนะคะ  แต่เขาต้องจ่ายเงินอีกตัวที่เรียกว่า Medicare tax โดยต้องจ่ายในอัตรา 1.45% ของค่าจ้างโดยไม่มีเพดานเงินได้ และถ้าหากคุณเป็นลูกจ้างที่มีรายได้เกิน 200,000 USD ต่อปีคุณต้องจ่ายค่า Medicare tax อีก 0.9% โดย Medicare tax นี้จะเริ่มทำงานตอนอายุ 65 ปี โดยในประวัติคือ ทำงานและจ่ายภาษี Medicare อย่างน้อยประมาณ 10 ปีถ้าไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้อง Co-Payment คะยกเว้นเสียว่าหากคุณพิการหรือไตวายระยะสุดท้ายคุณก็จะได้สิทธิไวกว่ากำหนดได้

ในขณะที่ประกันสังคมของไทยครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล ตรวจสุขภาพประจำปี ทำฟัน เงินชดเชยว่างงานรวมไปถึงบำนาญ แต่ของเมืองมะกันไม่ได้แบบเรานะคะ เงินประกันสังคมของเขาคือเงินบำนาญที่จะเอาออกมาใช้ได้ตอนอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่างจากของไทยที่เริ่มจ่ายเงินบำนาญตอนอายุ 55 ปี โดยผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน กล่าวคือ ลาออก หรือ เกษียณ หรือ ไม่ได้ส่งเงินสมทบต่อนั่นเองซึ่งถ้าเราจ่ายเงินประกันสังคมเกิน 180 เดือนขึ้นไป เราจะได้บำนาญไปตลอดชีวิต ซึ่งหลังจากเราไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพแล้วของไทยเราก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีระบบประกันสุขภาพรักษาฟรีตลอดชีวิตเช่นกัน

ก่อนจบเอย่าอยากจะแชร์ให้ฟังว่าถ้าใครไม่อยากไปรอพบหมอแบบไทยที่จะวอร์คอินไปเมื่อไหร่ก็ได้ เชิญย้ายประเทศไปรับสวัสดิการแบบอเมริกาได้นะคะ เพราะถ้าคุณไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเคสฉุกเฉินแล้วรบกวนลงนัดหมอคะแล้วไปวันที่นัดเพราะจากประสบการณ์ที่ได้รับรู้จากคนที่เคยไปใช้โรงพยาบาลรัฐของอเมริกาก็บอกว่าเวลารอแพทย์อาจจะไวกว่าไทยประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แค่นั้น 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top