Thursday, 4 June 2026
น้ำท่วมหาดใหญ่

เร่งจ่ายเยียวยา ‘น้ำท่วมภาคใต้’ พร้อมเปิดศูนย์ฯ แก้วิกฤต รับร้องเรียน ชงมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

(1 ธ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ และคณะผู้บริหารพรรค ร่วมแถลงข่าวที่รัฐสภาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเสนอแนะปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข และมาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนหลายแสนคนได้รับความเดือดร้อนในชีวิตและทรัพย์สิน และแม้ปัจจุบันระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่การฟื้นฟูเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนยังเป็นไปอย่างล่าช้า ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ว่าต้องดำเนินการอย่างไร และจะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมหรือไม่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะพรรคการเมืองที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นลำดับแรก และเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนอันแสนสาหัสของประชาชนในครั้งนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือและมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย 2568 โดยเฉพาะประเด็นค่าชดเชยน้ำท่วมที่ขาดความเป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ พร้อมกันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เสนอมาตรการความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาเพื่อให้รัฐบาลเร่งพิจารณา

สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่พรรครวมไทยสร้างชาติ เล็งเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ไขมี 5 ประการ ประกอบด้วย

1. ประกาศตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่ถูกต้องในทุกจังหวัด โดยควรที่จะเร่งระดมหน่วยงานที่สามารถช่วยดำเนินการได้เข้าร่วมตรวจสอบอย่างเปิดเผย เช่น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สถาบันนิติเวช และหน่วยอาสาสมัครต่างๆ เข้าร่วมตรวจสอบแล้วประกาศรายชื่อ ข้อมูล หรืออัตลักษณ์ เพื่อให้ญาติพี่น้องสามารถตรวจสอบได้โดยเร็วที่สุด
 2. จัดตั้งหน่วยรับแจ้งคนสูญหายและผู้เสียชีวิตทุกจังหวัดที่เกิดอุทกภัย รวมทั้งวางระบบการรายงานผลการตรวจสอบและการติดตามผล ให้ญาติและประชาชนตรวจสอบได้โดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด
 3. จัดตั้งหน่วยรับแจ้งความเสียหายของบ้านเรือน ร้านค้า กิจการ และธุรกิจต่างๆ รวมทั้งวางระบบการรายงานผล การติดตาม และการตรวจสอบของผู้แจ้งโดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด
 4. แก้ไขระบบบริการสาธารณะและพลังงานให้กลับมาให้บริการตามปกติให้เร็วที่สุด ได้แก่ ไฟฟ้า ประปา น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม และสัญญาณอินเตอร์เน็ต เป็นต้น รวมทั้งต้องจัดหาน้ำมันให้หน่วยงานและทีมอาสาสมัครที่ต้องให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเพียงพอ
 5. เร่งวางระบบรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งระบบการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน โดยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก และให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลเอกชนที่ประสงค์จะร่วมดำเนินการเข้าร่วมด้วย 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ ประกอบด้วย
 1. เร่งตรวจสอบรายชื่อและจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งบ้านเรือน กิจการ และร้านค้าที่เสียหาย เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้เสร็จภายในไม่เกิน 1 เดือน
 2. จัดระบบและระดมการจัดหาน้ำดื่ม และรถฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อทำความสะอาดเมือง กำจัดขยะ และสิ่งปฏิกูล ให้เร็วที่สุด โดยระดมความช่วยเหลือจากท้องถิ่นใกล้เคียงและอาสาสมัครร่วมดำเนินการเพราะกำลังคนภาครัฐไม่เพียงพอ รวมทั้งวางระบบสนับสนุนการทำความสะอาดบ้านเรือนของประชาชนด้วย
 3. แก้ปัญหาการคมนาคมโดยเร็ว โดยต้องไม่เกิดความเสียหายกับรถยนต์และยานพาหนะที่เสียหายจากอุทกภัย พร้อมระดมหน่วยงานของรัฐและอาสาสมัครช่วยซ่อมแซมรถยนต์และยานพาหนะที่เสียหายจากอุทกภัยและไม่อาจเคลื่อนย้ายได้
4.วางระบบตรวจสอบสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำฝนที่อาจเกิดมีขึ้นในระยะต่อไป โดยต้องวางระบบสั่งการ การป้องกัน และการอพยพ อย่างเป็นระบบ ตามแผนป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติที่วางไว้ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการ มีอำนาจสูงสุดตามกฎหมายการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยต้องดำเนินการและใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวอย่างถูกต้องและเคร่งครัด
 5. ควบคุมราคาค่าโดยสารเครื่องบินให้อยู่ในราคาตามปกติ มิให้มีการปรับขึ้นราคาอันเป็นการซ้ำเติมประชาชน 

นายพีระพันธุ์ ยังได้กล่าวถึงมาตรการระยะสั้น 5 ข้อ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติเล็งเห็นว่ารัฐบาลพึงดำเนินการในช่วงนี้ 
1. จัดเตรียมหน่วยให้คำปรึกษาและรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดและฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชน
 2. จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจการค้า รวมทั้งจัดให้มีพื้นที่สำหรับให้ประชาชนค้าขายหรือตลาดนัด เพื่อฟื้นภาวะเศรษฐกิจและเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้แก่ประชาชนในระยะสั้น เพื่อฟื้นชีวิตประชาชนกลับมาเร็วที่สุด
 3. ปรับอัตราเงินเยียวยาความเสียหายของบ้านเรือนให้เหมาะสม และจัดเงินงบกลางอย่างเพียงพอเพื่อเป็นทุนฉุกเฉินให้ประชาชนฟื้นชีวิต ทั้งเพื่อการประกอบอาชีพ สุขภาพ ฟื้นฟูกิจการ และร้านค้า 
4. เร่งทำความสะอาดและฟื้นฟูโรงเรียนและสถานศึกษาเพื่อให้นักเรียนและนักศึกษากลับเข้าเรียนได้ตามปกติ พร้อมจัดทุนการศึกษาให้ครอบครัวและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้
5. จัดตั้งโรงครัวเพื่อให้บริการอาหารแก่ประชาชนโดยทั่วถึง

ในการนี้ นายพีระพันธุ์ ได้เปิดเผยถึงการจัดตั้ง 'ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็นสื่อกลางในการประสานความช่วยเหลือและเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย

"ผมและคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย จึงได้จัดตั้ง 'ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ' เราขอยืนยันว่า ศูนย์ฯ นี้จะทำหน้าที่ประสานความช่วยเหลือ ติดตาม ตรวจสอบ และทวงถามทุกขั้นตอนของการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นช่องทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และผมขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว" นายพีระพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากค่าชดเชย การประเมินความเสียหาย หรือการจ่ายเงินเยียวยา สามารถส่งข้อมูลร้องเรียนมาที่ "ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ" กรอกข้อมูลที่ลิงก์ : https://forms.gle/GaRks3gNTURDRC4R8 หรือ สแกน QR Code และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 3 ช่องทาง
1.        โทรศัพท์ : 062-262-7416
2.        อินบ็อกซ์แฟนเพจ : พรรครวมไทยสร้างชาติ United Thai Nation Party
3.        อีเมล : [email protected]

 

พักหนี้-ดีพร้อม ยกต้นยกดอก อัตโนมัติ 4 เดือน ช่วยลูกหนี้ SME น้ำท่วมภาคใต้ อัดผ่านสินเชื่อ เงินช่วยภัยพิบัติ ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ขานรับนโยบายเร่งด่วนของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินมาตรการเร่งด่วน
“การบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” หรือสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” เพื่อให้ความช่วยเหลือ และลดภาระด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ผ่านเงินทุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือดีพร้อมเปย์ (DIPROM Pay) 

โดยลูกหนี้ชั้นดีรายเดิมจะได้รับการพักชำระหนี้อัตโนมัติทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่เกิน 4 เดือน พร้อมลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนและขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนลูกหนี้รายใหม่สามารถกู้วงเงินได้ รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก พร้อมพักชำระหนี้อัตโนมัติ 3 เดือน

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 หลายจังหวัดได้รับผลกระทบความเสียหายรุนแรง โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ถูกจัดเป็นพื้นที่ความรุนแรงระดับหนักมาก 

ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนและความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ของประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในพื้นดังกล่าว จึงสั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย

จึงออกมาตรการเร่งด่วนผ่าน “มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” กรอบวงเงินล็อตแรก 50 ล้านบาท เพื่อมุ่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของเงินทุนหมุนเวียนฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินให้ได้รับการผ่อนผันการชำระหนี้ลดอัตราดอกเบี้ย ให้สิทธิรีไฟแนนซ์ (Refinance) นอกจากนี้ ลูกค้ารายใหม่ยังสามารถยื่นขอสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” ภายใต้มาตรการดังกล่าว เพื่อนำไปใช้ปรับปรุง ซ่อมแซม ฟื้นฟูกิจการ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย หรือเสริมสภาพคล่อง ในการดำเนินธุรกิจให้มีโอกาสฟื้นตัวในการประกอบอาชีพ หรือธุรกิจต่อไป 

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยและเป็นลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนฯ ชั้นดี รายเดิม หรือมีประวัติการค้างชำระ ไม่เกิน 1 ปี จะได้รับสิทธิ ดังนี้ (1) พักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 4 เดือน และยกดอกเบี้ยระหว่าง 4 เดือนนี้ ให้ลูกหนี้โดยไม่ต้องชำระคืนภายหลัง (2) ลดค่างวดผ่อนชำระรายเดือน ร้อยละ 50 ตามสัญญาเดิม เป็นระยะเวลา 4 เดือน (3) สามารถขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี โดยรวมแล้วต้องไม่เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม และ (4) สามารถขอรีไฟแนนซ์เงินกู้ (Refinance)

โดยวงเงินกู้ใหม่จะต้องไม่เกินวงเงินกู้เดิม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบและต้องการเสริมสภาพคล่อง ยังสามารถยื่นขอรับสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” โดย ดีพร้อม มีมาตรการพิเศษเพื่อการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือฯ ผ่านวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อราย/กิจการ ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 2 ปี ปลอดดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 6 และเดือนที่ 7 – 24 อัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบขั้นบันได ไม่เกินร้อยละ 6 ต่อปี พร้อมสิทธิการพักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 3 เดือน

นอกจากมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในภาวการณ์ฉุกเฉินแล้ว ดีพร้อม
ยังเร่งเตรียมส่งธารน้ำใจไปยังผู้ประสบภัยด้วยถุงยังชีพผ่าน “ศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทยประสบภัยพิบัติ” โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนและหน่วยงานเครือข่าย รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภค บริโภค และน้ำดื่ม ส่งมอบให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ด้วยตนเอง หรือส่งคำขอทางไปรษณีย์มาที่ กลุ่มบริหารเงินทุน สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ชั้น 4 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2430 6865 – 66 ต่อ 1051 หรือ DIPROM Center 1-11 ที่ประจำอยู่ในแต่ละเขตพื้นที่รับผิดชอบ
 

ยุบสภา อภิปราย เลือกตั้ง พรรค ‘ส้ม-แดง-น้ำเงิน’ ระวัง!! อย่าลากกันไปแหกโค้ง โอกาสมี..อย่าติดประมาท

(1 ธ.ค. 68) พลันที่เกิดกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเอารัฐบาลเหมือนจะจมน้ำไปด้วย ทำให้ไทม์ไลน์การเมืองที่จะดูเหมือนจะตกผลึกในเชิงลึกระหว่างสีส้ม-แดง-น้ำเงิน ออกอาการกระเพื่อมว่าจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย..

ตกผลึกการเมืองสามสีที่ว่านั้นก็คือ..วันที่ 10-11 ธ.ค.เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2  เมื่อผ่านวาระ2ทิ้งไว้ 15 วัน  ก็จะไปลงมติวาระ 3 ในวันศุกร์ที่ 26 ธ.ค.หรือ จันทร์ 29 ธ.ค.

จากนั้นหลังปีใหม่พรรคส้ม..ประชาชน /พรรคแดง.เพื่อไทย จะคิดอ่านประการใดเกี่ยวกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ว่ากันไป  ถ้าจะยื่นอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แบบลงมติ อนุทิน  ชาญวีรกูล นายกฯชิงยุบสภาก่อนแน่  แต่ถ้ายื่นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามามาตรา 152 จะอภิปรายกันกี่วันกี่คืนรัฐบาลอนุทินก็ไม่ขัดข้อง..จะได้ฉวยโอกาสชี้แจงไปด้วย..

แต่พอเกิดกรณีน้ำท่วมที่รัฐบาลอยู่ในอาการซวนเซ  พรรคเพื่อไทยบางส่วนเห็นว่าควรจะใช้เป็นนาทีทองกระหน่ำให้หมอบราบคาบแก้ว  เปิดสมัยประชุมรัฐสภาวันที่ 12 ธ.ค.2568 ปั๊บ ก็ยื่นอภิปรายตามม.151ปุ๊บ  หากอนุทินยุบสภาไม่ทันต้องเปิดอภิปราย...หรือยุบได้ทันก็น่าจะเสียรังวัด..ถูกประชาชนด่า..ที่ไม่กล้าถูกตรวจสอบ

แต่สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อยเห็นว่า  หากยื่นตามม. 151 เกิดการยุบสภา  พรรคอาจจะถูกด่าว่าเป็นต้นเหตุการยุบสภา...ในขณะที่ประเทศกำลังอยู่ในโหมดการฟื้นฟูเยียวยา  และดีไม่ดีอาจมีปัญหาไทย-กัมพูชาแทรกซ้อนเข้ามาอีกปัญหา...อีกทั้งพรรคอาจถูกด่าว่าละทิ้งภารกิจแก้รัฐธรรมนูญอีกต่างหาก..

สรุปพรรคเพื่อไทยก็ติดกับดักตัวเอง  ชักเข้าชักออก หากให้ฟันธงก็อยากจะชี้ว่าคงได้แต่ฮึ่มๆ ต่อไป..ในขณะที่พรรคประชาชนนั้นชัดเจนว่า..รอจนกว่าจะมีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค. 

ในช่วงที่พรรคส้ม-แดงอยู่ในช่วงรอเปิดสมัยวิสามัญ  มีหลายกลุ่มเสนอสูตรให้พรรคส้ม-แดง ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามม. 152 คือยื่นอภิปรายแบบไม่ลงมติในช่วงกลางหรือปลายเดือนม.ค.2569 ซึ่งรับประกันซ่อมฟรีว่าได้อภิปรายแน่   สูตรนี้กล่าวได้ว่าวิน-วินทุกฝ่าย ฝ่ายค้านได้อภิปราย  รัฐบาลได้ชี้แจง  ประชาชนได้ข้อมูล อภิปรายเสร็จก็ยุบสภา ตามไทม์ไลน์เดิม 31 ม.ค.และเลือกตั้ง 29 มี.ค.

ตามสูตรอภิปรายทั่วไปตามม.152ช่วงปลายเดือนม.ค.2569 นักเคลื่อนไหว-นักวิชาการอย่าง จตุพร  พรหมพันธุ์ และดร.ธนพร  ศรียางกูล ประสานเสียงเห็นพ้องว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์และทำให้ระบบรัฐสภาดูงดงาม..แต่ท้ายสุดบรรดาพรรคการเมือง-นักเลือกตั้ง จะเลือกหนทางไหนก็ต้องตามไปดู 

อย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าจะเลือกหนทางใดผลการเลือกตั้งต้นปี 2569 ก็ยังจะออกมาตามที่หลายโพลหลายฝ่ายคาดหมาย..นั่นคือ 3 พรรคแรกจะประกอบด้วยพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย-เพื่อไทย   

ส่วนพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยใครจะมาอันดับ 1 ก็ดูกันนาทีสุดท้าย แต่เดิมนั้นคาดว่าภูมิใจไทยจะปาดหน้าไปถึง 150 เสียง  แต่ตอนนี้อาจจะลำบาก

สรุปทิศทางการเมืองระยะใกล้ๆ
1)หลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ วันที่ 12 ธ.ค. พรรคเพื่อไทยขยับยื่นอภิปรายฯ -สูตรนี้เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะเกิน 10%
2)มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค.2568  จากนั้นต้นเดือนม.ค.มีการยื่นอภิปรายฯตามม.151  แต่ถูกชิงยุบสภา ไม่มีการอภิปราย  แนวทางนี้เป็นไปได้40-50%
3)มีการยื่นอภิรายทั่วไปตามม.152   ช่วงปลายเดือนม.ค.2569  แล้วยุบสภาตามไทม์ไลน์ 31 ม.ค.2569  มีโอกาสเป็นไปได้สูงเกิน50%
4)เกิดสถานการณ์ผิดปกติ เครื่องบินแหกโค้งออกนอกรันเวย์...โอกาสมี แต่น้อยมากถึงน้อยที่สุด..แต่อย่าประมาท!!??


เรื่อง : เล็ก เลียบด่วน
 

ผู้ประสบอุทกภัยใน จ.สงขลา ต่อเนื่อง มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ 200 ถัง ให้ รพ.สงขลานครินทร์ และ รพ.หาดใหญ่ มอบเครื่องฉีดน้ำ 30 เครื่อง ให้กองทัพเรือ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สนับสนุนการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ขนาด 0.5 คิว จำนวน 200 ถัง ให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยประสานความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในการลำเลียงถังออกซิเจนเข้าไปในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ช่วยชีวิต นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จำนวน 30 เครื่อง ให้กับกองทัพเรือ เพื่อสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้กับผู้ประสบภัย

ในช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัย ปตท.สผ. ได้ร่วมบรรเทาความเดือนร้อนให้กับผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เพื่อการยังชีพ เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องใช้อื่น ๆ ลำเลียงไปกับเรือหลวงจักรีนฤเบศร รวมถึงสนับสนุนชุดเครื่องนอน ผ้าห่ม และเสื้อผ้า ให้แก่ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้ ในด้านการปฏิบัติงานเชิงเทคนิค ปตท.สผ. ได้ร่วมกับบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ส่งโดรนเพื่อการขนส่ง และโดรนเพื่อการสำรวจและเฝ้าระวัง พร้อมทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนภารกิจของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 42 ให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ประสบปัญหาที่ยากต่อการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ปตท.สผ. ยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และส่งกำลังใจ โดยมุ่งหวังให้ผู้ประสบอุทกภัยสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

แพ็กเกจใหญ่ที่ไม่เคยบอกคุณ รัฐทุ่ม 2.67 แสนล้าน พร้อมคำสวยๆ ว่า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” แต่แตะได้แค่ SMEs ไม่ถึง 10%

Quick Big Win ที่ไม่เคยบอกคุณ: รัฐทุ่ม 2.67 แสนล้าน…แต่แตะได้แค่ SMEs ไม่ถึง 10%
รัฐบาลเคาะมาตรการ “Quick Big Win เพื่อ SMEs ไทย” พร้อมคำสวย ๆ ว่า  
> “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”

ตั้งเป้าทุ่มวงเงินสินเชื่อและค้ำประกันผ่านสถาบันการเงินของรัฐ 7 แห่ง รวม **267,000 ล้านบาท**  
ประกาศชัดว่าจะช่วยเติมสภาพคล่องให้ SMEs ฟื้นตัว ดันเศรษฐกิจปี 2569 ให้โตขึ้น แถมยังช่วยเยียวยาภาคใต้ที่เจออุทกภัยซ้ำเติม

บนกระดาษ มาตรการนี้ดู “ใหญ่และเร็ว”  
แต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบความจริงอีกด้านว่า **นี่คือแพ็กเกจที่ช่วยได้จริงแค่ SMEs ส่วนน้อย**  
และแทบไม่แตะ “ตัวเล็ก–ตัวนอกระบบ–ตัวสะบักสะบอม” ที่กำลังจะล้มเป็นโดมิโนอยู่แล้ว

2.67 แสนล้าน vs 107,000 ราย: ตัวเลขที่บอกเองว่า “ช่วยไม่กว้าง”
ในรายละเอียดของมาตรการ รัฐบาลประเมินเองว่า  
- จะทำให้ **SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ราว 270,000 ล้านบาท**  
- และคาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ **ประมาณ 107,000 ราย**
ลองเทียบกับความจริงง่าย ๆ:  
- ประเทศไทยมี SMEs **หลักแสนถึงหลักล้านราย** (แล้วแต่จะนับเฉพาะที่อยู่ในระบบหรือรวมกึ่งไม่เป็นทางการ)  
- ตัวเลข 107,000 ราย หมายความว่า **มาตรการนี้แตะได้เพียงส่วนเล็ก ๆ ของภูเขา SMEs ทั้งลูก**
ถามตรง ๆ ว่า “Quick Big Win” ของใคร?  
คำตอบคือ: ของ **SMEs กลุ่มที่เข้าเงื่อนไขของระบบเครดิตธนาคาร** เท่านั้น  
ไม่ใช่ “SMEs ทั้งประเทศ” อย่างที่วาทกรรมทางการเมืองพยายามขาย

ช่วย “คนที่ยังยืนได้” มากกว่าชุบชีวิต “คนที่กำลังจะล้ม”
ถ้าไล่ดูโครงการย่อยแต่ละตัว จะเห็น Pattern เดียวกันชัดมาก:
- ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ **เข้าถึงธนาคารได้อยู่แล้ว**  
- ต้องมี **เอกสาร / งบการเงิน / ภาษี / เครดิต** พอให้แบงก์เอาไปวิเคราะห์ได้  
- หลายโครงการเน้น **คนในซัพพลายเชนของรัฐ หรือบริษัทใหญ่**  
- บางส่วนเน้นธุรกิจที่ “พร้อมลงทุนต่อ” เช่น ท่องเที่ยว, Transformation, Reinvent Thailand

แปลไทยเป็นไทยก็คือ  
> **ถ้าคุณเป็น SMEs ที่ยังไม่เจ๊ง ยังเดินได้ แต่อึดอัดเรื่องดอกเบี้ย–สภาพคล่อง**  
> คุณมีสิทธิ์ได้ออกซิเจนชุดนี้

แต่ถ้าคุณคือกลุ่มนี้:  
- รายได้ผันผวนหนัก แทบไม่มีงบการเงินเป็นเรื่องเป็นราว  
- เคยเป็นหนี้เสีย หรือมีประวัติเคยค้าง  
- พึ่งหนี้นอกระบบ / พึ่งเจ้าหนี้ค้าส่ง มากกว่าพึ่งธนาคาร
คุณเกือบจะ **ถูกทิ้งไว้นอกสนาม** โดยอัตโนมัติ  
เพราะต่อให้รัฐการันตี หรือมี บสย. ค้ำประกัน แบงก์ก็ยังดู “ความเสี่ยง” เป็นหลัก  
และความเสี่ยงของ SMEs กลุ่มนี้ “แดง” ตั้งแต่บรรทัดแรกของรายงานเครดิตแล้ว

ปัญหาไม่ใช่แค่ “ไม่มีเงินกู้” แต่คือ “ระบบไม่รับ”
รัฐบาลพูดเองว่า **มากกว่าครึ่งของ SMEs ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ**  
แล้วคำตอบคือ… อัดสินเชื่อเพิ่ม 2.67 แสนล้าน ผ่าน “ระบบเดิม” นี่แหละ

คำถามคือ ถ้า “ระบบเดิม” ไม่เคยรับเขาอยู่แล้ว  
วันนี้เติมเงินเข้าระบบอีกกี่แสนล้าน คนกลุ่มนั้นก็ยังถูกกันอยู่ข้างนอกเหมือนเดิม
ความจริงที่ต้องพูดให้ชัดคือ  
> ปัญหาของ SMEs ไทยตอนนี้ **ไม่ใช่แค่ “ไม่มีวงเงินกู้”**  
> แต่คือ **“ไม่มีคุณสมบัติในสายตาแบงก์”**

ซึ่งเกิดจากหลายอย่างสะสมกันมานาน:
- ทำธุรกิจแบบกึ่งนอกระบบ ไม่มีงบ ไม่มีบัญชี ไม่มีเครดิต  
- รายได้ไม่สม่ำเสมอ หลังโควิดโดนดอกเบี้ย–ต้นทุน–ยอดขายบีบพร้อมกัน  
- พึ่งหนี้นอกระบบมานาน แบงก์ไม่เห็นประวัติจริงของการจ่ายเงิน  
- ขาดทักษะจัดการตัวเลข / ขาดคนทำบัญชี / ขาดการวางระบบบริหารเงิน
มาตรการ Quick Big Win ไม่ได้แตะ “โครงสร้างจริง” เหล่านี้เลย  
มันแค่เอาเงินก้อนใหญ่ไปวางในระบบเดิม แล้วหวังว่า “ใครปีนถึงก็หยิบเอาไปใช้เอง”

Quick จริงไหม? Big แค่ไหน? Win ของใคร?
รัฐบาลขาย Narrative ว่า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”  
แต่ถ้าดูในทางปฏิบัติ ต้องผ่านหลายด่านมาก:
- แบงก์รัฐต้องออกระเบียบ–คู่มือผลิตภัณฑ์ใหม่  
- ระบบ IT, การเทรนพนักงานสาขา, การสื่อสารลูกค้า  
- และด่านใหญ่ที่สุด: **ใจของสถาบันการเงิน** ว่าพร้อมเสี่ยงแค่ไหน
ในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง แบงก์ไทยระวังตัวมากกับลูกค้ารายเล็ก  
เพราะหนี้เสีย SMEs ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ในงบดุลของธนาคาร

ดังนั้น “Quick” ในสายตารัฐบาล  
อาจกลายเป็น **“ช้าแบบเดิม”** ในสายตา SMEs  
และ “Big” ที่เขียนในข่าว  
อาจเป็นแค่ **“ใหญ่บนกระดาษ แตะไม่ถึงในชีวิตจริง”**

เมื่อ “กระจายตัว” กลายเป็น “กระจายไม่ถึง”
รัฐบาลบอกว่าเป้าคือ **ช่วย SMEs 107,000 ราย**  
ฟังดูเหมือนเยอะ แต่เมื่อวางทับกับโครงสร้างจริงของ SMEs ไทย ตัวเลขนี้ฟ้องเองว่า:
- ส่วนที่จะได้ประโยชน์จริงคือ  
- ธุรกิจที่อยู่ในสายตารัฐ–แบงก์อยู่แล้ว  
- คู่ค้าภาครัฐในระบบ e-GP และ PromptBiz  
- ผู้ประกอบการที่พร้อมลงทุนปรับตัว (ดิจิทัล, ท่องเที่ยว, Reinvent ฯลฯ)
- ส่วนที่จะ “แทบไม่ได้แตะ” คือ  
- ร้านเล็ก ๆ หน้า neighborhood, ร้านอาหารครอบครัว, ร้านโชห่วย, ร้านซ่อม, ร้านบริการที่อยู่ในกึ่งนอกระบบ  
- ผู้ประกอบการที่หนี้ล้นมือ แต่ยังไม่รู้จะจัดการอย่างไร  
- คนที่กำลัง “กลัวจะปิดกิจการ” มากกว่าจะ “กล้าขยายกิจการ”

สุดท้ายคำว่า “กระจายตัว” เลยกลายเป็นแค่  
> **กระจายไปหากลุ่มที่ระบบเลือกแล้วว่า “สมควรได้รับเงินกู้”**  
ไม่ใช่ “กระจายไปช่วยคนที่กำลังจมน้ำมากที่สุด”

ถ้ารัฐอยากช่วย SMEs ส่วนใหญ่จริง ๆ ต้องทำมากกว่าปล่อยกู้
ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านี้  
> **เงินกู้ 2.67 แสนล้าน = เครื่องมือช่วย SMEs “ชั้นบน” ของพีระมิด**  
> แต่ “ฐาน” ของพีระมิดยังแทบไม่ได้อะไร
สิ่งที่ควรเดินคู่กัน ถ้ารัฐบาลจริงใจจะช่วย SMEs ส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่สร้างภาพ “Quick Big Win” คือ:
1. **มาตรการฟื้นฟูหนี้เชิงรุก (ไม่ใช่แค่รีไฟแนนซ์เฉพาะราย)**  
   - กลไกรวมศูนย์ช่วยเจรจาหนี้ให้ SMEs รายย่อย  
   - แพ็กเกจ “หนี้เก่า–แผนธุรกิจใหม่” ที่แบงก์และรัฐแชร์ความเสี่ยงร่วมกัน  
   - ให้โอกาสคนที่เคยล้มกลับเข้าสู่ระบบได้ ไม่ใช่ติด “ตราบาปเครดิต” ไปตลอดชีวิตธุรกิจ
2. **ทุนกึ่งให้เปล่า / Matching Grant สำหรับการปรับตัว**  
   - SMEs ที่อยากลงทุนเรื่องดิจิทัล, AI, ระบบบัญชี, ระบบโลจิสติกส์ ฯลฯ  
   - รัฐไม่ควรให้แต่ “หนี้” แต่ควรใส่ “ทุนร่วม” เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดจริง
3. **ศูนย์ช่วย SMEs รายเล็กแบบ One Stop**  
   - จัดการทั้งเรื่องบัญชี, ภาษี, การเงิน, การตลาด, การเข้าถึงแพลตฟอร์ม e-commerce  
   - เปลี่ยนจาก “คุณต้องพร้อมก่อนแล้วค่อยมากู้” เป็น “เดี๋ยวเราช่วยให้พร้อม แล้วค่อยเชื่อมไปหาเงินทุน”
4. **ยอมรับความจริงเรื่องหนี้นอกระบบ และดึงเข้ามาอยู่ในเกม**  
   - SMEs จำนวนมากไม่มีเครดิตในสายตาแบงก์ แต่มี “ประวัติการจ่ายดอกหนี้นอกระบบ” หนักมหาศาล  
   - ถ้าไม่มีเครื่องมือแปลงข้อมูลพวกนี้ให้กลายเป็น “เครดิตเชิงบวก” ในระบบการเงิน  
     คนกลุ่มนี้ก็จะติดอยู่ในหลุมเดิมไม่รู้จบ

สรุป: Quick Big Win หรือ Quick Big PR?
ในมุมการเมืองและการสื่อสาร มาตรการนี้คือ **“ชัยชนะเชิงภาพลักษณ์”**  
รัฐบาลได้จังหวะประกาศตัวเลขใหญ่ ๆ วงเงินอลังการ รายชื่อโครงการยาวเหยียด  
พูดได้เต็มปากว่า “เราไม่ทอดทิ้ง SMEs”
แต่ถ้ามองจากพื้นร้านอาหารเล็ก ๆ, โรงงาน 20–30 คน, ร้านบริการรายย่อย,  
คำถามยังคงเดิมว่า

> **“แล้วฉันล่ะ ได้อะไรจาก Quick Big Win นอกจากข่าวดีบนหน้าจอ?”**
คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดในตอนนี้คือ:
- ถ้าคุณยังเดินได้ ยังมีเอกสารครบ ยังมีเครดิตพอไหว คุณมีสิทธิ์ได้ “ออกซิเจนเพิ่ม”  
- แต่ถ้าคุณคือ SMEs ส่วนใหญ่ที่เปราะบางที่สุด  
  **Quick Big Win อาจเป็นแค่ Quick Big PR**  
  ที่เดินผ่านหน้าร้านคุณไป… โดยไม่ได้แวะเข้า
และนี่คือความจริงที่มาตรการนี้ “ไม่เคยบอกคุณ” ตั้งแต่ต้น

ภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ของ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ รวมหน่วยงานรัฐ-จิตอาสา เป็นหนึ่งเดียว อยู่กับผู้ประสบอุทกภัยตลอดทั้งวันทั้งคืน

(3 ธ.ค. 68) “เสธ.หิ” ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกฯ เล่าเบื้องหลังภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเมื่อ 24 พ.ย. 2568 ให้ดูแลสถานการณ์น้ำท่วมสงขลา เพียงวันถัดมา 25 พ.ย. ก็รีบลงพื้นที่ทันที ขณะที่ “เสธ.หิ” เดินทางล่วงหน้าไปจัดเตรียมการประชุมทางไกลระหว่างหาดใหญ่กับทำเนียบรัฐบาล เพื่อประสานงานรับมือเหตุการณ์

เมื่อถึงหาดใหญ่กลับพบว่าหน่วยงานจังหวัดยังไม่ได้เตรียมระบบประชุมทางไกลไว้พร้อมที่สุด กลายเป็นฝ่ายทหาร โดยกองบิน 56 หาดใหญ่ ที่จัดห้องประชุมออนไลน์เชื่อมกับทำเนียบฯ ไว้เรียบร้อย มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กห. เป็นประธาน เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางมาถึงจึงตัดสินใจเข้าร่วมประชุมที่ บน.56 พร้อมนำข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าพูดคุยวางแผนร่วมกับฝ่ายทหารทันที

ข้อมูลก่อนประชุมสะท้อนปัญหาว่าแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพสั่งการกลาง ร.อ.ธรรมนัส จึงขออนุญาตนายกรัฐมนตรีรับหน้าที่กำกับสั่งการเอง ก่อนออกคำสั่งจัดโครงสร้างบัญชาการใหม่ ใช้แนวทางรถไฟแบ่งหาดใหญ่ออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก มอบ มทภ.4 เป็นผบ.เหตุการณ์ฝั่งตะวันออก ส่วนฝั่งตะวันตกรวมสนามบินหาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส กำกับเอง โดยมีหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ เป็นลูกมือ พร้อมเร่งให้กองทัพภาค 4 หน่วยทหารพัฒนา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเร่งด่วน

หลังสั่งการโครงสร้างกลางเรียบร้อย ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่ทันทีตั้งแต่ก่อนเที่ยงจนถึงเที่ยงคืน โดยตั้งศูนย์อำนวยการกรมชลประทานที่ รร.ซิกเนเจอร์ หาดใหญ่ ขณะตัวเขาเองลุยภาคสนามต่อเนื่องจนสามารถอพยพประชาชนในโซนสนามบินนอก ซึ่งรถเข้าไปถึงได้ยาก ออกมาได้ราว 550 คน นำส่งศูนย์พักพิง รร.หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ และส่งผู้ป่วยต่อไปยัง รพ.สนามหน้าสนามบินหาดใหญ่ พร้อมประสานฝนหลวง–เฮลิคอปเตอร์–เครื่อง C-130 ลำเลียงอาหาร อุปกรณ์แพทย์ และสับเปลี่ยนบุคลากรให้โรงพยาบาลที่ถูกตัดขาด

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์อำนวยการยังพยายามเจาะเข้าเขต 8 พื้นที่ชั้นในที่กระแสน้ำเชี่ยวจัดจนเข้าไม่ถึง โดยได้รับการสนับสนุนทีมเจ็ตสกีจากสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย และทีมของ รมว.วัฒนธรรม ที่ลงพื้นที่ช่วยสำรวจเส้นทางและนำอาหารเข้าไป แม้หลายจุดยังเข้าไม่ได้เพราะน้ำแรงและมืดค่ำ แต่ก็ได้ข้อมูลสำคัญไปวางแผนวันต่อไป ภารกิจของ ร.อ.ธรรมนัส ในวันนั้นจบลงด้วยมื้ออาหารแรกเวลาประมาณ 01.00 น. ก่อนเตรียมประชุมต่อเช้าวันที่ 26 พ.ย. ซึ่ง “เสธ.หิ” ทิ้งท้ายว่าจะเล่าตอนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นดราม่าหน่วยซีลที่ถูกวิจารณ์ในโซเชียลอย่างหนัก

“บิ๊กคลีนนิ่ง” เมืองหาดใหญ่ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมให้คำมั่น “จะเร่งคืนความปกติให้เมืองหาดใหญ่โดยเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 68 พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ภายหลังสถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่กำลังเร่งระดมสรรพกำลังปฏิบัติหน้าที่ทำความสะอาดเมือง (Big Cleaning) เพื่อชะล้างดินโคลน และขยะที่ตกค้าง พร้อมทั้งได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ และกล่าวให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการช่วยเหลือประชาชน โดยได้ลงพื้นที่สำรวจจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและพื้นที่สาธารณะ 4 จุดหลัก ดังนี้ โซน 1 โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อดูแลความสะอาดบริเวณสถานพยาบาลให้พร้อมรองรับผู้ป่วย โซน 3 ตลาดกิมหยงซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญใจกลางเมือง บริเวณรอบ ถนนเพชรเกษมเส้นทางคมนาคมหลัก และตลาดสดแหล่งปากท้องของพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้เดินเท้าพบปะพูดคุยกับประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ เพื่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบ และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนอย่างใกล้ชิด โดยได้กล่าวเน้นย้ำ และให้คำมั่นสัญญาว่า “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน และจะเร่งดำเนินการฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด”


 

รัฐบาลส่งเรือผลักดันน้ำ 5 ลำ ลงคลองปากแตระ อ.ระโนด จังหวัดสงขลา เร่งดันมวลน้ำทะเลสาบสงขลาออกอ่าวไทย 'เจือ ราชสีห์' ขอบคุณภาครัฐทำตามข้อเรียกร้อง

‘เจือ ราชสีห์’ ขอบคุณภาครัฐ หลังทำตามข้อเสนอใช้เรือผลักดันน้ำดันมวลน้ำออกสู่อ่าวไทย ลดผลกระทบวงกว้างรอบทะเลสาบสงขลาทั้งหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง ไม่ต้องทรมานเพราะน้ำท่วมบ้านไปอีกหลายเดือน

จากกรณีที่เกิดมหาอุทกภัยถล่มพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนหน้านี้ ซึ่งทางนายเจือ ราชสีห์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ได้เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เป็นการด่วน โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ โดยเสนอให้รัฐบาลสั่งการกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำกว่า 100 ลำ มาช่วยดันน้ำออกจากคลอง ร.1 ลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว เพื่อให้ระดับน้ำในเขตเมืองหาดใหญ่ลดลงโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ต้องจัดเรือผลักดันน้ำอีกชุดเพื่อดันน้ำจากทะเลสาบสงขลาออกสู่ปากอ่าวไทยอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนรอบทะเลสาบสงขลา ทั้งในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา (ตำบลพะวง ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะยอ ตำบลทุ่งหวัง ตำบลเกาะแต้ว) รวมถึงอำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ และอำเภอระโนด ไม่ให้ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมนานเกินความจำเป็น
.
ล่าสุด รัฐบาลได้ดำเนินการตามที่นายเจือ ราชสีห์ เรียกร้อง โดยมอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย สำนักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ศบภ.สสน.นทพ.) จัดกำลังพลพร้อมเรือผลักดันน้ำจำนวน 5 ลำ ลงพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมกับผู้นำชุมชนและส่วนราชการในพื้นที่ ติดตั้งเรือผลักดันน้ำบริเวณปากคลองปากแตระ ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด เพื่อเร่งอัตราการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

โดยเรือผลักดันน้ำทั้ง 5 ลำ จะ สามารถเพิ่มการระบายน้ำได้ประมาณ 342,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำอย่างมีนัยสำคัญ

คลองปากแตระถือเป็นหนึ่งใน “ช่องระบายหลักออกทะเล” ของทะเลสาบสงขลา ทำหน้าที่รองรับมวลน้ำจากหลายพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอหาดใหญ่ ก่อนระบายออกสู่อ่าวไทยโดยตรง การเร่งระบายน้ำบริเวณนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยดึงระดับน้ำในทะเลสาบสงขลาให้ลดลงได้เร็วขึ้น

มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบในหลายพื้นที่ลุ่มรอบทะเลสาบสงขลาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในเขตอำเภอระโนด ,อำเภอกระแสสินธุ์,บางส่วนของอำเภอสทิงพระรวมถึงบางพื้นที่ในอำเภอหาดใหญ่ ที่ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ในขณะนี้

การปฏิบัติการเร่งด่วนของศป.กฉ.ส่วนหน้าครั้งนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการมวลน้ำขนาดใหญ่ และเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายเจือ ราชสีห์ ได้แสดงความขอบคุณ ที่ภาครัฐเห็นพ้องตามข้อเสนอ และได้ดำเนินการให้หน่วยบัญชาการ ทหารพัฒนา นำเรือผลักดันน้ำมาเพื่อเร่งระบายน้ำจากทะเลเสสาปที่อำเภอระโนดลงอ่าวไทย ทำให้ชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอยู่ ต.เกาะยอ ต.พะวง อ.เมือง อ.สิงหนคร อ.สทิงพระ อ.ระโนด อ.กระแสสินธ์ จังหวัดสงขล รวมถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดพัทลุง ไม่ต้องทรมานเพราะน้ำท่วมบ้านไปอีกหลายเดือนหลังจากนี้

 

น้ำใจหลั่งไหล!! ‘วีระศักดิ์’ เผย อาสาเพื่อนพึ่งภาฯ ลุยหาดใหญ่ เร่งสร้างบ้าน 11 หลัง ช่วยผู้ป่วย-คนพิการ คืนที่พักให้คนยากไร้พ้นวิกฤตน้ำท่วม พร้อมชวนผู้มีจิตศรัทธามอบวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนพึ่งภาฯ เผยทีมงานเร่งปรับพื้นที่เชื่อมโครงเหล็กหวังคืนบ้านให้ผู้ประสบภัยที่ต้องอาศัยบ้านเพื่อนอยู่ เปิดรับบริจาควัสดุซ่อมแซมบ้านโดยตรงเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือ 

(22 ธ.ค. 2568) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ทีมอาสาเครือข่ายเพื่อนพึ่งภาฯ จากนครศรีธรรมราช 17 คน ลงพื้นที่ช่วยฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่หลังน้ำท่วม โดยเร่งปรับพื้นที่และก่อสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยที่ชุมชนบ่อนไก่-ท่ายาง จำนวน 11 หลัง

นายวีระศักดิ์กล่าวว่า "วันนี้ทีมเข้าปรับพื้นที่และเชื่อมโครงเหล็กก่อสร้างบ้านได้ 2 หลัง พรุ่งนี้จะเร่งต่ออีก 2 หลัง" โดยเลือกช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เน้นคนยากไร้ คนพิการ และผู้ป่วย ที่สำคัญผู้ประสบภัยไม่มีที่อยู่ ต้องไปอาศัยเพื่อนบ้านตั้งแต่น้ำท่วมจนถึงปัจจุบัน

สำหรับผู้ประสงค์ช่วยเหลือ สามารถบริจาคหรือมอบวัสดุก่อสร้าง โดยติดต่อจ่าโท โกเมศ ทองบุญชู หมายเลขโทรศัพท์ 089-444-4312 ทั้งนี้ ไม่ประสงค์รับบริจาคเป็นตัวเงิน แต่หากเป็นวัสดุสำหรับฟื้นฟูบ้านจะยินดีมาก

‘รัดเกล้า’ ชี้น้ำท่วมกระทบเด็ก!! เปิดเผยน้ำท่วมหาดใหญ่ทำโรงเรียนพัง นักเรียน 7 หมื่นเสียโอกาสเรียน ชี้รัฐบาลเยียวยาไม่ถึงโรงเรียน เสนอทางออกแก้ระเบียบช่วยด่วน

“รัดเกล้า” เปิดสถิติสุดช็อก น้ำท่วมหาดใหญ่ ทำ 700 รร.พัง นักเรียน 7 หมื่น เคว้ง ชี้ “วิกฤตที่ถูกลืม” กระทบอนาคตเด็กไทย แฉรัฐบาลเยียวยาเหลื่อมล้ำ แจกครัวเรือนแต่ลืมโรงเรียน  ชี้ต้องมีงบฉุกเฉินระดับโรงเรียน

“น้ำท่วมจบได้ แต่อย่าให้อนาคตเด็กจบไปด้วย”

(8 เม.ย.2569) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการอภิปรายในญัตติปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่อย่างยั่งยืน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยก “วิกฤตการศึกษา” ที่เป็นประเด็นถูกลืม และแทบไม่มีใครพูดถึง เปรียบเหมือน "ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ" ที่กำลังกระทบอนาคตเด็กไทยอย่างเงียบ ๆ แต่ รัฐบาลกลับมองข้าม 

นางรัดเกล้า เปิดเผยสถิติที่สุดรันทดว่า ขณะนี้มีโรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมถึง 723 แห่ง อุปกรณ์การเรียนพังพินาศ และมีเด็กนักเรียนกว่า 76,000 คนที่ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา พร้อมตั้งคำถามถึง "ความเหลื่อมล้ำในการเยียวยา" ว่า รัฐบาลจัดงบช่วยครัวเรือน 9,000-29,000 บาท มีพักหนี้ พักดอกเบี้ย มีค่าปลงศพ - ซึ่งเป็นเรื่องดี - แต่ในเชิงเปรียบเทียบ กลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนโดยตรงบ้างเลย ทั้งที่เป็นหัวใจของการฟื้นฟูอนาคต

"ดิฉันยกหูคุยกับ ผอ.โรงเรียนบ้านวังหรัง (ประสิทธิ์อุปถัมภ์) ด้วยตัวเอง โรงเรียนมีเด็กแค่ 160 คน แต่กำแพงโรงเรียนพังและเอียงถล่ม โดยเฉพาะโซนเด็กอนุบาล ผอ.ต้องไปเรี่ยไรเงินบริจาคมาได้แค่ 4-5 แสน ซึ่งไม่พอซ่อม ท่าน ผอ.ถึงขั้นพูดด้วยความอัดอั้นว่า "ต้องรอให้มีข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งว่ากำแพงทับเด็กอนุบาลตายก่อนหรือเปล่า รัฐบาลถึงจะส่งเงินเยียวยามาให้" สส. รัดเกล้า กล่าว 

พร้อมกันนี้ยังได้หยิบยกกรณีของ "น้องเกรซ" นักเรียน ปวช. ที่กลายเป็นเหยื่อน้ำท่วมจนต้องลาออกจากการเรียนต่อ ปวส. เพราะเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนไหลไปกับน้ำหมด ครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย พร้อมเผยข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่าใน จ.สงขลา มีนักเรียนทุนเสมอภาคถึง 3,100 คน ที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบ (Dropout) โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ นักเรียนในช่วงรอยต่อ ได้แก่ ป.6 ม.3 และ ม.6 รวมถึงสายอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต แต่รัฐบาลกลับเงียบกริบ ทั้งที่เคยประกาศนโยบาย Zero Dropout ไว้ใหญ่โต

ในช่วงท้าย นางรัดเกล้า ได้เสนอทางออก 2 ข้อใหญ่ คือ

1. บูรณาการฐานข้อมูล เชื่อมข้อมูลความเหลื่อมล้ำ (iSEE) เข้ากับข้อมูลภัยพิบัติเพื่อให้ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที

2. แก้ไข พรบ.จัดซื้อจัดจ้าง เพื่อปลดล็อกระเบียบราชการที่ล่าช้า พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉินให้โรงเรียนเข้าถึงงบได้ทันทีเหมือน "เงินสดย่อย" ไม่ต้องรอขั้นตอนที่รวมศูนย์อยู่แต่ในกรุงเทพฯ

“น้ำท่วมจบได้ แต่อนาคตเด็กไทยจบไม่ได้ - ภัยธรรมชาติเราอาจห้ามไม่ได้ แต่ความล่าช้าจากระบบราชการ คือการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร และรัฐบาลต้องรับผิดชอบ” นางรัดเกล้ากล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า หากยังไม่เร่งปลดล็อกโครงสร้างและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง น้ำท่วมครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่จะหมายถึง “อนาคตของเด็กไทยที่ไหลหายไปกับสายน้ำ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top