Sunday, 18 October 2026
ท่อนHookการเมือง

ฝ่ายค้านพรรคประชาชนถูกตั้งคำถาม? ดันอภิปรายเชิงวิทยาศาสตร์ ตรวจเส้นทางเงินและผลประโยชน์ทับซ้อน ยังขาดแรงปะทะในสภา พฤติกรรมย้อนแย้งทำฝ่ายค้านอ่อนแรง

พรรคประชาชนคนสามกีบ จัดเป็นฝ่ายค้านอาชีพหรือแค่อยู่กินเงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ

หากจะวิเคราะห์บทบาทของ “พรรคประชาชนคนสามกีบ” ในฐานะฝ่ายค้าน ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ทางการเมืองที่สำคัญต่อการเมืองไทยปัจจุบัน การจะประเมินว่าพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้มีน้ำยา มีความจริงใจ หรือเป็นเพียงการ “ทำมาหารับประทาน” เงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ จำเป็นต้องก้าวข้าม “อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว” ทางสังคม รวมถึง “พฤติกรรมเลว ๆ ของพรรคนี้ในอดีต” แล้วตั้งใจวิเคราะห์ เราจะเห็น “มิติเชิงประสิทธิภาพ” และ “มิติเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ยากเย็น

หากเปรียบเทียบฝ่ายค้านในอดีตกับปัจจุบัน สิ่งที่ “พรรคส้ม” สร้างความแตกต่างอย่างเด่นชัดก็คือสไตล์การอภิปราย และการเจาะลึกข้อมูล "พรรคสามกีบ” เปลี่ยนจากการใช้ “วาทกรรมทางการเมือง” ที่เน้นให้เกิด “ดราม่า” มาเป็นการทำงานในเชิงวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน, งบประมาณ และเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเป็นระบบ เช่น การเจาะลึกคดีการฮั้วประมูล หรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ทุกประเด็นมีเนื้อมีหนังมากขึ้น

แต่ที่ยังถูกมองว่า "ขาดน้ำยา" และ "เช้าชามเย็นชาม" นั่นเพราะขาด "แรงปะทะทางการเมือง" การเน้นตัวเลข โครงสร้าง และข้อกฎหมาย ทำให้ในบางช่วงเวลาการตรวจสอบดูเหมือน "งานวิจัยในสภา" มากกว่าการจะ “น็อกรัฐบาลกลางสภา” ได้ ทำให้ “ด้อมสายฮาร์ดคอร์” ที่ยังพอมีสติปัญญาบางกลุ่ม รู้สึกว่าฝ่ายค้านขาด "ความดุดัน" หรือไม่มีผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมในทาง “นิติสงคราม”
ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถ “ล้มรัฐบาลในสภา” ได้จริง

จึงกลายเป็นโจทย์ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่า การทำงานในสภาเป็นเพียงการทำหน้าที่ตามระเบียบเพื่อรับเงินเดือนภาษี หรือสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนภายนอกสภาได้จริงเพียงใด?
โดยส่วนตัวผมคิดว่า “พรรคส้มสามกีบ” ในปัจจุบันไม่ได้ขาดข้อมูลในการตรวจสอบ แต่สิ่งที่กำลังเผชิญหน้าคือ "ความแข็งแกร่งของอำนาจ” บวกกับกลิ่นเหม็นของพรรคตัวเองที่ไม่เคยจางหายไป เช่น ข่าวทำร้ายร่างกาย, เมาแล้วขับ, พัวพันเว็บพนันออนไลน์, ยาเสพติด, ฟอกเงิน, ข่มขืน และหนีเกณฑ์ทหาร เห็นชัดว่าความเสื่อมถอยของพรรคส้มไม่ได้เกิดจากการถูกฝ่ายตรงข้ามขย้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความย้อนแย้ง ผสมพฤติกรรมโง่ ๆ เลว ๆ ของตัวเอง

เมื่อพฤติกรรมของคนในพรรค ขัดแย้งกับมาตรฐานที่ตัวเองเคยตั้งไว้สูงลิบลิ่ว ยิ่งตั้งมาตรฐานไว้สูงเพียงใด ยามส้มเน่าคาต้น อ่อนแรงจนร่วงหล่นลงสู่พื้น ความรู้สึกผิดหวังและเกลียดชังของประชาชนก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นเท่าทวี

แจ็ค รัสเซล

ศักดิ์ศรีมนุษย์ต้องมาก่อนคะแนนเสียง!! ปมคุกคามทางเพศซ้ำเขย่ามาตรฐานพรรคการเมือง จี้คัดคนก่อนส่งใช้อำนาจแทนประชาชน เตือนพรรคการเมืองต้องมีกลไกวินัยเข้ม ไม่ปล่อยอำนาจเป็นเกราะคุ้มผิด

บรรทัดฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองกับกรณีการล่วงละเมิดทางเพศบ่อย ๆ ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ

คำว่า “พรรคการเมือง” สำหรับผม ไม่ใช่เป็นเพียงองค์กรที่รวบรวมบุคลากรเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ แต่นับเป็น "สถาบันทางการเมือง" ที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางสังคม และสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม คุณธรรม ที่ดีงามให้ปรากฏออกสู่สังคม

การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการส่งบุคลากรเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงถือเป็น “ด่านแรกสุด” ที่สะท้อนถึง “ค่านิยมและความรับผิดชอบ” ของพรรคการเมืองนั้น ๆ ต่อสังคมโดยรวม

ประเด็นเรื่องการล่วงละเมิดและการคุกคามทางเพศ ได้กลายเป็นดรรชนีชี้วัดสำคัญถึงความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากพรรคการเมืองปล่อยให้บุคคลที่มีประวัติ หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศเข้าสู่วาระทางการเมือง ย่อมสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง

ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่กลับเป็นผู้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่นเสียเอง สังคมจะเกิดความคลางแคลงใจในความยุติธรรมของกฎหมาย กรณีนี้ทำให้นึกถึง “พรรคของคนรุ่นใหม่” ที่เคยคุยโม้เอาไว้ว่าจะสร้างเป็นมาตรฐานใหม่ในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” แต่กลายเป็นพรรคที่มีประเด็น “คุกคามทางเพศ” ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ ติด ๆ กัน

ผู้แทนประชาชนที่มีพฤติกรรม “คุกคามทางเพศ” หากยังคงเสวยสุขในตำแหน่งหน้าที่การงาน ย่อมจะสร้างการรับรู้ที่ผิดพลาดให้แก่คนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนในเรื่องอำนาจหรือสถานะทางสังคม สามารถนำมาใช้เป็น “เกราะคุ้มกันความผิด” จากการละเมิดผู้อื่นได้

การทำหน้าที่ทางการเมือง มิใช่เรื่องของความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับ “จริยธรรมขั้นพื้นฐาน" พรรคการเมืองที่ปกป้องผู้กระทำผิดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมกำลังสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีแก่สังคมไทย และลดทอนมาตรฐานประชาธิปไตยให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

พรรคการเมืองทุกพรรคจึงจำเป็นต้องมี “กลไกตรวจสอบทางวินัย” ที่เข้มงวด ปฏิเสธที่จะไม่ส่งผู้มีประวัติล่วงละเมิดทางเพศลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องเกียรติของสถาบันการเมือง แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ผู้ที่อาสาเข้ามาใช้อำนาจแทนพวกเขานั้น เป็นผู้ที่เคารพในสิทธิ และเชิดชูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน อย่างเท่าเทียมแท้จริง

แจ็ค รัสเซล

"ไอ้โม่ง" ปล้นน้ำมันยังไม่ถูกจับ!! ปม “ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน” ยังลอยนวล ไร้ประสิทธิภาพบังคับใช้กฎหมาย สร้างความไม่ไว้วางใจในสังคม ประชาชนหมดศรัทธาในผู้ปกครอง

นาฏกรรมลอยนวล สแกนพฤติกรรมรัฐบาลล้มเหลว เมื่อ “ไอ้โม่ง” ใหญ่กว่ากฎหมาย
น้ำมันจึงหายไปพร้อมกับความไว้วางใจ

นับได้กี่เดือนกันแล้วครับที่ "ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน" ยังคงลอยนวล?
ประเด็นการปล้น และกักตุนน้ำมันลักลอบในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือการสูญเสียมูลค่าทางทรัพยากรธรรมดา เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงบัดนี้ รัฐบาลที่เคยออกมากางตำราประกาศว่าจะ "ลากตัวไอ้โม่ง" เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กลับยังไม่สามารถจับกุมผู้บงการจริงได้แม้แต่รายเดียว

สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สะท้อนถึงพฤติการณ์ของรัฐบาล ซึ่งสร้างความไม่น่าไว้วางใจให้เกิดขึ้นในใจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นชัดที่สุดคือ “ไร้ประสิทธิภาพ” ในการบังคับใช้กฎหมาย

การออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว การตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือการใช้วาทกรรมขู่ฟอด ๆ ว่าจะกวาดล้าง “กลุ่มทุนสีเทา” ที่อยู่เบื้องหลัง กลายเป็นเพียง "ละครฉากใหญ่" เมื่อผลลัพธ์เชิงรูปธรรมเป็นศูนย์ การที่น้ำมันปริมาณมหาศาลซึ่งต้องใช้ระบบขนส่ง รถบรรทุก เรือ หรือคลังเก็บขนาดใหญ่หายไปและถูกกักตุนได้โดยไร้ร่องรอย สะท้อนว่ารัฐบาลอาจมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพขั้นวิกฤต หรือไม่ก็หนีไม่พ้นการตั้งใจทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้าจนเรื่องเงียบหายไปเอง

สายตาของประชาชนตาดำ ๆ ไม่ต้องเรียนสูงก็สามารถมองทะลุได้ว่า ขบวนการระดับที่สามารถ "ปล้นและกักตุน" น้ำมันได้ ย่อมไม่ใช่ฝีมือของโจรกระจอก แต่ต้องเป็นเครือข่ายอิทธิพลที่มีทั้งเงินทุนและสายสัมพันธ์ทางอำนาจ

ไม่ต่างจากการ “ปล้น สว.” หรือ “ปล้นสอบราชการ”
การที่รัฐบาลไม่สามารถเจาะไข่แดงไปถึงตัว "ไอ้โม่ง" ได้ ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของสังคมว่ามีคนของ “ผู้มีอำนาจในรัฐบาล” เข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือคอยเป็น “เกราะกำบังพยานหลักฐาน” เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องหรือไม่?
สิ่งที่เราเห็น ๆ กันบ่อยครั้งก็คือ การจับกุมเพียง "ผู้ปฏิบัติการระดับล่าง" แล้วรีบสรุปสำนวนเพื่อปิดคดี โดยไม่มีการขยายผลไปถึงโครงสร้างเส้นทางการเงิน หรือผู้บงการระดับบน ประชาชนจึงเข้าใจเป็นอื่นไม่ได้นอกจากคิดว่ารัฐบาลกำลังใช้กลยุทธ์ "ตัดตอน" เพื่อปกป้องใครบางคน มากกว่าการกวาดล้างขบวนการอย่างจริงจัง

ความน่ากลัวที่สุดในเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่น้ำมันที่ถูกปล้นไปต่อหน้าต่อตา แต่คือความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ถูกปล้นจนหมดหัวใจไปพร้อม ๆ กัน

แจ็ค รัสเซล

ทความวิจารณ์ กกต. ปมหลักนิติรัฐ!! เตือนอย่าให้ประวัติศาสตร์การเมืองซ้ำรอยจนศรัทธาประชาชนพัง ๒๐ ปีตราชั่งนำพากลับ เลวร้ายยิ่งกว่าฝ่าฝืนกฎหมาย ล้วงลึกการฉ้อฉลภายใต้นิติรัฐ เงาอดีตผุดซ้ำในยุคดิจิทัล

จาก ๓ หนา ๕ ห่วง ถึง ๕ ข้ารับใช้มหาโจร วัฏจักรฉ้อฉล ย่ำยีนิติรัฐ ทรยศประชาชน จุดจบคือเรือนจำ!

ไม่น่าเชื่อว่า “กกต. บาป” ที่เคยเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๙ จะกลายเป็นเงาอดีตที่หวนคืนกลับมาทำลายหลักนิติรัฐอีกครั้งในปี ๒๕๖๙ จึงพูดได้ว่า ๒๐ ปีในการพัฒนาประเทศ อาจนำพาเราไปสู่โลกดิจิทัลได้จริง แต่ ๒๐ ปีใน “วงการตราชั่งไทย” กลับนำพาเราถอยหลังเข้าสู่อเวจีแห่งการรับใช้นักการเมืองเลว

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยบันทึกฉากทัศน์เน่า ๆ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้ครั้งหนึ่ง ครั้งนั้น “มนุษย์บาปหนาขี้ข้านักการเมือง” ได้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จอย่างไร้ความสุจริตเพื่อเปิดทางให้อำนาจรัฐ จนท้ายที่สุดการทำงานรับใช้ “มหาโจรในคราบนักการเมืองเลว” ก็จำต้องแพ้ภัยตัวเอง เดินคอตกเข้าคุกเรียงตัว กลายเป็นข่าวดังยากที่คนไทยจะลืมเลือน

แม้จะลงเอยที่ตะราง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “โจรเสื้อแดงเผาเมือง” ยุคนั้น ได้ผงาดขึ้นบน “เวทีชั่วมืออาชีพ” กับบทบาท “เจ้านาย กกต.” กลายเป็นต้นแบบเลว ๆ ของ “โจรเสื้อน้ำเงินปล้นน้ำมัน” ในเวลาต่อมา

ต่างกันที่ ยุคบาปของ “ ๓ หนา ๕ ห่วง” ลิขสิทธิ์อันเลวทรามของ “คนหน้าเหลี่ยม” คือความฉ้อฉลในรูปแบบ "หน้าด้านตรงไปตรงมา" กล้าทำผิดกฎหมายอย่างเปิดเผย จนจบลงที่เรือนจำ ส่วนยุคชั่วของปัจจุบัน คือความฉ้อฉลในรูปแบบ "ซ่อนหลังข้อกฎหมาย" บิดเบือนเจตนารมณ์ ใช้เทคนิคเพื่อโอบอุ้มฝ่ายบริหาร ดูถูกสติปัญญาของประชาชนคนไทยว่าโง่งมจนมองความบิดเบี้ยวไม่ออก

หากปี ๒๕๔๙ คือบทเรียนเรื่องความหน้าด้านในการ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ยุคนี้กลับเป็นบทเรียนที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือการใช้กฎหมายเป็น “อาวุธเข่นฆ่าความถูกต้อง” ทั้งปวง

การเปลี่ยนตราชั่งให้กลายเป็น “เครื่องมือฟอกขาวนักการเมืองเลว” จนประชาชนหมดสิ้นความศรัทธาในระบบการเลือกตั้ง ส่งสัญญาณเตือนสังคมซ้ำอีกครั้งว่า ความซื่อสัตย์สุจริตนั้นไม่มีความหมายเท่ากับการมีอำนาจอยู่ในมือ

อำนาจที่ได้มาจากการรับใช้นักการเมืองเลว อาจซื้อความสบายให้ชีวิตในวันนี้ได้ แต่ไม่อาจซื้อกุญแจไขให้ตนเองหลุดพ้นจากตราบาปในประวัติศาสตร์ได้ และที่จริงของจริงทั้งปวงคือ ไม่อาจใช้ล็อกประตูเรือนจำที่เคยเปิดรับผู้กุมตราชั่งเอียงมาแล้วในอดีต..ได้อีกเช่นกัน

การฉายหนังซ้ำในเงาเรื่องเดิม กำลังเปิดให้จองตั๋วเพื่อให้ กกต. เข้าไปดูตัวเองในคุกแล้วในเวลานี้

แจ็ค รัสเซล

“แก้มลิง” เมืองหลวงถูกตั้งคำถาม!! หลังบึงคู้บอนหลุดผังเมือง จับตาผลกระทบน้ำท่วมกรุงเทพฯ การพัฒนาอสังหาฯ แทนพื้นที่รับน้ำ ผู้นำต้องรับผิดชอบชัดเจน

เมื่อ "แก้มลิง" เมืองหลวง “ถูกปล้น” คนกรุงเทพฯ จมน้ำ ตราบาปนี้ใครรับผิดชอบ?

โครงการ “แก้มลิงบึงคู้บอน” ที่มีเนื้อที่กว่า ๑๓๐ ไร่ ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ “บึงรับน้ำสำคัญ” ที่เคยมีแผนเตรียมเวนคืน แต่กลับไม่ปรากฏในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ จนกลายสภาพเป็นพื้นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหมู่บ้านจัดสรร ได้จุดประเด็นตั้งคำถามสำคัญว่า หากแก้มลิงตามแนวพระราชดำริถูกถอดถอนออกจากผังเมืองจนหมดสิ้น ชะตากรรมของคนกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร?

ต้องทราบกันก่อนว่า เมืองกรุงเทพมหานครมีลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ และยังคล้ายแอ่งกระทะ มีระดับความสูงใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลปานกลาง การระบายน้ำจึงต้องพึ่งพาระบบปั๊มและการหน่วงน้ำเป็นหลัก หากแก้มลิง “หายไปจากผังเมือง” และฝนยังคงตกหนักไม่หยุดคล้ายหนัง “Hard Rain” ในปี 1998 น้ำก็จะท่วมเมืองเหมือนในหนังไม่มีผิดเพี้ยน

หากไร้ “แก้มลิง” อย่างเช่น “บึงคู้บอน” ถ้าฝนตกหนักสะสมก็จะมุ่งลงสู่ถนน ชุมชน รวมถึงคลองสายหลักทันที ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังรวดเร็ว ที่สุดก็จะท่วมทะลักเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน

น้ำท่วมขังเป็นเวลานานจะทำลายระบบขนส่งทางบก และทรัพย์สินของประชาชน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท ประชาชนในเขตลุ่มต่ำจะกลายเป็นผู้ประสบภัยถาวร

การปรับเปลี่ยนผังเมืองหากทำโดยละเว้นหรือไม่รอบคอบ จนส่งผลให้เกิดภัยพิบัติต่อสาธารณะ อาจจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หากพิสูจน์ได้ว่าการปล่อยให้ “แก้มลิง” ถูกปล้นหายไปจากผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์
.
คนไทยต้องช่วยกันอย่าให้เรื่องนี้เงียบหายไปกับสายน้ำ

“แก้มลิงคู้บอน” จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า หากฝ่ายบริหารเลือกที่จะตัดพื้นที่รับน้ำออกไปจากร่างผังเมืองใหม่เพื่อเหตุผลใดก็ตาม โดยไร้โครงการรับน้ำทดแทนที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่า หรือดีกว่า เมื่อภัยธรรมชาติมาเยี่ยมเยียน ประชาชนคนกรุงเทพฯ คือผู้ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และความผิดพลาดเชิงนโยบายนี้ ย่อมเป็น “ตราบาปประทับไว้บนหน้าผาก” เพื่อประจานความรับผิดชอบที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปฏิเสธไม่ได้เลย

บางเรื่องอาจต้องรอน้ำลดเราถึงจะเห็นตอ แต่สำหรับเรื่อง “ปล้นแก้มลิง” ต้องรอน้ำท่วมสถานเดียว

แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top