Wednesday, 2 September 2026
ท่อนHookการเมือง

ฝ่ายค้านพรรคประชาชนถูกตั้งคำถาม? ดันอภิปรายเชิงวิทยาศาสตร์ ตรวจเส้นทางเงินและผลประโยชน์ทับซ้อน ยังขาดแรงปะทะในสภา พฤติกรรมย้อนแย้งทำฝ่ายค้านอ่อนแรง

พรรคประชาชนคนสามกีบ จัดเป็นฝ่ายค้านอาชีพหรือแค่อยู่กินเงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ

หากจะวิเคราะห์บทบาทของ “พรรคประชาชนคนสามกีบ” ในฐานะฝ่ายค้าน ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ทางการเมืองที่สำคัญต่อการเมืองไทยปัจจุบัน การจะประเมินว่าพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้มีน้ำยา มีความจริงใจ หรือเป็นเพียงการ “ทำมาหารับประทาน” เงินภาษีของประชาชนไปวัน ๆ จำเป็นต้องก้าวข้าม “อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว” ทางสังคม รวมถึง “พฤติกรรมเลว ๆ ของพรรคนี้ในอดีต” แล้วตั้งใจวิเคราะห์ เราจะเห็น “มิติเชิงประสิทธิภาพ” และ “มิติเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ยากเย็น

หากเปรียบเทียบฝ่ายค้านในอดีตกับปัจจุบัน สิ่งที่ “พรรคส้ม” สร้างความแตกต่างอย่างเด่นชัดก็คือสไตล์การอภิปราย และการเจาะลึกข้อมูล "พรรคสามกีบ” เปลี่ยนจากการใช้ “วาทกรรมทางการเมือง” ที่เน้นให้เกิด “ดราม่า” มาเป็นการทำงานในเชิงวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน, งบประมาณ และเครือข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเป็นระบบ เช่น การเจาะลึกคดีการฮั้วประมูล หรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ทุกประเด็นมีเนื้อมีหนังมากขึ้น

แต่ที่ยังถูกมองว่า "ขาดน้ำยา" และ "เช้าชามเย็นชาม" นั่นเพราะขาด "แรงปะทะทางการเมือง" การเน้นตัวเลข โครงสร้าง และข้อกฎหมาย ทำให้ในบางช่วงเวลาการตรวจสอบดูเหมือน "งานวิจัยในสภา" มากกว่าการจะ “น็อกรัฐบาลกลางสภา” ได้ ทำให้ “ด้อมสายฮาร์ดคอร์” ที่ยังพอมีสติปัญญาบางกลุ่ม รู้สึกว่าฝ่ายค้านขาด "ความดุดัน" หรือไม่มีผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมในทาง “นิติสงคราม”
ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถ “ล้มรัฐบาลในสภา” ได้จริง

จึงกลายเป็นโจทย์ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่า การทำงานในสภาเป็นเพียงการทำหน้าที่ตามระเบียบเพื่อรับเงินเดือนภาษี หรือสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนภายนอกสภาได้จริงเพียงใด?
โดยส่วนตัวผมคิดว่า “พรรคส้มสามกีบ” ในปัจจุบันไม่ได้ขาดข้อมูลในการตรวจสอบ แต่สิ่งที่กำลังเผชิญหน้าคือ "ความแข็งแกร่งของอำนาจ” บวกกับกลิ่นเหม็นของพรรคตัวเองที่ไม่เคยจางหายไป เช่น ข่าวทำร้ายร่างกาย, เมาแล้วขับ, พัวพันเว็บพนันออนไลน์, ยาเสพติด, ฟอกเงิน, ข่มขืน และหนีเกณฑ์ทหาร เห็นชัดว่าความเสื่อมถอยของพรรคส้มไม่ได้เกิดจากการถูกฝ่ายตรงข้ามขย้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความย้อนแย้ง ผสมพฤติกรรมโง่ ๆ เลว ๆ ของตัวเอง

เมื่อพฤติกรรมของคนในพรรค ขัดแย้งกับมาตรฐานที่ตัวเองเคยตั้งไว้สูงลิบลิ่ว ยิ่งตั้งมาตรฐานไว้สูงเพียงใด ยามส้มเน่าคาต้น อ่อนแรงจนร่วงหล่นลงสู่พื้น ความรู้สึกผิดหวังและเกลียดชังของประชาชนก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นเท่าทวี

แจ็ค รัสเซล

ศักดิ์ศรีมนุษย์ต้องมาก่อนคะแนนเสียง!! ปมคุกคามทางเพศซ้ำเขย่ามาตรฐานพรรคการเมือง จี้คัดคนก่อนส่งใช้อำนาจแทนประชาชน เตือนพรรคการเมืองต้องมีกลไกวินัยเข้ม ไม่ปล่อยอำนาจเป็นเกราะคุ้มผิด

บรรทัดฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองกับกรณีการล่วงละเมิดทางเพศบ่อย ๆ ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ

คำว่า “พรรคการเมือง” สำหรับผม ไม่ใช่เป็นเพียงองค์กรที่รวบรวมบุคลากรเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ แต่นับเป็น "สถาบันทางการเมือง" ที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางสังคม และสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม คุณธรรม ที่ดีงามให้ปรากฏออกสู่สังคม

การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการส่งบุคลากรเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงถือเป็น “ด่านแรกสุด” ที่สะท้อนถึง “ค่านิยมและความรับผิดชอบ” ของพรรคการเมืองนั้น ๆ ต่อสังคมโดยรวม

ประเด็นเรื่องการล่วงละเมิดและการคุกคามทางเพศ ได้กลายเป็นดรรชนีชี้วัดสำคัญถึงความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากพรรคการเมืองปล่อยให้บุคคลที่มีประวัติ หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศเข้าสู่วาระทางการเมือง ย่อมสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง

ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่กลับเป็นผู้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่นเสียเอง สังคมจะเกิดความคลางแคลงใจในความยุติธรรมของกฎหมาย กรณีนี้ทำให้นึกถึง “พรรคของคนรุ่นใหม่” ที่เคยคุยโม้เอาไว้ว่าจะสร้างเป็นมาตรฐานใหม่ในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” แต่กลายเป็นพรรคที่มีประเด็น “คุกคามทางเพศ” ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ ติด ๆ กัน

ผู้แทนประชาชนที่มีพฤติกรรม “คุกคามทางเพศ” หากยังคงเสวยสุขในตำแหน่งหน้าที่การงาน ย่อมจะสร้างการรับรู้ที่ผิดพลาดให้แก่คนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนในเรื่องอำนาจหรือสถานะทางสังคม สามารถนำมาใช้เป็น “เกราะคุ้มกันความผิด” จากการละเมิดผู้อื่นได้

การทำหน้าที่ทางการเมือง มิใช่เรื่องของความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับ “จริยธรรมขั้นพื้นฐาน" พรรคการเมืองที่ปกป้องผู้กระทำผิดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมกำลังสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีแก่สังคมไทย และลดทอนมาตรฐานประชาธิปไตยให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

พรรคการเมืองทุกพรรคจึงจำเป็นต้องมี “กลไกตรวจสอบทางวินัย” ที่เข้มงวด ปฏิเสธที่จะไม่ส่งผู้มีประวัติล่วงละเมิดทางเพศลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องเกียรติของสถาบันการเมือง แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ผู้ที่อาสาเข้ามาใช้อำนาจแทนพวกเขานั้น เป็นผู้ที่เคารพในสิทธิ และเชิดชูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน อย่างเท่าเทียมแท้จริง

แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top