Friday, 5 June 2026
ทักษิณ_ชินวัตร

ถอดรหัสมติสยิวกิ้ว 5 ต่อ 4 ยื้อลมหายใจ 'เศรษฐา' จับตาสถานการณ์ 29 พ.ค. ขีดชะตากรรมของแทร่

เป็นปรากฏการณ์ที่งดงามประการหนึ่งจากศาลรัฐธรรมนูญในการแถลงข่าวคำวินิจฉัยคดีสำคัญของบ้านเมืองนัดล่าสุด 23 พ.ค.2567 ที่ผ่านมา...กรณีคำร้องของกลุ่ม 40 สว.ให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ นายพิชิต ชื่นบาน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่...

ที่ระบุว่างดงาม...ไม่ใช่เพราะ มติ 6 ต่อ 3 หรือ 8 ต่อ 1 หรือ 5 ต่อ 4 แต่ประการใด...หากแต่อยู่ที่เป็นครั้งแรกที่ในใบแถลงข่าวได้ระบุชื่อ ตุลาการเสียงข้างน้อยไว้ในทุกมติ ก็เลยทำให้สื่อมวลชนรู้เลยว่าเสียงข้างมากมีใครบ้าง...ไม่ต้องไปสืบเสาะเจาะข่าวได้มาถูกบ้างผิดบ้าง บางครั้งอาจทำให้ศาลท่านหงุดหงิด ก็เลยเปิดเผยไปเลย.. 

'เล็ก เลียบด่วน' ต้องขอแสดงความชื่นชมด้วยหัวใจ และขอเอ่ยนาม 9 ตุลาการศาล รธน.ชุดปัจจุบัน ให้ปรากฏไว้ ณ ที่นี่อีกครั้ง...

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (ประธาน), นายปัญญา อุดชาชน, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ

มาถอดรหัสมติวันที่ 23 พ.ค. กันสักเล็กน้อย...มติ 8 ต่อ 1 ไม่รับกรณีนายพิชิตนั้น ไม่ต้องพูดถึง เมื่อชิงลาออก ศาลท่านก็จำหน่ายไป...

มติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณา...3 เสียงที่ไม่รับคือ นายนครินทร์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ...

มติ 5 ต่อ 4 ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่...4 เสียงข้างน้อยที่เห็นว่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่คือ นายปัญญา, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ และนายจิรนิติ...

คะแนน 5 ต่อ 4 นั้นเฉียดฉิว...2 เสียงที่ไหลไปรวมกับ 3 เสียงข้างน้อย (ที่ไม่รับ) คือ นายนภดล และนายบรรจงศักดิ์...ซึ่งอย่าเพิ่งไปเคลมว่า 2 ท่านนี้จะเห็นว่าเศรษฐาผิดหรือไม่ผิด...เป็นคนละประเด็น...แต่เอาเป็นว่าเสียงเดียวที่ทำให้นายกฯ ได้ทำหน้าที่ต่อไปในช่วงนี้นั้น มันได้ช่วยให้บ้านเมืองได้ลดร้อนรุ่มลงนิดหน่อย...

ประเด็นสำคัญสมมติถ้าศาลมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ให้เศรษฐาหยุดปฏิบัติหน้าที่แบบลุงตู่เมื่อปี 2565...เศรษฐาคงว้าวุ่นและดีไม่ดีอาจทรุดคาชั้น 24 ของโรงแรมที่โตเกียวก็เป็นได้...

ถามไถ่ราคาต่อรองในตอนนี้...เศรษฐารอดไม่รอด... 'เล็ก เลียบด่วน' ตอบแบบไม่กั๊กจากที่ประมวลความเห็นมา ณ ขณะนี้ 51 ไม่รอด 49 รอด...แต่ของแทร่เขาบอกต้องดูวันพุธที่ 29 พ.ค.ที่จะถึงเสียก่อน...

ถ้าวันที่ 29 พ.ค. อัยการสูงสุดสั่งฟ้องทักษิณ ชินวัตร ในคดีความผิดมาตรา 112 ชะตากรรมของเศรษฐาก็จะพลอยมืดมนอนธการไปด้วย แต่หากสั่งไม่ฟ้องก็พอจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่ถ้าอัยการเลื่อนไปอีก...เศรษฐาก็คงอยู่ในอาการหน้ามืด หัวใจสั่นหวิวต่อไป...จนถึงเดือน ก.ค. หรือ ส.ค.

อนึ่ง มีการคาดหมายกันว่า หากที่สุดเศรษฐาต้องหลุดจากตำแหน่ง เกมเก้าอี้นายกฯ จะไหลข้าม แพทองธาร ชินวัตร, ชัยเกษม นิติสิริ 2 แคนดิเดตพรรคเพื่อไทย ไปถึง 'อนุทิน ชาญวีรกูล' หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พรรคอันดับสองของพรรคร่วมรัฐบาล...ซึ่งเป็นบุคคลที่คนชื่อ 'ทักษิณ' กินยาทำใจแล้วพอรับได้...แบบไม่มีทางเลือก...

ส่วน 'นายกฯ บ้านป่ารอยต่อ' ที่ทีมงานอุตส่าห์ร่วมวงกับ 40 สว.ด้วยนั้น...ต้องขอแสดงความเสียใจ...อีกครั้ง

ประเด็นที่หวั่นใจกันก็คือคนอย่าง 'นายใหญ่' ที่กำลังเป็นเสือติดปีกในวันนี้ ใครก็หยุดท่านลำบาก...เกิดยาทำใจเอาไม่อยู่จะเป็นอย่างไร...

อ้าว!! ดูของจริงของแทร่วันที่ 29 พ.ค.กันดี ๆ ก็แล้วกัน...เสือจะโดนตัดปีกหรือไม่?

‘วัชระ’ บอกชาวโลก ‘อัยการ’ ผู้พิจารณาคดี ม.112 ให้ 'ทักษิณ' เป็นคนเดียวกับอธิบดีที่ทำตัวเป็น ‘หมอ’ บอกทักษิณป่วยหนัก

(29 พ.ค. 67) นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหมายเลข 6650102668 ผู้ต้องหาคดี 112 ให้ทนายยื่นคำร้องขอเลื่อนการฟังคำสั่งของอัยการสูงสุดว่าเป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่ประเด็นที่น่าสังเกตคือพนักงานอัยการที่เป็นผู้บริหารคดีนี้คือ นายปรีชา สุดสงวน อธิบดีอัยการ ผู้เคยทำตัวเป็นหมอที่ยืนยันว่านายทักษิณป่วยจริงขั้นวิกฤต ขวัญใจชาวเน็ตนั่นเอง

ทั้งนี้เมื่อวันที่นายทักษิณไปรับทราบข้อกล่าวหา นายปรีชา สุดสงวน อธิบดีอัยการ แถลงกับสื่อมวลชนการันตีให้นายทักษิณว่า “จากสภาพที่เห็นนายทักษิณ ซึ่งนั่งวีลแชร์มาพบอัยการ ดูแล้วป่วยขั้นวิกฤติ เดินไม่ไหว และจากการพูดคุย นายทักษิณก็ไม่ค่อยมีเสียง” ซึ่งจากการที่อธิบดีอัยการทำตัวเป็นหมอถูกล้อเลียนจากสังคมชาวเน็ตไปทุกวงการสร้างความเสื่อมเสียให้กับสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นอย่างยิ่ง

ผมจึงส่งหนังสือร้องเรียนจริยธรรมของนายปรีชา สุดสงวน ไปที่อัยการสูงสุดและคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ว่านายปรีชา ประพฤติผิดจริยธรรมอัยการหรือไม่ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า เมื่อทนายของนายทักษิณส่งหนังสือมาขอเลื่อนนัดโดยอ้างว่าติดโรคโควิด-19 นายปรีชา สุดสงวน อธิบดีอัยการ สำนักคดีอาญาต้องตรวจสอบใบรับรองแพทย์ว่าเป็นโรคจริงตามที่ใบรับรองแพทย์ส่งมาหรือไม่ หรือว่าป่วยการเมือง เพราะเมื่อวันก่อนนายทักษิณยังสุขภาพแข็งแรงไปยกดาบต่อหน้าย่าโมที่เมืองโคราช เมื่อสายข่าวรายงานว่าอัยการสูงสุดสั่งฟ้อง กลับป่วยการเมืองอ้างว่าเป็นโควิดอย่างกะทันหัน ไม่มีใครในประเทศนี้เชื่อนายทักษิณอีกแล้ว

ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ผมเชื่อว่านายปรีชา สุดสงวน อธิบดีอัยการ จะอนุญาตให้นายทักษิณเลื่อนการฟังคำสั่งอย่างแน่นอน ในวันนี้อธิบดีอัยการจะทำตัวเป็นหมออีกครั้งหรือไม่ และ
จะมาแถลงด้วยตนเองหรือไม่ก็ต้องจับตาดู แต่นายปรีชาไม่ควรสั่งคดีอนุญาตให้เลื่อนนานเกินไปตามความต้องการของนายทักษิณ เพราะจะมีเสียงโห่ฮาจากพี่น้องที่รักความยุติธรรมทั้งประเทศ

'อัยการสูงสุด' ยัน!! มีคำสั่งฟ้อง 'ทักษิณ' ม.112-พรบ.คอมพ์  อนุญาตเลื่อนนัดส่งฟ้องไป 18 มิ.ย.นี้ หลังเจ้าตัวติดเชื้อโควิด

จากกรณีที่อัยการสูงสุด นัดฟังคำสั่งฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตาม ป.อาญามาตรา 112 จากเหตุให้สัมภาษณ์กับสื่อของเกาหลีใต้ ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ หลังเลื่อนมาจากเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จ กระทั่ง นายทักษิณส่งให้ทนายผู้รับมอบอำนาจยื่นหนังสือเพื่อขอเลื่อนนัดฟังคำสั่งฟ้อง เนื่องจากติดโควิด-19

ล่าสุด (29 พ.ค.67) ที่ชั้น 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นายวิพุธ บุญประสาท อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 และ นายนาเคนทร์ ทองไพรวัลย์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงคดี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โดยระบุว่า สำนักงานอัยการสูงสุดแถลงกรณีอัยการสูงสุดสั่งฟ้อง พันตำรวจโทหรือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

คดีนี้ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับสำนวนคดีการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร จากพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ต .อ.โอฬาร สุขเกษม ผู้กล่าวหา พันตำรวจโทหรือนายทักษิณ ชินวัตร ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์พระราชินี รัชทายาท และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้ และประเทศไทย เกี่ยวพันกันเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของอัยการสูงสุดเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดี)

โดยในชั้นแรก พันตำรวจโทหรือนายทักษิณ ชินวัตร หลบหนี ยังไม่ได้ตัวมาทำการสอบสวน ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ในขณะนั้น พิจารณาแล้วได้มีคำสั่ง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559 เห็นควรสั่งฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ตามข้อกล่าวหา

ต่อมาพันตำรวจโทหรือนายทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และถูกควบคุมตัวไว้ในคดีอื่น และในวันที่ 17 มกราคม 2567 อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน และคณะ ร่วมกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี ได้เข้าแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมกับพฤติการณ์และข้อเท็จจริงทางคดี นี้ให้กับพันตำรวจโทหรือนายทักษิณ ชินวัตร ทราบแล้ว

ปรากฏว่า ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ พร้อมกับยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด และต่อมา นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสด ได้มีคำสั่งสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นที่ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรม และ พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมครบถ้วนแล้ว พร้อมได้ส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเพิ่มเติมให้กับอัยการสูงสุดพิจารณา

บัดนี้ อัยการสูงสุดได้ตรวจพิจารณาสำนวนและมีคำสั่งฟ้อง พันตำรวจโท หรือนายทักษิณ ชินวัตร ฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยว กับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 112 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม2519 ข้อ 1 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14(3) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8

วันนี้ (29 พ.ค. 67) พนักงานอัยการไม่สามารถยื่นฟ้อง พันตำรวจโทหรือนายทักษิณ ชินวัตร ต่อศาลได้ เนื่องจาก พันตำรวจโทหรือนายทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้มาพบพนักงานอัยการตามกำหนดนัด โดยได้มอบอำนาจให้ทนายความมายื่นขอเลื่อนการฟังคำสั่งของพนักงานอัยการ ออกไปเป็นวันที่ 25 มิถุนยายน 2567 เวลา 09.00 น. พร้อมแนบใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าป่วย เนื่องจากติดโควิด โดยแพทย์ให้หยุดพักงานและสังเกตอาการเป็นเวลา 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน 2567

ซึ่งนายวิพุธ บุญประสาท อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 ในฐานะหัวหน้าพนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้เป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุขอเลื่อนคดีมีการอ้างการป่วยเพราะติดโควิด โดยหมอให้พักเพื่อสังเกตอาการ ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2567 จึงอนุญาตให้เลื่อนไปวันที่ 18 มิถุนายน 2567 เพื่อนัดให้พันตำรวจโทหรือนายทักษิณ ชินวัตร มาพบพนักงานอัยการ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลในวันดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงาน นายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาร่วมรับฟังคำสั่งฟ้องแต่อย่างใด

ส่วนประเด็นเรื่องการติดโควิดของนายทักษิณ นายประยุทธ เผยว่า ยืนยันว่ามีใบรับรองแพทย์ เป็นแพทย์รับรอง ออกวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งในรายละเอียดอาจจะต้องไปดูอีกที ซึ่งไม่ได้ดูว่าจากรพ.ไหน แต่ยืนยันว่าตรวจสอบตามหลักการและเหตุ ส่วนการที่เลื่อนไปเรื่องเจ็บป่วยหรือมีเหตุขัดข้อง ถือว่าเป็นระบบงานทางธุรการ แต่หลักใหญ่ใจความคือท่านอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งประเด็นการขอเลื่อนทำนองนี้ที่ดูเหตุขัดข้องมีหลายลักษณะ เช่น ถ้ามีผู้ต้องหาบางรายก็อาจจะมองว่ามีหลักทรัพย์ไม่พร้อมก็จะให้เลื่อนไป

“แน่นอนว่าการให้เลื่อนไปโดยมีคำยืนยันจากคุณหมอ เราก็ต้องเชื่อท่าน แต่อย่างไรก็ตามการที่ขอเลื่อนไป 25 มิ.ย.67 แต่เราก็เอ๊ะ หมอท่านให้แค่ ดูเอาวันที่ 3 เราก็ให้ถึงวันที่ 18 มิ.ย.67 ยังไงก็ยืนยันว่าการเลื่อนทำนองนี้ ไม่เสียหายต่อความยุติธรรม และไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเห็น คำสั่งของอสส.” นายประยุทธ กล่าว

112 ดีล(ไม่)ลับ สยบ 'นายใหญ่' ลุ้นชะตา 18 มิ.ย. คุกไม่คุก?

“..ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 112 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 1 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14(3) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8..”

คือ ข้อหาเต็ม ๆ ของท่านอัยการสูงสุด (อสส.) คนปัจจุบัน นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ ที่ลงนามสั่งฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2567 และทีมโฆษกมาเปิดอ่านแถลงกัน 29 พ.ค. แต่เสียดายที่ทักษิณรู้ทัน เมื่อวาน (28 พ.ค.) ให้ทนายยื่นหนังสือขอเลื่อน อ้างเหตุป่วยโควิด มีใบรับรองแพทย์ถูกต้องเรียบร้อย...

ว่ากันว่าถ้าทักษิณมาตามนัด อัยการนำตัวส่งศาล...ก็จะได้ลุ้นกันระทึกว่า 'ทักษิณ' จะต้องถูกคุมตัวเข้าเรือนจำหรือไม่ เพราะใครต่อใครพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าศาลไม่น่าจะให้ประกันตัว เหตุเพราะทักษิณยังมีคดีต้องโทษคุมขังอยู่อีกคดี และวันนี้ยังเป็นนักโทษที่ได้รับการพักโทษเท่านั้น ยังไม่พ้นโทษ...โน่น 20 ส.ค. จึงจะพ้นโทษ...

ศาลเคยมีแนวคำวินิจฉัยไม่อนุญาตให้ประกันตัวจำเลยที่มีคดีซ้อนทำนองนี้มาก่อน...งานนี้เลยมีหนาว...

ถ้าลากคดีค่อยสั่งฟ้องหลังวันที่ 20 ส.ค. ศาลก็คงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้โดยสะดวก เพราะเหลือคดีเดียว เหมือนที่ศาลเมตตาให้ประกันตัวน้อง ๆ สามนิ้ว...

ถึงตอนนี้สรุปว่า ขณะที่คดีเศรษฐา ทวีสิน มีวิษณุ เครืองาม มาเป็นตัวช่วย แต่คดีทักษิณน่าเหนื่อยใจแทน มีเหลี่ยมมุมที่ชวนติดตามและชวนคิด

1) ต้องลุ้นกันวันที่ 18 มิ.ย. ทักษิณจะมาตามนัดของอัยการหรือไม่...ฟังทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ก็ออกอาการแปลก ๆ แปร่ง ๆ เพราะบอกทำนองว่ารอให้ถึงวันนั้นแล้วจะรู้เอง แต่ตามหลักท่านมีหน้าที่ต้องไปตามนัด…

2) งานนี้ต้องชื่นชมท่าน อสส.คนปัจจุบัน นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ ที่จะเกษียณเดือน ก.ย.ปีนี้ ซึ่งทราบว่าปัจจุบันท่านป่วยอยู่ ถ้าจะหาทางลากยาวไปก็ย่อมทำได้ แต่ท่านไม่ยอมแม้จะมีใครต่อใครไปล็อบบี้ท่านถึงขอบเตียงโรงพยาบาลก็ตาม...ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณ อสส.ท่านก่อน...ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์   ยุทธภัณฑ์บริภาร ที่ได้สั่งฟ้องเอาไว้ก่อนแล้วตั้งแต่ 19 ก.ย. 2559

3) ถ้าคดีลากยาวไปถึง อสส.ท่านต่อไป คือนายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ ก็ไม่แน่ว่าจะมีการสั่งฟ้องหรือไม่ เพราะดูปูมหลังแล้ว นายไพรัชค่อนข้างทำงานใกล้ชิดกับนายชัยเกษม นิติสิริ อดีต อสส. ซึ่งวันนี้เป็นแคนดิเดตนายกศของพรรคเพื่อไทย...

4) ดีลลับมีจริง ไม่มีจริง ก็ว่ากันไป...แต่ข้อตกลงการกลับไทยของทักษิณนั้นมีแน่...ไม่แปลกที่วันนี้ทักษิณได้กลายเป็นตัวประกันในการรักษาสมดุลสมการอำนาจการเมืองแบบที่เป็นอยู่ ให้เดินหน้าต่อไป...แต่อย่านอกใจไปจับมือส้มหรือคิดล่มชาติล้มสถาบันเป็นอันขาด..!!

ดูกันดี ๆ ครับคุณผู้อ่านท่านผู้ชม...การเมืองเดือน มิ.ย.-ก.ค. มีอะไรให้หวาดเสียวตื่นเต้นอีก 3-4 เรื่อง...ขอยกยอดไปว่ากันครั้งต่อไป

จับตา!! ระเบิดเวลา 3 ลูกใหญ่เบ้อเริ่ม วัดชะตา ‘เศรษฐา’ วัดใจ ‘นายใหญ่’

ต้องยอมรับว่าระยะนี้ แม้จะมีระเบิดเวลาทางการเมืองลูกใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มหลายลูก แต่นายกรัฐมนตรี  ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ก็ยังได้รับแรงใจอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะการทำงานที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย…

หนำซ้ำกรณีไปหา ‘ดร.วิษณุ เครืองาม’ ทาบทามมาเป็นที่ปรึกษาของนายกฯ ได้สำเร็จ แม้กาลครั้งหนึ่งก่อนเลือกตั้งจะโพสต์ X จวก ‘ดร.วิษณุ’ ว่า “ไร้ยางอาย” ก็ตาม สื่อโซเชียลขุดมาแชร์ได้วันสองวันก็ผ่านไป

ว่ากันว่า...จังหวะเวลา ดวงชะตาของเศรษฐา ทวีสิน ค่อนข้างโชคดีเป็นพิเศษ เพราะ 

1) อยู่ในสถานการณ์การเมืองผสมขั้ว ภายใต้ ‘ดีลพิเศษ’
2) ลูกสาวนายห้างยังไม่พร้อมที่จะย่างก้าวมารับบทบาทที่เศรษฐาแสดงอยู่ 

อย่างไรก็ตาม...แม้เศรษฐาจะอยู่ในสถานะที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของนายใหญ่ หรือแม้กระทั่งฝั่งอนุรักษ์ที่ร่วมดีลพิเศษ แต่สถานการณ์ในขณะนี้ก็ใช่ว่า เศรษฐาจะปลอดภัยปลอดโปร่งโล่งแจ้ง ตรงข้ามยังมีระเบิดเวลาทางการเมือง ที่มองเห็น ๆ กันอยู่ในขณะนี้ 3 ลูกใหญ่

1) คดีคุณสมบัติที่อยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าต้นเดือน ส.ค. น่าจะรู้ผลว่าหมู่หรือจ่า แม้ราคาต่อรองขณะนี้จะอยู่ในระดับ 51 ต่อ 49 เชื่อว่ารอดแบบเฉียดฉิว แต่ก็อย่าเพิ่งวางใจ แม้จะมี ดร.วิษณุ  เครืองาม มาเป็นที่ปรึกษาใหญ่ก็ตาม...เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว บางที ‘ดุลพินิจ’ ก็ไม่อาจฝืน..!!

2) กรณีทักษิณ-การนิรโทษกรรม สองเรื่องนี้ดูเหมือนจะเดินทางมาบรรจบพบกันที่ ‘นิรโทษกรรมเหมาเข่ง’ กล่าวคือทักษิณ ชินวัตร ถูกอัยการสั่งฟ้องคดีความผิดมาตรา 112 วันที่ 18 มิ.ย. อัยการจะนำตัวส่งฟ้องศาล ซึ่งก็คงได้ประกันตัว…แต่ชีวิตจะเหมือนถูกพันธนาการล่ามโซ่...การนิรโทษกรรมคือการปลดโซ่ ซึ่ง สส.เพื่อไทยหลายคนเริ่มเคลื่อนแล้ว ให้ กมธ.วิสามัญฯ ที่ศึกษาเรื่องนี้รวมเข่งคดี 112 ไปรวมกับคดีชุมนุมการเมืองอื่น ๆ ด้วย...แต่พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค รวมทั้งฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย…

ประชุมกมธ.วิสามัญ วันที่ 6 มิ.ย.นี้ ก็จะเห็นแนวที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งถ้าพรรคเพื่อไทยดั้นเมฆจะเอาเหมาเข่งให้ได้ ก็สามารถทำได้โดยจับมือพรรคก้าวไกล เสียงเกินครึ่ง แต่บ้านเมืองอาจลุกเป็นไฟอีกครั้ง…เหมือนตอน ‘พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย’ ปี 2556-57 ที่จบลงด้วย ‘ลุงตู่’ เข้ามาขอเวลาไม่นานแต่อยู่ยาว 9 ปีหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557

3) โครงการเติมเงิน ดิจิทัล วอลเล็ต 1 หมื่นบาท...โครงการนี้นับถอยหลังการแจกเงิน ดูกันตั้งแต่การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 2568 ที่จะตั้งงบ 1.72 แสนล้านบาท และใช้นวัตกรรมหมุนงบ 2567 มาใช้อีกไม่น้อยกว่า 1.75 แสนล้านบาท...และก้อนสุดท้ายเอามาจาก ธกส.

วันนี้ทุกอย่างยังไม่เห็นรายละเอียดเพิ่มเติม...แต่พรรคร่วมรัฐบาลอย่าง ‘ภูมิใจไทย’ และ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ พร้อมจะปฏิเสธ..ไม่เล่นด้วยทันทีหากผิดกฎหมาย...นับเป็นอะไรที่น่าหวาดเสียวตื่นเต้นยิ่ง..

อนึ่ง!! มีการสมมุติถ้าเศรษฐาหลุดจากตำแหน่งจริง ๆ ระหว่างนายห้างหรือนายใหญ่ต้องเสียสละ กินยาทัมใจให้ ‘เสี่ยหนู’ อนุทิน  ชาญวีรกูล แห่งค่ายสีน้ำเงินเป็นนายกฯ แทนลูกสาว กับเดินหน้าดันลูกสาวเป็นนายกฯ เอง หรือพลิกขั้วไปจับมือก้าวไกล นายห้างจะเลือกทางไหน...เขาเชื่อกันว่า นายห้างเลือกที่จะดันสูกสาวตัวเอง...

สวัสดี!!

ถึงเวลา 'คุณหญิงอ้อ' ลงบัญชาเกม ‘ปรับดีล’ ประคองทรง ‘เศรษฐา’ ปลดสลักให้ ‘โทนี่’

วันที่ 7 มิ.ย. 2567 นักข่าวจำนวนหนึ่งแอบไปสังเกตการณ์ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า พบว่ามีรถตู้วิ่งเข้าออกจำนวนหนึ่ง ตอกย้ำให้ข่าวที่ว่า ‘คุณหญิงอ้อ’ คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ ภริยา (หย่า) ของคุณทักษิณ  ชินวัตร ได้นัดหมายบุคคลในครอบครัวเพื่อพบปะพูดคุย...เป็นจริง

ยากที่จะหาข่าวอินไซด์จากวงพูดคุยได้...แต่พอที่จะไล่เรียงข่าว-ข้อมูลเบื้องต้นให้รับฟังได้ว่า...เบื้องหลังการเชิญ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี มาเป็นที่ปรึกษาของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ในหนนี้ได้

ผู้ที่ทำให้ ดร.วิษณุ ปฏิเสธได้ยากที่สุดคือ ‘นายหญิง’ ท่านนี้...

ภารกิจของดร.วิษณุนาทีนี้คือแก้ไขคำชี้แจงข้อกล่าวหาถอดถอนนายเศรษฐา...ก่อนจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 10 มิ.ย. หรือหากจำเป็นก็สามารถขอขยายเวลาได้...

กรณีเศรษฐาคือความเป็นความตายของพรรคเพื่อไทย...ว่ากันว่า ‘นายหญิง’ ก็มีส่วนสำคัญขอให้นายเศรษฐารับตำแหน่งนายกฯ แทน ‘อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งผู้เป็นแม่รู้ดีว่าลูกสาวยังไม่พร้อม ไม่อยากเป็นแม่รังแกลูก...ดังนั้นงานนี้ต้องใช้บริการเนติบริกรผู้มีอภินิหาริย์ทางกฎหมาย…มาช่วยประคับประคองเศรษฐา..

ไม่แต่เท่านั้น…กรณีทักษิณเผชิญหน้าคดีมาตรา 112 ต้องลุ้นกันทีละช็อต ทีละศาล...ก็เป็นวิบากกรรม เป็นงานหนัก…ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นต้องใช้บริการจาก ดร.วิษณุ เช่นกัน รวมทั้งงานยากสุดคือการกลับบ้านอย่างเท่ ๆ ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร   

วิบากกรรมของครอบครัวชินวัตรรอบนี้ใหญ่หลวงไม่ใช่น้อย คดีมาตรา 112 ของทักษิณแม้วันที่ 18 มิ.ย.แนวโน้มจะได้รับประกันตัวแต่ชีวิตก็เหมือนถูกล่ามโซ่...การจะใช้บริการนิรโทษกรรมสุดซอย รวมคดี 112 เข้าไปด้วย ก็สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการล้มกระดานการเมือง...ห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ตระกูลชินวัตรและพรรคเพื่อไทยต้องยืดหยุ่น...และหนีไม่พ้น ‘คุณหญิงอ้อ’ ต้องเทคแอ็กชันในช็อตสำคัญ

สรุปทุบโต๊ะ…ตอนนี้มีเพียง ‘นายหญิง’ เท่านั้นที่ทรงอิทธิพลและน่าเชื่อถือมากที่สุด ที่จะช่วย ‘ปรับดีล’ การอยู่ร่วมกันกับอีกฝ่ายให้ราบรื่นได้...ภายใต้การปล่อยข่าวรัว ๆ จากมุมมืดว่า 18 มิ.ย. ทักษิณจะวืดประกันตัว, วันที่ 3 ก.ค. ดาบแรกศาลรธน. จะยุบพรรคก้าวไกล ดาบต่อไป 10 หรือ 17 ก.ค. จะลงดาบเศรษฐา...

ปล.หากย้อนอดีต…บารมีบวกกับความอ่อนน้อมกับผู้ใหญ่ ความเด็ดขาดและแน่นอนของ ‘นายหญิง’ เคยช่วยถอดสลักระเบิดเวลาให้ ‘นายใหญ่’ มาหลายต่อหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือความขัดแย้งของนายใหญ่กับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ อดีตประธานองคมนตรีผู้ล่วงลับ..

อย่างไรก็ตาม...ทั้งหลายทั้งปวง การ ‘ปรับดีล’ ให้สมดุล ต้องอยู่ที่ความอดทนของ ‘นายใหญ่’ ที่ฝ่ายความมั่นคงของฝั่งอนุรักษ์นิยมยังไม่สบายใจกับคำพูดคำจา การแสดงออกต่าง ๆ เช่น ที่โคราชเมื่อ 25 พ.ค. หรือแม้แต่วันที่ 8 มิ.ย. ที่ปทุมธานีที่อาจจะไปร่วมงานด้วยตัวเองหรือวิดีโอคอล..ที่จะต้องตามไปดู…

ถ้านายใหญ่พูดการเมืองเพียงว่า “ผมไม่รู้จักคนชื่อ(บิ๊ก)แจ๊ส” เพราะต้องช่วยชาญ พวงเพ็ชร์ ให้ชนะนายกอบจ.ในนามพรรคเพื่อไทยก็ไม่น่าจะเป็นไร...แต่เขาเกรงกันว่าจะพูดเรื่องอื่นที่มันชวนเสียวน่ะสิ..!!

ตรวจแนวรบ 'อัยการ' คดี 112 ส่อแววยืดคดีจนได้ 'อสส.คนใหม่' พลิกเกม 'นายใหญ่' ให้คล้าย 'คดีบอสกระทิงแดง'

8.พชร ยุติธรรมดำรง ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2548 - 30 ก.ย. 2550    
9.ชัยเกษม นิติสิริ ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2550 - 2552    
10.จุลสิงห์ วสันตสิงห์ ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2552 - 30 ก.ย. 2556    
11.อรรถพล ใหญ่สว่าง ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2556 - 26 มิ.ย. 2557    
12.ตระกูล วินิจนัยภาค ดำรงตำแหน่ง 27 มิ.ย.2557 - 30 ก.ย. 2558    
13.ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2558 - 30 ก.ย. 2560    
14.เข็มชัย ชุติวงศ์ ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2560 - 30 ก.ย. 2562 
15.วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2562 - 30 ก.ย. 2564    
16.สิงห์ชัย ทนินซ้อน ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2564 - 30 ก.ย. 2565    
17.นารี ตัณฑเสถียร ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2566    
18.อำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 2566 - ปัจจุบัน    
19.ไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ (ผ่านมติกอ./รอวุฒิสภาพิจารณา)

วันนี้ขออนุญาตร้อยเรียงวิเคราะห์บทวิเคราะห์แบบง่าย ๆ ด้วยการนำรายชื่ออัยการสูงสุด (อสส.) ที่มีมาตั้งแต่ปี 2534 มาทบทวนให้ดูตั้งแต่ท่านที่ 8 พชร ยุติธรรมดำรง จนมาถึงว่าที่อสส.คนใหม่ คนที่ 19  ไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ (ที่ว่ากันว่าเป็นทีมงานมือดีของ อสส.ชัยเกษม นิติสิริ) ซึ่งอยู่ในกระบวนการ การพิจารณาของวุฒิสภา

เปิดสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ วุฒิสภาจะตั้งกรรมาธิการฯ ตรวจสอบคุณสมบัติและพฤติกรรมพฤติการณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะนัดแนะกันลงมติในอีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งตอนนั้นอาจจะเป็น สว. ชุดใหม่แล้วก็ได้ แค่ได้คะแนนเสียงข้างมาก 'อสส.คนใหม่' ก็จะชื่อ 'ไพรัช' หลังการโปรดเกล้าฯ

ย้อนดูรายชื่อ อสส.ข้างต้นแล้ว ก็ต้องหมายเหตุประเทศไทยเอาไว้ว่า มี อสส. ถึง 2 คน ที่สั่งฟ้องคดีนายทักษิณ ชินวัตร ข้อหาความผิด ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพ์ คนแรกคือ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ คนที่สองคือ อำนาจ เจตน์เจริญรักษ์

กรณีท่านอำนาจนั้น ทักษิณทำหนังสือขอความเป็นธรรม ทางอัยการสั่งให้สอบเพิ่มมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ที่สุดวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมาก็สั่งฟ้อง

ขณะนี้ทีมทนายทักษิณร้องขอความเป็นธรรมอีกครั้ง อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะ "พนักงานสอบสวนขณะนั้น (2558-2559) ถูกข่มขู่จากรัฐบาล คสช. จนขาดความเป็นอิสระในการรวบรวมพยานหลักฐานคดี ทำให้นายทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม..."

อ่านกันไม่ยาก...นี่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อประวิงเวลา หรือยืดคดีออกไป...คล้าย ๆ คดีบอส กระทิงแดง ซึ่งตามหน้าไพ่ขณะนี้เขาว่ากันว่า หากสามารถยืดสุดติ่งไปจนไปถึง อสส.คนใหม่ได้ บางทีเหตุการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้...

ซุ่มเสียงของทักษิณในงานบวชน้องชาย สส.เพื่อไทยที่ปทุมธานีเมื่อ 8 มิ.ย. ฟังดูเหมือนจะไปตามนัดอัยการ เพื่อนำตัวทักษิณส่งฟ้องศาล แต่หากฟังซ้ำดี ๆ ทักษิณไม่ได้ตกปากรับคำเป็นมั่นเหมาะว่าจะไป...เพราะดูเหมือนเขาจะมั่นใจว่า การร้องขอความเป็นธรรมซ้ำสองรอบนี้ อย่างน้อยน่าจะมีการยืดเวลาออกไป...

จะอย่างไรก็ตาม แบไพ่เล่นกันแบบนี้...ทำเอาคนที่รักบ้านรักเมืองหัวใจสั่นรัว ตลาดหุ้นออกอาการสั่นไหว กลัว 'นายใหญ่' จะยิ่งเหลิงลมล้มดีล จนกลายเป็นจุดชนวนความวุ่นวายรอบใหม่ขึ้นมาจริง ๆ !!

มองเกม!! 'ฝ่ายอนุรักษ์-ทักษิณ' ดีลอำนาจลากยาว สกัด 'ก้าวไกล' และหากวันใดยุบพรรคส้ม 'เศรษฐา' อาจชิงยุบสภา ให้ตั้งตัวไม่ติด

ผ่านไปแล้ว 18 มิ.ย.2567...เรื่องที่เป็นไฮไลต์ที่สุดคือคดีทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นไปตามที่ 'เล็ก เลียบด่วน' และใครต่อใครว่าเอาไว้...คือไปศาลและได้รับการประกันตัว...ที่พิเศษหน่อยคือ ไม่ต้องไปที่อัยการเพราะให้ทนายประสานงาน กับอีกประการหนึ่งคือขึ้นศาลโดยประตูด้านข้าง...ไม่อกผายไหล่ผึ่งเข้าทางด้านหน้า...

ทักษิณได้รับการประตัวโดยหลักทรัพย์ 5 แสนบาท และศาลวางเงื่อนไขห้ามเดินทางไปต่างประเทศ (เว้นแต่ศาลอนุญาต) ในการนี้ให้ยึดหนังสือเดินทางพาสปอร์ตเอาไว้...แต่ปัญหาเกิดขึ้นทันที เพราะทักษิณไม่มีพาสปอร์ต เหตุถูกรัฐบาล คสช.ยกเลิก เพราะคดีข้อหา 112 นี่แหละ...เป็นบุคคลต้องห้าม...

ตอนนี้เลยว้าวุ่น...จะไปทำพาสปอร์ตได้หรือไม่ เพราะมีคดี 112?

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวหรือให้ประกันตัว ก็เพราะ ทางโจทก์ คืออัยการไม่คัดค้านการประกันตัว ซึ่งอาจทำให้กองเชียร์ฝ่าย 'ทักษิณต้องติดคุก' ไม่สบอารมณ์อยู่ไม่น้อย ในขณะที่อีกฝ่ายที่เป็นกลาง ๆ ก็บอกว่า...การที่ยกระดับทักษิณจาก 'ผู้ต้องหา' เป็น 'จำเลย' ได้ก็พอประมาณแล้ว...

ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน นัดพร้อมอีกทีวันที่ 19 ส.ค. และหากไม่มีอะไรผิดพลาด วันรุ่งขึ้น 20 ส.ค. จะเป็นวันที่ทักษิณพ้นโทษจาก 3 คดีทุจริตที่ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี...ได้รับใบบริสุทธิ์จากคดีเก่า มาถูกล่ามโซ่คดี 112 เชื่อกันว่าอิทธิฤทธิ์ทักษิณคงหาทางออกจากโซ่ได้ในที่สุด...

รวมความแล้ว ทักษิณยังเป็นตัวละครหลักของการเมืองไทย...หลัง 20 ส.ค.เขาจะยิ่งเดินสายทางการเมืองพบบ้านเล็ก บ้านใหญ่เพื่อรวบรวมไพร่พล สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคและหมิ่นเหม่จะเหยียบเปลือกกล้วย มาตรา 28, 29 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ล้มหงายท้องเข้าสักวัน...

ส่วนคดี เศรษฐา ทวีสิน และ คดียุบพรรคก้าวไกลนั้น อ่านตามหน้าเสื่อหน้าไพ่ที่ศาลรัฐธรรมนูญแถลงเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.แล้ว พอจะเห็นแนวทางไทม์ไลน์ว่า น่าจะตัดสินได้อย่างเร็วก็เดือน ส.ค. โดยคดีถอดถอนนายกฯ น่าจะมาก่อน แม้กรณีคดีพรรคก้าวไกลศาลจะนัดพิจารณาครั้งต่อไปวันที่ 3 ก.ค. แต่พิจารณาดูเอกสาร-พยานหลักฐานที่ศาลเรียกแล้วของพรรคก้าวไกลมีจำนวนมาก ส่วนคดีถอดถอนนายกฯ น่าจะยังเป็นวันที่ 10 ก.ค.

ว่าแล้วก็เป็นที่น่าสังเกต ว่ากรณีคดีก้าวไกล ศาล รธน.สั่งให้นำพยานเอกสารในสำนวนการไต่สวนคดีคำวินิจฉัยที่ 3/2567 (คดีล้มล้างฯ) ไปรวมไว้ในสำนวนคดีเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

ถ้าในท้ายที่สุด...ศาลวินิจฉัยสั่งยุบพรรคก้าวไกล...ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นการติดเทอร์โบให้พรรคก้าวไกลอย่างที่พิธาวาดฝันเอาไว้เสมอไป...

และต้องไม่ลืมว่าพรรคสีแดง สีน้ำเงิน กวักมือเรียกสส.ที่รังแตกอยู่แล้ว...อย่างที่พูด ๆ กันทีเล่นทีจริงนั่นล่ะว่า ก้าวไกลวงแตกวันไหน 'เศรษฐา' (ที่น่าจะรอด) อาจจะชิงยุบสภาวันนั้น...ให้ก้าวไกลตั้งตัวไม่ทัน...

นี่ก็ทราบว่า...ทักษิณมีนัดหมายไปบ้านใหญ่นครปฐมอีกแล้ว...วันที่ได้ประกันตัวตกค่ำก็บึ่งไปงานศพคุณพ่อของ 'เมย์ อียู' หรือ มนัญชยา เกตุแก้ว แดงตัวจี๊ดที่ อ.พนัสนิคม ชลบุรี  

ว่ากันว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยม...ยังต้องใช้ 'ทักษิณ' เป็นตัวคานกับพรรคส้ม ถึงแม้วันนี้มีคดีม.112 ติดตัว แต่ทักษิณก็มีโซ่ ล่ามไว้แล้ว ดีกรีที่จะเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันนั้นไม่เลยเถิดเท่ากับก้าวไกลที่ยังกู่ไม่กลับ...

นี่คือ สมดุลอำนาจการเมืองไทยที่ยังจะต้องเดินหน้ากันแบบยักแย่ยักยัน และนับวันก็จะยิ่งเห็นทักษิณใหญ่คับบ้านคับเมือง...จนชินตา...อาเมน !!

'อ.เจษฎ์' มอง!! ผลการเลือกตั้ง 'นายก อบจ.ปทุมธานี' สะท้อน!! การเมืองไทยไว้ใจไม่ได้ แค่คนมีอำนาจสู้กัน

(1 ก.ค.67) โรงแรมอัศวิน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย กล่าวถึงผลการเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี ว่า ผลที่ออกมาสะท้อนว่า เป็นเรื่องการเมืองที่ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูที่ถาวร ไว้ใจกันไม่ได้เลย เมื่อดูกรณีนายทักษิณ ชินวัตรที่บอกว่า ไม่รู้จักพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง แล้วความจริงเกิดอะไรขึ้น ทีแรกสนับสนุนกันมา แต่ไป ๆ มา ๆ สนับสนุนอีกคนหนึ่ง ถือว่ามีบริบทเชื่อมโยงกันมากมาย จึงต้องบอกว่า การเมืองไว้ใจไม่ได้ 

ตนไม่รู้ว่าชาวปทุมธานีจะคิดอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่า เหตุใดจึงไม่นับคะแนนใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าท้ายที่สุดผลการนับคะแนนจะไปลงที่ใคร หรืออาจจะเป็นไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ คือว่าไม่ได้มีใครดีไปกว่ากัน ทั้งสองฝ่ายทั้งคนที่เรียกว่าลุงชาญ ทั้งคนที่เรียกว่าบิ๊กแจ๊ส ก็อาจจะพอ ๆ กัน ก็เลยกลายเป็นเรื่องเจือสม ไม่มีใครดีไปกว่าใคร สุดท้ายอาจจะสะท้อน อบจ.อื่น ๆ อีก จะเป็นบริบทของการสู้กันลักษณะนี้ ประชาชนแทบไม่ได้อะไรเลย เป็นการสู้กันของผู้มีอำนาจ แล้วท้ายที่สุดผู้มีอำนาจเหล่านั้นก็เข้าไปยึดโยงผลประโยชน์ในจังหวัด ซึ่งผลประโยชน์ในจังหวัดเหล่านั้นก็จะลงไปที่ อบต. ไปที่ระบบแล้วโยงกลับไปที่ระบบมหาดไทยคือผู้ว่าราชการจังหวัด ยึดกันกับ สส. และตอนนี้ยังมี สว. เข้ามาด้วย แบบนี้แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ซึ่งผลสะท้อนจากปทุมธานี จะเห็นได้เลยว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่าอำนาจเก่ากลับคืนมาเรียกคะแนนกลับอย่างนี้ จะกลายเป็นโมเดลในหลาย ๆ พื้นที่หรือจังหวัดที่เคยพลาดหรือไม่ นายเจษฎ์ กล่าวว่า อำนาจเก่าหมายถึงนายทักษิณหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า สังคมปล่อยให้คนอย่างนายทักษิณออกฤทธิ์ออกเดชมากเกินไป 

"สำหรับผมแล้ว สิ่งที่นายทักษิณทำ คือการขัดพระบรมราชโองการ ไม่รับผิดไม่รับโทษ และไม่ทำตนให้เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ถ้าเรายังปล่อยให้คุณทักษิณสามารถทำงานการเมืองแบบนี้ได้ บ้านเมืองเราลำบาก บ้านเมืองเราไปยาก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องช่วยกัน ไม่ให้มันเกิดผล ผมไม่รู้ชาวปทุมธานีคิดอย่างไร จริง ๆ ชาวปทุมธานีได้เห็นแล้วว่า ทั้งคู่ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ราว ทำไมท่านไม่ลงคะแนนไม่ประสงค์จะเลือกใคร แล้วไล่ทั้งสองคนออกไป แล้วไปหาคนใหม่ แต่ท่านก็ไม่ได้ทำถูกไหมครับ ก็หวังว่าชาวจังหวัดอื่น ๆ จะได้ตระหนักในเรื่องนี้ ถ้าไม่มีคนดีพอ ท่านก็ไม่ประสงค์จะเลือกใคร แล้วกวาดคนเหล่านี้ออกไปทั้งหมด ก็จะเป็นหนทางที่ดีกว่า" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

‘สุวัจน์’ หัวเราะ หลังสื่อถาม ‘ทักษิณ’ ทาบทามเข้าเพื่อไทย ลั่น!! เป็นพรรคร่วมอยู่แล้ว ทำงานด้วยกันเพื่อประเทศชาติได้

(2 ก.ค.67) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทาบทามให้เข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทย โดยนายสุวัจน์หัวเราะ และกล่าวว่า เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว ดังนั้นอะไรที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาลได้ ก็ยินดี และทำงานอย่างเต็มที่ ไม่มีปัญหาอะไร 

เมื่อถามย้ำว่า นายทักษิณขอให้ช่วยเติมพื้นที่ในส่วนจังหวัดโคราช นายสุวัจน์ ยิ้มและกล่าวว่า ตนก็เคยทำงานกับนายทักษิณ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี นายทักษิณก็ให้ความเคารพและเมตตาอยู่เสมอ ส่วนในอนาคตจะควบรวมกันหรือไม่นั้น การเมืองคงยังไม่เลือกตั้งในช่วงนี้ แต่ก็ได้ร่วมกันทำงานอยู่แล้ว ฉะนั้นอะไรที่ร่วมมือกัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ก็ทำงานได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ นายสุวัจน์ กล่าวว่า เสียงในสภา 300 กว่า จากตัวเลขแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไร ดูมั่นคง และความสัมพันธ์ของพรรคร่วมฯ ตอนนี้ ก็ยังไม่มีอะไรที่จะไม่มีเสถียรภาพ ทุกคนรักใคร่กันดี ดังนั้นเรื่องเสียงในสภา ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่เสียงนอกสภาก็เป็นอีกเรื่อง เช่น การทำงาน ความสำเร็จของนโยบาย และการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ฉะนั้น ต้องรักษาความสัมพันธ์ของพรรคร่วมฯ ทำงานนโยบายลุล่วง แก้ปัญหาราคาพลังงาน ทำจีดีพีให้โต ลดภาระหนี้ประชาชน ทั้งนี้ การจะอยู่ครบเทอมหรือไม่นั้น ต้องมีเสถียรภาพ ทั้งในและนอกสภา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top