Thursday, 4 June 2026
ทหารไทย

ครม.ไฟเขียวเยียวยาทหาร 10 ล้าน ประชาชน 8 ล้าน ‘ภูมิธรรม’ ย้ำขอคนไทยสามัคคี ก้าวผ่านสองวิกฤติไปด้วยกัน

(5 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่า รัฐบาลเห็นชอบจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยให้ทหารรายละ 10 ล้านบาท และประชาชนรายละ 8 ล้านบาท พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลยึดแนวทางสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาความมั่นคง

นายภูมิธรรมระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ปะทะที่ชายแดนได้ยุติลงในเบื้องต้น และอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการเจรจาโดยใช้กลไก GBC ระหว่างไทย-กัมพูชา รัฐบาลแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกครอบครัว และจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนข้อมูลที่กระทบความมั่นคง

ขณะเดียวกัน ครม.ยังหารือถึงวิกฤตเศรษฐกิจจากการที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้าจากไทยเป็น 19% โดยรัฐบาลยืนยันว่าได้ดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน และยังมองว่านี่เป็นโอกาสให้ไทยพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันในเวทีโลก พร้อมเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย เช่น พักหนี้ ซอฟต์โลน และส่งเสริมการใช้สินค้าในประเทศ

ท้ายสุด นายภูมิธรรมเรียกร้องให้คนไทยทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ก้าวข้ามสองวิกฤติไปด้วยกัน ทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยย้ำว่า "ความสามัคคีของคนไทย คือพลังขับเคลื่อนประเทศ" และถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะเดินหน้าไปสู่จุดหมายเดียวกัน เพื่อสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

'บัวแก้ว' แจงไทม์ไลน์ฟ้องเอาผิดเขมร ปมวางทุ่นระเบิดสังหารทำทหารไทยบาดเจ็บ

(11 ส.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงการดำเนินการของไทยต่อกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) หรือ อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention)

ตามที่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 และวันที่ 9 สิงหาคม 2568 กองกำลังทหารไทยรวม 11 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางใหม่โดยกองกำลังทหารกัมพูชา ในบริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตามลำดับ นั้น

กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) หรืออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เพื่อตอบโต้กัมพูชา ดังนี้

1.เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

หนังสือฉบับแรก (ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ (ห้ามใช้หรือสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นเส้นทางลาดตระเวนปกติของทหารไทย โดยผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยพบว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่ และเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งกัมพูชาครอบครอง ฝ่ายไทยขอให้ประธาน อนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่สอง (ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่บริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และแจ้งว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 20 น. กัมพูชาได้กระทำการอันเป็นการรุกรานอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย โดยได้โจมตีมายังฝั่งไทยอย่างไม่แยกแยะระหว่างพลรบและพลเรือน ซึ่งส่งผลกระทบทางมนุษยธรรมและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือถึงรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่ 3 (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568) ไทยร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า เป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุม Extraordinary General Border Committee (GBC) Meeting ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในการประชุมฯ ฝ่ายไทยได้เสนอให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ แต่กัมพูชาปฏิเสธ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

2.เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก มีหนังสือลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึงเลขาธิการสหประชาชาติขอรับความชัดเจน (request for clarification) จากฝ่ายกัมพูชาต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการการเรียกร้องให้รัฐภาคีปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตาวา ตามข้อ 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาฯ ซึ่งระบุว่า รัฐภาคีสามารถขอความชัดเจนและขอให้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ของอีกรัฐสมาชิกหนึ่งผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อฝ่ายไทยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ

3.นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยังได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ (Committee on Cooperative Compliance) ของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

อนึ่ง อนุสัญญาออตตาวา ห้ามรัฐภาคีใช้ สะสม ผลิต หรือเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมทั้งให้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามที่ระบุในอนุสัญญาฯ โดยปัจจุบัน มีสมาชิก 165 ประเทศ ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีในปี 2542 (เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังอาวุธหมดสิ้นเมื่อปี 2546 และทำลายทุ่นระเบิดส่วนที่เก็บไว้เพื่อการวิจัยและอบรมหมดสิ้นในปี 2562 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี ในปี 2543 และยังคงมีทุ่นระเบิดที่เก็บไว้สำหรับการวิจัยและอบรม รวมถึงทุ่นระเบิดประเภท PMN-2.

13 สิงหาคม พ.ศ. 2413 กองทัพไทยสมัย ร.๕ ปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ เป็นภาษามคธ (บาลี)

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 กองทัพไทยได้มีการปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ มาเป็น ภาษามคธ (บาลี) เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเสริมสร้างอัตลักษณ์ทหารไทยให้แตกต่างจากแบบแผนตะวันตก

ก่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ กองทัพไทยรับแบบแผนฝึกจากตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งรวมถึงคำสั่งบอกแถว เช่น การทำความเคารพ การเคลื่อนพล และการจัดระเบียบแถว แต่ต่อมา ทางราชการเห็นว่าควรปรับเป็นคำที่เข้าใจง่าย และมีรากทางวัฒนธรรมไทย-พุทธมากขึ้น จึงเลือกใช้ภาษามคธเป็นหลัก

ตัวอย่างคำบอกที่เปลี่ยนมาใช้ เช่น “วันทยาวุธ” แทนการทำความเคารพด้วยอาวุธ “วันทยาหัตถ์” แทนการทำความเคารพด้วยมือ

การปรับครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทหารไทยมีคำสั่งที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปกองทัพในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมุ่งผสมผสานความทันสมัยกับการคงไว้ซึ่งรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทย

‘ใบตองแห้ง’ เหน็บทหารนำประเทศไม่ได้ แค่ปั่นกระแสชาตินิยมช่วงวิกฤตชายแดน

(12 ส.ค. 68) อธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Atukkit Sawangsuk' พร้อมแชร์ข่าวจากเพจ Matichon Online - มติชนออนไลน์ ประเด็นเราเปิดพื้นที่ให้ “ทหาร-กองทัพ” นำประเทศมาพักใหญ่ ในช่วงวิกฤตการณ์ตรงชายแดนไทย-กัมพูชา เช่นเดียวกับที่ผู้คนในสังคมก็พลอยอินกับกระแส “ทหารนำการเมือง” ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิกฤตดังกล่าวเริ่มสงบลง (แม้อาจไม่ยุติอย่างสิ้นเชิง แต่ต้องตามแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง-เจรจาต่อรองกันไปเรื่อยๆ) คนไทยและสังคมไทยก็ได้เวลาหวนคืนสู่ "ความเป็นจริงหลัก" หรือ "โจทย์ปัญหาหลัก" ของตนเอง 

นั่นคือเราจะเอาอย่างไรกับ "การเมืองไทย" ดี?

กระนั้นก็ตาม ในความเป็นจริง กองทัพคงไม่สามารถ "นำการเมือง" หรือ "นำประเทศ" ไปได้ตลอดรอดฝั่ง บทพิสูจน์ คือ พวกเขาเคยได้รับโอกาสนี้มาแล้วเกือบหนึ่งทศวรรษ และทำให้หลายคนตระหนักดีว่านั่นกลับกลายเป็น "ทศวรรษที่สูญเปล่าและน่าเสียดาย" ของสังคมไทย

‘ใบตองแห้ง’ โพสต์ข้อความว่า “จริงๆแล้วทหารนำประเทศไม่ได้ แค่ใช้โอกาสปัญหาชายแดนปั่นชาตินิยมทหารนิยม คุมนโยบายความมั่นคง แต่ทหารก็ไปสุด แบบถึงขนาดรัฐประหารไม่ได้ ไม่มีความสามารถพอบริหารประเทศ  นั่นเป็นจุดที่มันจะค้างเติ่ง”

‘ภูมิธรรม’ แจ้ง ‘มทภ.2’ ขาดอะไรขอให้บอกตรงๆ งบกลางพร้อม ไม่ต้องโพสต์ขอบริจาคประชาชน

(13 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เผยถึงกรณีกองทัพภาคที่ 2 เปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง อย่างเร่งด่วน โดยย้ำว่าหาก ทภ.2 ขาดแคลนอุปกรณ์หรือสิ่งจำเป็นใด ๆ ขอให้แจ้งตรงมายังผู้บังคับบัญชาหรือกองทัพบกโดยตรง ไม่จำเป็นต้องโพสต์ขอรับบริจาคจากประชาชน เพราะรัฐบาลมีงบประมาณกลางรองรับเต็มที่ พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ควรสร้างความเข้าใจผิดในสังคม 

ส่วนกรณีการใช้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน นายภูมิธรรมกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศเตรียมฟ้องร้องต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาโดยกัมพูชา ซึ่งมีเจตนาไม่ต้องการให้เกิดสันติภาพในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่ากองทัพและรัฐบาลจะร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขสถานการณ์และสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงความกังวลของประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่หวาดกลัวและอพยพหนี โดยขอให้ประชาชนมั่นใจในความตั้งใจของภาครัฐที่จะดูแลความปลอดภัย พร้อมเรียกร้องสื่อมวลชนและทุกฝ่ายช่วยกันสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกจนเกินเหตุ

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ระบุว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกับนักวิจารณ์การเมืองบางรายที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงและไม่เหมาะสมในการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมขอความร่วมมือทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างความสงบเรียบร้อยในประเทศ 

‘อีที ทีเด็ด99’ โพสต์เดือด!! หลังเพื่อนทหารเหยียบทุ่นระเบิด ถามต้องเจ็บ–ตายอีกกี่คนกว่าจะยุติความขัดแย้ง

(14 ส.ค. 68) จากกรณีเมื่อเวลา 09.10 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ลาดตระเวนพื้นที่ช่องจุ๊บตาโมก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทางทิศตะวันตกของปราสาทตาเมือนธม ได้เหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้ สิบเอกธีรพล เพียขันที อายุ 48 ปี ผบ.ชุดปฏิบัติการ กรมทหารพราน 26 ได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียขา 1 ข้าง

ต่อมา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ออกมายืนยันว่า รัฐบาลจะดูแลและเยียวยากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่าฝ่ายความมั่นคงไม่นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์นี้ และจะดำเนินมาตรการทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของแผ่นดินไทย 

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ อัปติกานัง หรือ “อีที ทีเด็ด99” นักมวยเข่าสายบู๊ จากจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งทหารกล้าของไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “อีที เลิกมวยชั่วคราวครับ” ว่า…

“เช้าวันนี้ก็มีทหาร ค่ายพราน 26 รุ่นพี่เจ็บสาหัส ต้องเสียขาไปอีกคนแล้วววว คุณก็พูดได้สิ คนเจ็บคนตายมันไม่ใช่ลูกหลานญาติพี่น้องคุณ มีแต่อยากให้หลีกเลี่ยงการปะทะ แล้วดูมันทำสิ ต้องให้มีคนเจ็บคนตายอีกกี่คน ถ้ามีการปะทะกันอีกครั้ง เสิร์ฟให้หนักๆหน่อยนะครับ #ขอให้มันจบที่รุ่นนี้🙏🏻🙏🏻” อีที โพสต์

แม่ทัพภาค 2 เผยยึด ‘ภูมะเขือ’ คืนเกือบ 1 ตร.กม. ชื่นชมทหารบาดเจ็บ!! ยังเข้มแข็งขอกลับไปสู้แนวหน้า

(14 ส.ค. 68) พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวในงานบรรยายหัวข้อ “เรื่องเล่าจากแนวหน้า และการรักษาอธิปไตยของชาติ” ที่โรงเรียนสาธิต ม.เกษตรศาสตร์ ว่า ในช่วงการปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา ระหว่างวันที่ 24–28 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทัพไทยสามารถยึดดินแดนกลับคืนหลายจุด โดยเฉพาะภูมะเขือ พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้คืนเกือบ 1 ตารางกิโลเมตร

แม่ทัพภาคที่ 2 เผยอีกว่า มีทหารบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติภารกิจ แม้ว่าจะยังรักษาตัวไม่หายเต็มที่ แต่ทุกคนยังมีจิตใจเข้มแข็งและพร้อมกลับไปสู้ต่อในแนวหน้า พร้อมยืนยันว่าจิตวิญญาณลูกหลานสมเด็จพระนเรศวรยังอยู่กับทหารไทยทุกคน

นอกจากนี้ พลโทบุญสิน พาดกลาง กล่าวย้ำว่า ทหารไทยจะปกป้องดินแดนไม่ให้ใครรุกราน และจะผลักดันผู้ล้ำเส้นออกไปทุกครั้ง พร้อมสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า กองทัพไทยมีความพร้อมและความตั้งใจแน่วแน่ในการรักษาอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 เผย ‘ในหลวง’ ทรงห่วงใยทหารแนวหน้า พระองค์ติดตามสถานการณ์ชายแดน ‘ไทย–กัมพูชา’ ทุกวัน

(14 ส.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยระหว่างบรรยายพิเศษที่โรงเรียนสาธิตฯ ม.เกษตรศาสตร์ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงติดตามและสอบถามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากับแม่ทัพทุกวัน ผ่านกองงานในพระองค์ พร้อมทรงห่วงใยกองทัพที่ปฏิบัติภารกิจแนวหน้าในฐานะ “องค์จอมทัพไทย”

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังถ่ายทอดข้อความจากทหารแนวหน้าถึงประชาชนว่า หากคนไทยสู้และให้กำลังใจ ทหารก็พร้อมสู้เต็มที่ เพื่อปกป้องแผ่นดินที่บรรพบุรุษรักษาไว้ ยืนยันว่ากองทัพไทยปฏิบัติการภายในเขตแดนไทยเท่านั้น และพร้อมผลักดันผู้รุกล้ำออกจากพื้นที่

พร้อมฝากถึงเยาวชนให้มีสติในการเสพสื่อ ไม่หลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือนหรือสร้างความแตกแยก ควรตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันปกป้องสถาบันหลักของชาติ ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ทิ้งท้ายให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความหมายของผืนธงชาติไทย 3 สี คือ แดงแทนเลือดและการเสียสละเพื่อแผ่นดิน ขาวแทนศาสนาและคุณธรรม และน้ำเงินแทนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นจอมทัพนำคนไทยต่อสู้รักษาเอกราชจนมีแผ่นดินอยู่มาถึงปัจจุบัน

‘แม่ทัพภาค 2’ เล็งสร้างรั้วกั้นไทย-กัมพูชา หวังใช้เทคโนโลยีเฝ้าตรวจแทนกำลังพล

(16 ส.ค. 68) พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกระแสในโซเชียลที่เปรียบเทียบรั้วลวดหนามแข็งแรงของเวียดนามที่กั้นแดนกับกัมพูชา พร้อมระบุว่า ไทยเองก็มีแนวคิดสร้างรั้วกั้นแดนเช่นเดียวกัน แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาให้ความยินยอม และต้องพิจารณาตามจุดที่มีการปักปันเขตแดนชัดเจนแล้วเท่านั้น

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า หากสามารถเริ่มสร้างได้ในบางพื้นที่ ก็จะทำไปเรื่อย ๆ ตามงบประมาณที่มี โดยไม่จำเป็นต้องสร้างทั้งหมดในคราวเดียว และถือเป็นการดำเนินการเชิงปฏิบัติที่สามารถทยอยทำได้ทีละส่วน

ทั้งนี้ เส้นชายแดนไทย-กัมพูชามีความยาวเกือบ 1,000 กิโลเมตร การสร้างรั้วตลอดแนวจำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง แต่หากทำได้จริงก็จะช่วยแก้ปัญหาความมั่นคง ลดภาระการลาดตระเวนของกำลังพลลงอย่างมาก

พลโท บุญสิน ยังชี้ว่า การมีรั้วกั้นแดนที่มั่นคงจะช่วยให้สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น กล้องวงจรปิด มาใช้เฝ้าตรวจแทนกำลังคน ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่ชายแดนและลดความเสี่ยงจากปัญหาการลักลอบเข้าเมืองหรือกิจกรรมผิดกฎหมายได้ดียิ่งขึ้น

‘หมอเบ็นซ์’ ชู “Spider Boot” ความหวังของทหารไทย เทคโนโลยีที่อาจช่วยรักษาขาเวลาเหยียบทุ่นระเบิด

(18 ส.ค. 68) นพ. โฆษิต เอี้ยวฉาย หรือ ‘หมอเบ็นซ์ มาสเตอร์พีช’ ได้โพสต์คลิปในช่อง tiktok : dr.benz_masterpiece ว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่าทหารไทย 5 นายต้องสูญเสียขาจากการเหยียบกับระเบิดในพื้นที่เสี่ยง หากมีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เหตุการณ์เหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการทหารคือ “Spider Boot” หรือรองเท้าแมงมุม ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงในสนามรบยูเครน

หมอเบ็นซ์ ระบุด้วยว่า รองเท้า Spider Boot มีจุดเด่นด้านการออกแบบที่เน้นการลดแรงกระแทกจากการระเบิด โดยมีหลักการทำงานสำคัญ 3 ประการ:

เพิ่มระยะห่างจากพื้น: ตัวรองเท้ายกเท้าของผู้สวมให้สูงจากพื้นถึง 14.4 เซนติเมตร ช่วยลดความรุนแรงของแรงกระแทกจากระเบิดที่เกิดจากพื้นดิน

โครงสร้างขาแมงมุมรับแรงแทน: โครงสร้างภายนอกคล้ายขาแมงมุมจะรับแรงกระแทกโดยตรง และกระจายพลังงานออกในแนวเฉียงตามหลักเวกเตอร์ ทำให้แรงที่ส่งถึงร่างกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แผ่นดูดซับแรงกระแทก: พื้นรองเท้าถูกออกแบบมาให้ดูดซับและกระจายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการบาดเจ็บจากแรงระเบิด

ทั้งนี้ จากการทดลองและการใช้งานจริงในสนามรบ พบว่ารองเท้า Spider Boot สามารถลดโอกาสการสูญเสียขาได้ถึง 70% ซึ่งหมายความว่า หากทหารไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันในการลาดตระเวนชายแดนกัมพูชา  โอกาสรอดจะเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการผลิตหรือดัดแปลงรองเท้าชนิดนี้ในประเทศไทย ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ที่มีความสามารถด้านการออกแบบ 3 มิติ หรือมีโรงงานผลิตอุปกรณ์ทางทหาร นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนา เพื่อช่วยปกป้องชีวิตและร่างกายของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top