Thursday, 4 June 2026
ตำรวจภูธรภาค2

ตำรวจภูธรภาค 2 กัดไม่ปล่อย สืบภาค 2 แกะรอยจาก 6 เม็ด ล่าแก๊งยานรกภาคตะวันออก 'ตุ๊ก บางทราย' ยึดไอซ์ คีตามีน 115 กก.

(1 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 นำโดย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ  ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 (ผบก.สส.ภ.2) และ พ.ต.อ.วราวุธ  เจริญชนม์ รอง ผบก.สส.ภ.2 ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ตะวันออก เครือข่าย ตุ๊ก บางทราย โดย พ.ต.อ.วราวุธ  นำกำลังตำรวจสืบภาค 2 ปฏิบัติการร่วมกับ ปปส.ภาค 2 นำหมายศาลจังหวัดชลบุรี เข้าค้นจุดพักยาเสพติด 4 จุดในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ตรวจยึดไอซ์  และคีตามีน ผสมกันอยู่ รวมประมาณ 115 กิโลกรัม หากยาเสพติดลอตนี้หลุดรอดออกสู่ท้องตลาด จะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 20 ล้านบาท สร้างความเสียหายต่อสังคมและเยาวชนในวงกว้าง  และชุดสืบสวนดำเนินการออกหมายจับตุ๊ก บางทราย ตัวการรายใหญ่ต่อไป  

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า การตรวจยึดยาเสพติดในพื้นที่ชลบุรีครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลแก้ไขปัญหา ยาเสพติดโดยเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” โดยตนกำชับตำรวจทุกกองบังคับการ ทุกสถานี ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 สืบสวนสอบสวนปราบปรามดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยรายนี้เป็นตัวอย่างของการเกาะติดของสืบภาค 2 ขยายผลจากคดีครอบครองยาบ้า 6 เม็ด ที่จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง เมื่อวันที่ 21 ก.ค.68 เจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 2 และตำรวจ สภ.เพ จ.ระยอง จับกุม นายอนันต์ฯ พร้อมยาบ้า 6 เม็ด ก่อนขยายผลไปยัง นายสังคม หรือบอย พบยาบ้า 104 เม็ด ยาอี 67 เม็ด และอาวุธปืนอีก 1 กระบอก จากนั้นตำรวจบุกจับ นายอภิชัย หรือเอ้ ผู้ค้ารายใหญ่ใน อ.บ้านค่าย พร้อมของกลางยาบ้า 20,953 เม็ด และยาเค 137.98 กรัม ซึ่งซัดทอดว่า “ตุ๊ก บางทราย” คือผู้สั่งการและพักยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออก สืบสวนขยายผลจนทราบตัวการรายใหญ่ และทราบการซุกซ่อนยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี นำมาสู่การยึดของกลางได้จำนวนมากครั้งนี้ และจะเร่งไล่ล่าจับกุม ตุ๊ก บางทราย มาดำเนินคดีต่อไป ปฏิบัติการสำคัญครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเฉียบขาดในการสืบสวน วิเคราะห์ข้อมูล และวางแผนยุทธการของ พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์ รอง ผบก.สส.ภ.2 “นักสืบมืออาชีพ” ที่ลงมือวิเคราะห์ข้อมูลทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ประสานทุกฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถบุกจับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามจังหวัดได้สำเร็จ ถือเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ ควรค่าแก่การยกย่อง และ เป็นแบบอย่างของตำรวจยุคใหม่ ที่ทำงานด้วยหัวใจและจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

“ตำรวจภูธรภาค 2 มุ่งมั่นปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เป้าหมายของเราคือปราบปรามผู้ค้าทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง และนำผู้เสพเข้าสู่การบำบัด จะไม่ปล่อยให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในพื้นที่ทั้งในชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว ก่อปัญหาสังคม สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้ประเทศ ทั้งนี้หากมีเบาะแสแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้านท่าน หรือโทร. 191 “

ตำรวจภูธรภาค 2 ขอบคุณ ปชช. ร่วมมือดีสถานการณ์ไทย - กัมพูชา “ผบช.ภ.2” กำชับดูแลเส้นทางกลับบ้าน โรงพักพร้อมบริการทุกมิติ ขอบคุณตำรวจและครอบครัวร่วมพิทักษ์ส่วนหลัง

(3 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ในพื้นที่ จังหวัดสระแก้ว ตราดและจันทบุรี ว่า ขณะนี้สถานการณ์ปกติไม่มีเหตุรุนแรงหรือสัญญาณบอกเหตุใด โดยทราบว่าทางผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้มีหนังสือแจ้งปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เนื่องจากสถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนที่อพยพได้ทยอยเดินทางกลับถิ่นฐานเดิม ตนได้สั่งการกำชับให้ตำรวจอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ในการเดินทางกลับบ้านของพี่น้องประชาชน และให้ตำรวจท้องที่ เตรียมความพร้อมในการดูแลบริการประชาชนเมื่อเข้าไปบ้านเรือนแล้ว หากมีการลงบันทึกประจำวัน หรือแจ้งความใด ๆ ก็ให้ตำรวจท้องที่ทุก สภ. จัดเตรียมพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ให้พร้อม และพร้อมช่วยเหลือประชาชนทุกเมื่อทันทีที่ร้องขอ เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ขอขอบคุณตำรวจภูธรภาค 2 ทุกนาย ครอบครัวตำรวจ อาสาสมัคร จิตอาสาทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำหน้าที่พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลพี่น้องประชาชนทั้งในการอพยพเคลื่อนย้าย การดูแลจัดหาอาหารในช่วงที่อยู่ศูนย์พักพิง รวมไปถึงการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ต้องทิ้งบ้าน และขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่  อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในขณะนี้ยังขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลสถานการณ์จากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และยังคงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเรื่องของการรับและส่งต่อข่าวสาร และสามารถแจ้งเบาะแสความผิดปกติต่าง ๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านช่องทาง โทร.191 ได้ทุกเมื่อ

“ตำรวจภูธรภาค 2 ยังคงความเข้มในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สืบสวนหาข่าวความผิดปกติต่าง ๆ มีปฏิบัติการเชิงรุกอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งเฝ้าระวังกลุ่มอาชญากรที่อาจฉวยโอกาสสถานการณ์นี้ก่อเหตุ โดยในช่วงที่ผ่านมาก็มีผลการจับกุมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตำรวจภูธรภาค 2 จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นความอุ่นใจให้กับประชาชน“ พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว

#ตำรวจภูธรภาค2
#เชื่อมั่นศรัทธามืออาชีพ

https://www.facebook.com/share/p/1AztZdGAWG/

ตัดวงจรอาชญากร 'ส่งด่วน' ตำรวจภูธรภาค 2 จับยกแก๊ง ซิวหัวโจกคนจีน ส่งพัสดุสินค้าออนไลน์ หลอกให้จ่ายเก็บเงินปลายทาง กว่า 120,000 ครั้ง ชาวบ้านเป็นเหยื่อเพียบ เตือนประชาชนไม่สั่ง อย่ารับ อย่าจ่าย

(7 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ผทค.พิเศษ ตร.รรท.รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระยอง แถลง ตำรวจสืบภาค 2 ร่วมกับ ตำรวจ สภ.เมืองระยอง ร่วมทลายเครือข่ายคนจีนทำผิดกฎหมาย ตั้งแก๊งอาชญากร 'ส่งด่วน' ยัดเยียดให้ซื้อสินค้า โดยส่งพัสดุสินค้าออนไลน์ถึงบ้านทั้งที่ไม่มีการสั่งซื้อจริง แล้วหลอกเก็บเงินปลายทาง โดยสินค้าส่วนใหญ่ไร้คุณภาพ เหยื่อบางรายได้รับของที่ใช้แล้ว ตรวจสอบพบว่า ในช่วงเวลา 4 เดือน มกราคม – เมษายน 2568 แก๊งนี้ส่งสินค้าออนไลน์หลอกเก็บเงินปลายทางไปทั่วประเทศแล้วกว่า 120,000 ครั้ง หากส่งสำเร็จทั้งหมดจะมีมูลค่าความเสียหายรวม กว่า 43 ล้านบาท ทั้งนี้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการ 7 คน จับกุมได้แล้ว 6 คน เป็นชาวจีน 2 คน เป็นเจ้าของ ผู้สั่งการ รับผลประโยชน์ และคนไทยร่วมทำผิดอีก 4 คน 

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการสืบสวนสอบสวนขยายผลจากการตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จว.ระยอง เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2568  ตำรวจสืบภาค 2 ร่วมกับ สภ.เมืองระยอง และฝ่ายปกครองจังหวัดระยอง ได้เข้าตรวจค้นโกดังพบของกลางสำคัญจำนวนมาก อาทิ รถบรรทุก เครื่องแพ็กสินค้า กระสอบพัสดุตีกลับ กระสอบพัสดุรอจัดส่ง สติ๊กเกอร์ LABEL ของบริษัทขนส่งรายใหญ่ ระบุชื่อผู้ส่ง – ผู้รับ พร้อมได้จับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายซึ่งได้ลักลอบทำงานอยู่ในสถานที่ดังกล่าวจำนวน 3 ราย จากนั้นตำรวจภูธรภาค 2 ขยายผลต่อพบว่า โกดังแห่งนี้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า ของแก๊งอาชญากรส่งพัสดุสินค้า เช่น รองเท้า, ยาสีฟัน, เสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าไม่ได้คุณภาพ ส่งไปยังประชาชนทั่วประเทศ ทั้งที่ไม่มีการสั่งซื้อจริง โดยแอบอ้างชื่อผู้รับจากฐานข้อมูลลูกค้าเดิม และใช้บริการจัดส่งแบบเก็บเงินปลายทาง หรือ Cash On Deliverly (COD) สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ใช้เล่ห์กลโดยส่งสินค้าราคาไม่สูงอยู่ในหลักร้อยทำให้เหยื่อหลงเชื่อและชำระเงินค่าพัสดุโดยง่าย รวมความเสียหายตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 19 เมษายน 2568 ส่งของสำเร็จมีเหยื่อยอมจ่ายเงิน รวม 12,740 ครั้ง มูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท จากความพยายามในการส่งของไปยังประชาชนทั่วประเทศกว่า 120,000 ครั้ง 

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย ได้แก่
1.นายหยัง สัญชาติจีน ทำหน้าที่  ผู้สั่งการ, ผู้รับผลประโยชน์ 
2.นายหวัง สัญชาติจีน เป็นผู้รับผลประโยชน์
3.นางหยาง สัญชาติจีน เป็นผู้รับผลประโยชน์ 
4.นางสาวกรรณิกาฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่เปิดสัญญาขนส่งสินค้า VIP 
5.นางสาวอภิรญาฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่เปิดสัญญาขนส่งสินค้า VIP
6.นางสาววณิกรณ์ฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่ควบคุมการแพ็กสินค้า 
7.นางเนตรนภาฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่ ล่ามแปลภาษาถ่ายทอดคำสั่งของนายหยัง

ตำรวจภูธรภาค 2 ติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 6 ราย ทั้งผู้สั่งการ ผู้รับผลประโยชน์ และผู้ร่วมขบวนการ ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ส่วน นางหยาง ขณะนี้อยู่ระหว่างการออก หมายแดง หรือ Red Notice โดยจะประสานกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ผบช.ภ.2 กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ช่องโหว่ของระบบ 'เก็บเงินปลายทาง' ทำให้ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ ดังนั้นขอย้ำเตือนให้ประชาชนตรวจสอบทุกครั้งก่อนรับพัสดุ โดยเฉพาะหากไม่ได้สั่งซื้อของจากที่ใด อย่ารับ อย่าจ่ายเด็ดขาด และอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนร้ายไม่เกรงกลัว เพราะมูลค่าความเสียหายของเหยื่อแต่ละรายเพียงหลักร้อย ทำให้เหยื่อไม่อยากแจ้งความ อาชญากรเหล่านี้ได้ใจ ก่อเหตุซ้ำ ๆ ดังนั้นขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนหากเกิดเหตุเช่นนี้ พบสิ่งผิดปกติสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือโทร 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ตำรวจภูธรภาค 2 หารือตำรวจสหพันธ์ สำนักงานออสเตรเลีย – กรุงเทพฯ เดินหน้าร่วมสร้างความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) พร้อมด้วย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2  (ผทค.พิเศษ ตร.รรท.รอง ผบช.ภ.2) พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.เสถียร บุญค้ำ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ นางคริสตี้ ลี เครสซี่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสหพันธ์ สำนักงานออสเตรเลีย - กรุงเทพฯ ประจำประเทศไทย ในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยียนตำรวจภูธรภาค 2 เพื่อพบปะหารือประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับแนวทางการประสานความร่วมมือด้านการปฏิบัติงาน ตลอดจนข้อราชการที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ในบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังให้เกิดความสัมพันธ์อันดี แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างหน่วยงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจในอนาคต ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมสานต่อความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อความปลอดภัย ความสงบสุข และประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

ผบช.ภ.2 อำลา รับหน้าที่ใหม่ ผู้ช่วย ผบ.ตร. 10 เดือนตอกเสาเข็มติดอาวุธ AI สร้างตำรวจยุคดิจิทัล ลุยล้างบางปรสิต ซีลชายแดนสกัดแก๊งคอลเซนเตอร์

(30 ก.ย.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ประชุมบริหารตำรวจภูธรภาค 2 โดยมี รอง ผบช.ภ.2 และ ผบก.ในสังกัด ภ.2 โดย พล.ต.ท.ยิ่งยศ ได้ขอบคุณตำรวจภูธรภาค 2 และอำลาตำแหน่ง ผบช.ภ.2 หลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ รับหน้าที่ ผบช.ภ.2 คนใหม่

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ขอบคุณตำรวจ ภ.2 ทุกนายที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ “ล้างบางปรสิต” ปราบปรามจับกุมกลุ่มแก๊งอาชญากรต่างชาติ สกัดกั้นปราบปรามอาชญากรรมแนวชายแดนปราบแก๊งคอกม้า ขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติอย่างจริงจังเด็ดขาด และร่วมภารกิจพิทักษ์อธิปไตยชายแดนไทย พิสูจน์ให้เห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมาตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมแรงร่วมใจกันทำหน้าที่ตำรวจตามแนวทาง “เชื่อมั่น ศรัทธา มืออาชีพ”   

ผบช.ภ.2 กล่าวด้วยว่า  ช่วงเวลา 10 เดือนที่ผ่านมาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ผบช.ภ.2 เป็นช่วงเวลาที่ดี ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทีมตำรวจภาค 2 ทุกนาย อย่างไรก็ตามเป็นธรรมชาติของที่อยู่กับเราต้องจากกันเป็นเรื่องปกติ

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่า ตลอด 10 เดือนได้ผลักดันขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีนำความรู้เรื่องปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยงานตำรวจโดยเฉพาะงานสอบสวน งานสื่อสารประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่งานสืบสวนปราบปรามอาชญากรรม นำเทคโนโลยี AI เชื่อมระบบฐานข้อมูลมาช่วยป้องกันภัยอาชญากรรมแก่พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว 

“ผมตั้งใจตอกเสาเข็มวางรากฐานเอาไว้ ผมมาในยุคเชื่อมต่อสู่ยุคดิจิทัลการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี เล็งเห็นความสำคัญว่าเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์กับงานตำรวจ ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยให้ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้าทำหน้าที่ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และหวังว่าสิ่งที่วางรากฐานได้จะเป็นประโยชน์ในอนาคตด้วย” ผบช.ภ.2 กล่าว

ผบ.ตร.สั่งการตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการหลอก 11 คนไทยไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน และให้ตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบเพจหางานผิดกฎหมาย คุมเข้มต่อเนื่องปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ สร้างความปลอดภัยให้ประเทศและภูมิภาค

(14 ต.ค. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรณี สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีประชาชนขอความช่วยเหลือหลังถูกหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานที่ประเทศกัมพูชา และถูกกักขังอยู่ภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ฟากห้วย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังบูรพา เข้าให้การช่วยเหลือ 11 คนไทย เป็นชายจำนวน 7 คน หญิงจำนวน 4 คน นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับให้ตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดสืบสวนขยายผล จับกุมผู้กระทำผิดและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดโดยเด็ดขาด พร้อมมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ ตรวจสอบเพจหางานและช่องทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว จากการสอบถามเบื้องต้นผู้เสียหายทั้งหมดให้การตรงกันว่า ได้สมัครงานผ่านเพจหางานในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการโฆษณาชักชวนให้ไปทำงานในประเทศกัมพูชา ระบุรายได้เดือนละประมาณ 20,000 – 25,000 บาท ด้วยความอยากมีงานทำจึงโทรติดต่อไปยังเบอร์ที่ปรากฏแล้วนัดหมายจุดนัดพบ โดยทั้งหมดเดินทางไปถึง อ.อรัญประเทศ ในช่วงบ่ายถึงค่ำ จากนั้นได้มีชายไทยไม่ทราบชื่อ ขับรถกระบะมารับจากจุดนัดหมายต่าง ๆ เช่น สถานีขนส่งผู้โดยสารอรัญประเทศ และสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อนพามาพักรวมกันที่บ้านหลังดังกล่าว โดยอ้างว่ารอเดินทางข้ามไปทำงานที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งในระหว่างรอได้มีผู้เสียหายคนหนึ่งเกิดความสงสัยว่าเมื่อไปถึงกัมพูชาแล้วจะได้ทำงานจริงหรือไม่ และเกรงว่าจะถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย โดยคาดว่าจะถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติให้แจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับทหารกองกำลังบูรพาเข้าให้การช่วยเหลือได้ทัน ก่อนทั้งหมดจะถูกพาออกนอกพื้นที่  ส่วนเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวไหวตัวหลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่จะถึงจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นได้สอบถามปากคำผู้เสียหายทั้งหมดไว้เป็นพยาน เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการสืบสวนและติดตามหาตัวผู้กระทำผิด รวมถึงผู้ร่วมขบวนการ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสมัครงานผ่านเพจหรือช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หรือมีข้อเสนอรายได้สูงเกินจริง เพราะอาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงไปทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ หากประชาชนพบเห็นเพจรับสมัครงานที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย หรือได้รับข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงแรงงาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือ สายด่วน 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันว่าจะดำเนินการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังได้กำชับให้คุมเข้มอย่างต่อเนื่องในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ ค้ามนุษย์ ในทุกมิติอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประเทศและภูมิภาค 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top