Friday, 5 June 2026
ชูวิทย์

‘สนธิ’ บุกสรรพากรยื่นสอบ ‘ชูวิทย์’ ปมหมกเม็ดโอนที่เลี่ยงภาษี ชี้!! เป็นนิติกรรมอำพราง ทำรัฐเสียรายได้เข้าแผ่นดินเกือบพันล้าน

(21 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ ได้เดินทางเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร ให้ตรวจสอบการเสียภาษีอากร กรณีการซื้อขายที่ดินบริเวณหลังโรงแรมเดอะเดวิส บางกอก

นายสนธิ กล่าวด้วยว่า ที่มายื่นเรื่องเพราะมีคนร้องเรียนมาว่าคุณชูวิทย์ ขายที่เลี่ยงภาษีให้ตระกูลตัวเอง โดยเป็นการขายจากบริษัทของตัวเองไปให้ลูกๆ และลูกๆ นำไปขายต่อให้อีกบริษัทที่เป็นของตัวเองเช่นกัน โดยคิดราคาที่ดินในการโอนทอดแรกแก่ลูกวาละ 2 แสนบาท และนำไปโอนต่ออีกทอดหนึ่งที่เป็นบริษัทของครอบครัวเหมือนกัน

“บริษัทที่โอนมาเป็นของตัวเองแบ่งที่เป็น 4 แปลง โอนให้ลูก 4 คน หลังจากนั้นโอนต่อให้อีกบริษัทที่ลูกๆ เป็นเจ้าของ คนที่ส่งมาบอกว่าเป็นนิติกรรมอำพราง โอนครั้งแรกเสียภาษีแค่ 11 ล้าบาท แต่ถ้าเป็นนิติกรรมอำพรางคุณชูวิทย์ ต้องเสียภาษี 359 ล้านบาท ถ้าผิดจริงต้องโดนอีกเท่าตัว และรวมหมดตระกูลคุณชูวิทย์ต้องเสีย 900 กว่าล้าน ผมขี้เกียจทะเลาะกับคุณชูวิทย์ เขามั่นใจว่าเขาไม่ผิด เขาทำงานมาเขาเป็นนักบัญชี แต่ความจริงมีหนึ่งเดียว คนที่ชี้ขาดเรื่องนี้ได้น่าจะเป็นสรรพากร ผมจึงนำหลักฐานมาให้ และถ้าเป็นนิติกรรมอำพรางคุณชูวิทย์ ต้องเสียภาษี ถ้าไม่ใช่ก็จบไป ยุติธรรมมาก ไม่ต้องเถียงกัน นั่นคือสิ่งที่ผมมาวันนี้” นายสนธิ กล่าว

ทั้งนี้ ในหนังสือร้องเรียนมีการระบุว่า มีการสมรู้ร่วมคิดกันทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลบเลี่ยงภาษีอากรอันถึงชำระ อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481 มาตรา 37 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

สำหรับข้อมูลที่เข้าร้องเรียนในครั้งนี้ มีรายละเอียดบางส่วนระบุดังนี้

ข้าพเจ้า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ตรวจพบหลักฐานการทำนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและการชำระภาษีที่เกิดจากการซื้อขายที่ดินที่ผิดปกติและอาจมีการจงใจหลีกเสี่ยงการชำระภาษี กรณีการซื้อขายที่ดินบริเวณหลังโรงแรมเดวิส บางกอก โฉนดที่ดินเลขที่ 1778, 1779, 3538, 3539 ระหว่างบริษัท สมบัติเติมตระกูล จำกัด ผู้ขาย กับนายต้นตระกูล กมลวิศิษฏ์ นายเติมตระกูล กมลวิศิษฏ์ น.ส.ตระการตา กมลวิศิษฏ์ และนายต่อตระกูล กมลวิศิษฏ์ ผู้ซื้อ และการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1778, 1779, 3538, 3539 ระหว่างนายต้นตระกูล กมลวิศิษฏ์ นายเติมตระกูล กมลวิศิษฏ์ น.ส.ตระการตา กมลวิศิษฏ์ และนายต่อตระกูล กมลวิศิษฏ์ ผู้ขาย กับบริษัท เดวิส ไรมอน แลนด์ ทเวนตี้โฟร์ จำกัด หรือบริษัท เดวิส 24 จำกัด ในปัจจุบัน เหตุเกิดระหว่างวันที่ 23 กันยายน 2562 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2562 ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ช่วงปี 2542 บริษัท สมบัติเติมตระกูล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของครอบครัวนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ได้ครอบครองที่ดินบริเวณหลังโรงแรมเดวิส บางกอก จำนวน 2 แปลง เนื้อที่แปลงละ 278.5 ตารางวารวม 557 ตารางวา (ปัจจุบันเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1778, 1779, 3538, 3539) ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1-4

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 เวลา 09.00 น. บริษัท สมบัติเติมตระกูล จำกัด ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 3/2562 มีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยมี น.ส.ตระการตา กมลวิศิษฏ์ และนายต่อตระกูล กมลวิศิษฏ์ เข้าร่วมประชุมด้วย นายชูวิทย์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทแต่เพียงผู้เดียว อนุมัติให้บริษัทฯ ขายที่ดิน โฉนดเลขที่ 1778, 1779 ให้ผู้ถือหุ้นได้แก่ นายต้นตระกูล กมลวิศิษฏ์ และนายเติมตระกูล กมลวิศิษฏ์

และในวันเดียวกัน คือวันที่ 23 กันยายน 2562 เวลา 11.00 น. บริษัท สมบัติเติมตระกูล จำกัด ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2562 มีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยมีนายต้นตระกูล กมลวิศิษฏ์ และนายเติมตระกูล กมลวิศิษฏ์ เข้าร่วมประชุมด้วย นายชูวิทย์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทแต่เพียงผู้เดียว อนุมัติให้บริษัทฯ ขายที่ดิน โฉนดเลขที่ 3538, 3539 ให้ผู้ถือหุ้นได้แก่ น.ส.ตระการตา กมลวิศิษฏ์ และนายต่อตระกูล กมลวิศิษฏ์ รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 5-8

ภายหลังจากที่ทำสัญญาซื้อขายกับผู้ซื้อรายเก่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 อีก 3 วันถัดมา คือวันที่ 27 กันยายน 2562 บริษัท สมบัติเติมตระกูล จำกัด ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินขายให้ลูกของนายชูวิทย์ 4 คน ได้แก่ นายต้นตระกูล นายเติมตระกูล น.ส.ตระการตา และนายต่อตระกูล คนละ 1 แปลง ระบุราคาซื้อขายที่แปลงละ 27.86 ล้านบาท รวม 4 แปลง เป็นราคา 111.4 ล้านบาท คิดเป็นตารางวาละ 200,000 บาท รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 9-12

และในวันเดียวกันนั้น นายต้นตระกูล นายเติมตระกูล น.ส.ตระการตา และนายต่อตระกูล ลูกนายชูวิทย์ทั้ง 4 คน โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินขายต่อให้บริษัท เดวิส ไรมอน แลนด์ ทเวนตี้ โฟร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตั้งไว้รอการร่วมทุนระหว่างครอบครัวกมลวิศิษฏ์ กับบริษัทไรมอน แลนด์ (มหาชน) จำกัด ระบุราคาขายที่แปลงละ 502,388,500 บาท รวม 4 แปลง ราคา 2,009,554,000 ล้านบาท คิดเป็นราคาตารางวาละ 3.6 ล้านบาทเศษ รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 14-17 ซึ่งบริษัท เดวิส ไรมอน แลนด์ ทเวนตี้ โฟร์ จำกัดมีนายต้นตระกูล กมลวิศิษฏ์ นายเติมตระกูล กมลวิศิษฏ์ น.ส.ตระการตา กมลวิศิษฏ์ และนายต่อตระกูลกมลวิศิษฏ์ เป็นผู้ถือหุ้น รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 18-19 การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามูลค่าการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินเป็นการโอนที่ดิน 2 ทอดในวันเดียวกันแต่กลับซื้อขายในราคาที่ต่างกันถึง 18 เท่าตัว โดยการโอนที่ดินทอดแรกจาก ‘บริษัทกงสี’ ให้ ‘ทายาท’ ในราคา ‘ต่ำเป็นพิเศษ’ ซึ่งในวงการอสังหาฯ รู้ดีว่าเป็น ‘นิติกรรมอำพราง’ เพื่อเลี่ยงภาษีเงินได้ของบริษัทจำกัด ในที่นี้คือ บริษัท สมบัติเติมตระกูล จำกัด บริษัทกงสีของตระกูลกมลวิศิษฏ์ ซึ่งตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ(4) ที่เกี่ยวกับ ‘ภาษีเงินได้นิติบุคคล’ สาระสำคัญความว่า บริษัทจำกัดจะต้องโอนขายทรัพย์สินในราคาไม่ต่ำกว่าราคาตลาด มิฉะนั้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ‘ตามราคาตลาดในวันที่โอน’ ได้ตาม ‘ข้อเท็จจริง’ จึงถือว่าราคา 2,009 พันล้านบาทเศษ เป็น ‘ราคาตลาดในวันโอน’ ทำให้บริษัท สมบัติเติมตระกูล จำกัด ต้องถูกประเมินให้มีกำไรในทางภาษีราว 1,900 ล้านบาท (หักจากราคาที่ขายให้กับนายต้นตระกูล นายเติมตระกูล น.ส.ตระการตา และนายต่อตระกูล ลูกๆ นายชูวิทย์ 111.4 ล้านบาท) และต้องเสียภาษีเงินได้ 380 ล้านบาท หรือ (1,900x20%) ซึ่งไม่สามารถยึดราคาขายให้แก่นายต้นตระกูล นายเติมตระกูล น.ส.ตระการตา และนายต่อตระกูล ลูกๆ ของ นายชูวิทย์ 4 คน เพื่อชำระภาษีเพียง 11.4 ล้านบาทเศษได้ รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 20

ซึ่งหากคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัท สมบัติเติมตระกูล จำกัด ต้องชำระตาม "ข้อเท็จจริง" คือ ภาษีเงินได้ 380 ล้านบาท บวกด้วยเบี้ยปรับ 1 เท่าตัว หรือ 380 ล้านบาท และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (ตั้งแต่ มิถุนายน 2563-กรกฎาคม 2566) หรือราว 205 ล้านบาท รวมภาษีที่นายต้นตระกูล นายเติมตระกูล น.ส.ตระการตา และนายต่อตระกูล ลูกทั้ง 4 คนของชูวิทย์ ต้องจ่ายรวมประมาณ 965 ล้านบาท หัก 11.4 ล้านบาทที่ได้ชำระไปแล้ว เท่ากับว่าการโอนที่ดินกรณีดังกล่าวอาจมีการหลบเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน และทำให้รัฐเสียรายได้เข้าแผ่นดินถึง 954 ล้านบาท รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย

‘นิพิฏฐ์’ อัปเดตอาการป่วย ‘ชูวิทย์’ ยังต้องรักษาแบบประคับประคอง ด้าน 'ชูวิทย์' ไม่ทิ้งลาย โผล่เมนต์ปม 'ศรีสุวรรณ' ของเก๊ก็เก๊วันยังค่ำ

(17 มิ.ย. 67) จากกรณีเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว’ โพสต์ข้อความอ้างว่าเป็นข้อความจากนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ที่แสดงความเห็นประเด็นการจับกุมนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ว่า สักวันความจริงจะปรากฏ ไม่ว่านานสักเพียงใด ของเก๊มันคือของเก๊วันยังค่ำ และยังแสดงความเห็นถึงโมฆะบุรุษนาม ‘สีสากกะเบือ’ ทำตัวดั่ง ‘พระเวชสันดรมาโปรดสัตว์’ แต่ที่ไหนได้พอโปรดได้ที่ก็ตีกิน พร้อมฝากถึงสื่ออย่าให้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ศาลาคนชั่วแสร้งทำดี’ นั้น

โพสต์ดังกล่าวบรรดาแฟนคลับของนายชูวิทย์ได้เข้าไปแสดงความขอบคุณนายชูวิทย์ที่ยังสนใจ และติดตามเรื่องที่เมืองไทย พร้อมทั้งขอให้นายชูวิทย์หายจากอาการป่วย และมีสุขภาพแข็งแรงในเร็ววัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “หลายท่านถามผมเรื่องคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผมไลน์ไปคุยกับคุณชูวิทย์ท่านตอบว่าตอนนี้รักษาแบบประคับประคอง คุณชูวิทย์ถามผมว่าจะเล่นการเมืองต่อไหม ผมตอบว่า วางมือแล้ว ท่านตอบว่าดีแล้ว การเมืองยุคนี้ใช้เงินเยอะไม่เหมาะกับผม เขียนเล่ามาเพื่อให้หลายท่านหายคิดถึงคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์”

สำหรับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองและเจ้าของธุรกิจอาบอบนวด ได้ประกาศยุติภารกิจแฉต่าง ๆ เมื่อเดือน ส.ค. 66 หลังพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 8 เดือน ก่อนได้เดินทางไปรักษาโรคมะเร็งตับระยะสุดท้ายที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก่อนจะเดินทางไปพักรักษาตัวต่อยังโรงพยาบาลที่ประเทศสกอตแลนด์

ตลอดเวลาที่รักษาตัวต่างแดนมีข่าวลือออกมาตลอดว่า ชูวิทย์เสียชีวิตแล้ว ก่อนที่ต่อมา ต๊ะ ตระการตา กมลวิศิษฎ์ ซึ่งเป็นลูกสาวของชูวิทย์จะได้มีการลงภาพคู่กับคุณพ่อ ในสตอรีไอจีสยบข่าวลือดังกล่าว

‘ชูวิทย์’ มอง ‘ทักษิณ’ ติดคุกช่วยพลิกวิกฤต พท. ชี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย

จากกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการบังคับโทษจำคุก 1 ปี เนื่องจากการเข้าไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า

“เสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ ศาลฎีกาตัดสินให้ทักษิณกลับไปติดคุก 1 ปี “โดยไม่ถือว่าระยะเวลาที่เคยอยู่ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจเป็นระยะเวลาในการคุมขัง” คนที่เคยติดคุกอย่างผม แม้ไม่เห็นด้วย แต่ย่อมต้องเชื่อฟัง เพราะเป็นศาลฎีกา

ถึงแม้จะอยู่สุขสบายแค่ไหน คุกก็คือคุก จะได้กินหูฉลาม ได้นอนฟูก แต่มันก็คือคุกอยู่ดี หัวใจสำคัญที่สุดของการติดคุก คือ “การจำกัดเสรีภาพ” อันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของมนุษย์ทุกคน

การที่คุณทักษิณอยู่โรงพยาบาลตำรวจมา 6 เดือน จึงถือว่า “ไร้อิสรภาพ” เพราะไม่สามารถไปไหนได้ เมื่อศาลไม่นับให้ ก็กลายเป็นติดคุกฟรี อย่างผมถูกควบคุมตัวที่โรงพัก 3 วัน ราชทัณฑ์ยังนับเป็นวันคุมขัง นำไปตัดจำนวนวันต้องโทษลงได้

อันนี้ผมพูดตามความรู้สึกของคนคุกนะครับ ความยุติธรรมที่ต้องวัดกันด้วย “เสรีภาพ” คนไม่เคยติดอาจบอกว่า ไม่นาน แค่ 1 ปี เอง แต่สำหรับคนที่ติดคุกมาก่อนจะรู้ว่า เวลา 1 วัน ในคุก มันยาวนานกว่านอกคุกมาก เพราะเสรีภาพเขานับกันเป็นรายชั่วโมง

โดยเฉพาะคนอย่างอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ปัจจุบันอายุ 76 ปี การกลับมาโดยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ยอมเดินไปศาล ต้องใส่ชุดนักโทษขึ้นรถย้ายเรือนจำ สำหรับบางคนอาจสะใจ แต่สำหรับผม ถือว่าต้องนับถือหัวใจ

ด้วยสถานการณ์ที่พลิกผัน อนุทินได้เป็นนายกฯ ขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ติดคุก ผมจึงกลับคิดว่านี่เป็นการ “พลิกวิกฤตอย่างแท้จริง” ของพรรคเพื่อไทย

ภาวการณ์ที่แม้แต่พรรคส้มยังป้อแป้กับอุดมการณ์ที่กลับไปกลับมา กับการโหวตที่สุดประหลาด “เป็นฝ่ายค้านที่โหวตให้ไปเป็นรัฐบาลเพื่อยุบสภา” และพรรคภูมิใจไทยที่ไม่มีอะไรจะขายในทางการเมือง

การติดคุกของทักษิณ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย คนไทยมีนิสัยอยู่อย่าง ไม่ชอบเห็นคนถูกรังแก”

‘ชูวิทย์’ สะท้อนชีวิตในคุก ชี้ “อิสรภาพ” สำคัญกว่าทุกสิ่ง เชื่อประวัติศาสตร์ - การต่อสู้ของ ‘ทักษิณ’ ยังถึงบทสุดท้าย

‘ชูวิทย์’ เล่าเรื่อง ‘คุกพลาซ่า’ ประกอบเรื่อง ‘ทักษิณ’ ชี้ ‘คุกคือคุก’ ที่จำกัดอิสรภาพ อย่าได้เหยียดหยาม-สมน้ำหน้า เวลาที่ไร้อิสรภาพมันยาวนานมาก ลั่น คนที่เคยอยู่จุดสูงสุดของการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคนโหวตให้มากกว่า 10 ล้านเสียง แต่ท้ายสุด ตกต่ำจนติดคุกติดตะราง เชื่อ ประวัติศาสตร์ของทักษิณยังไม่จบ และการต่อสู้ของทักษิณ ยังไม่ถึงบทสุดท้าย

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.68 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 

“คุกพลาซ่า 
ดูข่าวอุ๊งอิ้งไปเยี่ยมทักษิณที่คุกคลองเปรม 
ในฐานะศิษย์เก่าอยากแชร์ความรู้ให้เข้าใจ แม้ว่าจะไม่มีใครต้องการไปเฉียดสถานที่นี้ แต่เมื่อแม้แต่คนระดับ “นายกฯ“ ยังต้องมาติดคุก

ใครจึงอย่าไปคิดว่าชาตินี้ไม่มีวันติดคุก 
จึงขอเป็นตัวแทนกรมราชทัณฑ์ชี้แจงในฐานะนักโทษเก่า ดังนี้ 
พื้นที่นี้เรียกว่า ”ลาดยาว“ อยู่รวมกันหมดทั้ง เรือนจำพิเศษกรุงเทพ, เรือนจำกลางคลองเปรม, ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง, ทัณฑสถานหญิงกลาง และโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีพื้นที่เป็นพันไร่ ตั้งอยู่ที่ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร 

ทั้งหมดตั้งอยู่ในสถานที่รวมศูนย์ เสมือน “ศูนย์กลางคุก” ยกเว้น “บางขวาง“ ที่แยกไปอยู่ที่ จ.นนทบุรี

ผมจึงตั้งฉายาที่นี่ไว้ว่า “คุกพลาซ่า”
ทักษิณอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม แม้ว่าผมจะไม่เคยอยู่ แต่มีโอกาสได้เข้าไปหลายครั้งตอนทำรายการทีวี เรือนจำกลางคลองเปรมมีพื้นที่กว้างขวางกว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมากหลายเท่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมี 8 แดน แต่ละแดนพื้นที่แค่ 4 ไร่ แต่มีคนอยู่แดนละ 500-700 คน เป็นอย่างต่ำ แต่เรือนจำกลางคลองเปรมกว้างขวางกว่ามาก มีพื้นที่ 400 กว่าไร่ ในขณะที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมีพื้นที่เพียง 20 กว่าไร่

เห็นขนาดก็ทราบว่าต่างกันมาก 
เรือนจำกลางคลองเปรมยังมีพื้นที่ติดกับโรงพยาบาลราชทัณฑ์ สามารถเดินทะลุถึงกันได้ ต่างกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพที่ต้องนั่งรถมาโรงพยาบาล เพราะอยู่ห่างกัน 200 เมตร 

ตอนผมเป็น “นักโทษเด็ดขาด“ ได้มีโอกาสมาเป็น “ผู้ช่วย” ทำงานที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อช่วยเหลืองานตามที่ได้รับมอบหมาย

โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นศูนย์รวมของนักโทษที่เจ็บป่วย เพราะภายในเรือนจำแต่ละแห่งมีแค่เรือนพยาบาลที่แน่นทุกวัน และแออัดเกินกำลัง 

เมื่ออาการหนักก็ถูกส่งมาโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ที่มีพร้อมทั้งห้องฟอกไต หมอฟัน รักษาสารพันโรค ไม่ว่าวัณโรค เอดส์ ไปถึงจิตเวช 

พื้นที่ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เดิมเป็นพื้นที่ของเรือนจำกลางคลองเปรมมาก่อน ต่อมาแยกออกมาเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในภายหลัง

มีหลายท่านที่ผมได้พบเห็น ไม่ว่าตำรวจใหญ่อย่าง พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ หรือชะลอ เกิดเทศ 
อดีต กกต. ท่านวาสนา ท่านปริญญา หรือพี่สนธิ ไปจนถึงนักการเมืองหลายท่าน เช่น คุณบุญทรง คุณภูมิ หรือ ระดับ ผอ. ต่างๆ ไปจนถึงหม่อมราชวงศ์

ในจำนวนนักโทษระดับผู้ใหญ่ ที่ผมสงสารที่สุด คือ ท่านวาสนา เพิ่มลาภ เพราะความที่ท่านเคยเป็น ประธาน กกต. แต่ต้องมาใส่โซ่ตรวนติดคุกไร้อิสรภาพ เดินทางจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ นั่งรถเรือนจำมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในสภาพเช่นนี้

ท่านร้องไห้น้ำตาซึมกับผม แต่อดทนอยู่จนวันที่ได้กลับออกไปสู่อิสรภาพ
ท่านบอกผมว่า เมื่อได้ออก จะไปอยู่ไร่ที่เมืองจันทบุรี ทุกคนย่อมรอวันครบกำหนด ที่ได้มีโอกาสออกไปใช้ชีวิต มีเสรีภาพอันหอมหวน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มีคนมัวแต่จ้องว่าทักษิณตัดผมไหม ใส่เสื้ออย่างไร อยู่อย่างไร?

ขอเรียนในฐานะนักโทษเก่า คุกคือคุก ที่จำกัดอิสรภาพ อย่าได้เหยียดหยาม อย่าได้สมน้ำหน้า คนล้มย่อมต้องลุกขึ้นต่อไป คนที่ติดคุกยังมีวันได้ออก
ส่วนลูกเมียก็ต้องไปเยี่ยมตลอด เสมือนติดคุกไปด้วย 

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาจำคุกที่ศาลตัดสินแล้ว จะได้ “ใบบริสุทธิ์” อันมีความหมายว่าได้รับโทษครบจบสิ้นแล้ว เรื่องคดีนั้นผมไม่เกี่ยว แต่ขอชี้แจงว่าการติดคุกย่อมต้องขาดสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ทุกคน คือ อิสรภาพ 

ดังนั้นไม่ว่าอยู่ยังไง กินอะไร มันไม่สำคัญเท่ากับเสรีภาพที่จะไปไหนได้ 
นักโทษทุกคนมีหัวใจ และมีเหตุที่ต้องมาติดคุก
ไม่ว่าด้วยกิเลสตัณหา เจตนา พลาดพลั้งไป หรือเป็นนักโทษโดยกมลสันดาน 
ท้ายสุดเมื่อมาถูกจองจำ ย่อมมีสถานะเท่าเทียมกัน 
เพราะที่นี่คือคุก สถานที่สุดท้ายที่ไม่มีใครอยากไปก่อนตาย

จริงอยู่ มีคนสมควรติดคุก เพราะเป็นฆาตกร ค้ายาเสพติด ข่มขืน สารพันข้อหาแน่นคุก แต่มีคนสมควรอยู่ ก็มีคนสมควรแยกประเภท พฤตินิสัย ไม่ใช่เอาไปขังรวมกันหมด เพราะการติดคุกย่อมทรมานจิตใจ ไม่ว่าจะอยู่สบายแค่ไหน 
ให้กินน้อยหน่อย รวยน้อยหน่อย แต่อยู่นอกคุก ดีกว่ามีเงินมหาศาลแต่ต้องอยู่ในคุก 

สุภาษิตคุก คือ “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้”
และ 3 สิ่งสำคัญ คือ  “ช้อน ชั้น ชีวิต“ อันมีความหมายถึง
ช้อน ที่ต้องใช้ไม่ปะปนกับใคร เพราะโรคภายในมันมาก แม้แต่วัณโรคที่นอกคุกไม่พบ แต่ในคุกเป็นกันเยอะ เพราะสถานที่แออัดยัดเยียด

ชั้น หมายถึง ชั้นของนักโทษ ที่มีผลต่อการพักโทษ หรืออภัยโทษ จะได้ตามสัดส่วนของชั้น ตั้งแต่ ชั้นดี ชั้นดีมาก และชั้นเยี่ยม 

แต่ละคนต้องใช้เวลาตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนดไว้ในการไต่ชั้น 
ส่วน ชีวิต ก็ต้องรักษา ไม่มีใครอยากตายในคุก 

ผมเก็บศพในคุกขณะเป็นผู้ช่วยที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ถึง 80 ศพ มีทั้งชาย และหญิง ล้วนแล้วแต่น่าเวทนาที่ตายไปพร้อมกับความไร้ซึ่งอิสรภาพ

ทุกคนที่อยู่ล้วนต้องพยายามทำให้จิตไม่ตก หาอะไรทำให้หมดเวลาไปวันๆ 
เพราะเวลาที่ไร้อิสรภาพมันยาวนานมาก ทักษิณอาจได้เขียนหนังสือสักเล่ม ขณะใช้ชีวิตในคุก เช่น “การต่อสู้ของผม” หรือ “ชีวิตที่ไร้อิสรภาพ” เพื่อบันทึกเรื่องราวความคิดในขณะที่อยู่คนเดียว

มันเป็นรสชาติของชีวิต ที่ไม่มีใครจะรู้สึกได้ดีเท่ากับคนที่ติดคุกเอง
คนมองในแง่ของคดีที่อาจเพิ่มขึ้น แต่ผมกลับมองถึงมุมมองทางประวัติศาสตร์ของคนคนหนึ่ง ที่เคยอยู่จุดสูงสุดของการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี มีคนโหวตให้มากกว่า 10 ล้านเสียง แต่ท้ายสุดตกต่ำจนติดคุกติดตะราง 

ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง แต่สิ่งที่ผมเชื่ออย่างหนึ่ง คือ ประวัติศาสตร์ของทักษิณยังไม่จบ และการต่อสู้ของทักษิณยังไม่ถึงบทสุดท้าย”

‘ชูวิทย์’ ฟันธง!! ชะตาพรรคประชาชน มีโอกาสซ้ำรอยประชาธิปัตย์ พลาดเพียงก้าวอาจล้มทั้งพรรค

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความถึงพรรคประชาชน โดยขอบคุณนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่เปิดใจสื่อสารกับประชาชน พร้อมย้ำว่าตนเองและประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพื่อดูการตัดสินใจครั้งสำคัญของพรรคว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศหรือไม่

ชูวิทย์ระบุว่า พรรคการเมืองไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากผลประโยชน์และความเห็นที่แตกต่าง ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่าย เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงในอดีตที่เคยทำงานการเมืองด้วยความตรงไปตรงมา แต่สุดท้ายก็ต้องเผชิญกับปัจจัยซับซ้อนที่ควบคุมไม่ได้

เขาเตือนว่าพรรคประชาชนควรใช้บทเรียนจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแม้เป็นพรรคเก่าแก่และมีระบบเข้มแข็ง แต่ยังพลาดเพราะการตัดสินใจที่ผิดเพียงก้าวเดียว จนสูญเสียความนิยมจากประชาชน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างให้พรรคใหม่ๆ ต้องระมัดระวังไม่เดินซ้ำรอย

ชูวิทย์ยังฝากข้อคิดว่า ในการเมือง ประชาชนไม่ได้เลือก “คนที่ดีที่สุด” เพราะคนดีอาจอยู่ไม่รอด แต่เลือก “คนที่ผิดน้อยที่สุด” จึงอยากให้พรรคประชาชนยึดมั่นอุดมการณ์ เปิดใจฟังเสียงวิจารณ์ และตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ท้ายที่สุด เขาย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ หากพรรคประชาชนได้คะแนนเพิ่ม แสดงว่าตัดสินใจถูกต้อง แต่หากคะแนนลดลง ก็หมายถึงพรรคก้าวพลาด พร้อมย้ำว่า การวิจารณ์ที่แรงของเขาเป็นเพราะความหวังดีต่ออนาคตการเมืองไทย ไม่ใช่การหวังร้ายแต่อย่างใด

‘ชูวิทย์’ ซัด ‘ธนาธร’ พลิกลิ้นทิ้งอุดมการณ์ “ไม่เอาเทา” แฉแผนส้มผสมน้ำเงินหวังอำนาจรัฐบาล ชี้ กำลังเดินย่ำรอยเดิมการเมืองเก่า เตือน “สนิมเนื้อใน” กำลังกัดกร่อนศาสดาพรรค

'ชูวิทย์' ชี้ท่าที 'ธนาธร' เปลี่ยนไป อย่าแปลกใจพรรคส้มต้องละทิ้งจุดยืน 'ไม่เอาเทา'

(8 ม.ค. 2569) - นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อส้มผสมกับน้ำเงิน นี่คือช็อตเด็ดที่วัดระหว่าง อุดมการณ์ กับ โลกความเป็นจริง หลังการเลือกตั้งจะได้เห็นผลคะแนน ประชาชนที่เคยได้ยินอุดมการณ์ "ไม่เอาเทา" ของพรรคส้ม หรือที่ "ไหม" เคยบอกว่า "ไม่มีทางโหวตชื่ออนุทินเป็นนายกฯ ครั้งที่สอง"

แต่ล่าสุด ธนาธรมีท่าทีเปลี่ยนไปจากการโพสต์บนเฟซบุ๊กของตัวเองว่า "ไม่เคยพูด ว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับน้ำเงินและแดง" หมายความว่า เราอาจจะได้เห็นพรรคส้มจับมือกับพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลครั้งหน้าก็ได้

โปรดอย่าได้แปลกใจ เมื่อพรรคส้มต้องเลือก ระหว่างละทิ้งอุดมการณ์ และเริ่มคุ้นชินจนถูกกลืนเข้าไปในโลกของการเมืองเก่า แต่ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ กับการยึดมั่นอุดมการณ์ของตัวเอง แต่เป็นฝ่ายค้านครั้งแล้วครั้งเล่า

ธนาธรเริ่มเข้าใจแล้วว่า "เปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับการเมือง เข้าสู่วงจรอำนาจ ง่ายมากกว่าเปลี่ยนการเมืองให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการ"

เท่าที่เช็คข่าวล่าสุด หัวหน้าเท้งแห่งพรรคส้มยังยืนยันว่า "จะไม่มี ส.ส. พรรคประชาชนคนไหน ยกมือโหวตอนุทินเป็นนายกฯ อีกต่อไป"

นั่นหมายความว่า หากพรรคน้ำเงินได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคส้มจะไม่ร่วมรัฐบาล และไม่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แต่ถ้าพรรคส้มได้ ส.ส. เป็นอันดับ 1 แต่ไม่เกิน 250 ที่นั่งล่ะ? จะยอมให้พรรคน้ำเงินมาร่วมรัฐบาลไหม?

หัวหน้าเท้งช่วยตอบให้ชัดๆ อย่างที่เคยพูดไว้ว่า "พรรคไหนที่ไม่ประกาศชัดล่วงหน้าว่าไม่ร่วมกับใคร นั่นคือเทา" ในเมื่อพรรคส้มบอกว่าตัวเองไม่เทา งั้นช่วยพูดให้ชัดๆ มาล่วงหน้าเลยครับ ประชาชนจะได้ไม่สับสน เพราะหลังๆ การพูดของธนาธรศาสดาพรรคส้ม เสียงเริ่มแปร่งๆ ไปทุกที เมื่อใกล้วันเลือกตั้ง

กลืนน้ำลายมันเป็นเรื่องปกติ แต่กลืนเสลดมันหนักมากกว่าหลายเท่า

ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า วลีของธนาธรที่ชี้ว่า “พรรคอื่นได้เป็นรัฐบาลหมดแล้ว เหลือพรรคส้มที่ยังไม่เคยได้เป็นรัฐบาลอยู่พรรคเดียว จึงสมควรจะให้โอกาสพรรคส้ม”

กลายเป็นว่าบัดนี้ ธนาธรต้องใช้ “อุดมการณ์ทางลัด” แทนอุดมการณ์ที่แท้จริงในยุคเริ่มต้น สะท้อนออกมาอย่างแจ่มชัดในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้

อุดมการณ์ของพรรคส้มโบยบินไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไป การตกขบวนแล้วขบวนเล่า พรรคส้มไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียที ไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ให้โอกาสพรรคส้ม

คะแนนมากถึง 14 ล้านเสียง ได้จำนวน ส.ส. มากสุดเป็นอันดับหนึ่ง มันเป็นการไม่ให้โอกาสพรรคส้มของธนาธรตรงไหน? ทั้งที่ประชาชนมีหน้าที่แค่ไปกาบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น

ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพรรคส้ม หรือธนาธร ในการแย่งชิงอำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตยหลังผลคะแนนออก เพียงแต่ธนาธร และพรรคส้มทำไม่ได้เอง

ยิ่งในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคส้มกลับบีบเส้นทางของตัวเองให้แคบลงไปอีก ด้วยบทที่ตั้งตัวเองเป็น “พระเอก” คนเดียว และพรรคอื่นเป็นผู้ร้ายเสียหมด

เมื่อกาลเวลาผ่านมา ทำให้เรามองเห็นแล้วว่า บรรดาหนุ่มสาวก้าวออกมาเผชิญโลกกว้าง ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปในสิ่งที่ตัวเองฝัน เวลาผ่านไป หนุ่มสาวเหล่านั้นได้พบกับความจริงที่ว่า พวกเขาต่างหากที่ถูกโลกเปลี่ยน

โดยกลับไปเดินย่ำรอยเท้าบนเส้นทางเดิม ที่คนเคยเป็นหนุ่มสาวในอดีตล้วนเคยเดินผ่านมาแล้วทั้งสิ้น

แท้จริงแล้ว "สนิม" ไม่ได้เกิดจากใครอื่นเลย

แต่เกิดจาก "สนิมเนื้อใน" ของธนาธร เจ้าของลัทธิพรรคส้มนั่นเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=1435927097898766&set=a.496460395178779


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top