Friday, 5 June 2026
ชายแดนไทยกัมพูชา

เพื่อนร่วมรบ ‘จ่าโต๋’ สดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญและเสียสละ ยกเป็นวีรบุรุษแห่งเขาสัตตะโสม!! ผู้ไม่เคยถอยจากการปฏิบัติหน้าที่

(30 ก.ค. 68) หลังการหยุดยิงระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา กองทัพบกเผยรายชื่อผู้เสียชีวิตจากการปะทะรวม 15 นาย โดยหนึ่งในนั้นคือ จ.ส.อ.ธวัชชัย บุสภา หรือ 'จ่าโต๋' นายสิบชุดตรวจการณ์หน้าประจำฐานฟ้าลั่น เขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับการยกย่องจากเพื่อนร่วมรบว่าเป็น 'วีรบุรุษแห่งเขาสัตตะโสม'

เพื่อนร่วมรบของจ่าโต๋ซึ่งใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า Suttipong Pongwan โพสต์ข้อความรำลึกถึงวีรกรรมของเขาในสมรภูมิ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา จ่าโต๋ได้ค้นหาและระบุตำแหน่งเป้าหมายที่เป็นภัยต่อทหารฝ่ายไทย พร้อมประสานยิงเพื่อทำลายเป้าหมายเหล่านั้น โดยเฉพาะบริเวณช่องตาเฒ่าและผามออีแดง ช่วยชีวิตเพื่อนร่วมกองทัพไว้นับร้อย

โดยในเช้าของวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา ฝ่ายตรงข้ามเปิดฉากโจมตีอย่างหนักด้วยรถถัง ปืนใหญ่ และจรวด จ่าโต๋ยังคงปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า คอยแจ้งเตือนและร้องขอการยิงโต้กลับ จนในที่สุดกระสุนปืนใหญ่จากรถถังฝ่ายตรงข้ามพุ่งเข้าใส่บังเกอร์ที่เขาประจำการอยู่ ทำให้เขาเสียชีวิตในสนามรบ

เสียงวิทยุแจ้งข่าวร้ายทำให้ทุกคนในชุดขวัญเสีย ผู้บันทึกเหตุการณ์เล่าว่า แม้ใจจะเจ็บแค่ไหน แต่ทุกคนยังคงต้องสู้ต่อ โดยให้สัญญาในใจว่า "เราจะแก้แค้นให้เพื่อน" เพราะรู้ดีว่าจ่าโต๋ได้สละชีพเพื่อพวกพ้องและผืนแผ่นดินอย่างกล้าหาญ

แม้เวลาจะผ่านไปและผู้คนอาจลืมชื่อ 'จ่าโต๋' แต่ทหารทุกนายที่ร่วมรบ ณ เขาสัตตะโสมไม่มีวันลืมวีรกรรมของเขา จ่าโต๋ถูกจดจำในหมู่พี่น้องทหารว่าเป็น 'ราชาแห่งสนามรบ' ที่แม้จากไปแล้ว แต่บางคนยังคงรู้สึกว่าเห็นเขายืนตรวจการณ์อยู่ที่เดิมเหมือนเช่นวันวาน

พิธีพระราชทานเพลิงศพของ จ.ส.อ.ธวัชชัย บุสภา จัดขึ้นวานนี้ (29 ก.ค.) ท่ามกลางความอาลัยจากครอบครัว เพื่อนร่วมรบ และประชาชนที่รับรู้ถึงความเสียสละของวีรบุรุษแห่งแนวหน้า ผู้ซึ่งได้ทิ้งเกียรติยศไว้เหนือยอดเขาแห่งนี้ตลอดกาล

‘กองทัพบก’ ประณามเขมรไม่หยุดยิงตามข้อตกลง ลั่น หากยังละเมิดต่อเนื่องจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด

(30 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 09.30 น. พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก(ทบ.) ได้อ่านแถลงการณ์กองทัพบก เรื่อง การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยกองทัพกัมพูชา มีใจความว่า ตามที่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันในการประกาศหยุดยิง เพื่อยุติการปะทะทางทหารบริเวณแนวชายแดน โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นั้น

กองทัพบกขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด โดยได้ระงับการใช้กำลังทุกรูปแบบ และลดกิจกรรมทางทหารในพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดบรรยากาศแห่งสันติภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความร่วมมือที่สร้างสรรค์ระหว่างทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม กองทัพบกได้รับรายงานจากหน่วยในพื้นที่ว่า ในวันที่ 29 ถึง 30 กรกฎาคม 2568 กองทัพกัมพูชาได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. พื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 เวลา 21.30 นาฬิกา กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงเข้าใส่แนวกำลังฝ่ายไทย เป็นเหตุให้เกิดการปะทะจนถึงเวลา 22.00 นาฬิกา จึงยุติ

2. พื้นที่เขาพระวิหาร บริเวณภูมะเขือและห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 22.00 นาฬิกา กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับใช้อาวุธยิงสนับสนุนประเภทเครื่องยิงลูกระเบิด ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามหลักสากลในการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง การยิงจากฝ่ายกัมพูชายังคงเกิดขึ้นเป็นระยะจนถึงช่วงเช้า วันที่ 30 กรกฎาคม 2568

3. พื้นที่ผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 05.17 นาฬิกา ตรวจพบการยิงเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝั่งกัมพูชา เข้ามาในเขตแดนประเทศไทยอย่างชัดเจน

การกระทำของกองทัพกัมพูชาในครั้งนี้ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง นับเป็นครั้งที่สองภายหลังจากที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ และสะท้อนถึงพฤติกรรมที่ไม่เคารพต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นการบ่อนทำลายความพยายามในการคลี่คลายสถานการณ์ด้วยสันติวิธี อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความไว้วางใจที่ควรมีระหว่างสองประเทศ

กองทัพบกขอประณามการกระทำอันไม่รับผิดชอบของกองทัพกัมพูชาอย่างถึงที่สุด และขอแจ้งให้ทราบว่า ฝ่ายไทยจะยังคงดำรงตนอยู่บนหลักแห่งความอดกลั้น สันติภาพ และมนุษยธรรมอย่างสูงสุด อย่างไรก็ดี หากมีการละเมิดต่อเนื่อง กองทัพบกจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมและจำเป็นอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยโดยไม่ละเว้น
จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

มาเลเซียขยับหมากเงียบ สงครามพรมแดนเปิดพื้นที่ลงทุน จับตาช่องว่างทุนไทยในกัมพูชา!! จากบทไกล่เกลี่ยเปิดทางสู่ผู้เล่นเศรษฐกิจ

(30 ก.ค. 68) ขณะที่มาเลเซียได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติในบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลมาเลเซีย และภาคเอกชนกลับเดินเกมคู่ขนาน ด้วยการเร่งขยายบทบาททางเศรษฐกิจในกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักลงทุนไทยต้องถอนตัวออกมา

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา การลงทุนจากไทยมีมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร อุตสาหกรรม และค้าปลีก ทว่าความขัดแย้งชายแดนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 40 รายและผู้อพยพอีกหลายแสนคน ส่งผลให้บริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น Carabao Group และ President Foods ต้องระงับกิจการชั่วคราว สูญเสียรายได้รวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์

จุดผ่านแดน 7 แห่งถูกปิดลง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การค้าชายแดนไทย-กัมพูชาหดตัวกว่า 65% ภายในสัปดาห์เดียว ในสภาพที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก กัมพูชาจำเป็นต้องมองหาพันธมิตรรายใหม่ และมาเลเซียกำลังก้าวเข้ามาแทนที่ด้วยความพร้อมและประสบการณ์

บริษัทมาเลเซียหลายแห่งเริ่มขยับ เช่น Axiata Group ที่เป็นเจ้าของเครือข่ายมือถือ Smart Axiata ในกัมพูชา, Gamuda และ IJM Corporation ที่เร่งเสนอแผนฟื้นฟูถนน-โรงพยาบาลที่เสียหายจากการสู้รบ รวมถึง Petronas ซึ่งกำลังศึกษาพื้นที่พลังงานใหม่ใกล้ชายแดนที่คาดว่ามีทรัพยากรธรรมชาติมูลค่ามหาศาล

ในภาคการท่องเที่ยว บริษัท Berjaya Corporation ของมาเลเซียก็เริ่มเจรจากับทางการเสียมราฐเพื่อพัฒนาโรงแรม รีสอร์ต และโครงการอสังหาริมทรัพย์รองรับการฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง โดยอาศัยจังหวะที่คู่แข่งอย่างไทยต้องชะลอหรือถอนตัว

แม้มาเลเซียจะไม่ใช่ผู้เล่นที่ดังที่สุดในสมรภูมินี้ แต่การเดินเกมอย่างสุขุม มีระยะห่างทางการทูตจากทั้งจีนและสหรัฐ ทำให้มาเลเซียสามารถขยับตัวได้ยืดหยุ่นกว่า และในขณะที่ทุนไทยยังรอความชัดเจนทางความมั่นคง เพื่อนบ้านรายนี้อาจกลายเป็นผู้ครองพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในระยะยาว

ว่าที่ทูตสหรัฐฯ เตือนไทย!! สงครามกับ ‘กัมพูชา’ อาจกระทบความสัมพันธ์อเมริกา ชี้ใช้กำลังไม่ใช่ทางออก

(30 ก.ค. 68) ฌอน โอนีลล์ (Sean O'Neill) ว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ออกโรงเตือนว่า ความขัดแย้งหรือการใช้กำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กรณีชายแดนไทย–กัมพูชา อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่าสงครามไม่ใช่คำตอบของปัญหา

โอนีลล์แสดงจุดยืนดังกล่าวระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งโดยวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการเห็นความสงบสุขในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเน้นว่าการทูตและความร่วมมือคือแนวทางที่ควรยึดถือ มากกว่าการเผชิญหน้าทางทหาร

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์รุนแรงชายแดนไทย–กัมพูชา และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียดโดยเร็ว พร้อมสนับสนุนกระบวนการเจรจาและการหยุดยิงทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียเพิ่มเติม

‘บิ๊กเล็ก’ รมช.กลาโหม แจงข่าว ‘ทหารหน่วย BHQ’ ของกัมพูชา เป็นทหารเขมรแท้!! ดีกรีนักกีฬาวอลเลย์บอล ไม่ใช่ทหารรับจ้างรัสเซีย

(30 ก.ค. 68) จากกรณีที่โซเชียลแชร์ภาพทหารหน่วย BHQ ของกัมพูชา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นทหารรับจ้างของรัสเซีย วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหาร รายงานว่า ‘บิ๊กเล็ก’ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยที่มาทหารหน่วย BHQ เขมร

‘บิ๊กเล็ก’ ยืนยันว่าทหารหน่วยดังกล่าว ‘ไม่ใช่ทหารต่างชาติ’ หลังมีข่าวสะพัดเขมรจ้างทหารรัสเซีย รับจ้าง มาร่วมรบ พร้อมกับเผยอีกว่าเป็นทหารเขมรชั้นประทวน รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดีรูปร่างดี เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล และเป็นยูทูบเบอร์ จึงเป็นที่สนใจ

‘ชูวิทย์’ เผยชื่อคนปักธงชาติไทยบนจอยักษ์กลางไทม์สแควร์ ที่แท้คือ!! ‘ปรินทร์ โลจนะโกสินทร์’ เจ้าของ PlanB

(31 ก.ค. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์ภาพธงชาติไทยบนจอ LED กลางไทม์สแควร์ กรุงนิวยอร์ก พร้อมข้อความว่า “เขา คือ คนไทย” และแฮชแท็ก #TruthFromThailand สร้างความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า ป้ายดังกล่าวเป็นหนึ่งในพื้นที่โฆษณาแพงที่สุดของสหรัฐฯ ที่เขารู้จักดีจากประสบการณ์ทำงานเมื่อ 40 ปีก่อน

ผู้อยู่เบื้องหลังคือ นายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ หรือ “บี” เจ้าของธุรกิจโฆษณา PlanB ที่มีเครือข่ายป้ายทั่วประเทศไทย ปัจจุบันยังเป็นเจ้าของสัมปทานจอ LED ใจกลางไทม์สแควร์ โดยเลือกนำภาพธงไตรรงค์ขึ้นจอทุกชั่วโมง ชั่วโมงละ 1 นาที ด้วยค่าเช่าประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อสื่อสาร “ความจริงจากไทย” สู่สายตาชาวโลก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดกับกัมพูชา

นายชูวิทย์กล่าวชื่นชมว่า การกระทำของ “บี” ไม่ใช่แค่สะท้อนความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ยังแสดงพลังของคนรุ่นใหม่ที่รักชาติ และกล้าสื่อสารจุดยืนต่อประชาคมโลกอย่างภาคภูมิใจ พร้อมยกย่องปิดท้ายว่า “ใครจะใจถึงเท่าเขา?”

ผบ.ทหารเขมร ขอส่งทหาร-พลเรือนเจ็บมารักษาในไทย แต่แม่ทัพภาคที่ 2 ปฏิเสธ บอกไม่มีอำนาจทำตามคำร้องขอ

เมื่อวันที่ (30 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก สนธิ X ได้โพสต์ข้อความว่า พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่า ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 4 ได้พบปะกับ แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยที่ช่องสะงำ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งทีมประสานงานร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาและรักษาสถานการณ์ให้มีเสถียรภาพ

ในระหว่างการประชุม กัมพูชาได้เรียกร้องให้กองทัพไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยยุติการเคลื่อนกำลังพลและงดเว้นการเสริมกำลังเพิ่มเติม

ผู้บัญชาการทหารกัมพูชายังได้ร้องขอให้ทางการไทยอนุญาตให้ทหารและพลเรือนกัมพูชาที่ได้รับบาดเจ็บข้ามพรมแดนเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ กัมพูชายืนยันให้ทหารไทยไม่ล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนของกัมพูชา

"อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยชี้แจงว่าพวกเขาไม่ได้รับมอบอำนาจให้ทำการตัดสินใจที่ผูกพันใด ๆ ในระหว่างการหารือนอกรอบนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความเสียใจต่อความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดจากความขัดแย้ง โดยยอมรับว่าการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนซึ่งปรากฏในสื่ออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์บานปลาย ..." สื่อกัมพูชาระบุ

ในหลวง พระราชทานขาเทียมแก่ทหาร 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บขาขาดจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

(31 ก.ค. 68) - เพจเฟซบุ๊ก ข่าวทหาร โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า ในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานขาเทียมที่ดีที่สุดในโลกให้แก่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บขาขาด รวมจำนวน 3 นาย ได้แก่

1. ร้อยตรี เกียรติวงศ์ สถาวร
2. พลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน
3.จ่าสิบเอก พิชิตชัย บุญชูหล้า

โดยมีพระราชกระแส รับสั่งว่า “เป็นทหารที่มีคุณภาพ มีไฟ ของกองทัพ ทั้งนี้หากไม่อยากทำงาน light duty ก็อย่าไปบังคับเขา ให้เขาได้ฝึกและทำงานหน่วยรบตามใจอยากต่อไปได้"

รพ.สรรพสิทธิประสงค์ อุบลฯ งดรับผู้ป่วยใหม่ชาวกัมพูชา สั่งจำกัดพื้นที่รักษาชัดเจน!! หวั่นเหตุความไม่สงบชายแดน

(31 ก.ค. 68) โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ประกาศงดให้บริการผู้ป่วยใหม่ชาวกัมพูชาเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่ 31 ก.ค. – 10 ส.ค. 2568 พร้อมยกเลิกการรับยาแทนผู้ป่วย และปิดบริการพรีเมียม SMC โดยให้เหตุผลว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการให้บริการทางการแพทย์

ในประกาศระบุว่า จะยกเลิกการทำงานของผู้ช่วยสื่อสารชาวกัมพูชาและจิตอาสาต่างชาติทั้งหมด และให้จำกัดพื้นที่ดูแลผู้ป่วยชาวกัมพูชาที่ยังนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลให้ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยและการควบคุมที่เหมาะสม

ก่อนหน้านี้ โรงพยาบาลเคยให้บริการต่อเนื่องแก่ทั้งผู้ป่วยไทยและต่างชาติ รวมถึงชาวกัมพูชาที่ข้ามแดนมารักษา แต่จากมติคณะกรรมการคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ ได้มีการปรับมาตรการรองรับสถานการณ์ชายแดนที่ยังไม่สงบในขณะนี้ 

รมช.กลาโหม สั่งระงับความร่วมมือและความช่วยเหลือทางทหารกับกัมพูชาทั้งหมด พร้อมยกเลิกโควตานักศึกษา วปอ.

(31 ก.ค. 68) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อสถานการณ์สู้รบชายแดนไทยกัมพูชา ได้มีคำสั่งให้ระงับความช่วยเหลือและความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชาทั้งหมด รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาที่ดำเนินอยู่

"นักศึกษาจากกัมพูชาในหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 67 ได้เดินทางกลับไปแล้วในช่วงที่เกิดสถานการณ์ และคงจะไม่กลับมาอีก เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เราคงต้องตัดโควตาที่นั่งเรียน วปอ. ในส่วนของกัมพูชาทิ้งไป ขอให้ทุกคนเข้าใจด้วย"

นอกจากนี้ พล.อ. ณัฐพล ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน เข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยในการคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าออก รวมถึง ยกระดับการดูแลรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top