Saturday, 5 April 2025
จีน

‘จีน’ ครองแชมป์!! จุดหมายอันดับหนึ่ง สำหรับการลงทุน จากต่างประเทศ เผย!! นโยบายสนับสนุน เปิดรับเงินทุนต่างชาติ ดูแลให้เข้าถึงปัจจัยการผลิต

(15 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (13 มี.ค.) ว่า จีนยังคงเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ และจีนยินดีต้อนรับบริษัทต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศ

เหมาระบุว่า จำนวนบริษัทที่ได้รับทุนจากต่างประเทศในจีนเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 1.24 ล้านแห่ง ณ สิ้นปี 2567 โดยมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่นำไปใช้จริงอยู่ที่ 20.6 ล้านล้านหยวน

เฉพาะปี 2567 มีบริษัทที่ได้รับทุนจากต่างประเทศราว 60,000 แห่งก่อตั้งในจีน เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบปีต่อปี และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในจีนยังคงระดับอยู่ที่ราว 9% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก

เหมาเผยว่า รายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาลจีนประจำปี 2568 ชี้ว่า จีนจะสนับสนุนให้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติลงทุนซ้ำในประเทศเพิ่มขึ้น และจะรับประกันการปฏิบัติต่อบริษัทที่ได้รับทุนจากต่างประเทศอย่างเท่าเทียมในหลายด้าน อาทิ การเข้าถึงปัจจัยการผลิต การยื่นขอใบอนุญาต การกำหนดมาตรฐาน และการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล

ทั้งนี้ เหมาทิ้งท้ายว่าไม่ว่าสภาพแวดล้อมภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จีนปฏิบัติตามความมุ่งมั่นในการเปิดกว้างระดับสูงอยู่เสมอ และยินดีต้อนรับบริษัทต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและขยายการดำเนินงานในจีนเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์และบรรลุการพัฒนาร่วมกัน

‘ประธานาธิบดีไต้หวัน’ เตือน!! ให้ระวัง ความพยายามแทรกซึมจาก ‘จีน’

(15 มี.ค. 68) ประธานาธิบดีไล่ ชิง-เต๋อ ออกมาเตือนในวันพฤหัสบดีว่า จีนได้ยกระดับการใช้อิทธิพลในการแทรกซึมไต้หวันแล้ว และประกาศการเตรียมพร้อมมาตรการตอบโต้ ‘การครอบงำ’ เกาะที่ปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตยแห่งนี้ของกรุงปักกิ่งด้วย 

ไต้หวันได้กล่าวหาว่า จีนทำการซ้อมรบทางทหารเพิ่มขึ้น และดำเนินมาตรการลงโทษทางการค้ามาขึ้น รวมทั้งเดินหน้าโครงการสร้างอิทธิพลต่อไต้หวันอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อบีบให้ยอมรับคำกล่าวอ้างอธิปไตยของกรุงปักกิ่งเหนือเกาะแห่งนี้

ปธน.ไล่ บอกผู้สื่อข่าวหลังประชุมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า กรุงปักกิงได้ใช้ประชาธิปไตยของไต้หวันในการ “ครอบงำ” สมาชิกมากมายในสังคมที่มีทั้ง องค์กรอาชญากรรม ผู้มีชื่อเสียงในวงการสื่อและเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทั้งที่ยังประจำการอยู่และปลดประจำการไปแล้ว

ไล่ระบุระหว่างการแถลงข่าวทางโทรทัศน์ด้วยว่า “(จีน)กำลังดำเนินการต่าง ๆ เช่น สร้างความแตกแยก ทำลายล้าง และการล้มล้างจากภายในเรา(ไต้หวัน)อยู่”

ต่อมาเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับคำพูดของไล่ ที่การแถลงข่าวของกระทรวงการต่างประเทศจีน เหมา หนิง โฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่า ไม่ว่ารัฐบาลปธน.ไล่พูดอย่างไร “นั่นจะไม่เปลี่ยนแปลงความจริงว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน หรือเปลี่ยนอนาคตของการรวมชาติเข้ากับมาตุภูมิที่จะเกิดขึ้นได้เลย”

ทั้งนี้ ไล่ ชิง-เต๋อ อ้างข้อมูลของรัฐบาลไทเป ในการระบุว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาทำการจารกรรมในนามของจีน 64 คนในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากสถิตในปี 2021 ถึง 3 เท่า และกล่าวด้วยว่า ผู้ต้องหาส่วนใหญ่นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ทหารทั้งที่ยังประจำการอยู่และอดีตทหาร

ไล่กล่าวว่า ปฏิบัติการต่าง ๆ เหล่านี้ของจีนถือว่าเป็นการใช้ ‘กองกำลังปฏิปักษ์ต่างชาติ’ ตามนิยามของกฎหมายต่อต้านการแทรกซึม (Anti-Infiltration Act) ของไต้หวัน

ในการนี้ ปธน.ไต้หวันได้เสนอมาตรการตอบโต้ทั้งทางเศรษฐกิจและทางกฎหมายจำนวน 17 มาตรการ ซึ่งรวมถึง การทบทวนคำขอเดินทางเข้าหรือสิทธิพำนักอาศัยในไต้หวันของพลเมืองจีนด้วย

ไล่กล่าวว่า รัฐบาลไทเปจะ “ทำการปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น” เพื่อจัดการกับการเงิน ผู้คนและเทคโนโลยีที่ไหลเข้ามาจากจีน โดยไม่ได้อธิบายรายละเอียดของแผนงานนี้

นอกจากนั้น รัฐบาลจะออก “หนังสือเตือน” ให้กับนักแสดงและนักร้องไต้หวันที่รับงานแสดงที่จีน เกี่ยวกับ “คำพูดและการกระทำ” ของแต่ละคน ซึ่งเป็นการโต้ตอบสิ่งที่ไทเปมองว่าเป็น แผนงานต่อเนื่องของกรุงปักกิ่งในการกดดันผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงให้ออกมาให้ความเห็นในเชิงสนับสนุนจีน

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ สำนักงานกิจการไต้หวันของรัฐบาลจีนกล่าวว่า “เป็นเรื่องธรรมชาติมาก” ที่ชาวไต้หวัน ซึ่งรวมถึงศิลปินทั้งหลาย จะแสดงการยอมรับจีน ในช่วงที่ประชาชนในไต้หวันออกมาร้องเรียนกรณีที่ผู้มีชื่อเสียงของไต้หวันหลายคนโพสต์ข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์และเรียกเกาะแห่งนี้ว่าเป็น ‘มณฑลหนึ่งของจีน’

กองทัพจีนประกาศเฝ้าระวังขั้นสูง พร้อมรบทุกเวลา หากไต้หวันแยกตัว อาจเกิดสงครามทันที

(17 มี.ค. 68) พลเอก หลิน เซี่ยงหยาง (Lin Xiangyang) ผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ประกาศว่า กองทัพจีนอยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูง และมีความพร้อมเต็มที่ในการทำสงครามได้ทุกเวลาหากจำเป็น เพื่อสกัดกั้นความพยายามแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน

“กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีความสามารถในการตอบโต้ภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที และพร้อมใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ” หลิน เซี่ยงหยาง กล่าว

คำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลาง สถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นในช่องแคบไต้หวัน โดยจีนได้เพิ่มกิจกรรมทางทหารในพื้นที่ใกล้เกาะไต้หวันมากขึ้น เช่น การซ้อมรบทางทะเล การส่งเครื่องบินรบเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ของไต้หวัน และการเสริมกำลังทางยุทธศาสตร์รอบพื้นที่

ด้านไต้หวัน รัฐบาลไทเปยืนยันว่าตนเป็นประชาธิปไตยที่ปกครองตนเอง และไม่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งยังคงย้ำว่า ไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของจีน และ พร้อมใช้ทุกวิถีทาง รวมถึงกำลังทหาร เพื่อรวมไต้หวันกลับสู่แผ่นดินใหญ่

การประกาศของหลิน เซี่ยงหยาง ได้รับความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของไต้หวัน โดยสหรัฐฯ ได้แสดงท่าที คัดค้านการใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะของไต้หวัน และยังคงให้การสนับสนุนด้านอาวุธและความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทเป

ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกตึงเครียดมากยิ่งขึ้น โดยหลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าจีนจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมอย่างไรในการเผชิญหน้ากับไต้หวันและพันธมิตรตะวันตก

จีนปล่อยจรวด CERES-1 บรรทุกดาวเทียม 8 ดวงทะยานอวกาศ หนุนการสำรวจทางวิทยาศาสตร์และการให้บริการด้านการสื่อสาร

(18 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า จีนประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวดขนส่งซีอีอาร์อีเอส-1 (CERES-1) ซึ่งบรรทุกดาวเทียม 8 ดวงขึ้นสู่อวกาศ โดยจรวดทะยานขึ้นจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียน ในเขตมองโกเลียใน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อเวลา 16.07 น. ตามเวลาปักกิ่ง

โดยการปล่อยจรวดซีอีอาร์อีเอส-1 เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสนับสนุนเทคโนโลยีอวกาศและการสื่อสารของจีน โดยดาวเทียมที่บรรทุกขึ้นไปจะถูกนำไปใช้สำหรับการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ การสังเกตการณ์ระยะไกล และการให้บริการด้านการสื่อสาร

จรวดขนส่ง ซีอีอาร์อีเอส-1 เป็นจรวดเชื้อเพลิงแข็งขนาดเล็กที่พัฒนาโดย บริษัท Galactic Energy ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนชั้นนำของจีนด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ โดยภารกิจครั้งนี้ถือเป็นการปล่อยจรวดซีอีอาร์อีเอส-1 รุ่นใหม่ที่มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

การปล่อยจรวดครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศจีน ที่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการลงทุนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ ไม่ว่าจะเป็น โครงการสถานีอวกาศเทียนกง การส่งยานสำรวจไปยังดวงจันทร์และดาวอังคาร รวมถึงการพัฒนาจรวดขนส่งเชิงพาณิชย์ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นอกจากนี้ จีนยังสนับสนุนบริษัทเอกชนในการพัฒนายานอวกาศและระบบขนส่งดาวเทียมให้มีต้นทุนต่ำลง แต่ยังคงมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะช่วยให้สามารถปล่อยดาวเทียมได้บ่อยขึ้น และรองรับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น

สำหรับศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียน (Jiuquan Satellite Launch Center) ถือเป็นหนึ่งในศูนย์ปล่อยจรวดที่สำคัญของจีน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และเป็นฐานปล่อยหลักของโครงการอวกาศจีนหลายโครงการ ทั้งด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทหาร และการพาณิชย์

ทั้งนี้ การปล่อยจรวดซีอีอาร์อีเอส-1 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของศูนย์ปล่อยจิ่วเฉวียนในการสนับสนุนภารกิจอวกาศที่หลากหลาย โดยเฉพาะการปล่อยดาวเทียมขนาดเล็กที่มีความต้องการสูงขึ้นในปัจจุบัน

จีนเปิดตัวรถไฟขบวนพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ มุ่งหน้าท่องเที่ยว 3 เมืองหลัก ชมวัฒนธรรมและธรรมชาติอันสวยงาม

(18 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า รถไฟท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุขบวนแรกของปีในเขตปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย ได้ออกเดินทางจาก สถานีเทียนจิน อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่ วันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา พร้อมนำผู้โดยสารวัยเก๋าจำนวน 452 คน จากทั้งสามพื้นที่ ได้แก่ ปักกิ่ง เทียนจิน และมณฑลเหอเป่ย เดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่สำคัญหลายแห่ง

ขบวนรถไฟพิเศษนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ภายในตู้โดยสารมี สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ที่นั่งกว้างขวาง ทางเดินปลอดภัย ระบบยกสัมภาระอัตโนมัติ และบริการพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางได้อย่างสบายและปลอดภัย

สำหรับเส้นทางของรถไฟขบวนนี้จะเริ่มต้นการเดินทางจาก ปักกิ่ง และจะเดินทางผ่าน มณฑลเจียงซี, หูหนาน, และ กวางตุ้ง โดยจุดจอดสำคัญในแต่ละมณฑลจะรวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ได้แก่ 

มณฑลเจียงซี พื้นที่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น เขตมรดกโลกที่ภูเขาเอ๋อ และ เมืองเจียงเจียว ที่มีมรดกทางวัฒนธรรมจีนที่ลึกซึ้ง

มณฑลหูหนาน เส้นทางจะพาผู้โดยสารไปยังเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เช่น เมืองจางเจียเจี้ย ที่มีภูเขาและทิวทัศน์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก 

มณฑลกวางตุ้ง จุดหมายสำคัญรวมถึง เมืองกวางโจว ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญก้าวหน้าและมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์จีน

นอกจากการเดินทางที่สะดวกสบายแล้ว ยังมี กิจกรรมพิเศษบนขบวนรถไฟ เช่น ดนตรีสด บรรยายประวัติศาสตร์ และการสาธิตวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุขให้กับผู้โดยสาร

โครงการรถไฟท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนา “วงแหวนเศรษฐกิจปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย” ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงเมืองสำคัญในภูมิภาค โดยรัฐบาลท้องถิ่นหวังว่า บริการรถไฟขบวนพิเศษนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวกขึ้น และส่งเสริมเศรษฐกิจในเมืองต่าง ๆ ตลอดเส้นทาง

คาดว่าหลังจากการเดินทางครั้งแรกนี้ โครงการจะมีการเพิ่มรอบการเดินทางและขยายเส้นทางไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยในจีน

ทั้งนี้ จีนกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ทำให้โครงการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก การเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุขบวนแรกของปี 2025 ถือเป็น ก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางสำหรับผู้สูงอายุ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มนี้

โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนที่จะ พัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัยมากขึ้น ทั้งในด้านบริการ สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

‘ทรัมป์’ เผยเป็นนัย ‘สี จิ้นผิง’ อาจบินสู่สหรัฐฯ หารือประเด็นร้อน

(18 มี.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแย้มว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำของจีน อาจจะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ในอนาคตอันใกล้ท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ในระหว่างการปรากฏตัวที่งานประชุมสาธารณะในสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ทรัมป์ได้กล่าวว่า การเจรจาระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดที่ยืดเยื้อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยทั้งสองประเทศยังคงมีข้อขัดแย้งในหลายด้าน รวมถึงการเก็บภาษีสินค้าจีนที่สหรัฐฯ กำหนดไว้รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการค้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 

แหล่งข่าวจากรัฐบาลจีนระบุว่า การเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า และความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่มีผลดีต่อทั้งสองประเทศ โดยทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างต้องการลดความตึงเครียดที่มีอยู่ และหาทางปรับปรุงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงการบริหารจัดการข้อขัดแย้งอย่างยั่งยืน

ในขณะเดียวกัน จีนหวังว่าจะสามารถเพิ่มความเข้าใจและความไว้วางใจ ระหว่างทั้งสองประเทศได้และมุ่งเน้นไปที่การร่วมมือในระดับโลก โดยเฉพาะในด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจทั่วโลก

การเยือนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะได้พูดคุยเกี่ยวกับข้อขัดแย้งทางการค้า และหาทางออกร่วมกันเพื่อบรรเทาความตึงเครียดในพื้นที่เศรษฐกิจ โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าการเจรจานี้อาจจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สหรัฐฯ และจีน ได้เริ่มหารือเกี่ยวกับ ความเป็นไปได้ในการจัด “การประชุมสุดยอดวันเกิด” (Birthday Summit) ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงวันเกิดของประธานาธิบดีสีตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน แต่การหารือยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่มีการระบุวันที่ชัดเจน 

ประณามสหรัฐฯ แทรกแซงไทย กรณีคว่ำบาตรวีซ่า ปมส่งอุยกูร์กลับจีน

(18 มี.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศของจีน ออกมาแสดงท่าทีเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ หลังจากที่ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศมาตรการจำกัดวีซ่า และคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ไทยที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน

เหมา หนิง (Mao Ning) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวว่า จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นภายใต้ข้ออ้างด้านสิทธิมนุษยชน และมองว่ามาตรการของสหรัฐฯ เป็นการใช้แรงกดดันทางการเมืองที่ไม่เหมาะสม

“จีนยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอธิปไตย และเราขอเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการใช้สิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกดดันประเทศอื่น” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าว

จีนเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและจีนในด้านความมั่นคง และกล่าวว่าการส่งตัวบุคคลกลับประเทศต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและเสถียรภาพภายในประเทศ ขณะเดียวกันก็เคารพอธิปไตยของไทยในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคงของตนเอง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จีนพร้อมทำงานร่วมกับไทยอย่างใกล้ชิดในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

ในขณะที่จีนออกมาตอบโต้ สหรัฐฯ ยังคงยืนกรานว่าการคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นมาตรการที่มุ่งปกป้องสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ 

อย่างไรก็ตาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ค.ร.ม. ถึงประเด็นดังกล่าวว่า “ยังไม่มีและยังไม่ทราบ” เรื่องโดนสหรัฐ จำกัดวีซ่า กรณีส่งชาวอุยกูร์ 40 ชีวิตกลับจีน ต้องให้กระทรวงต่างประเทศช่วยอธิบายเรื่องข้อมูลกับสหรัฐฯ อีกที

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า กรณีนี้อาจกลายเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

Pop Mart ปรับกลยุทธ์รองรับยอดซื้อพุ่งสูง เพิ่มหลักสูตรอบรมพนักงานพูดไทย เอาใจนักท่องเที่ยวสายช้อป

(19 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า กระแสอาร์ตทอยจากจีนกำลังมาแรงในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะแบรนด์ดังอย่าง Pop Mart ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายสาขาในจีนเริ่มปรับกลยุทธ์ใหม่ ด้วยการส่งเสริมให้พนักงานฝึกพูดภาษาไทย เพื่อให้สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวจากไทยได้อย่างสะดวกและประทับใจยิ่งขึ้น

โดย Pop Mart เป็นแบรนด์อาร์ตทอยจากจีนที่มีชื่อเสียงจากการออกแบบคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ และการเปิดตัวคอลเลกชันลิมิเต็ดอิดิชันที่ดึงดูดใจนักสะสมทั่วโลก ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แบรนด์นี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปจีน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว ที่มีร้าน Pop Mart ตั้งอยู่หลายแห่ง

และหลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา พบว่านักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปจีนเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า จำนวนนักเดินทางจากไทยเข้ากรุงปักกิ่งเพิ่มขึ้น 62% เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2562 กับ 2567

จากแนวโน้มนี้ Pop Mart จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านภาษาของพนักงาน โดยเฉพาะภาษาไทย เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าจากไทยได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถแนะนำสินค้า โปรโมชั่น และให้บริการที่เป็นมิตรมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว และกระตุ้นยอดขายไปในตัว

ร้าน Pop Mart หลายสาขาในจีนเริ่มมีการจัดอบรมภาษาไทยเบื้องต้นให้กับพนักงาน โดยเน้นคำศัพท์และประโยคที่ใช้บ่อยในการขายสินค้า เช่น “สวัสดีค่ะ/ครับ ยินดีต้อนรับ”, “ตัวนี้เป็นคอลเลกชันใหม่ค่ะ”, “มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับวันนี้ค่ะ” “จ่ายผ่าน Alipay หรือ WeChat Pay ได้นะคะ”

นอกจากนี้ บางร้านยังมีการใช้ป้ายแนะนำสินค้าเป็นภาษาไทย รวมถึงเพิ่มตัวเลือกการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมใช้ เช่น QR Payment หรือบัตรเครดิตต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น

ขณะที่นักสะสมอาร์ตทอยชาวไทยหลายคนให้ความเห็นว่า การที่พนักงาน Pop Mart ในจีนสามารถพูดภาษาไทยได้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะช่วยให้การเลือกซื้อสินค้าง่ายขึ้น และยังเพิ่มความรู้สึกเป็นกันเองกับแบรนด์มากขึ้น บางคนถึงกับบอกว่า การได้พูดคุยกับพนักงานที่เข้าใจภาษาไทย ทำให้การซื้ออาร์ตทอยสนุกขึ้นและช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

ในขณะเดียวกัน Pop Mart ก็เริ่มขยายตลาดในไทยมากขึ้น โดยมีสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงการเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษที่เจาะกลุ่มแฟนคลับไทยโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม นักสะสมหลายคนยังคาดหวังให้ Pop Mart นำเข้าคอลเลกชันพิเศษจากจีนมาไทยมากขึ้น และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

จากกระแสความนิยมของอาร์ตทอยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความพยายามของ Pop Mart ในการปรับตัวให้เข้ากับนักท่องเที่ยวไทย เป็นที่คาดการณ์ว่าแบรนด์นี้จะขยายตลาดในไทยมากขึ้นในอนาคต และอาจมีการเปิดร้านสาขาใหม่ ๆ รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่ดึงดูดแฟน ๆ อาร์ตทอยชาวไทยให้มากขึ้น

‘ภูมิธรรม-ทวี’ นำคณะเยือนซินเจียง ภารกิจแน่นพบปะอุยกูร์และถกประเด็นสำคัญกับท้องถิ่น

เมื่อเวลา 09.40 น. (19 มี.ค.68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เดินทางถึงท่าอากาศยานเมืองคาซือ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายชู ต้าถง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ให้การต้อนรับ

ภารกิจของคณะเริ่มต้นด้วยการพบปะหารือกับนายฉี หยานจุน รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการดำเนินการดูแลกลุ่มบุคคลที่ถูกส่งกลับจากจีน โดยเฉพาะชาวอุยกูร์ 40 คน ที่ถูกส่งกลับเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ช่วงบ่าย คณะผู้แทนไทยได้แบ่งออกเป็น 2 คณะ โดยคณะแรกนำโดยนายภูมิธรรม ส่วนคณะที่สองนำโดยพันตำรวจเอกทวี แยกเดินทางไปเยี่ยมเยียนชาวอุยกูร์ที่บ้านพักส่วนตัว ห่างจากเมืองคาซือประมาณ 100-300 กิโลเมตร โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากจีนร่วมเดินทางในทั้ง 2 คณะ

ส่วนช่วงเย็น คณะของฝ่ายไทยได้เข้าเยี่ยมชมหมู่บ้านท้องถิ่นและมัสยิดอิดกะฮ์ พร้อมหารือกับผู้นำศาสนาอิสลาม ก่อนจะประชุมกับแพทย์ที่รักษาชาวอุยกูร์และตัวแทนชาวอุยกูร์ผ่านระบบการประชุมทางไกล

ขณะที่เวลาประมาณเวลา 20.00 น. คณะฝ่ายไทยได้หารือกับนายหม่า ซิงรุ่ย สมาชิกคณะกรรมการกรมการเมืองกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ก่อนร่วมงานเลี้ยงรับรองที่โรงแรมคาซือ

สำหรับภารกิจสุดท้ายของวันนี้ ฝ่ายจีนได้พาคณะฝ่ายไทยเยี่ยมชมพื้นที่สำคัญทางวัฒนธรรมเมืองโบราณคัชการ์ ก่อนปิดฉากภารกิจในวันที่แน่นเอี๊ยด

ส่งออกชิปเกาหลีใต้ไปจีนร่วง 31.8% หลังสหรัฐคุมเข้มกฎส่งออกเทคโนโลยี

(20 มี.ค. 68) สื่อต่างประเทศรายงานว่า การส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ไปยังจีน ลดลง 31.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) ในเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดขึ้นต่อจีน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก

สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า การชะลอตัวการส่งออกของไปจีนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดยอดส่งออกชิปของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ เพิ่มมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน ซึ่งทำให้ซัพพลายเชนชิปต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้น

โดยสาเหตุหลักของการลดลงนี้มาจาก มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ที่กำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออกชิปที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน ส่งผลให้ บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ เช่น Samsung Electronics และ SK Hynix ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการค้า

ซึ่งจีนถือเป็น ตลาดนำเข้าชิปที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ การลดลงของยอดส่งออกจึงสะท้อนถึง ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังจีนอย่างมาก

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า หากมาตรการของสหรัฐฯ ยังคงเข้มงวดขึ้น เกาหลีใต้อาจต้อง เร่งกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่น เพื่อลดการพึ่งพาจีน ในขณะที่จีนเองก็กำลัง พัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตนเอง เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

ขณะที่ รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณา แนวทางนโยบายเพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยอาจมีมาตรการสนับสนุนการลงทุนในประเทศ หรือส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรที่ไม่ได้รับผลกระทบจากกฎควบคุมของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ สถานการณ์ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อซัพพลายเชนโลก และมีแนวโน้มจะกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top