Friday, 5 June 2026
จีน

จีนรับรอง ‘ทุเรียนกัมพูชา’ เข้าไลน์นำเข้า คาดดันมูลค่าส่งออกเกษตรพุ่ง หลังตลาดจีนต้องการสูง

(11 ก.ค. 68) รัฐบาลจีนประกาศรับรองการส่งออก 'ทุเรียน' จากกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ทำให้ทุเรียนกลายเป็นผลไม้สดชนิดที่ 5 ที่กัมพูชาสามารถส่งออกไปยังจีนได้ ต่อจากกล้วย มะม่วง ลำไย และมะพร้าว ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและขยายตลาดผลไม้ของกัมพูชา

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา หวัง เหวินปิน (Wang Wenbin) เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า สำนักศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ได้อัปเดตรายชื่อสวนผลไม้และโรงงานบรรจุภัณฑ์จากกัมพูชา ซึ่งผ่านการขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของจีน โดยระบุชื่อทุเรียนไว้ในรายการล่าสุด

หมายความว่าทุเรียนกัมพูชาได้ผ่านการตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อกำหนดทุกขั้นตอนแล้ว และสามารถเริ่มส่งออกไปยังจีนได้ทันทีในปี 2025 ส่งผลให้เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูงรายการแรกของปีที่ได้รับการอนุมัติจากทางการจีน

จีนระบุว่าความคืบหน้าครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งผลสำเร็จระหว่างจีนและกัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ผลักดันให้ผลไม้กัมพูชาหลายชนิดเข้าสู่ตลาดจีนได้สำเร็จ สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการค้าเกษตรของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ทางการกัมพูชาคาดว่าการส่งออกทุเรียนจะช่วยเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความนิยมของทุเรียนในตลาดจีน ซึ่งมีความต้องการสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

‘หวังอี้-ลาฟรอฟ’ หารือยุติสงครามยูเครน และตะวันออกกลาง ชื่นชมความสัมพันธ์แบบมีวุฒิภาวะ ‘จีน-รัสเซีย’ มั่นคงที่สุดในโลก

(14 ก.ค. 68) หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระบุในการประชุมกับ เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ที่กรุงปักกิ่งว่า ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียถือเป็น “ความสัมพันธ์ที่มั่นคง มีวุฒิภาวะ และทรงคุณค่าทางยุทธศาสตร์ที่สุด” ในบรรดาชาติมหาอำนาจในโลกยุคปัจจุบัน โดยทั้งสองฝ่ายมองความร่วมมือในมุมระยะยาว ที่ลึกซึ้งทางประวัติศาสตร์ และผลประโยชน์ร่วมกันในเชิงยุทธศาสตร์

สำหรับการพบกันครั้งนี้มีขึ้นระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่จีนเป็นเจ้าภาพ ซึ่ง หวัง อี้ กล่าวเพิ่มเติมว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความร่วมมือระดับสูงในระยะต่อไป โดยเน้นย้ำถึงการพัฒนา ความมั่นคง และการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังหารือประเด็นสำคัญระดับโลก รวมถึงสถานการณ์สงครามในยูเครน โดยจีนและรัสเซียเห็นพ้องว่าแนวทางแก้ไขต้องยึดหลักกฎบัตรสหประชาชาติอย่างครบถ้วน พร้อมหารือประเด็นอื่น ๆ เช่น ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล และความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

ทั้งนี้ จีนและรัสเซียยืนยันจะสนับสนุนกันในประเด็นผลประโยชน์ร่วมขั้นพื้นฐาน เช่น การปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกภาพของรัฐในทุกมิติทางชาติพันธุ์และภูมิภาค โดยจีนแสดงความพร้อมที่จะเดินหน้าร่วมมือกับรัสเซียในทุกด้าน รวมถึงกำหนดทิศทางอนาคตของ SCO อย่างใกล้ชิด

‘มาร์ก รุตเต้’ เลขาฯ NATO เตือนจีน-อินเดีย-บราซิล หากยังหนุนรัสเซีย เตรียมโดนคว่ำบาตร-ภาษีทรัมป์ 100%

(17 ก.ค. 68) มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO เรียกร้องให้จีน อินเดีย และบราซิล กดดันรัสเซียให้ยุติสงครามในยูเครน พร้อมเตือนว่าหากยังคงซื้อสินค้าจากรัสเซียต่อไป อาจถูกสหรัฐฯ ลงโทษทางเศรษฐกิจ เช่น การเก็บภาษีนำเข้าสูง หรือแม้แต่คว่ำบาตรบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับรัสเซีย แม้จะไม่ใช่บริษัทของอเมริกาโดยตรงก็ตาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะเก็บภาษี 100% จากประเทศที่ยังนำเข้าสินค้ารัสเซีย หากไม่มีข้อตกลงยุติสงครามภายใน 50 วัน พร้อมประกาศภาษี 500% ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศที่ยังซื้อพลังงานรัสเซีย

รุตเต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “หากคุณอยู่ที่ปักกิ่ง นิวเดลี หรือเป็นผู้นำบราซิล คุณควรรีบโทรหา ปูติน และบอกให้เขาเอาจริงกับการเจรจาสันติภาพ ก่อนที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะย้อนกลับมาอย่างรุนแรง”

สำหรับ จีน อินเดีย และบราซิล ถือเป็นลูกค้าหลักของพลังงานรัสเซีย และยังเป็นสมาชิกสำคัญของกลุ่ม BRICS ซึ่งกำลังพยายามลดบทบาทของสหรัฐฯ บนเวทีโลก ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ และสภาคองเกรสต้องเร่งออกมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงหลัง

จีนจับมือสหรัฐฯ ล่าคลื่นแรงโน้มถ่วงยุคบิ๊กแบง ตั้งกล้องโทรทรรศน์ AliCPT สุดล้ำ!! บนที่ราบสูงทิเบต

(17 ก.ค. 68) จีนเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์ AliCPT บนที่ราบสูงทิเบต ความสูงกว่า 5,200 เมตร เพื่อค้นหาร่องรอยของคลื่นแรงโน้มถ่วงจากช่วงเริ่มต้นของจักรวาล หรือที่เกิดขึ้นหลัง 'เหตุการณ์บิ๊กแบง' ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเอกภพ เมื่อประมาณ 13.8 พันล้านปีก่อน

แม้ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะตึงเครียด แต่โครงการ AliCPT ก็ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินต่อไปได้ โดยกล้องนี้ติดตั้งเซ็นเซอร์พิเศษเกือบ 7,000 ตัว ซึ่งต้องแช่เย็นจนเกือบถึงอุณหภูมิที่เย็นที่สุดในธรรมชาติ เพื่อให้สามารถจับสัญญาณไมโครเวฟจาง ๆ จากจักรวาลยุคแรกเริ่มได้อย่างแม่นยำ

สถานที่ตั้งกล้อง AliCPT ถูกเลือกมาอย่างระมัดระวัง เพราะต้องอยู่ในพื้นที่ที่อากาศแห้งและมีไอน้ำน้อย เพื่อไม่ให้รบกวนการตรวจจับสัญญาณจากอวกาศ โดยกล้องนี้ถือเป็นกล้องแห่งเดียวในซีกโลกเหนือที่ร่วมภารกิจกับกล้องอีกสองแห่งในแอนตาร์กติกาและทะเลทรายอาตากามา ทำให้สามารถสำรวจท้องฟ้าได้ครอบคลุมทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า คลื่นแรงโน้มถ่วงยุคแรกเริ่มเหล่านี้จะไขปริศนาได้ว่าเอกภพเกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งหากตรวจจับได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวกระโดดของฟิสิกส์จักรวาล และยกระดับบทบาทของจีนในเวทีวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ

Nvidia หวังขายชิปรุ่นแรงกว่า H20 ให้จีน หลังสหรัฐฯ ไฟเขียวกลับมาขายได้อีกครั้ง

(18 ก.ค. 68) เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ Nvidia บริษัทผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งว่า บริษัทมีแผนจะขายชิปประมวลผลที่ล้ำหน้ากว่า H20 ให้กับจีนในอนาคต โดยหวังเพิ่มยอดขายในตลาดใหญ่อันดับสองของโลก หลังจากสหรัฐฯ เคยสั่งห้ามส่งออกชิปรุ่นใหม่ๆ ไปยังจีนเพราะเหตุผลด้านความมั่นคง

ก่อนหน้านี้ Nvidia พัฒนาชิป H20 ขึ้นมาเป็นรุ่นพิเศษสำหรับจีน ซึ่งมีสมรรถนะต่ำกว่ารุ่นปกติเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ควบคุมการส่งออกของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ล่าสุดบริษัทได้รับอนุญาตให้กลับมาขาย H20 ได้แล้ว และซีอีโอหวงย้ำว่า เขาหวังจะได้ขายชิปรุ่นใหม่ที่แรงกว่า H20 หากกฎหมายในอนาคตเอื้อให้ทำได้

“เทคโนโลยีมันไม่หยุดอยู่กับที่” เจนเซ่น หวง กล่าว “วันนี้ Hopper ยังดีอยู่ แต่ในอนาคตเราจะมีของที่ดีกว่านี้อีก และผมคิดว่าถ้าเราขายได้ เราก็ควรขายให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา” โดย Hopper คือสถาปัตยกรรมชิปที่ใช้กับรุ่น H20

Nvidia เคยขาดทุนถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์ จากการที่ H20 ขายไม่ออกในช่วงที่โดนแบน และประเมินว่ายอดขายในไตรมาสก่อนจะสูงขึ้นอีก 2.5 พันล้านดอลลาร์ ถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องการส่งออก หวงยังมองว่าตลาด AI ของจีนอาจมีมูลค่าสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 2-3 ปี และเตือนว่าบริษัทอเมริกันอาจ “เสียโอกาสครั้งใหญ่” หากไม่ได้เข้าไปแข่งขันในตลาดนี้

แม้ว่า Nvidia วางแผนออกชิปรุ่นใหม่เพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอนุญาตให้ขายให้จีนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม โฮเวิร์ด ลัทนิก (Howard Lutnick) รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ แสดงท่าทีว่าจะยังอนุญาตให้ขายบางส่วนต่อไป เพื่อให้บริษัทจีนยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของอเมริกา โดยระบุว่า “จีนสร้างเองได้อยู่แล้ว แต่เราต้องนำหน้าเขาหนึ่งก้าว เพื่อให้เขายังต้องซื้อของจากเรา”

จีนเปิดตัวรถไฟขนส่งสินค้าจากอู่ฮั่น เชื่อม ‘คีร์กีซฯ-อุซเบฯ’ ส่งออกไว-ค่าส่งลด!! ถึงกรุงทาชเคนต์ ภายใน 10 วัน

(18 ก.ค. 68) มณฑลหูเป่ยของจีนเปิดตัวขบวนรถไฟขนส่งสินค้าขบวนใหม่ เชื่อมเส้นทางจากเมืองอู่ฮั่นไปยังคีร์กีซสถานและอุซเบกิสถาน โดยขบวนแรกเริ่มออกเดินทางเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (17 ก.ค.) คาดว่าสินค้าจะถึงกรุงทาชเคนต์ ประเทศอุซเบกิสถาน ภายใน 10 วัน ช่วยลดค่าขนส่งและประกันภัยได้ถึง 30%

เส้นทางใหม่นี้ถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ภายใต้โครงการ Belt and Road ที่ช่วยย่นเวลาและต้นทุนการค้าระหว่างจีนกับเอเชียกลาง เพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของจีนในการขยายตลาดส่งออกสู่ภูมิภาคที่กำลังเติบโต

ขณะเดียวกัน เครือข่ายรถไฟโดยสารของจีนก็บันทึกสถิติใหม่ โดยมีผู้โดยสารเดินทางรวมกว่า 2.24 พันล้านเที่ยวในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้น 6.7% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการเดินทางภายในประเทศ

ในช่วงเวลาเดียวกัน ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางด้วยรถไฟภายในจีนเกือบ 9.15 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้นกว่า 30% ซึ่งสะท้อนถึงแรงดึงดูดของระบบรถไฟรางจีนที่ทันสมัย สะดวก และมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อผู้โดยสารจากทั่วโลก

รัสเซียเร่งส่งออกก๊าซ LPG ไปจีน 750,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 67 ส่งกว่า 450,000 ตัน โตราว 66%

(18 ก.ค. 68) รัสเซียเพิ่มการส่งออก 'ก๊าซปิโตรเลียมเหลว' หรือ LPG ไปยังจีนอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าจะส่งได้ถึง 750,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ส่งไป 450,000 ตัน คิดเป็นการเติบโตราว 66% โดยช่วง 5 เดือนแรกของปี รัสเซียส่งออกไปทางรถไฟแล้ว 230,000 ตัน และน่าจะเพิ่มเป็น 550,000-600,000 ตันภายในสิ้นปี ส่วนที่เหลือจะส่งทางรถบรรทุก

แม้จีนจะผลิตก๊าซเองได้ถึง 50 ล้านตัน และนำเข้าอีก 35 ล้านตัน แต่ยังต้องการกระจายความเสี่ยงจากปัญหาสงครามภาษี จึงเปิดรับก๊าซจากรัสเซียมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังไม่มีท่าเรือในภาคตะวันออกไกลสำหรับเรือบรรทุกก๊าซ จึงต้องใช้เส้นทางรถไฟและถนนเป็นหลัก

ก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยส่งก๊าซแอลพีจีไปยุโรปถึง 4 ล้านตันต่อปี แต่หลังถูกคว่ำบาตรในปี 2023 ก็เหลือไม่ถึง 3 ล้านตัน ทำให้ต้องหาตลาดใหม่ เช่น จีน คาซัคสถาน อัฟกานิสถาน และประเทศในเอเชียกลาง

ทามารา ซาโฟโนวา (Tamara Safonova) ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันและก๊าซของรัสเซียชี้ว่า จีนเป็นตลาดสำคัญที่ยังไม่ถูกคว่ำบาตร แต่รัสเซียยังเจออุปสรรคจากการขาดรถขนส่ง และความล่าช้าที่ด่านชายแดน แต่ความร่วมมือของทั้งสองประเทศยังคงแน่นแฟ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจ

China Southern Airlines นำร่องบริการใหม่ในจีน ไม่ปิดเคาน์เตอร์เช็กอิน ยืดหยุ่นได้ 15 นาทีก่อนประตูเครื่องปิด

เมื่อวันที่ (8 ก.ค.68) ผ่านมา สายการบินไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ส (China Southern Airlines) ได้สร้างความฮือฮาในวงการการบินด้วยการเปิดตัวบริการใหม่สุดล้ำบนเส้นทางไป-กลับระหว่าง กว่างโจวและปักกิ่ง (สนามบินต้าซิง) โดยผู้โดยสารสามารถเดินทางได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม เพราะจะ ไม่มีการปิดเคาน์เตอร์เช็กอิน และสามารถไปถึงประตูทางออกขึ้นเครื่อง (Gate) ได้ ไม่เกิน 15 นาทีก่อนประตูจะปิด นับเป็นการพลิกโฉมประสบการณ์การเดินทางทางอากาศให้มีความยืดหยุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

บริการนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินภายในประเทศจีน ที่เดิมผู้โดยสารต้องเช็กอินก่อนเวลาบินอย่างน้อย 30-40 นาที ซึ่งบ่อยครั้งสร้างความกดดันและไม่ยืดหยุ่น China Southern Airlines ได้นำ เทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบที่ยืดหยุ่น มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้โดยสาร โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจมีแผนการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน ผู้ที่เดินทางเพื่อธุรกิจ หรือผู้ที่ต้องการบินในเที่ยวบินเช้าตรู่หรือช่วงดึก ช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ต้องเร่งรีบ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้โดยสารที่มีสัมภาระโหลดใต้เครื่อง (checked baggage) ยังคงต้องดำเนินการเช็กอินสัมภาระ ก่อนเวลาออกเดินทางอย่างน้อย 30 นาที หากพลาดกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้โดยสารมีทางเลือกในการรับสัมภาระจากเที่ยวบินถัดไป หรือใช้บริการ 'ส่งกระเป๋าถึงบ้าน' โดยจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารที่อาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน

นอกเหนือจากบริการที่กล่าวมา China Southern Airlines ยังคงให้ความสำคัญกับผู้โดยสารกลุ่มพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ เด็กที่เดินทางคนเดียว หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ใช้รถเข็น โดยจัดบริการเฉพาะเพื่อลดเวลารอและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารกลุ่มนี้โดยเฉพาะ บริการใหม่ทั้งหมดนี้เป็นส่วนขยายจากบริการ 'South China Fast Line' ที่มุ่งเน้นความรวดเร็วตั้งแต่เช็กอินจนถึงการขึ้นเครื่อง และทางสายการบินยังมีแผนที่จะขยายบริการลักษณะนี้ไปยังเส้นทางบินอื่น ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

‘จีน’ ควบคุม!! แม่น้ำพรหมบุตร ในรัฐอัสสัม ‘อินเดีย’ ถึงคราว!! หายใจติดเขื่อน

(20 ก.ค. 68) ในขณะที่อินเดียเคยข่มปากีสถานด้วย “ก๊อกน้ำอินดัส” เมื่อเมษาฯ ที่ผ่านมา วันนี้ดูเหมือนฟ้าจะหมุนก๊อกคืน เมื่อจีนเริ่มสร้างเขื่อนพลังน้ำใหญ่ที่สุดในโลกบนแม่น้ำยาร์ลุงซางโป – ต้นน้ำของแม่น้ำพรหมบุตร ซึ่งไหลผ่านรัฐอรุณาจัลประเทศของอินเดีย และจบที่บังกลาเทศ จีนเรียกมันว่า “พลังสะอาด” อินเดียเรียกมันว่า “ภัยคุกคามที่สะอาดเกินไป”

โครงการนี้ใช้งบกว่า 264,000 ล้านบาท แซงหน้าเขื่อนสามโตรก และผลิตไฟฟ้าเลี้ยงได้ถึง 300 ล้านคนต่อปี แต่ที่ทำให้เดลีเหงื่อตกไม่ใช่กำลังไฟฟ้า...แต่คือพิกัดเขื่อนที่ห่างพรมแดนอินเดียเพียง 30 กิโลเมตร

อินเดียห่วงว่าจีนจะ “กั๊กน้ำไว้ใช้เอง” หรือร้ายกว่านั้น — “ปล่อยน้ำลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย” ยามมรสุม เพื่อก่อหายนะน้ำท่วมซ้ำในรัฐอัสสัม เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 ที่จีนหยุดให้ข้อมูลน้ำระหว่างเผชิญหน้าที่ดอกลัม ผลคือ คนตาย 70 ไร้ที่อยู่ 400,000 คน

จีนจ้องตาอินเดีย พร้อมรอยยิ้มที่ซ่อนฝาย

Victor Gao นักวิชาการปักกิ่งส่งสารด้วยรอยยิ้มเฉือนคอว่า
> “อย่าขวางน้ำที่คุณควบคุมไม่ได้ – คนกลางน้ำควรก้มศีรษะให้คนต้นน้ำ”
อินเดียเคยคุยโวกับปากีสถานว่าจะ “หยุดน้ำอินดัสถ้าเจอยั่วยุ” วันนี้จีนทำจริง…แต่กับอินเดียเอง
แม่น้ำเดียวกัน สองมาตรฐาน

ตอนอินเดียขู่ปากีสถาน โลกเงียบ — แต่เมื่อจีนสร้างเขื่อน อินเดียเรียกร้อง “สนธิสัญญาแบ่งปันน้ำที่เป็นธรรม” ให้โลกรับรู้ แต่ดูเหมือนใคร ๆ ก็จำได้ดีว่า อินเดียเพิ่งระงับสนธิสัญญาน้ำ IWT กับปากีสถานเมื่อ 3 เดือนก่อน

โพสต์บน X เยาะเย้ยว่า
> “อินเดียหัวเราะปากีสถานเรื่องน้ำ — ตอนนี้ใครเป็นฝ่ายสำลัก?”
อีกโพสต์หนึ่งบอกตรง ๆ ว่า
> “เขื่อนยาร์ลุงซางโป คือมรณะสายน้ำสำหรับความทะเยอทะยานด้านเกษตรของอินเดีย”
เพราะพรหมบุตรเลี้ยงน้ำ 30% ของอินเดีย และหล่อเลี้ยงไฟฟ้ากว่า 44% ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ — แม่น้ำสายนี้ไม่ต่างจาก “เส้นเลือดแดงแห่งอารยธรรมฮินดู” ที่ตอนนี้กำลังถูกควบคุมโดยปักกิ่ง
อินเดียดิ้น แต่ยังไม่ทันตัดสาย

เดลียื่นข้อเรียกร้องให้จีนลงนามในสนธิสัญญาน้ำอย่างโปร่งใส และประกาศจะสร้างเขื่อน 12 แห่งในอรุณาจัลเป็น “ยาแรง” ตอบโต้ แต่โลกต่างรู้ดีว่า เขื่อนบนต้นน้ำหนึ่งแห่งที่จีนสร้าง…มักเปลี่ยนภูมิศาสตร์การต่อรองทั้งลุ่มน้ำได้เสมอ

ดินแดนที่เคยข่มคนปลายน้ำ วันนี้อาจต้องคุกเข่าร้องขอน้ำจากเขื่อน

จีนไม่ได้สร้างแค่เขื่อน — เขาสร้างยุทธศาสตร์น้ำที่ลึกเหมือนแคนยอนยาร์ลุงซางโป และอินเดีย…อาจเพิ่งเข้าใจสัจธรรมนี้:
> “อย่าขุดหลุมฝังคนอื่น เพราะบางที...หลุมนั้นอาจกลายเป็นอ่างเก็บน้ำของเขา”

เปิดปมมูลเหตุสหรัฐฯ อยากได้ฐานทัพเรือที่พังงา ถึงขั้นต้องงัดแผนร้ายโขลกภาษีมาต่อรองกับไทย

(21 ก.ค. 68) คงไม่มีใครคาดคิดว่าการที่สหรัฐ อเมริกา โขลกภาษีนำเข้าไทยถึง 36% นี้เพื่อเป็นการบีบให้ไทยเจรจาต่อรองว่าถ้าอยากค้าขายกับสหรัฐฯ จะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนและหนึ่งในสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นก็คือ การขอตั้งฐานทัพของกองทัพสหรัฐฯ ที่ฐานทัพเรือพังงานั่นเอง

หากย้อนกลับไปดูว่าสหรัฐฯ เคยมาขอตั้งฐานทัพตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามเป็นต้นมาจนจบสงครามไปไทยก็ไม่ได้ให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพในไทยอีก ยกเว้นเพียงแต่เป็นท่าจอดเครื่องบินหรือเรือรบเพื่อมาเติมน้ำมันและเจ้าหน้าที่ก็ได้มาพักผ่อนหย่อนใจ  อันจะสร้างเงินสร้างทองให้กับประเทศไทยตั้งแต่รากหญ้าขึ้นไป 

สุดท้ายข่าวที่ออกมาทางสหรัฐฯ ก็แถลงโต้ทันทีว่าการขึ้นภาษีนำเข้าไทยนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการขอตั้งฐานทัพสหรัฐที่ทับละมุที่จังหวัดพังงา  เพราะถูกกระแสประชาชนโต้กลับอย่างทันทีทันควัน  แม้ความจริงเรื่องภาษีกับฐานทัพพังงาจะเป็นเช่นไรก็ตามเอาเป็นว่าเรื่องของเรื่องวันนี้เอย่าจะไม่พูดเรื่องของภาษีแต่จะมาพูดว่าทำไมสหรัฐฯ ถึงอยากได้ฐานทัพเรือพังงามาตั้งฐานทัพของตนเอง

เรื่องของเรื่องก็คือว่าหลังจากอกหักจากการขอหมู่เกาะโคโค่จากนางอองซาน ซูจีจนทำให้เป็น 1 ในชนวนเหตุของการรัฐประหารของนายพลมินอ่องหล่าย สหรัฐฯ ก็ยังเดินเกมส์เพลี่ยงพล้ำจีนและรัสเซียในภูมิภาคนี้อีก ดได้จากการที่อเมริกาเสือกจะใช้วิธีคว่ำบาตรเมียนมาเพื่อให้เขาไม่มีที่ไปแต่ผลกลับตรงกันข้ามนั่นทำให้กองทัพเมียนมากับจีนและรัสเซียมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งมากขึ้น  ถึงแม้ว่าจีนจะรุกเมียนมาโดยนโยบายเส้นทางสายไหมเส้นใหม่ที่ผ่านทางเมียนมามาออกทะเลที่อ่าวเบงกอลแล้ว  ล่าสุดอยากที่ทราบกันว่ารัสเซียก็เข้ามาให้ความร่วมมมือทั้งด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งนั่นอาจจะพลิกโฉมเมียนมาก็ได้ และนั่นคือสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่ชอบเป็นแน่แท้

แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นลูกไล่ของสหรัฐฯ แต่หากเกิดสงครามขึ้นการปิดช่องแคบมะละกาก็ไม่ได้ง่ายนักแต่อาจจะไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นการขนถ่ายสิ่งของทางทะเลเพราะหากเกิดสงครามขึ้นมาสิงคโปร์สามารถถูกยึดได้ทั้งเกาะได้เพียงเวลาไม่ถึงชั่วโมงและสิงคโปร์ไม่ได้มีทรัพยากรใด ๆ เลยนอกจากเป็นทางผ่านของเรือเท่านั้น นั่นทำให้การตั้งฐานทัพที่สิงคโปร์ไม่เวิร์คในสายตาของสหรัฐหากเทียบกับพังงาของไทยที่มีเขตติดต่อแผ่นดินอีกทั้งยังขอการสนับสนุนด้านอาหารและเชื้อเพลิงจากไทยได้  ดังนั้นพังงาจึงเป็นหมุดหมายฝั่งตะวันออกในการป้องกันการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในขณะที่ฝั่งตะวันตกนั้นกองทัพสหรัฐมีฐานทัพอยู่แล้วบนเกาะดิเอโก กราเซียซึ่งบนเกาะมีสนามบินขนาดใหญ่ที่สามารถเอาเครื่องบินหลายลำลงจอดได้เพื่อเป็นจุดขนถ่ายเสบียงและยุทโธปกรณ์

มุมมองของเอย่าคงต้องถามว่าไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งของจีนและรัสเซียคงต้องถามว่าทำไมเราถึงต้องเอาประเทศเราไปอยู่ในจุดที่เป็นข้อขัดแย้งของใครต่อใครด้วย  เอย่าไม่เห็นถึงประโยชน์ที่อันจะเกิดขึ้นจากการมีกองทัพอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในไทยมากไปกว่าการที่เราอาจจะค้าขายอาหารได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจรากหญ้าอาจจะดีขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจบริการและบันเทิงเริงรมณ์  คงต้องฝากคำถามนี้ไปถึงกองทัพไทยและรัฐบาลไทยว่าท่านได้คำนึงหรือยังว่าหากวันหนึ่งเราต้องถูกผลักไปอยู่ในจุดที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยทั้ง ๆ ที่เขากับเราไม่ได้มีอะไรเกลียดชังกันเลย  เราพร้อมจะรับมือหากวันนั้นมาถึงหรือไม่…


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top