Friday, 5 June 2026
จีน

บัณฑิตจีนวางแผนหลอกพ่อร่วมพิธีจบการศึกษา กลัวไม่ยอมมาเพราะจน!! สุดท้ายซ้อนแผนเซอร์ไพรส์พ่อ

(4 ก.ค. 68) หยาง กัวจง (Yang Guozhong) วัย 25 ปี บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยกุ้ยโจวหมินจู่ (Guizhou Minzu University) พาคุณพ่อวัย 70 ปีจากหมู่บ้านห่างไกลกว่า 300 กิโลเมตร มาร่วมพิธีจบการศึกษาที่เมืองกุ้ยหยาง โดยอ้างกับพ่อว่าต้องมีลายเซ็นผู้ปกครองเพื่อใช้ในการรับปริญญาบัตร เพราะกลัวพ่อไม่ยอมเสียค่าเดินทางมาหา

ในวันพิธี บัณฑิตหยางให้พ่อสวมชุดครุยแทนตนเอง และมอบปริญญาบัตรให้พร้อมคำพูดสุดซึ้งว่า “พ่อครับ เกียรตินี้เป็นของพ่อ” สร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมงานและชาวเน็ตจีนนับล้านคน

ก่อนหน้านั้น หยางใช้เวลาหลายเดือนในการส่งอาหารหาเงินเก็บ 5,000 หยวน (ราว 25,000 บาท) เพื่อพาพ่อเที่ยวเมืองใหญ่ พักโรงแรมครั้งแรก และตื่นตาตื่นใจกับตึกสูงในเมืองกุ้ยหยาง

แม้แผนพาพ่อไปเที่ยวปักกิ่งต้องพับไปเพราะงบไม่พอ แต่หยางกล่าวว่าเขารู้สึกซาบซึ้งที่พ่อแม่และพี่สาวห้าคนช่วยส่งเสียจนเรียนจบ และอยากให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของคนเฒ่าคนแก่ในครอบครัว

ทั้งนี้ หยางเตรียมเดินทางไปทำงานที่มณฑลเจียงซีในเดือนกันยายนนี้ พร้อมบอกว่าคลิปของเขาเป็นไวรัลเพราะ เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจผู้สูงอายุและตอบแทนพ่อแม่ด้วยความกตัญญู

คำใส่ร้าย!! ‘จีน’ จากชาติตะวันตก ไม่อาจขัดขวางการพัฒนาได้ ทันสมัย!! เจริญ เหมือนสวรรค์ ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย

(5 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ลึกชัดกับผิงผิง’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชาวต่างชาติคนหนึ่งไปเที่ยวจีน แล้วโพสต์ภาพจีนใหม่กับจีนเก่า และบอกว่า ถูกสื่อตะวันตกหลอกเป็นเวลานาน สหรัฐอเมริกาและตะวันตก มักจะใส่ร้ายจีนว่า เผด็จการ ยากจน ล้าหลัง โง่ ลัทธิฟาสซิสต์ ไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีเสรีภาพ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ บังคับใช้แรงงาน กับดักหนี้จีน เป็นต้น 

กระทั่งมีคำโกหกที่น่าขันว่า “ชาวจีนไม่กล้าร้องไห้ในสถานที่สาธารณะ เพราะเป็นการแสดงอารมณ์ที่ไม่ดี จะถูกรัฐบาลจับไปติดคุก” ซึ่งคำพูดแบบนี้ ก็มีชาวต่างชาติส่วนหนึ่งหลงเชื่อด้วย 

อย่างไรก็ตาม แม้คำใส่ร้ายจีนอาจทำให้ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของจีนสูญเสียไปบ้าง แต่ไม่สามารถขัดขวางการพัฒนาและความเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วของจีน เพราะตอนนี้ยอดการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนมากกว่ายอดรวมของกลุ่มจี 7 

ปัจจุบัน จีนกำลังขยับขึ้นมาเป็นผู้นำโลก และโชว์ให้เห็นสังคมที่ทันสมัยที่มีอารยธรรมกว่า 5,000 ปี ที่มีเสรีภาพที่แท้จริงและมีระบอบประชาธิปไตยแบบจีน ที่ชาวจีนมีอำนาจตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้อย่างเปิดเผยตลอดเวลา เพื่อผลประโยชน์ที่แท้จริงของตน 

สังคมจีนปัจจุบัน ชาวบ้านจะเดินเล่นตามถนนหนทางตอนกลางคืนอย่างสบาย ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย มือถือลืมที่ร้านอาหาร ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครขโมยหรือหยิบไปใช้ กระเป๋าเดินทางลืมที่สถานีรถไฟหรือสนามบิน ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครเอาไป 

นายโธมัส ฟรีดแมน (Thomas Friedman)คอลัมนิสต์ชื่อดังของหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ที่แต่ก่อนมักชอบเขียนบทความประณามจีน เมื่อเร็วๆ นี้ได้เดินทางมาเยือนจีน หลังไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยแห่งใหม่บริษัทหัวเหวยที่นครเซี่ยงไฮ้ ที่มีพื้นที่เท่ากับสนามฟุตบอลของสหรัฐอเมริกา 225 สนามแล้ว ก็ซื้อตั๋วรถไฟความเร็วเพื่อชมจีนต่อไป เขากล่าวว่า ในจีนปัจจุบัน ผมได้เห็นอนาคตของโลก มิใช่อยู่ในสหรัฐอเมริกา

สีจิ้นผิง ไม่ไปประชุม BRICS ที่บราซิลด้วยตัวเอง การประชุม G20 ที่อินเดีย ก็ไม่ไปเอง จีน ต้องการส่งสัญญาณอะไร มากกว่านั้น

(5 ก.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ระบุว่า …

สีจิ้นผิง ไม่ไปประชุม BRICS ที่บราซิลด้วยตัวเอง 
แต่ส่ง หลี่เฉียง ไปแทน 
การประชุม G20 ที่อินเดีย ก็ไม่ไปเอง 
ส่ง หลี่เฉียง ไปเช่นกัน 
ไม่ใช่ว่า BRICS ไม่สำคัญ แต่ 
จีน ต้องการส่งสัญญาณอะไร มากกว่านั้น

ไม่ใช่แค่ #สีจิ้นผิง   แต่สุดซี้จีน #ปูติน   ก็ไม่ไปร่วมประชุม BRICS summit ด้วยตัวเองในรอบนี้ คำถาม คือ #อินเดีย เป็นตัวถ่วงใน BRICS หรือไม่ 

ไม่ใช่ว่า #BRICS ไม่สำคัญสำหรับจีน แต่มีตัวปัญหาอื่นในกลุ่มหรือไม่   #อินเดีย (แว่วมาว่า อินเดีย คือ ตัวขวางไม่ให้ #ไทย ได้เป็นสมาชิก BRICS แบบ full member ทั้งๆ ที่ จีนสนับสนุนไทยเต็มที่)

เรื่อง #ความปลอดภัย ก็เป็นอีกเหตุผลทั้งสีจิ้นผิงและปูติน ไม่ไปประชุม BRICS ที่ #บราซิล เป็นเจ้าภาพปีนี้ เกรงว่า บราซิลอาจจะไม่เป็นมืออาชีพมากพอ (สีจิ้นผิงเคยมีประสบการณ์ไม่น่าประทับใจเรื่องระบบความปลอดภัย ตอนที่ #แอฟริกาใต้ เป็นเจ้าภาพประชุม BRICS เมื่อปี 2023)

#ความปลอดภัย ต้องมาก่อน !! ชมคลิป #สีจิ้นผิง เคยมีประสบการณ์ไม่น่าประทับใจกับระบบความปลอดภัยที่ไม่เป็นมืออาชีพของประเทศ #แอฟริกาใต้ ในฐานะเป็นเจ้าภาพประชุม BRICS เมื่อปี 2023

‘จีน’ ตอบโต้!! ข้อตกลงการค้า ระหว่าง ‘สหรัฐอเมริกา’ กับ ‘เวียดนาม’ ลั่น!! พร้อมตอบโต้อย่างหนัก เพื่อปกป้องสิทธิ ผลประโยชน์อันชอบธรรม

(5 ก.ค. 68) หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงการค้ากับเวียดนาม จีนกล่าวว่ากำลังพิจารณาข้อตกลงดังกล่าว และจะตอบโต้หากผลประโยชน์ของพวกเขาได้รับผลกระทบ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social ของเขาว่า สหรัฐฯ และเวียดนามได้สรุปข้อตกลงการค้าแล้ว

ในอีกโพสต์ ทรัมป์ได้ให้รายละเอียดว่า ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามทั้งหมดที่เข้าสู่สหรัฐฯ 20 เปอร์เซ็นต์ และภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นที่ใช้เวียดนามเป็นทางผ่าน 40 เปอร์เซ็นต์

ในทางกลับกัน เวียดนามให้สิทธิ์สหรัฐฯ เข้าถึงตลาดการค้าได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ

ภาษีการใช้เวียดนามเป็นทางผ่านสินค้า ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ เป็นหลัก เกี่ยวข้องกับบริษัทบางแห่งที่ส่งสินค้าที่ผลิตในจีนผ่านเวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

จีนได้พูดถึงข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และเวียดนาม

เหอหยงเฉียน โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการแถลงข่าวที่ปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีว่า จีน “คัดค้านอย่างหนักแน่นต่อฝ่ายใดก็ตามที่ตกลงกันโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของจีน”

“หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น จีนจะตอบโต้อย่างหนักเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรม” เธอกล่าวเสริม โดยไม่ได้ระบุมาตรการที่จะดำเนินการ

เวียดนามได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เนื่องจากบริษัทจำนวนมากย้ายฐานการผลิตจากจีนมาที่เวียดนาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตั้งคำถามมาเป็นเวลานานแล้ว เกี่ยวกับการที่จีนใช้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นทางผ่านสำหรับส่งสินค้า ซึ่งส่งผลให้สินค้าจีนถูกฟอกตัว

ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณของวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ โฮเวิร์ด ลุตนิก ปฏิเสธแนวคิดข้อตกลงการค้าปลอดภาษีศุลกากรกับเวียดนาม โดยเรียกสิ่งนี้ว่า “สิ่งที่โง่เขลาที่สุดที่เราสามารถทำได้” เขากล่าวถึงการที่จีนใช้เวียดนามเป็นตลาดของบุคคลที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทรัมป์ กล่าวถึงเวียดนามว่าเป็น "อาณานิคมของจีนคอมมิวนิสต์" ในบทสัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อเดือนเมษายน โดยกล่าวหาว่าจีนใช้เวียดนามเป็น "ช่องทางการส่งสินค้า" เพื่อหลบเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ

“มันทำงานยังไง เวียดนามขายให้เรา 15 ดอลลาร์ต่อ 1 ดอลลาร์ที่เราขาย และประมาณ 5 ดอลลาร์เป็นสินค้าจีนที่เข้ามาในเวียดนาม พวกเขาติดฉลากว่าผลิตในเวียดนาม และส่งต่อให้เราเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี” เขากล่าว

ในระหว่างการเยือนเวียดนามระหว่างวันที่ 14-15 เมษายน ผู้นำจีน สีจิ้นผิง สนับสนุนให้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเวียดนามมากขึ้น และสนับสนุนการต่อต้าน 'การกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว'

ตั้งแต่ทรัมป์เริ่มกดดันจีนในปี 2018 บริษัทจีนก็เข้ามาตั้งรกรากในเวียดนาม โดยสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ของเวียดนามส่วนใหญ่ อย่างเช่น AirPods และโทรศัพท์ ได้ประกอบในเวียดนามโดยใช้ชิ้นส่วนของจีน

ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นข้อตกลงการค้าฉบับที่ 2 ของทรัมป์ นับตั้งแต่เขาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าในวันที่ 2 เมษายน เมื่อเดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ลงนามในข้อตกลงที่มีมาตรการรักษาความมั่นคงที่เข้มงวดสำหรับเหล็กและยา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกีดกันจีนจากห่วงโซ่อุปทานของสหราชอาณาจักร

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ หลายคนกล่าวว่า หลายประเทศกำลังเร่งดำเนินการให้บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ก่อนเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ภาษีศุลกากรต่างตอบแทนที่ทรัมป์ระงับไว้จะเริ่มมีผลบังคับใช้

เลขาฯ NATO เตือนสงครามโลกครั้งที่ 3 อาจเริ่มจากจีน-รัสเซีย อดีตปธน.รัสเซีย สวนกลับ!! ‘รุตเต้’ เพ้อเพราะกินเห็ดเมามาก

(8 ก.ค. 68) มาร์ค รุตเต้ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO ออกมาเตือนว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 อาจปะทุขึ้น หากประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนและวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียเปิดฉากรุกรานพร้อมกัน โดยจีนอาจเริ่มจากการบุกไต้หวัน ส่วนรัสเซียจะใช้โอกาสนี้โจมตีประเทศในกลุ่ม NATO โดยเฉพาะเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย

เลขาธิการ NATO ระบุว่า แผนการนี้มีแนวโน้มสูง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น NATO ต้องเร่งเสริมกำลังทหารให้แข็งแกร่ง และสร้างความร่วมมือกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างสองภูมิภาค

มาร์ค รุตเต้ ยังเผยว่า รัสเซียกำลังผลิตกระสุนปืนได้มากกว่า NATO ถึงสามเท่าในช่วงเวลาเพียงสามเดือน โดยอาศัยการสนับสนุนจากเกาหลีเหนือ จีน และอิหร่าน 

ด้านรัสเซียตอบโต้คำเตือนของรุตเต้อย่างรุนแรง โดยดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) อดีตประธานาธิบดีรัสเซียและหนึ่งในคนใกล้ชิดของวลาดิเมียร์ ปูติน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ชื่อเดิม Twitter) ตำหนิรุตเต้ด้วยถ้อยคำประชดประชันและเสียดสีอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่า 

“รุตเตอคงกินเห็ดเมาแบบดัตช์เข้าไปมากเกินไป” พร้อมเหน็บแนมว่าความคิดเรื่องการร่วมมือกันระหว่างจีนและรัสเซียในการบุกไต้หวันและยุโรปเป็นเรื่องเพ้อฝัน

เมดเวเดฟยังต่อว่ารุตเต้ ควรเริ่มเรียนภาษารัสเซียไว้ เพราะอาจได้ใช้หากต้องไปใช้ชีวิตในค่ายแรงงานไซบีเรียในอนาคต เป็นการสื่อถึงความไม่พอใจของเครมลินต่อท่าทีแข็งกร้าวของ NATO และรุตเต้ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ

ทั้งนี้ รัสเซียยังคงโจมตียูเครนอย่างหนักด้วยขีปนาวุธและโดรน ล่าสุดมีผู้บาดเจ็บหลายรายในเคียฟและคาร์คิฟ โดยทาง NATO ยืนยันว่าจะยังสนับสนุนยูเครนต่อไป พร้อมเตือนว่าแม้มีการเจรจากับปูตินแล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณสันติภาพเกิดขึ้นในเร็ววัน

จีนใจป้ำขยายฟรีวีซ่า 74 ประเทศทั่วโลก ดันยอดจองโรงแรมพุ่ง นทท.ทะลัก ‘เซี่ยงไฮ้–ปักกิ่ง’

(8 ก.ค. 68) รัฐบาลจีนประกาศขยายสิทธิเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า ให้กับพลเมืองจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 โดยนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศที่ได้รับสิทธิ สามารถพำนักในจีนได้สูงสุด 30 วัน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจีนเปิดเผยว่า ในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่ามากกว่า 20 ล้านคน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2023

โดยประเทศที่ได้สิทธิเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่าครอบคลุมเกือบทั้งยุโรป ลาตินอเมริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี บราซิล และมาเลเซีย โดยล่าสุดจะมีการเพิ่มอาเซอร์ไบจานในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ ขณะที่อีก 10 ประเทศ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และแคนาดา แม้ยังไม่มีสิทธิฟรีวีซ่า แต่สามารถเดินทางเข้าจีนได้สูงสุด 10 วัน หากอยู่ในระหว่างเดินทางต่อไปประเทศที่สาม (transit)

ส่วนชาวไทยตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา จีนและไทยได้ตกลงยกเว้นวีซ่า ถ้าถือพาสปอร์ตไทยแบบธรรมดา สามารถอยู่จีน สูงสุด 30 วันต่อครั้ง และรวมไม่เกิน 90 วันในทุก 180 วัน

นโยบายนี้ส่งผลให้ยอดจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมในจีนพุ่งขึ้นสองเท่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 โดย 75% มาจากผู้เดินทางที่ไม่ต้องขอวีซ่า นอกจากนี้นครใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้และปักกิ่งมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ จีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศตั้งแต่ปลายปี 2023 โดยหวังฟื้นฟูภาคท่องเที่ยวที่ซบเซาจากสถานการณ์โควิดนานเกือบสามปี และคาดว่าหากการดำเนินการเป็นไปตามแผน การท่องเที่ยวขาเข้าของจีนอาจขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลกในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

จีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก พร้อมขึ้นบัญชีดำ 20 บริษัทอินเดีย แอบส่งต่อให้สหรัฐฯ

(8 ก.ค. 68) รัฐบาลจีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็ก ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มาตรการนี้ส่งผลให้ยอดส่งออกแม่เหล็กลดลงถึง 75% ภายใน 2 เดือน และทำให้บริษัทรถยนต์หลายแห่งต้องหยุดสายการผลิตบางส่วนชั่วคราว

แม้สหรัฐฯ จะประกาศบรรลุข้อตกลงกับจีนเมื่อปลายเดือนมิถุนายนเพื่อให้แร่หายากกลับมาส่งออกได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่สถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ ขณะเดียวกัน โรงงานแม่เหล็กในจีนหลายแห่งเริ่มประสบปัญหาสินค้าล้นคลัง และยอดขายทั้งในและต่างประเทศตกต่ำ

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก Jaroensook Limbanchongkit Pone รายงานว่า จีนได้ขึ้นบัญชีดำบริษัทอินเดียกว่า 20 แห่ง หลังพบความพยายามลักลอบนำเข้าแร่หายากจากจีน เพื่อนำไปส่งออกต่อยังสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของมาตรการควบคุม

ทั้งนี้ ผู้ผลิตแม่เหล็กบางรายในจีนเปิดเผยว่า รายได้จะลดลงในปีนี้ โดยไม่สามารถระบุความเสียหายได้ชัดเจน เนื่องจากยังต้องรอขั้นตอนการขอใบอนุญาตส่งออก ซึ่งเพิ่มภาระด้านต้นทุนและเวลาให้กับอุตสาหกรรมอย่างมาก

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การควบคุมส่งออกอาจนำไปสู่การควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมแม่เหล็ก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ และรัฐบาลจีนอาจไม่คัดค้าน เพราะจะช่วยให้สามารถควบคุมเส้นทางการส่งออกแร่หายากได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เยอรมนีโวยจีนเล็งเลเซอร์ใส่เครื่องบิน ระหว่างภารกิจลาดตระเวนในทะเลแดง

(9 ก.ค. 68) รัฐบาลเยอรมนีเรียกตัวเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบ หลังกล่าวหากองทัพเรือจีนใช้เลเซอร์เล็งเป้าไปยังเครื่องบินเยอรมนี ที่ร่วมภารกิจของสหภาพยุโรป (EU) ในทะเลแดง โดยกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าการกระทำดังกล่าว “ไม่อาจยอมรับได้” เพราะเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตเจ้าหน้าที่และขัดขวางภารกิจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ขณะเครื่องบินของเยอรมนีกำลังบินลาดตระเวนตามภารกิจปกติในทะเลแดง โดยภารกิจนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ ASPIDES ของสหภาพยุโรป ที่มีหน้าที่คุ้มกันเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งเครื่องบินที่ถูกรบกวนเป็นเครื่องบินสำรวจแบบพิเศษ เรียกว่า MSP ให้บริการโดยบริษัทเอกชน แต่มีทหารเยอรมันร่วมปฏิบัติการอยู่บนเครื่องด้วย

โฆษกกระทรวงกลาโหมเยอรมนีเผยว่า เรือรบจีนที่พบในพื้นที่หลายครั้งก่อนหน้านี้ได้ยิงเลเซอร์ใส่เครื่องบินดังกล่าวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้ต้องยุติภารกิจกลางทางและนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินที่ฐานในจิบูตี แม้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ถือเป็นพฤติกรรมที่อันตราย

จนถึงขณะนี้ ทางการจีนยังไม่ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้านเยอรมนีได้กลับมาใช้เครื่องบินสำรวจ MSP ปฏิบัติภารกิจตามปกติอีกครั้ง และย้ำว่าข้อมูลที่ได้จากระบบนี้มีความสำคัญต่อการช่วยเหลือพันธมิตรในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ เหตุการณ์ลักษณะนี้ถือว่าไม่ค่อยเกิดขึ้นระหว่างประเทศในยุโรปกับจีน

‘ยูเครน’ คว่ำบาตรบริษัทจีน 5 แห่ง กล่าวหาส่งชิ้นส่วนโดรนให้ ‘รัสเซีย’ มาถล่ม

(9 ก.ค. 68) ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ลงนามในคำสั่งคว่ำบาตร 5 บริษัทจากจีน หลังพบว่าบริษัทเหล่านี้ส่งชิ้นส่วนที่ใช้ในโดรนรุ่น Shahed ซึ่งรัสเซียใช้โจมตียูเครน โดยคำสั่งนี้มีขึ้นหลังจากหน่วยความมั่นคงยูเครนตรวจพบชิ้นส่วนจากจีนในซากโดรนที่ถูกยิงตกในกรุงเคียฟเมื่อ 4 กรกฎาคม

บริษัทที่ถูกคว่ำบาตร ได้แก่ Central Asia Silk Road International Trade, Suzhou Ecod Precision Manufacturing, Shenzhen Royo Technology, Shenzhen Jinduobang Technology และ Ningbo BLIN Machinery โดยรายชื่อทั้งหมดถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของประธานาธิบดี

โดรนรุ่นชาเฮด (Shahed) เป็นอาวุธที่รัสเซียใช้โจมตียูเครน โดยสร้างขึ้นจากแบบของอิหร่าน และประกอบด้วยชิ้นส่วนจากหลายประเทศ ซึ่งยูเครนเตือนว่า ยังมีบางประเทศที่ไม่ได้ร่วมคว่ำบาตรรัสเซีย และปล่อยให้ชิ้นส่วนเหล่านี้ส่งไปถึงรัสเซีย

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า รัสเซียยังผลิตอาวุธต่อไปได้ เพราะได้รับชิ้นส่วนและวัสดุจากจีน ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญของรัสเซียในช่วงสงคราม โดยก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเซเลนสกีเคยกล่าวหาว่า “จีนไม่ยอมขายโดรนให้ยูเครน แต่กลับส่งให้รัสเซียแทน”

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับจีนยังคงแน่นแฟ้น ล่าสุดมีรายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เตรียมเดินทางเยือนจีนในเดือนกันยายนนี้ เพื่อพบปะหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

จีนทุบสถิติมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลปี 2024 ทะลุ 45 ล้านล้าน!! ขนส่ง-ต่อเรือ-ประมง เกินเป้าทุกด้าน

(9 ก.ค. 68) จีนประกาศมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลในปี 2024 สูงเกิน 10 ล้านล้านหยวน (ราว 45.5 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สะท้อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมทางทะเลอย่างต่อเนื่อง

เจิ้งซานเจี๋ย (Zheng Shanjie) หัวหน้าคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ เผยตัวเลขนี้ระหว่างแถลงความคืบหน้าของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2021 และจะสิ้นสุดในปี 2025

จีนยังคงเป็นผู้นำโลกด้านการขนส่งทางเรือ โดยมีปริมาณการขนส่งสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของทั่วโลก รวมถึงครองส่วนแบ่งตลาดเรือและอุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเลมากกว่าร้อยละ 50

นอกจากนี้ จีนยังรักษาตำแหน่งผู้นำด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเล ด้วยปริมาณผลผลิตที่สูงสุดในโลกติดต่อกันหลายปี สะท้อนบทบาทสำคัญของเศรษฐกิจทางทะเลในการขับเคลื่อนประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top