Thursday, 4 June 2026
ความมั่นคง

'อดีตทูตฯ' เบรกแชร์ข้อมูลความมั่นคงชายแดนใต้ในกลุ่มไลน์ เพราะเจ้าหน้าที่จะตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มโจรได้

(16 ส.ค. 65) นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โพสต์เฟซบุ๊ก 'Fuangrabil Narisroj' ว่า...

ต้องขอเตือนเพราะพบเห็นในกลุ่มไลน์ มีการนำเอารายงานของจนท.ฝ่ายความมั่นคง เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมกับนำภาพผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต พร้อมข้อมูลจนท.ปฏิบัติการในพื้นที่ ชื่อ ตำแหน่ง มือถือ เอามาเผยแพร่ทางกลุ่มไลน์

ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นเรื่องปกปิดทางราชการ

ยิ่งข้อมูลแพร่ออกไปมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้การทำงานของจนท.ลำบากมากขึ้น และทำให้เข้าทางโจรแยกดินแดนมากขึ้น จนท.ปฏิบัติงานจะกลายเป็นเป้าหมายให้กลุ่มโจรโดยใช่เหตุ !!!

‘บิ๊กตู่’ หารือ ‘ทูตสเปน’ หนุน ความร่วมมือระหว่างประเทศ กระชับความสัมพันธ์ไทย-สเปน ครบรอบ 153 ปี

(29 มี.ค. 66) ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเฟลิเป เด ลา โมเรนา กาซาโด (H.E. Mr. Felipe de la Morena Casado) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสเปนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเข้ารับหน้าที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับในนามรัฐบาลและประชาชนไทย พร้อมชื่นชมความสัมพันธ์และความร่วมมือไทยกับสเปนที่แน่นแฟ้น รวมถึงกลไกการประชุมหารือทางการเมือง (Political Consultations) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ขับเคลื่อนพลวัตความร่วมมือทวิภาคี และต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา ความร่วมมือด้านสมุทราภิบาล และการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ทั้งนี้ ไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานของเอกอัครราชทูตสเปนฯ ในการปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิด และหวังว่าสเปนจะประสบความสำเร็จในภารกิจต่าง ๆ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566

เอกอัครราชทูตสเปนฯ กล่าวแสดงความรู้สึกยินดีที่ได้มาดำรงตำแหน่งในไทย และได้รับการต้อนรับจากไทยเป็นอย่างดี โดยไทยและสเปนมีความสัมพันธ์มายาวนาน ซึ่งในปีนี้จะครบรอบความสัมพันธ์ 153 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ขอยืนยันที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดและสานต่อความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้านต่อไป ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยว และพหุภาคี พร้อมกล่าวชื่นชมรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว ผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งสอดคล้องกับสเปนที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสเปนมีศักยภาพและสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับประเทศไทยได้

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตสเปนฯ ได้หารือถึงความร่วมมือด้านต่าง ๆ โดย
ความร่วมมือด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงมากขึ้น โดยเอกอัครราชทูตสเปนฯ ยินดีที่ทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แน่นแฟ้น พร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงส่งเสริมการศึกษาของบุคลากรทางทหารระหว่างไทยและสเปน

ด้านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เอกอัครราชทูตสเปนฯ ยินดีที่การค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไทยและสเปนยังมีศักยภาพในการแสวงหาโอกาสเพื่อเพิ่มพูนการค้าระหว่างกันให้มากขึ้น สเปนพร้อมส่งเสริมให้นักลงทุนสเปนมาลงทุนในไทยเพิ่มเติม ด้านนายกรัฐมนตรีขอให้ทั้งสองฝ่ายใช้ประโยชน์จาก RCEP รวมถึงขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียวและดิจิทัล ผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG พร้อมเชิญชวนสเปนมาลงทุนในไทยในสาขาที่สเปนมีความโดดเด่น ทั้งด้านพลังงาน การแพทย์ คมนาคม (ระบบราง) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC และอุตสาหกรรมภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG

‘กลุ่มพลังคนพุทธ’ จี้!! ทหารเอาผิดกลุ่มชูธงชาติปฏิวัติมลายูปาตานี ชี้!! ทำลายความสงบสุขในชาติ สั่นสะเทือนความมั่นคงของรัฐฯ

(8 พ.ค. 66) ที่กระทรวงกลาโหม กลุ่ม ‘รวมพลังคนไทยพุทธ องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ’ (อปพส.) นำโดยนาย ประพันธุ์ กิตติฤดีกุล (ผอ.ดี) เดินทางมายื่นหนังสือ ต่อหน่วยงานความมั่นคง เพื่อให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการตรวจสอบ และดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มคนที่มายืนตะโกนเป็นภาษามลายูและทำความเคารพ พร้อมชูธงปฏิวัติมลายูปาตานี หน้ากระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 66 ที่ผ่านมา เนื่องจากทางกลุ่มมองว่า เป็นการหยามเกียรติและไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการทำลายเกียรติภูมิของประเทศ

โดยนายประพันธุ์ ได้อ่านแถลงการณ์ว่า กลุ่มตนต้องการให้กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบและแจ้งผลการตรวจสอบกลุ่มชายมุสลิมที่มายืนตะโกน เป็นภาษามลายูและทำความเคารพ พร้อมชูธงปฏิวัติมลายูปาตานี หน้ากระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 66 ซึ่งจากการกระทำของกลุ่มชายมุสลิมกลุ่มดังกล่าว เสมือนเป็นการหยามเกียรติ และศักดิ์ศรี เสมือนทำลายเกียรติภูมิ ทำลายภาพลักษณ์ของชาติไทยด้านความมั่นคงของรัฐฯ ทำลายความสงบเรียบร้อย และยังฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไทยหลายมาตราอีกด้วย

ผู้นำอิหร่าน พบ ผู้นำเวเนฯ ถกความร่วมมือทางการค้าครั้งใหม่ ยกระดับมูลค่าระหว่างประเทศเพิ่มเป็น 2 หมื่นล้านเหรียญ

(14 มิ.ย. 66) ประธานาธิบดีอีบราฮิม ไรซี ผู้นำอิหร่าน พบหารือกับประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ที่กรุงการากัส เมื่อวันจันทร์ที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยไรซีกล่าวในตอนหนึ่งว่า “เวเนซุเอลาและอิหร่านมีผลประโยชน์ร่วมกัน มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน และมีศัตรูร่วมกัน ความสัมพันธ์ระหว่างเวเนซุเอลากับอิหร่านไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ทางการทูต แต่เป็นความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ ขณะที่มาดูโรแสดงความชื่นชมอิหร่าน ในฐานะหนึ่งในประเทศอำนาจเกิดใหม่ที่สำคัญของโลก และเน้นย้ำว่าการผนึกกำลังร่วมกันเพื่อความแข็งแกร่ง”

สำหรับหนึ่งในเป้าหมายการเยือนเวเนซุเอลาของไรซีในครั้งนี้ คือการขยายโอกาสเพื่อส่งเสริมมูลค่าการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ปีละ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 103,560 ล้านบาท) เป็น 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 690,400 ล้านบาท) โดยผู้นำอิหร่านและผู้นำเวเนซุเอลาร่วมกันเป็นสักขีพยาน การลงนามในข้อตกลง 25 ฉบับ ครอบคลุมการยกระดับความร่วมมือ ตั้งแต่การศึกษา ไปจนถึงการสาธารณสุข และเหมืองแร่

ทั้งนี้ ไรซีนับเป็นผู้นำอิหร่านคนแรกในรอบเกือบ 7 ปี ที่เยือนเวเนซุเอลา ต่อจากประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี เมื่อเดือน กันยายน 2016 และหลังเสร็จสิ้นการเยือนกรุงการากัส ไรซีเตรียมเยือนคิวบา และนิการากัวเป็นจุดหมายต่อไป

ก่อนหน้านี้ ฮอสเซ็น อมิราบโดลลาเฮียน รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เดินทางเยือนเวเนซุเอลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อต้านทานแรงกดดันจากภายนอก ขณะที่ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 อิหร่านส่งน้ำมันดิบทางเรือ 1.5 ล้านบาร์เรล เพื่อช่วยเหลือเวเนซุเอลา ซึ่งกำลังประสบกับวิกฤติเชื้อเพลิงในเวลานั้น ส่งผลให้สหรัฐฯ ออกมาประณามการกระทำดังกล่าว
 

‘ทนายบอน’ ชงใช้ กม.ฟอกเงิน ปราบพวกทำลายความมั่นคงชาติ จี้!! สาวไส้คนบงการขบวนการตั๋วปารีส พร้อมเช็กบิลย้อนหลัง

(30 ก.ค. 66) นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ ‘ทนายบอน’ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อเรื่อง “ความผิดในการบ่อนทำลายความมั่นคงราชอาณาจักร ต้องใช้ ‘กฎหมายฟอกเงิน’ สาวไส้ ทลายรัง แบบ Forex-3D” โดยระบุรายละเอียดว่า

“ทุกวันนี้ในการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดที่บ่อนทำลายความมั่นคง บ่อนทำลายสถาบัน มักสาวไปไม่ถึงตัวบงการ ทั้ง ๆ ที่ตามพฤติการณ์ เราเห็นตัวการผู้ยุยง แต่ทำอะไรไม่ได้ พวกนี้จึงยุยงส่งเสริมคนอื่นออกมารับโทษแทน ทำตัวเป็นผู้บงการข้างหลัง อย่างเลือดเย็น ไม่เว้นแม้แต่หลอกใช้เด็ก เรื่องมาเริ่มชัดขึ้นกับไอ้ตั๋วปารีส แต่ก็เห็นว่ายังเฉยๆ และดูท่าว่ายังจะสาวไม่ถึงไอ้ตัวบงการ อีกแล้วหรือ ผมมีข้อเสนอให้บัญญัติฐานความผิด ‘ความมั่นคงของราชอาณาจักร’ ให้เป็นความผิดมูลฐานของ ‘การฟอกเงิน’ เพื่อเพิ่มอาวุธสาวไส้ขบวนการชั่วพวกนี้ทำนองเดียวกับคดียาเสพติด คดีการพนันออนไล์ คดีค้ามนุษย์ และคดีก่อการร้าย ถ้าให้ทันสมัยหน่อยก็แบบคดี Forex-3D ที่สาวได้ทุกธุรกรรม”

ทนายบอน ชี้ว่าเมื่อกำหนดให้เป็น ‘ความผิดมูลฐานของการฟอกเงิน’ ปปง.จะตรวจสอบทะลุทุกธุรกรรม ทุกเครือข่ายความเชื่อมโยง ซึ่งสามารถนำไปสู่การ ‘สาวไส้ ทลายรัง’ ได้ พวกค้ายาเสพติด พวกค้ามนุษย์ โดยเฉพาะพวกพนันออนไลน์ สยองเหลือเกินกับกฎหมายนี้ เพราะโดนตามยึดทรัพย์ทลายรัง ไม่มีเหลือ ถ้ากำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง เช่น มาตรา 112 หรือ มาตรา 120 สมคบกับต่างชาติทำลายความมั่นคงเป็น ‘ความผิดมูลฐานของการฟอกเงิน’ จะสามารถทะลวงได้ถึงทุกธุรกรรม ทุกเครือข่าย สาวไส้ ทลายรัง ได้ทั้งขบวนการ ใครจ่ายเงินให้ใครไปหมิ่นสถาบัน ใครจ่ายเงินให้ใครไปชุมนุมก่อความไม่สงบ รู้หมด ถึงทุกไส้ ทุกรูขุมขน และสาวไส้ได้ ‘ย้อนหลัง’ ตั้งแต่ริเริ่มขบวนการ

ทนายบอน ระบุอีกว่า “นอกจากยึดทรัพย์แล้ว เราจะได้เห็นโครงข่ายเชื่อมโยงของขบวนการทั้งหมด เปิดหน้ากากตัวบงการได้ซะที เราจะรู้ได้ทั้งหมดใครบงการบ่อนทำลายสถาบันฯ ใครอยู่เบื้องหลังตั๋วปารีส ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ ต้องอาศัยการเสนอแก้ไขกฎหมายในสภาฯ แล้วเชื่อไหมระหว่างการแก้ไข เราจะได้เห็นโฉมหน้าตัวบงการ โฉมหน้าขบวนการแนวร่วมได้ง่ายขึ้น ก็คือไอ้พวกที่คัดค้านหัวชนฝาในสภาฯ นั่นล่ะ และหลังจากแก้ไขกฎหมายได้แล้ว จะได้เริ่มสาวไส้ เปิดหน้ากาก ยึดทรัพย์ ดำเนินคดีอาญา ทะลวงรังซะที เห็นด้วยช่วยกันส่งเสียง จะได้เอาไปขับเคลื่อนกันต่อครับ”

'ฮ่องกง' จ่อยัดคุกหนุ่มใส่เสื้อ ‘ปลุกระดม’ เซ่นกฎหมายความมั่นคง ‘มาตรา 23’

(16 ก.ย. 67) รอยเตอร์ส รายงานว่า ชู ไคพง (Chu Kai-pong) วัย 27 ปี รับสารภาพความผิดฐาน ‘กระทำการปลุกระดมโดยเจตนา’ จำนวน 1 กระทง ซึ่งตามกฎหมายมาตรา 23 ได้ขยายระวางโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี กลายเป็น 7 ปี และอาจเพิ่มเป็น 10 ปี หากพบว่ามีการ ‘สมคบคิดกับต่างชาติ’ ร่วมด้วย

ชู ถูกจับเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่สถานีรถไฟฟ้าแห่งหนึ่งขณะสวมเสื้อทีเชิ้ตซึ่งเขียนสโลแกนว่า “ปลดปล่อยฮ่องกง การปฏิวัติของคนรุ่นเรา” (Liberate Hong Kong, revolution of our times) และยังสวมหน้ากากที่เพนต์ตัวอักษร FDNOL ซึ่งย่อมาจาก ‘five demands, not one less’ หรือ ‘ข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ไม่น้อยลงแม้แต่ข้อเดียว’

สโลแกนทั้งสองนี้มักจะถูกป่าวร้องในกิจกรรมของกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยฮ่องกงเมื่อช่วงปี 2019 และวันที่ 12 มิ.ย. ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวซึ่งนำไปสู่สถานการณ์รุนแรงในเวลาต่อมา

ศาลฮ่องกงอ้างคำรับสารภาพของ ชู ซึ่งบอกกับตำรวจว่า เขาสวมเสื้อตัวนี้ก็เพราะต้องการย้ำเตือนคนฮ่องกงให้รำลึกถึงการชุมนุมประท้วงดังกล่าว

วิกเตอร์ โซ (Victor So) หัวหน้าผู้พิพากษาซึ่งถูกคัดเลือกโดย จอห์น ลี ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงให้มาทำหน้าที่ไต่สวนคดีความมั่นคง ได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันพฤหัสบดีนี้ (19 ก.ย.)

อังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้จีนในปี 1997 โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นได้ให้สัญญาว่าสิทธิเสรีภาพของพลเมืองฮ่องกง ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จะได้รับการปกป้องภายใต้สูตรการปกครอง ‘หนึ่งประเทศ-สองระบบ’

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้นำกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมาบังคับใช้กับฮ่องกงในปี 2020 ซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตสำหรับผู้ที่พยายามแบ่งแยกดินแดน บ่อนทำลายรัฐ ก่อการร้าย และสมคบคิดกับต่างชาติ

ต่อมาในเดือน มี.ค.ปีนี้ ฝ่ายบริหารฮ่องกงยังได้ออกกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ที่เรียกกันว่ามาตรา 23 ซึ่งกำหนดบทลงโทษสำหรับความผิดฐานเป็นกบฏ ก่อวินาศกรรม ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก ขโมยความลับของรัฐ การแทรกแซงจากภายนอก และการจารกรรมข้อมูล โดยมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หลายปีไปจนถึงตลอดชีวิต

นักวิจารณ์รวมถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งให้คำนิยามของการ ‘ปลุกปั่นยุยง’ เอาไว้อย่างกว้าง ๆ จนอาจกลายเป็นเครื่องมือกดขี่ผู้ต่อต้านรัฐ

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่จีนและฮ่องกงยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จำเป็นสำหรับการ ‘อุดช่องโหว่’ เพื่อช่วยปกป้องความมั่นคงของชาติไว้

ปืนลูกซอง...อาวุธระยะประชิด ที่ดีที่สุดในการพิฆาตโดรนสังหาร

ในสงครามสมัยใหม่ อากาศยานควบคุมระยะไกลหรือโดรน จัดว่าเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงอานุภาพ ปัจจุบันมีการนำโดรนมาใช้การรบทุกสมรภูมิ โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2025 ยูเครนได้ใช้โดรนติดอาวุธโจมตีฐานทัพอากาศรัสเซียเสียหายไป 4 แห่ง ทำให้เครื่องบินรบของรัสเซียเสียหายไปหลายลำ เหตุการณ์นี้ยิ่งสร้างความตระหนักแก่กองทัพของชาติต่าง ๆ ในการคิดค้นออกแบบยุทธวิธีและอาวุธยุทโธปกรณ์ในการรับมือจากการโจมตีของ “โดรนติดอาวุธ” หรือ “โดรนสังหาร”

“โดรนติดอาวุธ” หรือ “โดรนสังหาร”หมายถึง อากาศยานไร้คนขับ (UAV) ทางทหารที่ออกแบบมาเพื่อการรบ โดยเฉพาะโดรนประเภทนี้สามารถบรรทุกอาวุธ เช่น ขีปนาวุธ ระเบิด หรือแม้แต่อุปกรณ์ระเบิดแสวงเครื่อง (IED) เพื่อโจมตีเป้าหมาย โดยถูกควบคุมจากระยะไกล แต่จะมีระดับการทำงานอัตโนมัติที่มีระบบปฏิบัติการที่มีความแตกต่างกัน

“โดรนสังหาร” มีบทบาทสำคัญในสมรภูมิรบสมัยใหม่ จากการใช้งานโดรนอย่างแพร่หลายในยูเครนสามารถเป็นเครื่องยืนยันได้ และแม้ว่าสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่จะมีศักยภาพในการต่อต้าน “โดรนสังหาร” แต่โดรนสังหารขนาดเล็กจำนวนมากสามารถหลบเลี่ยงแนวป้องกันที่ดีที่สุดได้ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาในทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านขีดความสามารถของ “โดรนสังหาร”

อุปกรณ์ที่ใช้ในการต่อต้าน “โดรนสังหาร” ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในขณะนี้คือ “ปืนต่อต้านโดรน (Anti-drone gun)” ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีรูปร่างคล้ายปืนยาวใช้ในการปล่อยสัญญาณรบกวนการทำงานของโดรน โดยเฉพาะ สัญญาณการสื่อสาร และระบบนำทาง ปืนเหล่านี้จะรบกวนความถี่ที่ใช้ในการควบคุมโดรน ทำให้โดรนลงจอด ลอยนิ่ง หรือกลับสู่จุดเริ่มต้น นอกจาก นี้บางรุ่นยังรบกวนสัญญาณ GPS ซึ่งทำให้โดรนทำงานช้าลงอีกด้วย

แต่พัฒนาการของ “โดรนสังหาร” นั้นก้าวไปไกลมากจนกระทั่งประสิทธิภาพในการทำงานของ “ปืนต่อต้านโดรน” ลดลงจนอาจไม่ได้ผลเลย เมื่อมีการนำ สัญญาณการสื่อสาร และระบบนำทาง แบบพิเศษมาใช้ใน “โดรนพิสังหาร” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการทำงานของ “ปืนต่อต้านโดรน” กอปรกับบทเรียนจากสงครามยูเครน-รัสเซียได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเกี่ยวกับวิธีการที่ “โดรนสังหาร” กำหนดรูปแบบของสนามรบสมัยใหม่ โดยเฉพาะความสามารถของ “โดรนสังหาร” ในการโจมตีหน่วยทหารราบ ยานพาหนะ ตลอดจนยุทโธปกรณ์ ยุทธภัณฑ์ ข้าวของเครื่องใช้ และเสบียงต่าง ๆ ตลอดจนทรัพยากรสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อแนวรบของทั้งสองฝ่าย

“โดรนสังหาร” สามารถซุ่มโจมตีเหนือพื้นที่ปฏิบัติการและโจมตีอย่างแม่นยำ โดยสามารถส่งวัตถุระเบิดพร้อมกับถ่ายทอดข้อมูลสำคัญ หรือ “โดรนสังหาร” สามารถโอบล้อมพื้นที่เพื่อให้กำลังทหารเข้าใกล้เป้าหมายโดยไม่ถูกตรวจพบ กองกำลังทั้งยูเครนและรัสเซียต่างใช้ “โดรนสังหาร” ในการขัดขวางการเคลื่อนไหวของศัตรู ลดขีดความสามารถของยานเกราะ และสร้างอุปสรรคด้านโลจิสติกส์ ฯลฯ

ดังนั้นจึงมีการหยิบเอาอาวุธที่มีอยู่มาใช้ในการต่อต้าน “โดรนสังหาร” ซึ่ง “ปืนลูกซอง” จัดว่าเป็นอาวุธที่ใช้ในการต่อต้าน “โดรนสังหาร” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ “โดรนสังหาร” ขนาดเล็ก ทหารของยูเครนได้ใช้วิธีการต่าง ๆ ในการต่อต้านภัยคุกคามจาก “โดรนสังหาร” ด้วยปืนลูกซองกึ่งอัตโนมัติซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่งในการขัดขวางการปฏิบัติการของ “โดรนสังหาร” รัสเซีย แม้ว่า “ปืนลูกซอง” อาจไม่ใช่อาวุธหลักในการป้องกัน “โดรนสังหาร” แต่ก็สามารถใช้เพื่อเป็นแนวป้องกันสุดท้ายที่มีประสิทธิภาพได้ เพราะปืนลูกซองมีความทนทาน สามารถปรับใช้งานได้ง่าย และกลุ่มกระสุนกระจายเป็นวงกว้าง จึงทำให้แม้แต่ทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเพียงเล็กน้อยก็มีโอกาสยิง “โดรนสังหาร” ถูกได้ อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนในการใช้ “ปืนลูกซอง” จะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

ประเทศพันธมิตรของยูเครน เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี และเบลเยียม ต่างทราบดีถึงบทเรียนของทหารยูเครน และได้เริ่มนำปืนลูกซองมาใช้ในยุทธวิธีในการป้องกัน “โดรนสังหาร” โดยทั้งกองทัพทั้ง 3 ชาติต่างเลือกใช้ปืนลูกซองยี่ห้อเบเนลลี่หลายแบบที่ใช้ทั้งกระสุนลูกซองแบบดั้งเดิมและแบบพิเศษ ในระหว่างการทดสอบภาคสนาม อาวุธเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพอย่างมากในการยิง “โดรนสังหาร” ในระยะ 80–120 เมตร ทำให้สามารถนำไปใช้ในการป้องกันกองกำลังในขณะปฏิบัติการได้ กองทัพสหรัฐฯ เองจำเป็นต้องมีการฝึกฝนอย่างเต็มที่ในการใช้ปืนลูกซองเพื่อยิง “โดรนสังหาร” ซึ่งเป็นเป้าหมายทางอากาศในระยะประชิด

“ปืนลูกซอง” จึงเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับ “โดรนสังหาร” ในระยะประชิด แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการ อาทิ การยิง “โดรนสังหาร” ที่กำลังบินมาหานั้น ผู้ที่ทำการยิงต้องมีความกล้าหาญเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นแล้ว “โดรนสังหาร” เหล่านี้ยังสังเกตได้ยากมากอีกด้วย ถึงแม้ “โดรนสังหาร” แบบ Quadrocopter มักจะส่งเสียงดังตลอดเวลา แต่ในสนามรบซึ่งเป็นสถานที่ที่มีเสียงดังมากและมีความวุ่นวายตลอดเวลา จึงเป็นเรื่องปกติที่ทหารที่เคยเจอโดรนเหล่านี้เล่าว่า เราจะไม่ทันสังเกตเห็น “โดรนสังหาร” จนกว่ามันจะบินอยู่เหนือเรา ซึ่งมีหลักฐานวิดีโอที่สนับสนุนในเรื่องนี้

ข้อดี:
- ความสะดวกในการใช้งานและความพร้อมใช้งานของปืนลูกซอง: สามารถเรียนรู้และใช้งานได้ค่อนข้างง่าย
- กลุ่มกระสุนครอบคลุมพื้นที่เป็นวงกว้าง: กระสุนปืนลูกซองที่กระจายตัวจะเพิ่มโอกาสในการยิงถูกเป้าหมายขนาดเล็กที่เคลื่อนที่เร็ว เช่น “โดรนสังหาร” ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในขณะที่บินต่ำหรือลอยตัวนิ่ง
- ความคุ้มค่า: โดยทั่วไป “ปืนลูกซอง” จะราคาไม่แพงไปกว่าเทคโนโลยีต่อต้านโดรนขั้นสูงอย่าง “ปืนต่อต้านโดรน” จึงทำให้ปืนลูกซองเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

ข้อจำกัด:
- ปืนลูกซองมีระยะยิงที่จำกัด ราว 80-100 เมตร และอาจไม่มีประสิทธิภาพในการยิง “โดรนสังหาร” ที่บินในระดับความสูงที่พ้นระยะหรือในระยะไกลมาก

กระสุน:
- กระสุนปืนลูกซองมีมากมายหลายแบบ สามารถเลือกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการต่อต้านโดรนได้ รวมไปถึงกระสุนพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อจับหรือทำลายใบพัดของโดรน เช่น กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ทดสอบกระสุนปืนลูกซองแบบ SkyNet Mi-5 ซึ่งสามารถปล่อยตาข่ายออกกลางอากาศเพื่อให้พันรอบใบพัดของโดรน
ทางเลือกสุดท้าย:
- แม้ “ปืนลูกซอง” จะไม่ใช่อาวุธสำหรับการป้องกันหลัก แต่ “ปืนลูกซอง” ก็สามารถใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อระบบป้องกัน “โดรนสังหาร” อื่น ๆ ไม่สามารถใช้การได้

สำหรับกองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการพัฒนาการใช้โดรนสำหรับภารกิจต่าง ๆ แต่การต่อต้านโดรนนั้น กองทัพบกได้พัฒนาปืนเล็กยาว M-16 ประกอบฐานยิง เพื่อใช้ในการต่อต้านโดรน ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการจัดซื้อจัดหา “ปืนต่อต้านโดรน” มาใช้ ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่า หน่วยงานความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ควรได้ทำการศึกษาแนวทางในการใช้ “ปืนลูกซอง” ในการต่อต้านโดรนที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ทั้งวิธีการใช้ “ปืนลูกซอง” ในการต่อต้านโดรน โดยเฉพาะการพัฒนากระสุนปืนลูกซองที่เหมาะสมต่อการทำลานโดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและให้ประสิทธิผลมากที่สุด รวมทั้งอุปกรณ์ต่อต้านโดรนอื่น ๆ อาทิ ปืนเล็กกลสำหรับยิงโดรนขนาด .22 ซึ่งราคากระสุนจะถูกกว่ากระสุนขนาดมาตรฐานของกองทัพ และยิงได้ไกลกว่าปืนลูกซอง ฯลฯ โดยผู้เขียนยินดีให้ความรู้และคำแนะนำแก่หน่วยงานทุกหน่วยที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เพื่อนำไปใช้ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติต่อไป

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา เปิดเวทีถกแถลงสถานการณ์ทางทหารและความมั่นคงบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ประเด็น 'เราจะรักษาแผ่นดินไทยอย่างไร' เพื่อเสนอแนวทางรัฐบาลเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ

เมื่อวานนี้ (13 มิ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม หมายเลข 406-407 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่ง สว.) คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ จัดประชุมถกแถลงอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางทหารและความมั่นคงบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ประเด็น “เราจะรักษาแผ่นดินไทยอย่างไร” เพื่อแสวงหาข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับให้รัฐบาลนำไปใช้แก้ไขสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เกิดกรณีข้อพิพาทอยู่ในขณะนี้ โดยมีกรรมาธิการ นักวิชาการ และสื่อมวลชน เข้าร่วม

การแถลงอภิปรายและแสดงความคิดเห็นหัวข้อ “เราจะรักษาแผ่นดินไทยอย่างไร” มีคณาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความรู้และแสดงความคิดเห็นในขอบข่ายความเชี่ยวชาญ ประกอบด้วย นายวีรพันธุ์ มาไลยพันธุ์ อดีตคณบดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ประเด็น” ปราสาททั้งหลายในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา” นายคำนูญ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประเด็น “มุมมองข้อกฎหมายและกระบวนการของศาลโลก” และรองศาสตราจารย์ ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเด็น “ปัญหาและการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ดำเนินรายการถกแถลง การอภิปราย และแสดงความคิดเห็น สำหรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อาทิ ไทยควรเตรียมข้อมูลให้พร้อมในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ซึ่งต้องอาศัยความชัดเจนและความหนักแน่นบนโต๊ะเจรจา

ฝากรัฐบาล วุฒิสภา หรือรัฐสภา ว่าจะต้องร่วมมือกันตอบโต้กัมพูชาเท่าที่ทรัพยากรของเราและความตั้งใจของเราที่มีอยู่ เพราะโจทก์วันนี้คือกัมพูชาใช้ยุทธศาสตร์กดดันไทยในหลายมิติ แนวรบการต่อสู้ไม่ใช่สถานที่เพียงอย่างเดียวแต่คือการปฏิบัติการทางวัฒนธรรม การช่วงชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์ความเป็นชาตินิยมที่เข้มข้นเกินไปของกัมพูชา

พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา แถลงว่า คณะกรรมาธิการได้ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มาตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยประณามการกระทำอันไร้ความจริงใจในฐานะเพื่อนบ้านของกัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย ต่อมาในวันที่ 9-10 มิถุนายน 2568 ได้เดินทางไปพื้นที่ปฏิบัติการของกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เคยเกิดกรณีพิพาทในเขตจังหวัดสุรินทร์ และอุบลราชธานี เพื่อรับทราบข้อมูลแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจพี่น้องทหารหาญที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง อดทน โดยหลังจากที่พิจารณารอบด้านแล้วพบว่า สถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและสะสมความตึงเครียดมาเป็นระยะเวลายาวนาน จึงได้เชิญคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความรู้ ด้วยการถกแถลงและแสดงความคิดเห็นมุมมองในประเด็นที่อยู่ในความเชี่ยวชาญของแต่ละท่าน โดยการจัดกิจกรรมในวันนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและเป็นข้อมูลสำหรับรัฐบาลสำหรับนำไปใช้แก้ไขปัญหาสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อไป

'บิ๊กเล็ก' ลั่นเลิกคุย หลังทหารเขมรเปิดฉากยิง พร้อมให้อำนาจ ผบ.ทสส. ลุยจัดการเต็มที่

'บิ๊กเล็ก' หมดความอดทน กร้าวเลิกคุยกัมพูชา รับทหารเขมรไม่ได้ ไร้ความจริงใจ ลั่นจากนี้ว่าตามกองทัพ ศบ.ทก. เป็นฝ่ายสนับสนุน บอกไม่ยอมแน่ถ้าล่วงล้ำอธิปไตย เผยบ่ายนี้ 'ภูมิธรรม' ประชุม สมช. ถกสถานการณ์

(24 ก.ค.68) - พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศบ.ทก. ถึงเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา บริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธม ได้รับรายงานแล้วหรือยัง ว่า ถ้าถึงขั้นนี้ก็คงไม่คุยกันแล้ว ขอย้อนไปก่อนหน้านี้เราพยายามเชิญชวนให้มาคุยทวิภาคี เพื่อแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยในกระบวนการที่เรามีอยู่ สิ่งที่ตนยื่นให้เขาเสมอคือ ทั้งสองฝ่ายต้องเคลื่อนย้ายกำลังพลออกจากชายแดน เพราะถ้ายังอยู่อาจมีเหตุการณ์ที่กระทบกระทั่งกันได้ ที่ผ่านมาจากประสบการณ์ตน ทหารกัมพูชาค่อนข้างไม่มีวินัยและยั่วยุ แต่ทางฝ่ายผู้บังคับบัญชาของเขาบอกว่า ยึดแนวทางสันติ เพราะฉะนั้น ตนมองสองอย่าง ผู้บังคับบัญชาไม่จริงใจ ไม่ดำเนินการสอบสวนความเป็นจริง หรืออีกอย่างคือ รัฐบาลไม่จริงใจ ดังนั้น จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ได้หารือกับกองทัพและตกลงใจว่า มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในการดำเนินการต่อไป เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 มาตรา 39 ทั้งนี้ จากที่หารือกันแล้ว ทางแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ขออนุญาตวางลวดหนามในพื้นที่ที่ทหารกัมพูชามักล่วงล้ำเข้ามา เพราะจากเหตุการณ์วันที่ 23 ก.ค. แสดงว่า นอกจากเข้ามาแล้วยังประสงค์ร้ายกับฝ่ายไทยด้วย

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.ค.) ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า ขณะนี้เขากำลังปฏิบัติการกันอยู่ ไม่อยากไปซักถามมาก รอให้รายงานในรายละเอียด ซึ่งเมื่อเวลา 08.20 น.วันนี้ ทางฝ่ายไทยได้เข้าไปวางลวดหนาม และฝ่ายกัมพูชายิงกลับมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะต้องมีการประกาศภาวะพิเศษ หรือภาวะฉุกเฉินหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มี เพราะกองบัญชาการกองทัพไทยสามารถดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมได้แล้ว ซึ่งเช้าวันนี้ ผบ.ทสส.กับ ผบ.เหล่าทัพจะหารือกัน ตอนนี้ตนจะไม่พูดแล้ว เพราะเข้าสู่เวอร์ชันใหม่แล้ว เมื่อถามว่า ไทยจะต้องใช้แผนจักรพงษ์ภูวนาถหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยัง แผนจักรพงษ์ภูวนาถคือ สิ่งที่กองทัพบกแจ้งไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ถ้าลองดูในคำสั่งดีๆ แผนจะใช้เมื่อสั่ง และแผนนี้ต้องมาพูดคุยกันก่อนด้วย แต่วันนี้ ผบ.ทสส.จะเชิญเหล่าทัพมาหารือกัน

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ อยากบอกอะไรกับประชาชน โดยเฉพาะตามแนวชายแดน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีทั้งสองส่วนคือ ส่วนพี่น้องประชาชนไทยทั่วประเทศ ขอให้มั่นใจว่า กองทัพไทยยังปกป้องอธิปไตย ไม่ให้ใครมาล่วงล้ำดินแดนของเราได้เป็นอันขาด และกราบขออภัย รวมถึงให้กำลังใจพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติครั้งนี้ เพราะทางกองทัพไทยอดทนอดกลั้นมาถึงที่สุดแล้ว ต่อไปเราจะไม่อดทนแล้ว เนื่องจากเป็นการปฏิบัติของทหารกัมพูชาที่เรารับไม่ได้ ฝากพี่น้องประชาชนทุกคนให้กำลังใจกำลังพลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนด้วย โดยเฉพาะพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

เมื่อถามอีกว่า จุดอื่นในพื้นที่ชายแดน ได้มีการรับรายงานว่ามีการปะทะกันมาบ้างหรือยัง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยัง เพราะฉะนั้น ตนขอความร่วมมือสื่อมวลชน ขณะที่ทหารกำลังปฏิบัติการ พยายามอย่าไปซักถามเหมือนกับหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทางฝ่ายกัมพูชาจะทราบหมด เพราะสื่อได้ถ่ายทอดภาพสถานการณ์ฝ่ายเราออกไป โดยที่เราไม่ทราบฝ่ายกัมพูชา ตนเข้าใจสื่อมวลชนตลอดว่าต้องพยายามหาข่าวให้กับพี่น้องประชาชนที่อยากให้กำลังใจทหาร แต่ขณะเดียวกัน อยากให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย ตนมั่นใจในดุลยพินิจของสื่อมวลชนว่าแค่ไหนคือจุดที่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามว่า บริเวณชายแดน จ.จันทบุรี ตราด สระแก้ว ตรงนี้จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ที่หารือกันเบื้องต้น ณ วันนี้ปิดบริเวณด่านชายแดนทั้งหมดแล้ว และจะเข้าหารือในที่ประชุม ศบ.ทก. ซึ่งว่าตามกองทัพ เป็นการหารือเพื่อให้กองทัพมีความชอบธรรมในการปฏิบัติ จริงๆ อำนาจให้กับกองทัพไปแล้ว เพียงแต่ ศบ.ทก.มารับทราบและเห็นชอบ นอกจากนี้ ในบ่ายวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ จะประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอแจ้งประชาชนว่า ในการปฏิบัติเราได้มอบอำนาจให้กับกองทัพไทยไปแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในยุคปัจจุบัน จะปฏิบัติอะไรต้องทำตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงการสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้เตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว ฉะนั้น ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ จากการไปสัมภาษณ์พี่น้องตามแนวชายแดน ตนดีใจว่าในยามที่สถานการณ์เป็นอย่างนี้ พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนเข้าใจสถานการณ์และยินดีให้ความร่วมมือ สำหรับบทบาทของ ศบ.ทก.หลังจากนี้คือ ให้การสนับสนุนกับกองทัพไทยในการจัดการ ตนเองก็คงให้ความสำคัญกับไปทางกองทัพมากกว่า การประชุมจะมอบให้เลขาธิการ สมช.ดูต่อไป

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกัมพูชาไม่ยอมรับผิดเลย ไทยจะมีสิทธิไปยื่นสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือประเทศอื่นๆ ให้รับทราบเรื่องนี้หรือไม่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า “แล้วท่านคิดว่าที่ผ่านมาเขายอมรับผิดเรื่องไหนบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งผมได้เห็นถึงความไม่จริงใจ แต่ขณะเดียวกัน เราจะไปทำแบบนั้นก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นศีลเสมอกัน แล้วเวลามีปัญหาจะต้องมาพิจารณา สอบสวน ตรวจสอบ ไต่สวนกัน กลายเป็นว่าเราเป็นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราต้องยึดมั่นคำพูด อะไรที่ใช่ อะไรที่ถูกหรือไม่ถูก ก็ต้องเป็นไปตามนั้น เราจะไม่ทำศีลเสมอกันกับเขา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้ความมั่นใจกับประชาชนได้อย่างไรว่า เหตุการณ์จะไม่บานปลายกว่านี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราพยายามไม่ให้บานปลาย แต่ถ้าเขาล่วงล้ำอธิปไตยเราก็ยอมไม่ได้ ขอให้สื่อมวลชนทำความเข้าใจกับประชาชนว่า เรายึดถืออธิปไตย ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก เราพยายามจะไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย แต่ถ้าเขาล่วงล้ำหรือละเมิดก็คงไม่สามารถจะหยุดได้ คงต้องว่าไปตามกระบวนการ อันนี้เรามีกฎของเราอยู่แล้ว มีกฎหมาย กฎการใช้กำลัง ซึ่งได้กำหนดไว้แล้ว โดยเหล่าทัพทราบดี

เมื่อถามถึงอำนาจของกองทัพตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ผบ.ทสส.มีอำนาจสูงสุดในการบัญชาการใช่หรือไม่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า ใช่ ซึ่งจะมีคณะผบ.เหล่าทัพ โดยมี ผบ.ทสส.เป็นหัวหน้าคณะผู้บัญชาการทหาร

ครอบครัวผู้สูญเสียยืนอยู่เงียบ ๆ เรียกหา ‘ความยุติธรรม’ ขณะที่ทูตโลกยืนมองความจริงจาก ‘อาชญากรรมสงคราม’

บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ — จุดที่จรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชาตกใส่ปั๊มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อกลางชุมชนไทย

วันนี้...ท่ามกลางแสงแดดที่แผดกล้า เงาของกรอบรูปผู้เสียชีวิตจากจรวด BM-21 ของกัมพูชา — ตั้งเรียงอยู่เบื้องหน้าซากปั๊ม ปตท. และร้านสะดวกซื้อที่พังยับเยิน

ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 8 รายไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ร้องขออะไรเกินไปกว่าคำว่า “ความยุติธรรม”
พวกเขาเพียงแค่มายืน
…ยืนเพื่อเป็นพยาน
…ยืนเพื่อถามคำถามที่ไม่มีใครในฝั่งกัมพูชากล้าตอบ
ว่าทำไมอาวุธสงครามถึงถูกยิงใส่ “พลเรือน”

หลักฐานอยู่ตรงหน้า — ไม่มีข้อแก้ตัวใดหลีกเลี่ยงได้อีก
การเยือนพื้นที่จริงของคณะทูตและทูตทหารจากกว่า 30 ประเทศ รวมถึง สื่อมวลชนต่างชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นการเปิดเผย “ความจริง” ที่กัมพูชาไม่สามารถกลบเกลื่อนได้อีกต่อไป

ผู้บาดเจ็บ 10 ราย รวมถึงเด็กในชุมชน คือหลักฐานของการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และซากจาก BM-21 ที่ฝังอยู่ในพื้นดินก็คือ “เสียงโต้แย้ง” ที่ดังยิ่งกว่าคำแถลงการณ์ใด ๆ ของกัมพูชา

คณะผู้ร่วมตรวจสอบความจริงในพื้นที่:
พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล – รองเสนาธิการทหารบก
พล.อ.ท.ณรัฐ บุญประเสริฐ – เจ้ากรมกิจการพลเรือน ทอ.
นายรัศม์ ชาลีจันทร์ – ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เอกอัครราชทูตและอุปทูตจาก 11 ประเทศ
ทูตทหารจาก 23 ประเทศ
สื่อมวลชนจากทั้งไทยและต่างประเทศ

นี่ไม่ใช่แค่ “การปะทะตามแนวชายแดน” — แต่นี่คือ อาชญากรรมสงคราม
และโลกกำลัง “เห็น” ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
> เมื่อทูต-ทูตทหารจากนานาชาติ ยืนอยู่ต่อหน้าความเสียหาย และเงียบไป — นั่นคือเสียงที่ดังกว่าอะไรทั้งหมด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top