Thursday, 4 June 2026
ความมั่นคง

‘ดร.สุวินัย’ ให้นิยาม ‘ลุงตู่’ คือผู้ตรึงประเทศกลางความปั่นป่วน แม้ไม่เด่นทุกเรื่อง แต่ช่วยไม่ให้แตกแยก–ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างมหาอำนาจ

(8 ส.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงการทำงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ความจริงหนึ่งเดียวของ ลุงตู่

ในโลกแห่งการเมือง… “ความจริง” มักถูกห่อหุ้มด้วยโฆษณาชวนเชื่อของทุกฝ่าย
แต่ความจริงแท้มีเพียงหนึ่งเดียว ...มันไม่ขึ้นกับว่าผู้คนรักหรือชังใคร
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ “ลุงตู่” ในสายตาประชาชน คือบุคคลที่ถูกตีความอย่างสุดขั้วทั้งสองด้าน
เขาเป็นทั้ง “ผู้รักษาเสถียรภาพ” และ “จำเลยทางการเมือง” ในเวลาเดียวกัน
บทความนี้มิได้เขียนเพื่อยกย่อง หรือเพื่อประณาม หากแต่เพื่อมองให้ทะลุเปลือกแห่งภาพลักษณ์ และเข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เพราะในห้วงเวลาที่ประเทศเดินอยู่บนเส้นเชือกบางเฉียบระหว่าง ความมั่นคงกับการเปลี่ยนแปลง ...ความจริงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นเข็มทิศให้เรามองย้อนอย่างเที่ยงตรง

บทความนี้เราจะจำแนกเป็นสองส่วน 
คือ (1) รีวิวผลงานเชิงข้อเท็จจริง และ (2) วิเคราะห์คุณูปการเชิงประวัติศาสตร์–ยุทธศาสตร์ เพื่อให้ครบทั้งภาพบันทึกเหตุการณ์และภาพตีความเชิงลึก
1. รีวิวผลงานเชิงข้อเท็จจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี
(ดำรงตำแหน่ง 2557–2566 รวม 9 ปี)

1.1 ด้านความมั่นคง
- ยุติความรุนแรงทางการเมืองชั่วคราว หลังรัฐประหาร 2557 ทำให้สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดการเผชิญหน้าใหญ่ในกรุงเทพฯ ถูก “หยุดเกม” ได้ในระยะสั้น
- รักษาความสงบในช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้ถูกวิจารณ์ว่าจำกัดเสรีภาพและใช้กฎหมายพิเศษบ่อย แต่ก็ทำให้ไทยไม่แตกเป็นสองรัฐหรือเข้าสู่สภาพสงครามเมือง (civil conflict)
- การจัดการชายแดน มีช่วงที่สร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านเพื่อคุมปัญหาค้ามนุษย์และยาเสพติดได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในพม่าและลาว

1.2 ด้านการทูต
- วางตัว “บาลานซ์เกม” ระหว่างมหาอำนาจ — รักษาความสัมพันธ์กับจีน (Belt and Road, รถไฟความเร็วสูง) และสหรัฐ (Cobra Gold, ความร่วมมือทางทหาร) พร้อมกัน
- ไทยไม่ตกเป็นฐานทัพถาวรของฝ่ายใด แม้ถูกกดดันจากทั้งสองขั้ว
- มีบทบาทเป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียนและเวทีระดับโลก (APEC 2022) แม้บทบาทเชิงนโยบายอาเซียนจะไม่เด่นเหมือนยุคชาติชายหรืออานันท์

1.3 ด้านเศรษฐกิจ
- ดัน EEC (Eastern Economic Corridor) เป็นเมกะโปรเจ็กต์หลัก เพื่อดึงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ, ถนน, สนามบิน, ท่าเรือ) ต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโลกผันผวน
- รับมือโควิด-19 ได้ในระยะแรกดีมาก (ไทยเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกที่ควบคุมได้ในปี 2020) แต่การฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิดกลับช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค

1.4 ด้านการบริหารวิกฤติ
- โควิด-19: สร้างระบบสาธารณสุขเฉพาะกิจที่ยืดหยุ่น เช่น Hospitel, ระบบกระจายวัคซีน แต่ถูกวิจารณ์เรื่องความล่าช้าและการจัดหาวัคซีนช่วงแรก
- ภัยพิบัติ: ใช้กองทัพเข้าช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม–ภัยแล้งได้รวดเร็วในหลายครั้ง แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การจัดการน้ำ ยังคงมีข้อจำกัด

2. วิเคราะห์คุณูปการเชิงประวัติศาสตร์–ยุทธศาสตร์
2.1 รักษาเสถียรภาพทางการเมืองในช่วงรอยแยก
จุดแข็งที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ การคุมเสถียรภาพในช่วงที่ระบบการเมืองปกติ “ล้มเหลวในการควบคุมตัวเอง”
ในปี 2557 ประเทศเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ รัฐล้มเหลวเชิงการเมือง (Political Collapse) — การเข้ามาของเขาทำให้เกิด “รัฐบาลรวมศูนย์” ที่ปิดเกมความรุนแรงระยะสั้นได้
แม้จะเป็นการใช้วิธี “แช่แข็งการเมือง” แต่ก็ทำให้ไทยมีเวลาฟื้นตัวจากการปะทะกันบนท้องถนน

2.2 ป้องกันไทยไม่ตกเป็น “เบี้ยล่างมหาอำนาจ” แบบชัดเจน
ในยุคที่จีนขยายอิทธิพลในภูมิภาค และสหรัฐพยายามดึงพันธมิตรกลับเข้าสายตะวันตก ประยุทธ์เลือกเดินสายกลาง ไม่ผูกขาดกับฝ่ายใด
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ไทยไม่ถูกดึงเข้าเป็นสนามรบของมหาอำนาจในช่วง 2014–2022 แม้แรงกดดันจะมีตลอด
การรักษาสมดุลนี้ทำให้ไทยยังมี “พื้นที่ต่อรอง” (Bargaining Space) ในเวทีโลก

2.3 วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน–ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
EEC อาจเป็นโครงการที่ถูกวิจารณ์ว่าล่าช้า แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ไทยกำหนด “เขตยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพิเศษ” พร้อมกฎหมายสนับสนุนระยะยาว
การต่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน (รถไฟฟ้า, ท่าเรือ, ถนน, ดิจิทัล) ทำให้ไทยมีศักยภาพรองรับการลงทุนต่อเนื่องในทศวรรษหน้า
อย่างไรก็ดี การกระจายผลประโยชน์สู่ต่างจังหวัดยังทำได้ไม่เต็มที่

2.4 สร้างบทเรียนทางการเมืองให้สังคม
9 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้สังคมไทยเห็นทั้ง ข้อดีของความมั่นคงทางการเมือง และ ข้อจำกัดของการขาดระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ
เขาเป็น “ตัวอย่างจริง” ของข้อถกเถียงว่า "เสถียรภาพโดยไร้พลวัตเชิงโครงสร้าง" อาจไม่พอให้ประเทศแข่งขันในระยะยาว
นี่คือมรดกทางการเมืองที่สังคมไทยต้องนำไปคิดต่อว่าจะผสม “เสถียรภาพ” กับ 'พลวัต' ให้ลงตัวอย่างไร

3. สรุปคุณูปการแบบกระชับ
ข้อดี: คุมเสถียรภาพการเมือง, รักษาสมดุลมหาอำนาจ, วางโครงสร้างพื้นฐาน–EEC, บริหารวิกฤติใหญ่ได้ระดับหนึ่ง

ข้อจำกัด: เศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่อง, การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่คืบ, ขาดนวัตกรรมทางนโยบาย, ระบบตรวจสอบอ่อนแอ
คุณูปการเชิงยุทธศาสตร์: เขาคือ “นายกฯ ในยุคกันชน” ...กันประเทศไม่ให้แตกภายใน และกันไม่ให้ถูกดูดเข้าเป็นเบี้ยล่างมหาอำนาจ ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคสงครามตัวแทนเต็มรูปแบบ

บทสรุป
“ความจริงหนึ่งเดียว” ของลุงตู่ คือ เขาคือ “นายกรัฐมนตรีในยุคกันชน” ที่ช่วยกันประเทศไม่ให้แตกภายใน และช่วยกันไม่ให้มหาอำนาจภายนอกใช้เราเป็นเบี้ยล่างในเกมสงครามตัวแทน เขาอาจไม่ใช่ผู้นำที่สร้างการเติบโตพุ่งทะยาน หรือปฏิรูปโครงสร้างได้สำเร็จดังฝันของใครหลายคน แต่ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเสี่ยงล่มสลายจากการเผชิญหน้าและการแทรกแซง ...เขาสามารถตรึงประเทศให้อยู่รอดได้  นี่คือความจริงหนึ่งเดียวที่ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้

เมื่อพ้นยุคของเขาไป เราอาจยังถกเถียงกันไม่จบว่าลุงตู่ “ดี” หรือ “เลว”
ทว่าประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ว่า ในทศวรรษแห่งความปั่นป่วนนี้ เขาคือ ผู้นำ ที่ยืนเป็นกันชนให้ชาติไทย
และนั่นคือความจริงหนึ่งเดียวที่แม้ผู้ที่รักเขาหรือผู้ที่ชังเขาก็ปฏิเสธไม่ได้

ข้อคิดเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้นำหลังยุคลุงตู่  
เพื่อเชื่อมกับภาพใหญ่ของสถานการณ์สงครามตัวแทนปัจจุบัน โดยมองทั้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการบริหารภายใน

1. เข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ใหม่: โลกแบ่งขั้วแต่เชื่อมโยงกัน
โลกวันนี้ไม่ใช่สงครามเย็นแบบเก่า แต่คือ สงครามเย็น 2.0 ที่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารเชื่อมกันอย่างแยกไม่ขาด
ผู้นำรุ่นต่อไป ต้องอ่านเกมมหาอำนาจออกว่า เมื่อใดต้องเงียบ เมื่อใดต้องขยับ และต้องรักษา 'พื้นที่ต่อรอง' (Bargaining Space) ของไทยไว้ให้ได้
หลักง่าย ๆ คือ อย่าเป็นเบี้ย และอย่าเป็นม้า — ต้องเป็นผู้วางกระดานเองในภูมิภาคที่เราอยู่

2. เสถียรภาพต้องมาคู่กับพลวัต
ยุคลุงตู่สอนเราว่าเสถียรภาพสามารถยืดอายุประเทศได้ แต่ถ้าขาดพลวัต เศรษฐกิจและสังคมจะนิ่งเกินไปจนเสียจังหวะ
ผู้นำรุ่นต่อไป ต้องไม่เลือกข้างระหว่างเสถียรภาพกับการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องบูรณาการ ผสมสองสิ่งนี้ให้เดินคู่กัน — เสถียรภาพในความมั่นคง แต่พลวัตในเศรษฐกิจและนวัตกรรม

3. สร้างระบบต้านแรงกระแทก (Shock Absorber) ของชาติ
วิกฤติรอบหน้าอาจไม่ใช่การเมืองหรือโรคระบาด แต่เป็น สงครามตัวแทน, การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน, หรือภัยไซเบอร์ขนาดใหญ่ ไทยต้องมีระบบเตือนภัยและแผนสำรองระดับชาติที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่เอกสารวางตู้

4. คืนศูนย์กลางให้ภูมิภาค
ไทยเคยเป็นผู้นำอาเซียนในเชิงนโยบาย (ยุคชาติชาย–อานันท์–อภิสิทธิ์) แต่ยุคหลังเราแทบหายไปจากบทบาทนี้
ผู้นำรุ่นใหม่ ต้องทำให้ไทยกลับมาเป็น 'สะพานเจรจา' ของอาเซียนและมหาอำนาจ เพื่อใช้เวทีภูมิภาคเป็นเกราะคุ้มกันผลประโยชน์ของเรา

5. สร้างทุนทางสังคมควบคู่ทุนเศรษฐกิจ
ความขัดแย้งทางการเมืองที่กินลึกทำให้ 'ทุนทางสังคม' ของไทยสึกกร่อนไปมากแล้ว 
การฟื้นความเชื่อใจระหว่างรัฐ–ประชาชน และระหว่างกลุ่มความคิดต่าง ๆ คือเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดในสงครามตัวแทน
เศรษฐกิจฟื้นได้ใน 5–10 ปี แต่ถ้าสังคมแตกแยกแบบนี้ อาจใช้เวลานานกว่าหนึ่งชั่วคน

สรุปสาระสำคัญ: 
ผู้นำหลังยุคลุงตู่จะต้องก้าวพ้นบทบาท 'กันชน' และกลายเป็น 'ผู้ขับเคลื่อน'
ไม่ใช่เพียงป้องกันประเทศไม่ให้ล้ม แต่ต้องขับพาประเทศเข้าสู่ตำแหน่งที่เหนือกว่าในกระดานใหญ่ของโลก ในยุคสงครามตัวแทน ความอยู่รอดไม่ใช่ชัยชนะ แต่ชัยชนะคือการใช้วิกฤติเป็นจังหวะสร้างพลังใหม่ให้ชาติต่างหาก

รัฐบาล นำคณะทูตประเทศภาคีฯ ลงพื้นที่ 16 ส.ค. นี้ ประจานเขมรวางทุ่นระเบิดละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

รัฐบาล เผย กต.เตรียมนำ คณะทูตผู้แทน ประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวา ลงพื้นที่ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา 16 ส.ค.

(15 ส.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ) รัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะทูตที่เป็นผู้แทนจากสถานทูตประเทศภาคีของ Ottawa Convention ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ  ที่บริเวณผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป และการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ในพื้นที่ ภูมะเขือ ก่อนเดินทางไปตรวจพื้นที่ความเสียหายพลเรือน ที่บ้านหนองเม็ก ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จ.ศรีสะเกษ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปจากผู้แทน

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไทยยึดมั่นในการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ เคารพในหลักมนุษยธรรม และพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสายตาประชาคมโลก เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติและเป็นธรรม ทั้งนี้ รัฐบาลจะดำเนินการทุกช่องทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มกำลัง 

ทั้งนี้ กองทัพไทย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่  7 จังหวัด และวางรั้วลวดหนาม อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา แม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้  ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎกติกา ระดับโลกอย่างร้ายแรง

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 16/2568 

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ มีเรื่องพิจารณา 3 เรื่อง ดังนี้

1.พิจารณาแนวทางการแถลงผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เรื่อง การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม ๒๕๖๘ โดยที่ประชุมมีมติให้แก้ไข การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ตามข้อสังเกตในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการ

2.พิจารณาประเด็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการเดินทางไปรับทราบข้อมูลและดูงานระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และค่ายสิริธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบประเด็นคำถามเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

3.พิจารณาความคืบหน้าการจัดทำรายงานการพิจารณศึกษาพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตั้งคณะทำงานประกอบด้วยจำนวนสมาชิก ๑๐ ท่าน โดยมี พลเอก นักรบ บุญบัวทอง รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง

ญี่ปุ่นยืนยันแผนติดตั้งขีปนาวุธ บนเกาะโยนากุนิ ใกล้ไต้หวัน ด้านจีนซัด! เป็นการก่อความตึงเครียดในภูมิภาค ซ้ำยังยั่วยุการเผชิญหน้าทางทหาร

ญี่ปุ่น ยืนยันแผนการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางบนเกาะโยนากุนิ ใกล้ไต้หวัน ท่ามกลางความขัดแย้งทางวาทะกับจีน

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในระหว่างการเยือนฐานทัพใกล้ไต้หวันเมื่อ 23 พฤศจิกายนว่า แผนการติดตั้งขีปนาวุธที่ฐานทัพบนเกาะโยนากุนิจะดำเนินต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะถูกโจมตีด้วยอาวุธ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนเกี่ยวกับไต้หวันยังคงคุกรุ่นอยู่

ย้อนไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายเก็น นากาตานิ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าญี่ปุ่นต้องการติดตั้งขีปนาวุธ Type 03 Chu-SAM บนเกาะโยนากุนิ ในจังหวัดโอกินาวา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ขีปนาวุธที่ยิงจากรถบรรทุกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่อยู่ห่างออกไปถึงราว 48 กิโลเมตร

“ทุกวันนี้ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เลวร้ายและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง” โคอิซูมิกล่าว และระบุอีกว่า “เพื่อปกป้องวิถีชีวิตที่สงบสุขของชาวญี่ปุ่น รวมถึงทุกคนที่เกาะโยนากุนิ เราต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังป้องกันตนเอง”

นายโคอิซูมิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อเดือนที่แล้วกล่าวว่า กระทรวงยังคงดำเนินการตามแผนดังกล่าวอยู่ และจะแจ้งรายละเอียดกับรัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนในเมืองโยนากุนิ เมื่อรายละเอียดเสร็จสิ้นแล้ว

แผนการติดตั้งขีปนาวุธพื้นสู่อากาศพิสัยกลางบนเกาะโยนากุนิ ซึ่งอยู่ห่างจากไต้หวันไปทางตะวันออกประมาณ 110 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของการขยายกำลังทหารบนเกาะทางตอนใต้ของประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับอำนาจทางทหารที่กำลังเติบโตของจีน และความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันในประเด็นไต้หวัน

ความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในไต้หวันทวีความรุนแรงขึ้น จากความคิดเห็นล่าสุดของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ว่าญี่ปุ่นอาจส่งกำลังทหารไปร่วมกับประเทศอื่น ๆ หากจีนโจมตีไต้หวัน ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงและการตอบโต้ทางเศรษฐกิจจากจีน ซึ่งจีนนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งที่ต้องรวมกับแผ่นดินใหญ่ด้วยกำลังหากจำเป็น

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกาะโยนากุนิจากวิกฤตไต้หวัน โคอิซูมิกล่าวว่า เขาจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สมมติ

ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น อ้างประชาชนไม่พอใจต่อคำพูดของทาคาอิจิ และต้องการให้ถอนคำพูด

เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกแผนติดตั้งขีปนาวุธนี้ของญี่ปุ่นว่า จะสร้างตึงเครียดในภูมิภาค และยั่วยุการเผชิญหน้าทางทหาร

“พลังฝ่ายขวาในญี่ปุ่น… กำลังนำญี่ปุ่นและภูมิภาคสู่หายนะ” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าว

นายหวัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อ 23 พฤศจิกายน กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าตกใจที่ผู้นำญี่ปุ่นส่งสัญญาณที่ผิดพลาดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่าความพยายามแทรกแซงทางทหารในไต้หวัน

“ญี่ปุ่นกำลังข้ามเส้นแดงที่ไม่ควรแตะต้อง” หวัง อี้กล่าว

รัสเซียเร่งสอบสวน!! เหตุลอบสังหาร “พลโท ซาร์วารอฟ” ในมอสโก ระเบิดปริศนากลางเมืองหลวง คร่าชีวิตหัวหน้าฝึกยุทธการกองทัพ เครมลินเผย “ข่าวกรองรายงานปูตินทันที” หลังเกิดเหตุ

(23 ธ.ค. 68) ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน เปิดเผยว่า หน่วยข่าวกรองของรัสเซียได้รายงานเหตุลอบสังหาร พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ หัวหน้ากรมฝึกเตรียมกำลังปฏิบัติการของกองบัญชาการทหารสูงสุด ต่อประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ทันทีหลังเกิดเหตุ

เปสคอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "หน่วยข่าวกรองรายงาน (เรื่องนี้) ทันที" ซึ่งตอบคำถามว่าประธานาธิบดีได้รับแจ้งแล้วหรือไม่

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสืบสวนของรัสเซียระบุว่า พลโทซาร์วารอฟเสียชีวิตจากระเบิดที่ถูกลอบวางไว้ใต้รถยนต์ ภายในเขตทางตอนใต้ของกรุงมอสโก เหตุการณ์นี้สร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในสถานการณ์ความมั่นคงของรัสเซีย

เหตุการณ์ลอบสังหารนี้สะท้อนถึงความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงและส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะที่ทางการรัสเซียยังคงเร่งสอบสวนหาผู้รับผิดชอบต่อไป

ที่มา : Sputnik

ไทยพบหลักฐานเพิ่มเติม ชัด กัมพูชาใช้ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” ในพื้นที่ชายแดนไทย ขัดอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดและปรับปรุงพื้นที่ให้มีความปลอดภัย บริเวณ ฐานปฏิบัติการตากสินพิชิตไพรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เดิมฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยเบ้ามาตั้งฐานที่มั่นทางทหารในพื้นที่ บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพื้นที่ พบ ฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชา (กพช.) จำนวน 3 แห่ง เชื่อมต่อถึงกันด้วยแนวคูเลต สะท้อนถึงการจัดตั้งและใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานทางทหารอย่างชัดเจน โดยหน่วยสามารถตรวจยึด สรรพาวุธที่ถูกละทิ้ง (AXO) ภายในฐานดังกล่าว ได้จำนวน 4 รายการ ได้แก่
- ลำกล้องและขาหยั่งปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1 ชุด
- กระสุนปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1,744 นัด
- กระสุนปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ขนาด 75 มม. จำนวน 30 นัด
- ลูกระเบิดขว้างแบบ RGD-5 จำนวน 1 ลูก

ส่อง..อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้

ขณะที่บ้านเมืองของเรายังคงอยู่ในสภาวะสงครามชายแดนกับเขมรอยู่ในเวลานี่ ขอหยิบยกเอาเรื่องราวของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งถือเป็นศักย์สงครามที่สำคัญมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้พอรู้พอเข้าใจ โดยขอกล่าวถึง “เกาหลีใต้” ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญสงครามจนย่อยยับก่อนกลับกลายมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกในทุกวันนี้ 

ย้อนไปในปี 1950 ถึง 1953 อันเป็นห้วงเวลาที่เกิดสงครามระหว่างสองเกาหลี จะมีคนไทยในสมัยนั้นสักกี่คนจะเชื่อว่าเกาหลีใต้ ประเทศที่พึ่งพ้นจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 ทั้งยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารเต็มรูปแบบจากสหรัฐอเมริกา จะเจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วเช่นทุกวันนี้ เช่นเดียวกับพัฒนาการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนปัจจุบัน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้จัดว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ของโลกในปัจจุบัน

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้าน กำลังการผลิตภายในประเทศ การวิจัยพัฒนา (R&D) และการส่งออกอาวุธไปทั่วโลก พัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้ก้าวไปอย่างสะเปะสะปะไร้แผนงานและทิศทางในการดำเนินการ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มสนับสนุนให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีให้เกิดขึ้น และมีความเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดยกำหนดนโยบายในรูปแบบของกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ปี 1973 แผนปรับปรุงกองทัพเกาหลีใต้ ปี 1974 และกฎหมายภาษีป้องกันประเทศ ปี 1975 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกออกแบบให้สนับสนุนทางการเงินให้สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ โดยช่วงทศวรรษ 1970 นโยบายของรัฐบาลให้การสนับสนุนแก่อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีส่วนอย่างสำคัญในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเหล่านี้พัฒนาก้าวหน้าและเติบโตจนกลายเป็นส่วนที่สำคัญอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และก้าวหน้าจนกระทั่งกลายเป็นการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างอุตสาหกรรมการต่อเรือ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักอื่นๆ

ในช่วงทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมภายในประเทศของเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์สนองตอบต่อความต้องการของกองทัพเกาหลีใต้ได้ถึงร้อยละ 70 ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ อุปกรณ์สื่อสาร ยานยนต์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยต่างๆ โดยมี “สำนักงานบริหารโครงการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหม(The Defense Acquisition Program Administration (DAPA)” ของกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ เป็นผู้รับผิดชอบการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยกว่าร้อยละ 95 โดย ทำหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างสำหรับกองทัพเกาหลีใต้ รวมทั้งการจัดการส่งกำลังบำรุง การประมาณการสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เจรจาต่อรอง กำหนดคุณลักษณะและการกำหนดมาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ กองทัพเกาหลีใต้ซึ่งเคยพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกาเต็มรูปแบบจนกระทั่งกลางทศวรรษ 1960 ในปี 1971 กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้จัดตั้ง DAPA ทำหน้าที่เป็นสำนักงานจัดซื้อจัดจ้างแบบบูรณาการ เพื่อปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ให้ทันสมัยเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพบกเกาหลีใต้ ในปัจจุบัน DAPA รับผิดชอบจัดการงบประมาณกว่า 5 ล้านล้านวอน

ในส่วนของการผลิตอาวุธสำหรับกองทัพเกาหลีใต้เกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อกระทรวงกลาโหมสร้างโรงงานเพื่อผลิต ประกอบปืนเล็กกลแบบ M-16 ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยยินยอมให้กองทัพบกเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธปืน M-16 ได้อย่างเต็มที่ แต่ห้ามผลิตอาวุธปืนดังกล่าวเกินกว่าจำนวนที่กองทัพบกเกาหลีใต้ต้องการโดยปราศจากความยินยอมของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทำข้อตกลงในลักษณะนี้ในการผลิตอาวุธชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดมือ กับระเบิด และปืนไร้แรงสะท้อน ตลอดจนกระสุนสำหรับอาวุธที่ผลิตให้กองทัพบกเกาหลีใต้ ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง 

นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี) ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี)

บริษัทเบลล์เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐและบริษัทซัมซุงร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1 บริษัทซิกอร์สกี้ของสหรัฐและแดวูร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ S-76 โคเรียนแอร์กลายเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานส่วนใหญ่ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้ และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ได้ทำสัญญาจ้างโคเรียนแอร์ในการปรนนิบัติบำรุงเครื่องบินแบบ F-4 F15 A-10 และ C-130 ที่ประจำการในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ห้วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ต่อเรือรายใหญ่ของโลก ทั้งเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ และแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งมีฮุนไดเป็นบริษัทชั้นนำ และต่อมาแดวูก็เข้ามาร่วมแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ ต่อมาจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำของโลก ซึ่งการสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นต่ออุตสาหกรรมต่อเรือของญี่ปุ่น บริษัทต่อเรือเกาหลีจึงหันความสนใจมายังการต่อเรือรบ ซึ่งต่อมาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการต่อเรือนำเข้าจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันในการต่อเรือดำน้ำแบบ U-209 ขนาด 150 ตัน ซึ่งกองทัพเรือเกาหลีใต้ได้ส่งต่อเพื่อใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากเรือดำน้ำของเกาหลีเหนือ ปลายทศวรรษ 1990 เกาหลีใต้มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศติดอันดับโลก ด้วยงบประมาณในการจัดหาอาวุธกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทในประเทศเกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตอาวุธส่วนใหญ่ที่ใช้ในกองทัพเกาหลีใต้ ทั้งมีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนา และผลิตระบบอาวุธแบบใหม่ อีกทั้งบริษัทขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมากมีส่วนร่วมในฐานะคู่สัญญารับเหมาช่วงของบริษัทใหญ่ๆ เหล่านั้น รัฐบาลเกาหลีใต้เองก็ต้องการปฏิรูปกองทัพเกาหลีใต้ให้มีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของตน ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีได้รับอานิสงค์จนสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ปัจจุบันเกาหลีใต้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง เช่น เครื่องบินฝึกแบบ KAI KT-1 Woongbi ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ตุรกี และเปรู เครื่องบินโจมตีฝึกแบบ KAI T/A-50 Golden Eagle ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิรัก และ ไทย นอกจากเครื่องบินรบแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ผลิตโดยเกาหลีใต้ ก็ยังเป็นที่สนใจของตลาดอาวุธอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น ปืนใหญ่อัตตาจร K-9 155/52 mm ซึ่งมีระยะยิงมากกว่า 40 กิโลเมตร รถถังแบบ K2 Black Panther รถสายพายพานลำเลียงพลแบบ K21 ติดปืนใหญ่อัตโนมัติ 40 มม. สามารถเดินทางที่ความเร็วสูงสุดถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและ 7.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในน้ำ นอกจากนั้นแล้วเกาหลีใต้ยังมีขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Haeseong (SSM-700K Haeseong (C-Star) Anti-ship Missile) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Harpoon ของสหรัฐฯ และขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบ Singung (KP-SAM Shin-Gung or Shin-Kung or Chiron) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแบบ Stinger ของสหรัฐฯ ในอนาคตอีกด้วย

เมื่อย้อนกลับมาดูพัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของบ้านเราซึ่งไม่ได้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายดังเช่นที่เกาหลีใต้ทำเมื่อกว่า 40 ปีล่วงมาแล้ว อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในเชิงนโยบายจึงล้าหลังกว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปีเลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยนั้นจัดว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคนี้ และรวมถึงทวีปเอเชียเสียด้วยซ้ำไป ทำไมเราจึงช้ากว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปี ประการแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ไทยกลายเป็นพันธมิตรทางการทหารที่แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา จึงได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมากมายมหาศาล จนเหล่าทัพต่าง ๆ พากันยุติการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้เองไปโดยปริยายกระทั่งมีการชับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ให้ออกจากประเทศไทยในปี พ.ศ. 2519 ทำให้ความช่วยเหลือทางทหารลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือน้อยมาก 

ประการต่อมาอาวุธทางการนับแต่ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย เราพึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาวุธเพียง 2 ฉบับเท่านั้น ฉบับแรกคือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 37 (ปร.37) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาวุธของเอกชนเพื่อใช้ออกกฎกระทรวงจนกระทั่งฉบับต่อมาคือ พระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศฉบับที่ 2 ต่อมา มีการจัดตั้ง “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” มีฐานะเป็นองค์การมหาชนแห่งแรกของกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ก็ตาม แต่บทบาทหน้าที่การทำงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนทุกวันนี้ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีพัฒนาการและเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top