Thursday, 4 June 2026
คนไทย

'สนธิ' แฉแหลก!! แพลตฟอร์มปั้นไอดอลดูดทรัพย์คนไทยผู้ไม่มีจะกิน ล่อหลอกให้ส่งเปย์สติ๊กเกอร์ 'หัวใจครึ่งพัน-เรือยอร์ช 4 หมื่น'

(18 ก.ย. 67) จากช่องยูทูบ 'sondhitalk' โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ ได้เปิดฉากแฉขบวนการดูดทรัพย์แฟนคลับไทยผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม ว่า...

คอนเทนต์ครีเอเตอร์กลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ยอดนิยม เพราะสามารถสร้างทั้งชื่อเสียง-รายได้ และยังเป็นใบเบิกทางสู่การทําธุรกิจได้อีกด้วย และบางคนที่ดังมาก ๆ ก็ยังก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเป็นขั้นอินฟลูเอนเซอร์ไลฟ์สดในระดับชั่วโมงหนึ่งได้เงินเป็นหลักล้านกันเลยทีเดียว

คุณสนธิ เผยอีกว่า ปัจจุบันคนไทยมีอัตราการเข้าสู่อินเทอร์เน็ตประมาณ 90% หรือทุกครัวเรือนมีมือถือมีอินเทอร์เน็ตใช้กันหมด แล้วกว่า 50 ล้านคนเข้าถึงช่องทางโซเชียลมีเดียกันหมด หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ย 71.5% ของประชากรทั้งประเทศ เรียกว่าติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกได้เลย

ภาพดังกล่าว ทำให้ประเทศไทย (คนไทย) กลายเป็น 'ดินแดนสวรรค์' ที่ทำให้ต่างชาติบางคนสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ เปลี่ยนชีวิตคนที่ปกติอยู่ประเทศตัวเองแล้วเป็นคนธรรมดา ๆ ให้กลายมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์รายได้มหาศาลที่ไทยได้ทันที ภายใต้ความเอ็นดูของคนไทย ที่หลายคนมักจะรู้สึกปลื้มใจถ้ามีคนต่างชาติหัดพูดภาษาไทยและทํากิจกรรมเงอะ ๆ งะ ๆ ซึ่งน่ารําคาญ แต่ยังถูกมองว่าน่ารัก

นอกจากนี้ ด้วยความที่คนไทยเป็นคนขี้สงสาร เหมือนกรณี 'แน็ก-ชาลี' มันก็เลยเกิดคอนเทนต์ครีเอเตอร์อย่าง 'กามิน' เข้ามากอบโกย ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อว่า 'กามิน' ก็คือหนึ่งในตัวละครของ 'ขบวนการ' ที่เข้ามาสูบเงินสูบทองของคนไทยยังไงบ้างในวันศุกร์นี้ (20)

คุณสนธิ เผยต่ออีกว่า อันที่จริง กามิน เป็นแค่เพียงตัวละครเล็ก ๆ เท่านั้น เพราะขบวนการดูดทรัพย์คนไทยนั้น ถูกเตรียมการผ่านคนแบบกามินไว้อีกเป็นจํานวนมากที่จะเข้ามาในเมืองไทย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากระดับชาติ มันไม่ใช่ประเด็นเล็ก ๆ จากดรามาระหว่างดาราคู่จิ้นหนุ่มไทยกับสาวเกาหลีอีกแล้ว

คุณสนธิ แฉต่อว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมไปสืบค้นข้อมูลมา และค้นพบว่าช่องทางโซเชียลมีเดียและติ๊กต็อกในปัจจุบันนั้นเป็นช่องทางในการดูดเงินจากแฟนคลับได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก ผ่านฟีเจอร์ที่มีชื่อว่า 'PK' (การแข่ง PK ใน TikTok ย่อมาจาก 'Player Kill' เป็นฟีเจอร์ไลฟ์สดบนติ๊กต๊อกที่ผู้ใช้สองคนสามารถแข่งขันกันเพื่อรับของรางวัลหรือเพื่อความสนุกสนาน โดยผู้ชมจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครคือผู้ชนะ)

PK หรือ Player Kill เป็นแพลตฟอร์มสร้างปฏิสัมพันธ์ เพื่อเปิดเอนเกจเมนต์ให้มีการแข่งขันกัน โดยผู้ไลฟ์จะแข่งกันสร้างฐานผู้ชม และเพื่อรับของขวัญจากผู้ชม จากนั้นชัยชนะจะถูกตัดสินผู้ไลฟ์คนไหนได้รับการเปย์ให้มากที่สุด

นี่เป็นเรื่องตลกแล้ว!! เพราะรู้ไหมว่าไอ้พวกที่เปย์ให้พวกคนแบบกามินหรือกลุ่มขบวนการที่ว่านี้นั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนมีเงินมีทอง เป็นคนที่มีเงินต้นเดือนไม่ชนปลายเดือน หรือว่ามีเงินอยู่เล็กน้อย แต่แทนที่จะเอาเงินไปทําประโยชน์ให้กับครอบครัวตัวเอง หรือไปทําบุญทําทาน กลับเอาเงินมาเปย์ให้คนเหล่านี้

บางคนที่เปย์ยังวิ่งเต้นทํางานพาร์ตไทม์ บางคนเป็นนักศึกษาแพทย์ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมเกือบแสน 87,000 บาทบ้าง 81,000 บาทบ้าง ก็เข้าไปบ้าในฟีเจอร์ PK นี้

สำหรับหลักการของ PK ที่คุณสนธิ กล่าว คือ จะมีการส่งสติ๊กเกอร์ให้ผู้ไลฟ์ที่ชื่นชอบ ซึ่งสติ๊กเกอร์เหล่านี้ต้องใช้เงินจริงแลกมา ถ้ายังพอจําได้ก็คือเงินแบบกรณีของกามินที่เอาส่วนแบ่งค่าสติ๊กเกอร์ไปให้ 'แน็ก-ชาลี' 500,000 บาท และแน็กก็เอาไปทำบุญต่อนั่นเอง 

คุณสนธิ เผยด้วยว่า ตรงนี้เป็นรูปแบบกระบวนการจากเครือข่ายเกาหลีที่ปั้นทุกอย่างขึ้นมาทั้งสิ้น

ช่วงท้าย คุณสนธิ ยังเผยอีกว่า ตนรู้สึกแค้นใจที่มีคนหรือแฟนคลับไปตามสนับสนุนขบวนการเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ยังมีปัญหาด้านการเงิน ด้วยการส่งสติ๊กเกอร์กันตั้งแต่หลัก 10 บาทไปถึงแสนบาท อย่างเช่นส่ง 'บวก' ให้ 99 คอยน์ ก็ต้องแลกด้วยเงินไทย 207 บาท ส่งหัวใจให้ 199 คอยน์ เป็นเงิน 417 บาท คือ แค่กดสติ๊กเกอร์คุณต้องเสียเงินไปขนาดนี้ บางคนส่งสติกเกอร์เรือยอร์ช 20,000 คอยน์ เท่ากับเงินไทย 42,000 บาท และอื่น ๆ ที่มีอัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้นไปอีก มันบ้าไปแล้ว...

นี่คือความบ้าของผู้ชมที่มีสติ ตอนที่คุณเปย์ให้คนพวกนี้ร่ำรวย เขาก็ไม่ได้มาสนใจคุณ เขาและคุณใจฟูวันนี้ วันพรุ่งนี้เขาก็ลืมคุณ และเมื่อไม่อยากให้ลืม คุณก็ต้องเปย์ต่อ สุดท้ายเขารวยขึ้น ๆ ส่วนคุณจนลง ๆ

คุณสนธิ เสริมด้วยว่า เมื่อผมสืบประวัติและย้อนดูพฤติกรรมต่าง ๆ แล้ว กามิน ก็เป็นแค่หนึ่งในกระบวนการเกาหลีที่ขนคนมาหลอกเงินคนไทยและเมืองไทย เพราะเขามองว่าคนไทยหลอกง่ายเหมือนกันหมด

นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าญี่ปุ่น 8 เดือนแรกปี 67 ทะลุ 24 ล้าน เติบโต 58% คนไทยติดท็อป 10 ไปเยือนกว่า 7 แสนคน แต่ยอดยังไม่แซงก่อนช่วงโควิด

(23 ก.ย. 67) รายงานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่า สถิตินักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น ช่วง 8 เดือนแรก (ม.ค.-ส.ค.) ของปี 2567 พบว่ามีจำนวนกว่า 706,500 คน เพิ่มขึ้น 21.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 แต่ยังติดลบ 12.4% หรือคิดเป็นการฟื้นตัวแล้ว 87.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562

เฉพาะเดือน ส.ค. ซึ่งตรงกับโลว์ซีซันฤดูร้อนของญี่ปุ่น มีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้า 34,700 คน เพิ่มขึ้น 4.6% เทียบกับจำนวน 33,166 คนของเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามยังติดลบ 30% หรือคิดเป็นการฟื้นตัว 70% เมื่อเทียบกับจำนวน 49,589 คนของเดือน ส.ค. 2562

ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่น 8 เดือนแรกยังคงเติบโตแรงต่อเนื่อง ด้วยจำนวนกว่า 24,007,900 คน เพิ่มขึ้น 58% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเติบโต 8.4% แซงช่วงเดียวกันของปีก่อนโควิดระบาดอีกด้วย

สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นสูงสุด ได้แก่...

1. เกาหลี 5,811,900 คน

2. จีน 4,595,200 คน

3. ไต้หวัน 4,115,200 คน

4. ฮ่องกง 1,801,800 คน

5. สหรัฐ 1,768,100 คน

6. ไทย 706,500 คน

7. ออสเตรเลีย 551,600 คน

8. ฟิลิปปินส์ 496,300 คน

9. เวียดนาม 434,000 คน

10. แคนาดา 367,400 คน

เหลือเชื่อ!! 'คนไทย' ประสบอุทกภัย-ร่ำไห้บนความยากแค้น แต่ผู้แทนฯ ของกลุ่ม 14 ล้านคน ร้องตะโกนให้ช่วยดูแลคนพม่า

คนเราถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด ที่เหลือนอกจากจะไม่มีทางถูก ก็อาจจะยิ่งผิดลงลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต่างจากนักการเมืองบางพรรคที่เข้ามาเพื่ออหวัง 'ล้มล้างการปกครอง' และ 'ทำลายสถาบันเบื้องสูง' เป็นเป้าหลัก ก็ย่อมจะเดินหน้าทำทุกวิถีทางที่จะกัดเซาะ เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของสถาบัน ก็จะง่ายสำหรับประเทศฝั่งตะวันตกที่ตนเอง 'แอบสมคบคิด' เข้าแทรกแซง 

หลาย ๆ วิธีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะปลุกปั่นเด็กไร้สมอง ให้ออกหน้ากระทำผิดมาตรา 112 เพื่อตนเอง จนต้องติดคุกกันระนาว 

แผนล้มสถาบันแบบใด ถ้าไม่ได้ผล ก็จะสุมหัวกันหาวิธีอื่น โดยไม่สนว่าความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยจะลำบากยากแค้นแค่ไหน ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจกำลังตกต่ำสุดขีด ก็ยังมีอุทกภัยทำให้ประชาชนคนไทยต้องไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก แต่คนพรรคนี้ก็ยังออกอาวุธ 'กระทบสถาบัน' อย่างไม่ลดละ พยายามด้อยค่าแม้แต่ 'ความเอื้ออาทร' ที่สถาบันและเหล่าทหารมีให้กับประชาชนคนไทย ไม่เคยมีความคิดที่สร้างสรรค์ที่หวังให้สังคมไทยดีขึ้นแม้แต่น้อย 

นอกจากยอมเป็น 'เด็กเช็ดรองเท้า' ให้กับตะวันตก ก็ยังแอบดีลกับคนพม่าที่มี 'หัวใจสามกีบ' ให้เดินเกมปลุกระดมช่วยเหลือความคิดเลว ๆ ของตนเอง เราจึงได้เห็นภาพแรงงานพม่าก่อม็อบ ชูป้ายที่มีข้อความว่าให้ 'ยกเลิก 112' ถือเป็นอีกหนึ่งการ 'สมคบคิด' ระหว่างแรงงานพม่าที่มาอาศัยแผ่นดินไทยทำมาหากิน กับพรรคการเมืองไทยที่สร้างแต่เรื่องน่ารังเกียจได้ไม่เว้นวัน 

ต่อให้ไม่มีอุทกภัย หรือเศรษฐกิจเลวร้ายเช่นขณะนี้ คนไทยจำนวนมากก็ยังไม่เข้าที่ ยังคงปากกัดตีนถีบ เป็นหนี้เป็นสิน ไร้งานทำ หน้าที่ของนักการเมืองไทยแม้แค่อยู่เฉย ๆ ไม่คิด ไม่ช่วยหาทางออกก็ดูแย่มากแล้ว แต่นี่กลับออกตัวพูดดัง ๆ ว่า 'ต้องช่วยคนพม่า' ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

ตั้งแต่มีพรรคการเมืองพรรคนี้มากินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ยังมองไม่เห็นแนวความคิดที่จะทำให้สังคมไทยดีขึ้นได้แบบยั่งยืนเลย นอกจากไร้ความสามารถ หัวจิตหัวใจยังไร้ความปรารถนาดีต่อเพื่อนคนไทยด้วยกัน 

เลว เนรคุณคนไทย สมองกลวงโบ๋ เบาปัญญา ไม่รู้จะใช้คำไหนเรียกแทนคนเหล่านี้ดี 

หรือคงต้องใช้ทั้งหมดรวมกัน 

สตม. เร่งตรวจสอบคนไทย 2 ราย บนเครื่องบิน “เซจู แอร์” หลังประสบอุบัติเหตุที่เกาหลีใต้

จากกรณี เครื่องบิน เซจู แอร์ ที่บินออกจากไทยเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.67 เวลา 01.30 ตามเวลาประเทศไทย ประสบอุบัติเหตุขณะลงจอดที่เกาหลีใต้ ผู้โดยสาร 175 ราย เผยเสียชีวิตแล้ว 28 ราย ขณะนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นใครบ้าง 

ล่าสุด วันนี้ (29 ธ.ค.67) เวลา 10.30 น. พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3 โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบ และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายเกาหลีใต้ ทราบว่า สาเหตุที่เกิดจากระบบในการลงจอดขัดข้อง เป็นเหตุให้เครื่องบินกระแทกกับรันเวย์ แล้วลื่นไถลไปประสบอุบัติเหตุ แล้วเกิดระเบิดที่ตัวเครื่องขึ้น เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตแล้ว 28 คน

โฆษก สตม. กล่าวว่า เครื่องบิน เซจู แอร์ ลำนี้ บรรทุกผู้โดยสารทั้งหมด 175 คน เป็นชาวเกาหลีใต้ 173 คน โดยมีคนไทย จำนวน 2 คน และยังมีลูกเรืออีก 6 คน รวมเป็น 181 คน เบื้องต้นกำลังเร่งตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 28 คนเป็นใครบ้าง ทั้งนี้ ผบช.สตม.ได้สั่งการให้เร่งประสานข้อมูล โดยหากทราบข้อมูลแล้วจะรีบรายงานให้ทราบในทันที 

กต.แจงช่วยเหลือ 4 ลูกเรือไทยในเมียนมา ประสานเต็มที่ ทั้งทางการเมือง-ทางด้านกงสุล

ตามที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศกรณีลูกเรือประมงไทย 4 คน ที่ถูกจับกุมโดยทางการเมียนมา นั้น

เมื่อวันที่ (5 ก.พ. 68) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงบทบาทของกระทรวงต่างประเทศในเรื่องนี้ 2 ด้าน ดังนี้

1. การดำเนินการทางการเมือง กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการอย่างเต็มที่มาโดยตลอด โดยได้เข้าพบผู้แทนฝ่ายเมียนมาในหลายระดับเพื่อผลักดันให้ทางการเมียนมาปล่อยตัวลูกเรือทั้ง 4 คนโดยเร็ว และได้นำส่งหนังสือของญาติที่ขอให้ปล่อยตัวลูกเรือให้กับทางการเมียนมา และติดตามในหลายโอกาส บนพื้นฐานของการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน รวมถึงเป็นผู้ประสานงานอำนวยความสะดวกการเข้าเยี่ยมลูกเรือของคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทางการเมียนมาได้อนุมัติคำขอของไทย

2. การดำเนินการด้านกงสุล นับตั้งแต่ลูกเรือไทยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานกับทางการเมียนมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย รวมทั้งได้ติดต่อญาติของลูกเรืออย่างสม่ำเสมอ โดยผู้แทนกรมการกงสุลประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้เดินทางไปพบปะและอำนวยความสะดวกให้แก่ญาติของลูกเรือที่จังหวัดระนอง และผู้แทนญาติลูกเรือได้เดินทางมาพบผู้แทนกรมการกงสุลที่กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังคำแนะนำในเรื่องนี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง พร้อมญาติลูกเรือ ได้เข้าเยี่ยมลูกเรือที่จังหวัดเกาะสอง ภาคตะนาวศรี ตลอดจนได้ประสานงานฝ่ายเมียนมาให้มีการเข้าเยี่ยมของญาติลูกเรือเป็นระยะ

ขอให้มั่นใจว่า การคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์และสวัสดิภาพของคนไทยเป็นหัวใจหลักของนโยบายต่างประเทศ โดยกรณีนี้มีความละเอียดอ่อนในภาพรวมความสัมพันธ์ของสองประเทศ ดังนั้น จึงต้องอาศัยความอดทนและแนบเนียนตามแนวปฏิบัติทางการทูต โดยกระทรวงฯ จะดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป

ส่องประวัติ ‘6 รัฐมนตรีคนรุ่นใหม่’ ความหวังคนไทยใน ครม.แพทองธาร 1/2

(1 ก.ค. 68) ภายหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร หรือ “ครม.แพทองธาร1/2” โดยมีรัฐมนตรีคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไฟแรง ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความหวังของคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต และหลายคนเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ส่วนจะมีใครกันบ้างไปติดตามกันเลย

1. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ
ตำแหน่ง: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
หลานชายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม
การศึกษา:
•ปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา ม.ธรรมศาสตร์
•ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ ม.รังสิต
ประวัติการทำงาน: เริ่มการทำงานด้วยตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการบริษัท อาทิ บริษัท จีเดค จำกัด, บริษัท ไออีซี กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด, บริษัท ไออีซี บิซิเนส พาร์ทเนอร์ส จำกัด และบริษัท ไออีซี สระแก้ว 1 จำกัด
เส้นทางการเมือง: เริ่มต้นจากกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ปี 2561 เป็น สส.บัญชีรายชื่อในปี 2562 ก่อนย้ายมายังพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2566 และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา รมว.คมนาคม และเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

2. นาย อรรถกร ศิริลัทธยากร 
ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
สายตรงมือทำงาน ของ รอ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า  ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม 

การศึกษา:
ปริญญาตรี ด้าน Communication Arts ม.กรุงเทพ 
ปริญญาโท Marketing Management จาก MIDDLESEX UNIVERSITY ประเทศอังกฤษ

ก่อนหน้า อรรถกร ศิริลัทธยากร เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแล้ว ในยุครัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน 

3. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
ตำแหน่ง: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ลูกสาวนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีต รมช.คมนาคม และ รมช.พาณิชย์ ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การศึกษา : 
ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 

เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในสมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในสมัยรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร 1 

4. นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์
ตำแหน่ง: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
ลูกชายของนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย
การศึกษา:

ปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จาก London School of Economics and Political Science สหราชอาณาจักร
ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จาก Columbia University สหรัฐอเมริกา
ประวัติการทำงาน: เป็นคนรุ่นใหม่ ในแวดวงเศรษฐศาสตร์ การเงิน การธนาคาร มีประสบการณ์หลากหลายในการวิเคราะห์และเสนอแนะนโยบายการเงิน รวมถึงการวิเคราะห์ภาวะการเงินและภาวะเศรษฐกิจ

5. นายชัยชนะ เดชเดโช
ตำแหน่ง: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

การศึกษา:
ปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เส้นทางการเมือง: เข้าสู่วงการการเมืองตั้งแต่อายุ 27 ปี เป็น สจ.เขตอำเภอร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ปี 2556-2561 จากนั้นตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2562 วัยเพียง 34 ปี สส.แทน และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.นครศรีธรรมราช เป็นสมัยที่ 2 ปี 2566

6. น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์
ตำแหน่ง: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

การศึกษา:
ปริญญาตรีและปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

: เคยเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก และเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยนเรศวร เคยได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกพรรคเพื่อไทย จากนั้นเป็นรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กระทั่งการเลือกตั้งปี 2566 ลงรับสมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 29 และได้รับเลือกตั้งเป็น สส. สมัยแรกในครั้งนี้

เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้นำ “ตัวจริงเสียงจริง” แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เสริมงานเดิม-สร้างงานใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลก พาคนไทยทุกวัยเข้าถึงโอกาสเรียนรู้อย่างเท่าเทียม

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในฐานะหน่วยงานใหม่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ อาจยังเป็นชื่อที่หลายคน “ไม่คุ้นหู” สักเท่าไหร่ เพราะเพิ่งยกฐานะจากสำนักงาน กศน. มาเป็น “กรม” เมื่อปี 2566 แต่แท้จริงแล้วกรมฯ แห่งนี้ คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ “การศึกษาไม่จำกัดอยู่แค่ในโรงเรียน” ดูแลการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของทั้งประเทศ ผ่านเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ตลอดจนศูนย์การเรียนรู้บนพื้นที่สูง หมู่บ้านชาวไทยภูเขา และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ของกรมฯ เอง เช่น ระบบข้อมูลผู้เรียน และแพลตฟอร์มส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

หัวใจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 คือการจัด ส่งเสริม และสนับสนุน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” “การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง” และ “การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ” เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มเป้าหมาย พัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง มีทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้ที่ทันโลก ควบคู่กับการพัฒนาคนให้สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา กรมฯ ยังมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาสื่อ เทคโนโลยี ระบบเทียบโอนผลการเรียน ตลอดจนการดูแลกลุ่มเป้าหมายพิเศษและคนพิการให้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้อย่างเท่าเทียม 

ในห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจาก “กศน.” สู่ “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ภารกิจเหล่านี้ถูกส่งไม้ต่อมาสู่อธิบดีคนสำคัญ คือ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ภายหลังจากที่เคยทำหน้าที่รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผ่านประสบการณ์ทั้งในสนามปฏิบัติการจริง และในระดับนโยบายมาอย่างยาวนาน 

หลังเข้ารับตำแหน่ง ก็ได้ประกาศวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า สกร. จะเป็น “ตัวจริงเสียงจริงของการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ภายใต้แนวคิด “เสริมงานเดิม สร้างงานใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลก By สกร.” และมุ่งสร้าง “ฐานการเรียนรู้ในทุกครัวเรือน” ไม่ใช่เพียงในห้องเรียนหรือศูนย์การเรียนรู้เท่านั้น 

สำหรับประวัติการศึกษาและประวัติการทำงานของ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช…

>>วุฒิการศึกษา 
-ปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ โครงการคุรุทายาท
-ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
-ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาฟิสิกส์เชิงเคมี (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดล

เส้นทางการทำงานก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ 

-เริ่มต้นอาชีพในฐานะ “ครูฟิสิกส์” ที่โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ก่อนเติบโตเป็นครูชำนาญการ และครูชำนาญการพิเศษ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8

-เปลี่ยนเส้นทางมาสู่งานบริหารและพัฒนาบุคลากร เป็นนักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

-ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีบทบาทสำคัญในการใช้ข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ

-ขยับขึ้นสู่ระดับบริหารกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวง และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ทำงานทั้งด้านกำกับติดตามและการสื่อสารนโยบายสู่สาธารณะ

-ก่อนเข้ารับตำแหน่งอธิบดี สกร. ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดูแลนโยบายและแผนด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับประเทศ

>>ผลงานและบทบาทสำคัญ 

-ร่วมผลักดันนโยบายสำคัญด้านการศึกษา ผ่านบทบาทในคณะทำงานและอนุกรรมการหลายชุด เช่น คณะทำงานพิจารณาแผนการศึกษาแห่งชาติ คณะอนุกรรมการครูและอาจารย์ และคณะทำงานด้านพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

-เป็นคณะกรรมการมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะอนุกรรมการด้านระบบสื่อสารสนเทศและการเรียนการสอนทางไกลผ่านระบบดิจิทัล สนับสนุนการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

-มีบทบาทในคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการของรัฐสภาหลายชุด ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา การผลิตและพัฒนาครู รวมถึงคณะทำงานด้านกฎหมายและสุขภาพจิต สะท้อนมุมมองการพัฒนาคนแบบองค์รวมทั้งด้านการเรียนรู้และคุณภาพชีวิต

เมื่อก้าวสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นางเกศทิพย์นำประสบการณ์ทั้ง “หน้างานจริง-งานนโยบาย” มาตีความพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ให้เป็นรูปธรรม โดยประกาศชัดว่า สกร. จะไม่ใช่ผู้จัดการศึกษาแข่งกับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่เป็น “ผู้ส่งเสริม สนับสนุน และเชื่อมโยง” ให้คนทุกวัยมีโอกาสเรียนรู้ในแบบของตนเอง ผ่าน 3 รูปแบบการเรียนรู้ที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งขับเคลื่อนแนวคิด Up-skill และ Re-skill ด้วยหลักสูตรระยะสั้นที่ตอบโจทย์ “ช่วงวัย คุณภาพชีวิต และอาชีพ” ของประชาชนจริง ๆ 

หนึ่งในนโยบายที่เธอให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ “การอ่าน” ซึ่งถูกยกระดับให้เป็น “กุญแจสู่การเรียนรู้และการพัฒนาคนให้ทันโลก” ผ่านทั้งการส่งเสริมห้องสมุดประชาชน การจัดกิจกรรมอ่านสร้างอาชีพ และการจับมือกับภาคีเครือข่าย เช่น โครงการ Read For The Future ที่มอบหนังสือคุณภาพให้ห้องสมุดชุมชนหลายพื้นที่ เพื่อให้การอ่านกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกวัยทั่วประเทศ 

พร้อมกันนี้ ภายใต้การนำของนางเกศทิพย์ สกร. ยังเดินหน้าสร้างเครือข่ายและนวัตกรรมการเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการย้ำบทบาท “Knowledge Connector” ที่เชื่อมประชาชนกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเงิน ความปลอดภัยไซเบอร์ ทักษะอาชีพและช่างฝีมือ การผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างบริษัทไทยคม ในการติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ศูนย์การเรียนบนพื้นที่สูง 25 แห่ง เพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัล 

ตลอดจนการใช้แหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างท้องฟ้าจำลองกรุงเทพเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ ผ่านโครงการประกวดภาพวาดไทย-ญี่ปุ่นที่เชื่อมศิลปะ วิทยาศาสตร์ และมิตรภาพระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน 

จากภาพรวมผลงาน จะเห็นได้ว่านางเกศทิพย์ไม่ได้เพียงทำหน้าที่ “ผู้บริหารกรม” แต่ทำหน้าที่ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านระบบการเรียนรู้ของประเทศ” ที่มีทั้งฐานคิดทางวิชาการที่แข็งแรง ประสบการณ์ทำงานเชิงระบบ และความเข้าใจชีวิตผู้เรียนในพื้นที่จริง เธอให้ความสำคัญกับบุคลากรครู สกร. ในฐานะกำลังหลักของงาน ลงพื้นที่พบปะให้กำลังใจ พร้อมวางแนวทางความก้าวหน้าในสายอาชีพเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความมั่นคงให้คนทำงานปลายทาง ซึ่งล้วนสะท้อนภาพผู้นำที่ทั้ง “เก่งงาน-เข้าใจคน-มองไกล” 

การที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช มารับตำแหน่งอธิบดี จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อผู้บริหาร แต่คือการได้ผู้นำที่มีประสบการณ์ครบทุกมิติ ตั้งแต่ห้องเรียนระดับโรงเรียน ไปจนถึงโต๊ะประชุมระดับชาติ เธอมีทั้งวิสัยทัศน์ด้าน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ความเข้าใจเชิงกฎหมายและนโยบายสาธารณะ และเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในและต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้สามารถ “สานต่อสิ่งที่ดี สร้างสิ่งใหม่ที่ทันโลก” ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกครัวเรือน ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และวางรากฐานให้คนไทยทุกวัยเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และพร้อมเผชิญโลกอนาคตไปด้วยกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top