Sunday, 19 July 2026
ข้าราชการ

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' ชี้!! ผู้มีอำนาจนอกรัฐบาล ปลุกสำนึกในจริยธรรม เรียกพบ 'ปลัดกระทรวง-ผบ.เหล่าทัพ' ย้ำ!! ทุกท่านไม่ใช่ขี้ข้านักการเมือง

(2 ก.ย. 67) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘สำนึกในจริยธรรม’ โดยระบุว่า

มีข่าวว่าผู้มีอำนาจนอกรัฐบาล เรียกปลัดกระทรวงทุกกระทรวงและผู้บัญชาการ (ผบ.) เหล่าทัพ ไปพบ และรู้มาว่า ผบ.เหล่าทัพ ไม่ได้ไปพบ

อยากเตือนสติปลัดกระทรวง ทุกท่านเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ขี้ข้านักการเมือง นี่เป็นสำนึกของข้าราชการที่ดี มีจริยธรรม

การรับคำสั่งใด ๆ ของข้าราชการ ต้องเป็นการสั่งการโดยชอบด้วยกฎหมาย และต้องเป็นการรับคำสั่งจากผู้มีอำนาจเท่านั้น ไม่ใช่สั่งการของนายหมูนายหมาที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่

ปลัดกระทรวงเป็นหัวแถวของข้าราชการ ไม่มีตำแหน่งอะไรที่ใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว ที่จะต้องก้มหัวให้ใครเพื่อขอตำแหน่ง

สาวร้องขอความเป็นธรรม สอบพนักงานราชการได้อันดับ 1 แต่จู่ๆ ชื่อหายไป ฟังหน่วยงานเกี่ยวข้องตอบสาเหตุถึงกับอึ้ง-โบ้ยคนจัดสอบขาดประสบการณ์

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ออกมาโพสต์ขอความเป็นธรรม หลังสอบพนักงานราชการได้อันดับ 1 แต่จู่ ๆ ชื่อของตนกลับหายไป และแทนที่ด้วยชื่อของผู้อื่นแทน โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า… 

“ขอความเป็นธรรม ชื่อฉันหายไปไหน ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ความหวังของพ่อแม่หายไปหมดแล้ว

วันที่ 7 กันยายน เดินทางเป็นร้อย ๆ กิโลฯ จากอยุธยาที่ทำงานอยู่ แบกความหวังจะกลับไปดูแลพ่อแม่ที่บ้านสระแก้ว ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ นอนดึกทุกคืน เพื่ออนาคตของตัวเอง จนถึงวันประกาศผล น้ำตาแห่งความดีใจ ความภูมิใจ แบกความหวังที่หนัก วิ่งกอดพ่อกับแม่แบบดีใจสุดขีด

ฉันสอบติดพนักงานราชการทั่วไปอันดับที่ 1 เอกวิทยาศาสตร์ สพม.สระแก้ว ความตั้งใจของฉัน ฉันทำได้ ได้กลับมาดูแลคนแก่ที่บ้าน ลาออกจากที่ทำงาน เก็บของใช้ คืนหอพัก เตรียมตัวกลับบ้านสัปดาห์นี้แล้ว

อยู่ดี ๆ รายชื่ออันดับ 1 ของฉันหายไป เกิดอะไรขึ้น โทร.ไปถามทางต้นสังกัดได้รับแค่คำขอโทษ ไม่ได้รับคำอธิบายใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วฉันต้องทำยังไงต่อไป ความรู้สึกของพ่อแม่ฉันใครจะเยียวยา เคว้งไปหมดเลยตอนนี้ เสียใจสุด ๆ ขอความเป็นธรรมให้ด้วยค่ะ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว”

ล่าสุดวันนี้ (13 ก.ย. 67) นายประยงค์ สารภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว (สพม.สระแก้ว) ออกหนังสือชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุว่า “แถลงการณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว เรื่อง ประกาศแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว…

“ตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้วได้ดำเนินการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน โดยได้มีการดำเนินงานตามกระบวนการสรรหาฯ ภายหลังจากได้มีการประกาศบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาฯ ได้มีข้อทักท้วงเรื่องข้อสอบและคำตอบที่ถูกต้องในแต่ละข้อ ว่าหากไม่มีข้อที่ถูกต้องจะยกให้เป็นคะแนนสำหรับทุกคนหรือไม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้วไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องดังกล่าว จึงได้ดำเนินการทบทวนข้อสอบและคำตอบ และดำเนินการตรวจคะแนนประมวลผลใหม่ทั้งหมดทุกคน เพื่อประโยชน์ของผู้เข้าสอบทุกคน ว่ามีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงหรือไม่

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผลคะแนนการประเมินภาค ก และภาค ข ของผู้เข้ารับการสรรหาฯ คลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อมูลเดิม โดยสาเหตุเกิดจากการเฉลยคำตอบไม่มีคำตอบที่ถูกต้องและเฉลยสลับข้อ ส่งผลให้คะแนนรวมภาค ก ภาค ข และภาค ค ของผู้เข้ารับการสรรหาฯ เกิดความคลาดเคลื่อน และทำให้ลำดับที่ของผู้ผ่านการสรรหาฯ มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีทั้งผู้ที่ได้ลำดับที่คงเดิม สูงขึ้น และลดลง และการดำเนินการจัดทำประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาฯ ผิดพลาดไป จึงได้ประกาศแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสระแก้ว จากเหตุดังกล่าว ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสระแก้ว ซึ่งเกิดผลกระทบต่อหลายฝ่าย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้วยอมรับในความผิดพลาดดังกล่าวนี้ และยินดีร่วมมือในการแก้ไขข้อบกพร่อง…

“อีกทั้งบุคลากรที่ดำเนินการสอบยังขาดประสบการณ์ด้านการดำเนินการสอบ เนื่องจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้วเป็นเขตพื้นที่การศึกษาตั้งใหม่ ขาดแคลนบุคลากรในการปฏิบัติงานและบุคลากรส่วนใหญ่เป็นผู้บรรจุใหม่ จึงขาดประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าว อีกประการหนึ่งด้วย ในการนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้วขออภัยเป็นอย่างสูงต่อผู้เข้ารับการสรรหาที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะปรับปรุงการดำเนินงานให้มีความรอบคอบรัดกุมและเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบ เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก”

‘เพจดัง’ แฉ!! ‘ขรก.หนุ่ม’ รับงานร้องเพลงกลางคืน ตื่นทำงานเช้าไม่ไหว เซ็นชื่อย้อนหลัง-รับเงินเดือน-โบนัสปกติ ‘ชาวเน็ต’ จี้ตรวจสอบโดยด่วน

(19 ก.ย. 67) เฟซบุ๊ก ‘ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน’ ได้เผยแพร่เรื่องราวของ ‘ข้าราชการหนุ่ม’ รายหนึ่งรับจ๊อบ ‘ร้องเพลงตามร้านอาหารช่วงดึก’ แต่ไม่เคยตื่นมาทำงานราชการช่วงกลางวัน แต่รับเงินเดือน โบนัสแบบฉ่ำ ๆ ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า…

“ไม่เข้างานหลวง ติดร้องเพลงดึก ตื่นไม่ไหว…

“ข้าราชการ อบต.ศรีพราน อ่างทอง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บรรจุทำงานที่นี่ประมาณ 10 ปี แต่ไม่เคยมาทำงาน มีอาชีพร้องเพลงร้านอาหารกลางคืน ตื่นไม่ไหว กลางวันต้องนอน ได้เงินเดือนปกติ โบนัสก็ได้ครบหมด…

“จะเข้า อบต. ก็ตอนนายกฯ สั่งให้หัวหน้าฝ่ายเรียกมาตักเตือนและเซ็นชื่อย้อนหลังเพื่อป้องกันการตรวจสอบ ขึ้นอยู่ว่าจะเรียกตอนไหน เวลาไม่แน่นอน มาบ้างไม่มาบ้าง พอเซ็นเสร็จก็หายไปเหมือนเดิม ไม่มีบทลงโทษอะไร ปล่อยเฉย…

“พ่อหนุ่มนักร้องกับวงของเขา กลางวันนอน กลางคืนร้องเพลง ไม่เข้าทำงานที่ อบต. ข้าราชการงานป้องกันฯ เงินเดือนเต็ม โบนัสได้ ครั้งหลังสุดนายกฯ เรียกให้เข้าไปเซ็นย้อนหลังเดือนสิงหา-กันยา ถึงตอนนี้ยังไม่เข้าไป อบต.ศรีพราน จ.อ่างทอง”

หลังจากนั้น ทางเพจได้อัปเดตเพิ่มว่า…

“เซ็นชื่อย้อนหลังครบแล้ว…ท่านมิกซ์ ร้องได้ กลองดี กีตาร์เป็น เล่นร้านเหล้ากลางคืน ตื่นทำราชการไม่ไหว วันนี้เข้าสำนักงานเซ็นชื่อย้อนหลังตั้งแต่เดือนสิงหาครบแล้ว ด้วยความเมตตาของนายก อบต….

“ข้าราชการ ตำแหน่งป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.ศรีพราน อ่างทอง”

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก พร้อมยังจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบโดยด่วน ชี้ ถ้าผิดจริง สมควรไล่ออก

ฮ่องกงเล็งลดเจ้าหน้าที่รัฐบาล 10,000 ตำแหน่ง ทุ่มงบ 1 พันล้านดอลล์ แก้คลังขาดดุลด้วย AI

(26 ก.พ. 68) รัฐบาลฮ่องกงเปิดเผยแผนลดจำนวนข้าราชการ 10,000 ตำแหน่งภายในปี 2570 เพื่อรับมือกับปัญหาขาดดุลงบประมาณที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับการเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียด

ในงานแถลงงบประมาณประจำปี พอล ชาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฮ่องกงได้ประกาศว่า “มาตรการนี้เป็นการวางรากฐานที่ชัดเจนเพื่อฟื้นฟูดุลการคลังในระยะยาว โดยการดำเนินการอย่างมีขั้นตอนและการวางแผนอย่างรอบคอบ”

ตามรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ มาตรการนี้จะลดจำนวนข้าราชการลง 2% ต่อปีในช่วงสองปีข้างหน้า พร้อมกับการตรึงเงินเดือนข้าราชการในปีนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายของการรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างเข้มงวด

ชานยังระบุว่า รัฐบาลมีแผนลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง 7% ตั้งแต่ปีนี้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2571 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง “รากฐานทางการคลังที่มั่นคงสำหรับการเติบโตในอนาคต”

มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจากรายได้จากการขายที่ดินของรัฐบาลฮ่องกงลดลงอย่างมาก ทำให้การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงถึง 87,200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเกือบสองเท่าของตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 48,100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออนาคต ชานประกาศว่า ฮ่องกงจะใช้จุดแข็งในฐานะศูนย์กลางระหว่างประเทศในการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม AI โดยมีการจัดสรรงบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงสำหรับการตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนา AI เพื่อรองรับการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีตามนโยบายของรัฐบาลจีน

รัฐมนตรีคลังอังกฤษเผยแผนลดข้าราชการ 10,000 ตำแหน่ง หวังลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ 15%

(24 มี.ค. 68) ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอังกฤษ ได้ออกมาเปิดเผยแผนการปรับลดข้าราชการ 10,000 ตำแหน่ง โดยมีเป้าหมายหลักในการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของภาครัฐลงให้ได้ 15% ภายในระยะเวลาอันใกล้

การประกาศดังกล่าวถือเป็นการดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากวิกฤตโควิด-19 และการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลอังกฤษหวังว่าจะสามารถใช้มาตรการดังกล่าวในการปรับโครงสร้างการบริหารงานภาครัฐเพื่อความยั่งยืนทางการคลังในอนาคต

“เราต้องการทำให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้สามารถลงทุนในโครงการที่สำคัญและสร้างผลประโยชน์ระยะยาวต่อประชาชน” ราเชล รีฟส์กล่าวในการแถลงข่าว

แม้ว่าการปรับลดข้าราชการจะส่งผลกระทบต่อบางส่วนของภาครัฐ แต่รัฐบาลอังกฤษได้ยืนยันว่าจะมีการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่และองค์กรต่างๆ เพื่อรับรองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการภาครัฐ

สำหรับการตัดสินใจนี้ยังสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลอังกฤษในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อและลดภาระหนี้สาธารณะ เพื่อรักษาความสามารถทางการคลังและเตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ณ เดือนธันวาคม 2567 มีการคาดการณ์ว่าข้าราชการพลเรือนมีพนักงานประมาณ 547,735 คน ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งรวมถึงพนักงานชั่วคราวและพนักงานชั่วคราว 

โดยมาตรการลดข้าราชการจะเริ่มต้นภายในปีหน้าและรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้เสร็จสิ้นการปรับโครงสร้างการจ้างงานภาครัฐในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้รัฐบาลสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวคาดว่าจะได้รับการจับตามองจากหลายฝ่าย ทั้งในแง่ของผลกระทบต่อข้าราชการและการให้บริการภาครัฐ รวมถึงการทบทวนว่ามาตรการนี้จะมีผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและสังคมอังกฤษในอนาคตอย่างไร

ท่ามกลางข้อถกเถียงและกังวล “กระทบคนรุ่นใหม่–ภาระงบประมาณรัฐ” สุดท้ายอาจเคาะแนวทาง ‘สมัครใจ’

เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้หยิบยกแนวคิด “ขยายอายุเกษียณราชการพลเรือนจาก 60 ปีเป็น 65 ปี” ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเพื่อใช้ศักยภาพของบุคลากรที่ยังมีความสามารถในการทำงานต่อไปได้อย่างเต็มที่

แม้แนวคิดนี้จะยังไม่ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้จุดประกายการถกเถียงในวงกว้าง ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน งบประมาณรัฐ และโอกาสของคนรุ่นใหม่

สำหรับข้อดีของการขยายอายุเกษียณ
1. รองรับสังคมสูงวัย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-aged society) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด การขยายอายุเกษียณช่วยให้ผู้สูงวัยยังสามารถมีรายได้และบทบาทในสังคม ลดภาระของรัฐในการดูแลผู้เกษียณ

2. ใช้ประสบการณ์ของบุคลากรอย่างเต็มที่
ข้าราชการระดับสูงจำนวนมากยังมีศักยภาพและความรู้ความเชี่ยวชาญที่สามารถถ่ายทอดต่อได้ การเกษียณเร็วเกินไปอาจทำให้รัฐสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า

3. ลดภาระงบประมาณบำเหน็จบำนาญในระยะสั้น
การเลื่อนอายุเกษียณออกไป 5 ปี หมายถึงรัฐยังไม่ต้องจ่ายบำนาญในช่วงเวลาดังกล่าว และยังสามารถใช้แรงงานที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องจ้างใหม่ทันที

4. สอดคล้องกับแนวโน้มสากล
หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และสิงคโปร์ ได้ขยายอายุเกษียณเป็น 65–70 ปีแล้ว เพื่อรองรับอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและการขาดแคลนแรงงาน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลดีแต่ก็มีผลเสียและข้อกังวลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
1. กระทบโอกาสของคนรุ่นใหม่
การขยายอายุเกษียณอาจทำให้ตำแหน่งว่างในระบบราชการลดลง ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบน้อยลง และอาจเกิดความรู้สึกว่า “ไม่มีที่ว่างให้คนรุ่นใหม่เติบโต”

2. ประสิทธิภาพการทำงานอาจลดลง
แม้บางคนจะยังมีศักยภาพ แต่ก็มีข้อกังวลว่าเมื่ออายุมากขึ้น อาจมีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือความสามารถในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบราชการโดยรวม

3. ภาระงบประมาณในระยะยาว
แม้จะช่วยชะลอการจ่ายบำนาญในระยะสั้น แต่ในระยะยาว รัฐอาจต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอื่น ๆ มากขึ้น หากข้าราชการสูงวัยมีปัญหาสุขภาพ

4. ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มอาชีพ
ปัจจุบัน ข้าราชการบางกลุ่ม เช่น ผู้พิพากษา อัยการ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย มีอายุเกษียณที่ 65–70 ปีอยู่แล้ว การขยายอายุเกษียณเฉพาะบางกลุ่มอาจสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหมู่ข้าราชการทั่วไป

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องนี้จริง อาจจะต้องมีแนวทางประนีประนอม เป็นการขยายแบบสมัครใจ โดยยึดจากเสียงสะท้อนทั้งสองด้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกรมบัญชีกลาง ได้เสนอแนวทาง “ขยายอายุเกษียณแบบสมัครใจ” โดยให้ข้าราชการที่มีสุขภาพดีและยังมีความสามารถทำงานต่อได้ ยื่นความประสงค์ขอทำงานต่อถึงอายุ 65 ปี โดยไม่กระทบสิทธิของผู้ที่ต้องการเกษียณตามปกติที่ 60 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ “ยึดฐานเงินเดือนที่อายุ 60 ปี” เป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญ เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากเกินไป

ขณะที่ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเพิ่มเติมหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะขยายเกษียณอายุราชการพลเรือนจาก 60 ปี เป็น 70 ปี โดยย้ำว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ตนให้ ก.พ. ดำเนินการศึกษาเฉพาะกรณีข้าราชการพลเรือน ที่สามารถขยายได้ถึงอายุ 65 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเรื่องนี้ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา และนำเสนอ เพราะต้องดูผลหลายด้านว่าจะขยายอายุข้าราชการพลเรือนเป็น 65 ปีหรือไม่ โดยไม่รวมข้าราชการอื่น ๆ ตำรวจก็ไม่รวม 

พร้อมยอมรับว่า เรื่องนี้มีผลกระทบเยอะ อาทิ คนเกิดน้อย คนตายมากกว่าคนเกิด มีผลกระทบกับงบประมาณ เช่น บำเหน็จ บำนาญ มีผลกระทบสำหรับคนที่เราเป็นหัวหน้าส่วนราชการ และมีผลกระทบต่อคนที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก.พ. ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และหากเป็นไปได้อยากเห็น และตัดสินใจได้ในรัฐบาลนี้

อย่างไรก็ดี การจะขยายเกษียณอายุราชการข้าราชการพลเรือนไปจนถึง 65 ปี ควรหรือไม่นั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็น “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติประชากร เศรษฐกิจ ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบราชการ

หากออกแบบอย่างรอบคอบ เปิดทางเลือกให้กับผู้ที่พร้อมทำงานต่อ และวางระบบรองรับอย่างเหมาะสม การขยายอายุเกษียณอาจเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพของคนรุ่นใหญ่ควบคู่กับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เติบโตทดแทน พร้อมกับการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยของไทยในอนาคตได้อีกด้วย

นักวิชาการรัฐศาสตร์ มธ. หนุนรัฐเออร์ลี่รีไทร์ ชงรื้อยุทธศาสตร์กำลังคน ป้องกันงานล้นคน-คนล้นงาน ใช้ข้อมูลครบทุกหน่วยงาน ปฏิรูประบบราชการยั่งยืน

หนุนรัฐ ‘เออร์ลี่รีไทร์’ ข้าราชการ ชงรื้อใหญ่ ‘ยุทธศาสตร์กำลังคน’ แก้ ‘งานล้นคน-คนล้นงาน’ ยั่งยืน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะ รองนายกฯ มองไกลกว่า “แผนเกษียณก่อนกำหนดเพื่อลด ขรก.” แต่ให้ใช้โอกาสนี้ทบทวน “ยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐ” เพื่อการวางแผนกำลังคนพอกับภาระงานในระยะยาว พร้อมชง 3 ข้อเสนอปฏิรูปทั้งระบบจบปัญหางานล้นคน - คนล้นงานแบบตรงจุด

รศ. ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ทำการศึกษาแผนเกษียณก่อนกำหนด เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีมากเกินจำเป็น เพราะด้านหนึ่งเป็นการทบทวนอัตรากำลังคนภาครัฐ ซึ่งในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมาไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ถ้าจะให้ดีควรใช้โอกาสนี้เดินหน้าทบทวนแผนยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐไทย เพื่อปฏิรูปทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนกำลังคนภาครัฐมีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว กล่าวคือทุกหน่วยงานมีจำนวนข้าราชการที่สอดคล้องกับปริมาณงานจริงๆ

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐทั้งระบบ มี 3 ข้อหลักที่ควรพิจารณาดำเนินการ ได้แก่ 1. ก.พ. ควรใช้ข้อมูลของข้าราชการทั้งระบบมาพิจารณาวางแผนอัตรากำลังคนภาครัฐ เพื่อให้ได้สภาพการณ์จริง และนำไปสู่การวางแผนที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมา ก.พ. มีแนวโน้มที่จะดำเนินการด้วยการมองเพียงจำนวนข้าราชการส่วนกลาง โดยเฉพาะที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ แต่ไม่ได้คำนึงถึงข้าราชการท้องถิ่น หรือกระทั่งเรื่องระดับชั้น ลักษณะตำแหน่ง และสายวิชาชีพของตำแหน่งลงลึกของแต่ละหน่วยงาน เช่น สายวิชาชีพทางการแพทย์ต้องการจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ หรือต้องการสายวิชาชีพไหนเพิ่มเติมในอนาคตอีกหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งทำให้หลายหน่วยงานเจอปัญหางานล้นคน แต่บางหน่วยงานก็มีคนล้นงาน

“เมื่อรองนายกฯ ต้องการจะริเริ่มและหันกลับมาทำเรื่องนี้ (กำลังคนภาครัฐ) อย่างจริงจัง ก็ไม่ควรมองแค่ประเด็นเออร์ลี่รีไทร์ หรือขยายอายุเกษียณ แต่ควรจะปฏิรูปทั้งระบบเลย จะได้ไม่เสียของ รวมถึงควรใช้ข้อมูลของทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นหลัก เพราะไทยมีข้าราชการหลายประเภท ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครู บุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการทั่วไปที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม และข้าราชการที่อยู่ในท้องถิ่นอีกจำนวนมหาศาล นี่ยังไม่ได้นับบุคลากรภาครัฐในส่วนที่ไม่ได้มีความเป็นข้าราชการพลเรือนแบบดั้งเดิมอีก” รศ. ดร.วสันต์ กล่าว

2. รัฐบาล และ ก.พ. ไม่ควรเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งมาบังคับใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน โดยละเลยแนวทางอื่นๆ หรือก็คือการทำในลักษณะตัดเสื้อโหล เช่น การใช้แนวทางเกษียณก่อนกำหนดกับทุกหน่วยงาน และมองข้ามการขยายอายุเกษียณข้าราชการ เป็นอาทิ เพราะอาจเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องคนล้นงานของบางหน่วยงาน แต่ทำให้ปัญหางานล้นคนในบางหน่วยงานหนักขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งกำลังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก
3. ภาครัฐควรมีการแบ่งบทบาทหน้าที่หลักของทั้งหน่วยงานทั้งในราชการส่วนกลาง ซึ่งมี 20 กระทรวง และ 166 กรม ราชการส่วนภูมิภาค ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอใน 76 จังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่นที่มีหน่วยงานรวมประมาณ 7,850 แห่ง ให้มีความชัดเจน และไม่ทับซ้อนกัน เพราะการปฏิรูปกำลังคนจะไม่มีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่แก้เรื่องนี้ เห็นได้จากปัจจุบันที่ส่วนกลางมีการกระจายอำนาจหน้าที่ต่างๆ ให้ท้องถิ่น ทว่า หน่วยงานส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคยังมีขนาดเท่าเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดบริการสาธารณะจำนวนมากมีความทับซ้อนกัน เพราะทั้ง 3 ระดับลงมาทำเหมือนกันหมด และทั้ง 3 ระดับก็ต้องการคนที่ทำหน้าที่ลักษณะเหมือนกัน เพื่อมาปฏิบัติงานเดียวกัน
.
“ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องถนน ถ้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีหน่วยงานเยอะมากที่ทำเรื่องนี้ ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กองทัพ กรมชลประทาน ฉะนั้น ถ้าจะปฏิรูป ต้องทำให้สัมพันธ์สอดรับกันทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น” รศ. ดร.วสันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า แต่หากทางรองนายกฯ ไม่ต้องการจะปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ และจะทำเรื่องเกษียณก่อนกำหนด อย่างน้อยก็ควรใช้ข้อมูลข้าราชการในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง รวมถึงไม่ควรใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน แต่ควรพิจารณาแนวทางอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะประเด็นเรื่องกำลังคนต้องทำแบบลงละเอียด ไม่งั้นจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา และเหมือนไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในภาพรวมด้วย

“ตอนนี้หลายหน่วยงานก็พยายามดิ้นรนหาคนมาให้พอกับภาระงานที่มี เพราะหลายหน่วยงานพอมีคนเกษียณไปแล้วยังหาคนแทนไม่ได้ โดยบางหน่วยงานก็จะใช้งบของหน่วยงานเองในการจ้างข้าราชการที่เกษียณแล้วมาเป็นที่ปรึกษาประจำหน่วยงาน แต่ถ้ารัฐจะให้หน่วยงานใช้วิธีนี้แก้ปัญหาอีกด้านต่อไป ก็ควรจะมีมาตรการอะไรมาสนับสนุนให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างดิ้นรนกันเอง” รศ. ดร.วสันต์ กล่าวเสริม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top