Friday, 5 June 2026
ข่าวการเมือง

‘บก.ลายจุด’ ตั้งคำถาม?? ‘ลุงป้อม’ ยังเล่นการเมืองไปเพื่ออะไร หรือเพราะแค่เหงา

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ‘บก.ลายจุด’ สมบัติ บุญงามอนงค์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้ 'ลุงป้อม' พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังคงอยู่ในวงการการเมือง แม้อายุมากขึ้น โดยระบุว่าไม่เข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริงว่าเป็นเพราะหวังเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต้องการตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม หรืออย่างน้อยเพื่อคงสถานะหัวหน้าพรรคและ สส.

เจ้าตัวยังแซะด้วยว่า อีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพียงเพราะ ‘เหงา’ จึงยังโลดแล่นอยู่ในแวดวงการเมืองเพื่อหากิจกรรมฆ่าเวลา

อดีต สส.อรอนงค์ โพสต์เฟซบุ๊กดีใจ ได้คัมแบ็ก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ อีกครั้ง

(3 ต.ค. 68) น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ อดีต สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “อยากตะโกนดังๆ ดีใจโว๊ยยย! ได้กลับบ้านแล้ว” พร้อมภาพยืนถือใบสมัครที่หน้าป้ายพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปตั้งแต่ปลายปี 2566

โดย น.ส.อรอนงค์ ลาออกจากพรรคเพียง 2 วันหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากสมาชิกพรรค ขณะที่การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่พรรคเดิมเพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจและการทำงานของพรรคอีกครั้ง

ด้าน น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต สส. ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความยินดีต่อการกลับมาของอดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี พร้อมเชิญชวนผู้มีคุณสมบัติสมัครเป็นสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ เพื่อร่วมเป็นพลังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ และร่วมผลักดันพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาเป็นพลังต่อบ้านเมือง

‘คนภาคตะวันออก’ เบื่อเต็มกลืน!! กระแสนิยมพรรคส้ม ดิ่งลงเหว เล่นแต่วาทกรรม!! ละครน้ำเน่า พอแล้ว!! การเมืองคอนเทนต์

(4 ต.ค. 68) ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.นิด้าโพล เผยผลสำรวจสุดละเอียดยิบ ปรากฏว่า กระแสนิยม พรรคส้ม ตกยับ!!

ในส่วนของความนิยมหัวหน้าพรรค อย่างคุณเท้ง พบว่ากระแสนิยมตกลงทุกภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกตกลงถึง 10%

ส่วนกระแสในตัวพรรคการเมือง ยิ่งไปใหญ่ ลดลงทุกภาคเช่นกัน แต่ที่ลดลงสูงที่สุดจนถึงขั้นน่าเป็นห่วงก็คือภาคตะวันออก ลดถึง 21 % ! เรียกได้ว่าลงสูงสุดจากทุกภูมิภาคเลยทีเดียว

และจากผลสำรวจยังพบอีกว่า ผู้ประสงค์ที่ยังไม่เลือกพรรคการเมืองใดเลยในภาคตะวันออก มีอัตราสูงสุดในประเทศถึง 35% ทีเดียว แสดงให้เห็นว่าคนภาคตะวันออกเบื่อการเมืองแบบเก่าน้ำเน่า ที่โจมตีกันด้วยวาทกรรมเรียบร้อยแล้ว ถ้าหาเสียงแบบเดิมอีกก็เตรียมรับชะตากรรมได้เลย!!

ทั้งหมดนี้แสดงว่าชาวภาคตะวันออกบ้านเรา นับว่าคายส้มได้สูงสุดในประเทศไทยเลยทีเดียวครับ. อาจจะเพราะได้เห็นการทำงานของ สส. ส้ม ที่ยังวนเวียนอยู่กับรูปแบบเดิมๆ โพสต์แต่ภาพที่สภามาทำคอนเทนต์ อธิบายยกตัวเองได้สวยงามแต่ผลสัมฤทธิ์ และการแก้ไขปัญหาที่สำเร็จได้จริงยังไม่มีให้เห็น หรือเฝ้าแต่โจมตีคู่แข่งทางการเมืองซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ โดยไม่ทำอะไรอย่างอื่นบ้าง แถมพื้นที่ก็ลงน้อยแต่ข้ออ้างเยอะซะเหลือเกิน ระวังตัวไว้นะครับ ชาวบ้านเขาตื่นรู้กันแล้ว!!

‘สจ.หมอ’ เปิดเกมล้มช้าง ตรัง เขต 2 เดิมพันสูง!! ใครอยู่ ใครไป ยังไม่แน่

(4 ต.ค. 68) กิตติเดช วรรณบวร หรือ สจ.หมอ สมัครสมาชิกพรรคไทยก้าวใหม่แล้ว เตรียมลงชิง สส.เขต 2 ตรัง ชนกับ 'ทวี สุรบาล' และสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

หมายเหตุ ทวี น่าจะลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ส่วนสาทิตย์ น่าจะลงสมัครในนามประชาธิปัตย์

กล่าวสำหรับสาทิตย์ยังต้องรอดูผลการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และยังต้องดูท่าทีของโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ไปอยู่ภูมิใจไทย หรือยังอยู่ประชาธิปัตย์ ภายใต้เงื่อนไข มีสาทิตย์ ต้องไม่มีสมชาย มีสมชายต้องไม่มีสาทิตย์

ให้จำไว้นะครับว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหญ่ จะมี สส.เก่าสอบตก 30-50% และบางเขตเลือกตั้ง เป็นการล้มช้าง ซึ่งก็ไม่แน่ตรังช้างอาจจะล้มก็ได้

‘วัชระ เพชรทอง’ เปิดเกมเขย่าเก้าอี้ประธานสภาฯ ปม!! ยืมข้าราชการสาว ลั่น!! ผิดจริยธรรมร้ายแรง ความผิดสำเร็จแล้ว แม้ต้นสังกัดปฏิเสธ

เมื่อวานนี้ (3 ต.ค. 68) ที่รัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เรื่องขอให้ไต่สวนกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำการฝ่าฝืนมาตรการทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยนายวัชระ กล่าวว่า จากกรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ ได้ให้นายธงชาติ รัตนวิชา เลขานุการประธานรัฐสภา ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครองเพื่อขอยืมตัว ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ สังกัดสำนักงานเลขานุการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาช่วยราชการที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนงานของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรณีพิเศษ เฉพาะรายอีกหน้าที่หนึ่ง โดยไม่ขาดจากตำแหน่งเดิม ตนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสส. และกรรมาธิการ พ.ศ.2563 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ซึ่งได้นำมาบังคับใช้กับสส.ด้วยนั้น

"ซึ่งประธานสภาฯ และประธานรัฐสภา เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ถือเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญสูงสุดของการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ต้องดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและธำรงไว้ซึ่งระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน หาประโยชน์อันมิชอบ ตามข้อ 8 ในประมวลจริยธรรม ของสส.และกรรมาธิการ พ.ศ.2563"

นายวัชระ กล่าวต่อว่า ต้องไม่กระทำการใดที่ทำให้เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ ของการดำรงตำแหน่งตามข้อ 17 แห่งมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเห็นว่าการกระทำของประธานสภาฯและประธานรัฐสภา ยังเป็นการฝ่าฝืนทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 13 ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากความอคติ ไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลกระแสสังคม หรือ แรงกดดันอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่นายวันมูหะมัดนอร์ กระทำการดังกล่าว ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าได้รับการร้องขอความช่วยเหลือ จากบุคคลที่มีอำนาจและมีอิทธิพลเหนือตน ซึ่งยังรู้เห็นเป็นใจให้กระทำ แสดงให้เห็นถึงการไม่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม

“หากการยืมตัวข้าราชการดังกล่าว ปฏิบัติหน้าที่ได้จริง ก็ย่อมทำให้การใช้ทรัพยากรและงบประมาณแผ่นดินในการให้ประโยชน์ตอบแทนแก่บุคคลดังกล่าว เช่น การเดินทางไปราชการทั้งในและต่างประเทศ ย่อมมีการฝ่าฝืนที่ต้องยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าส่วนตน การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ซึ่งบุคคลดังกล่าวต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และต้องให้พ้นจากตำแหน่ง ฉะนั้น ผมจึงได้มายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการจริยธรรม สภาฯ และส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนความจริงเป็นที่ประจักษ์ และปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่เพื่อไม่ให้บุคคลดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งและอำนาจรัฐ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องต่อไป รวมถึงขอให้ไต่สวนให้แล้วเสร็จใน 15 วัน ”นายวัชระ กล่าว

เมื่อถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่านายวันมูหะมัดนอร์จะตรวจสอบเรื่องนี้ นายวัชระ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะสภาฯ มีจริยธรรมและมีมาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ว่าประธานในการตรวจสอบเรื่องจริยธรรม โดยตำแหน่งจะเป็นนายวันมูหะมัดนอร์ ก็ตามแต่ เมื่อท่านถูกสอบสวน ท่านก็ต้องลุกจากตำแหน่ง ให้บุคคลอื่นดำเนินการสอบสวนแทน และนอกจากนี้ย้ำว่าเพื่อป้องกันการช่วยเหลือกัน ตนจึงได้ส่งหนังสือถึงประธานป.ป.ช. ให้สอบสวนจริยธรรมนายวันมูหะมัดนอร์ ด้วย

“ประธานรัฐสภาย่อมมีศีลธรรม ย่อมรู้ว่าการยืมตัวข้าราชการดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและผิดจริยธรรม รวมถึงตัวท่านก็ยังดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาอยู่ ท่านควรที่จะตรวจสอบจริยธรรมของท่าน เพราะตามหลักการประชาธิปไตย ประธานรัฐสภาต้องมาจากพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล แต่เมื่อพรรคที่ท่านสังกัดไม่ได้เป็นรัฐบาล ท่านควรที่จะพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่ง อย่าโฉบฉวยโอกาสในการเป็นประธานรัฐสภา หรือประธานสภาฯอีกต่อไป แม้แต่วันเดียว” นายวัชระ กล่าว

เมื่อถามว่า การมายื่นวันนี้ ไม่ใช่เป็นเกมที่จะดึงนายวันมูหะมัดนอร์ออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายวัชระ กล่าวว่า ไม่ใช่เกมนั้น เพราะเกมนั้นเป็นเรื่องของสามัญสำนึก ส่วนบุคคลของท่านเองอยู่แล้ว แต่เกมนี้คือเกมที่ให้ตรวจสอบจริยธรรมเรื่องดังกล่าว และท่านต้องรู้อยู่แก่ใจว่าควรจะกระทำหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรม อย่างไรก็ตามแม้ว่าต้นสังกัดที่ทำหนังสือขอไปจะปฏิเสธแล้ว ก็ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว

สมัครช้า เสียสิทธิ์โหวต!! กกต. ปชป. ตัดสิทธิ์ ‘โหวตเตอร์’ แบบแปลก ๆ ล็อกเกม!! ปัด!! สมาชิกใหม่ ให้พ้นวงโหวต ด้วยคำประกาศก่อนเที่ยงคืน

(4 ต.ค. 68) คำประกาศของ กกต.ประชาธิปัตย์ น่าสงสัย ผู้ที่ประสงค์จะเป็น ‘องค์ประชุมใหญ่’ ตามข้อบังคับพรรค (คือผู้ที่จะมีสิทธิลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรค) ต้อง สมัครสมาชิกพรรคภายในวันที่ 3 ตุลาคม (ก่อนเวลา 00.00 น.) 

หากเลยกำหนดไปแล้ว แม้จะเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ก็อาจจะไม่มีสถานะเป็นองค์ประชุมใหญ่ ในการประชุมใหญ่พรรคที่จะจัดในวันที่ 18 ตุลาคม ซึ่งหมายความว่าไม่มีสิทธิร่วมโหวตเลือกหัวหน้าพรรค

คำประกาศนี้มีอยู่จริง แต่ชอบด้วยข้อบังคับพรรคหรือไม่ อดีตสมาชิกส่วนใหญ่ที่ประสงค์จะใช้สิทธิ์เป็นโหวตเตอร์เลือกหัวหน้าพรรคยังไม่สมัครสมาชิกพรรค

ประเด็นนี้ต้องไขข้อข้องใจให้กระจ่าง เพราะ ‘นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ’ ยืนยันว่า ยังมีสิทธิ์ และยังเตรียมจะไปเชิญผู้อาวุโสอีกหลายคนให้กลับพรรคประชาธิปัตย์

ใครมีความรู้ช่วยอธิบายให้กระจ่างหน่อยว่าระเบียบพรรคเขียนไว้อย่างไร อย่าปล่อยให้เกิดความสับสน ประธาน กกต.ประชาธิปัตย์ ก็เป็นนักกฎหมาย เป็นอดีต สส.หลายสมัยนะ

‘เนวิน – อนุทิน’ โอบกอดแน่น!! ผูกข้อมือวันเกิด ขอพร!! เป็นนายกฯ 4 ปี กลางพิธีปะกำช้างบุรีรัมย์

(4 ต.ค. 68) ที่สนามช้างอารีน่า อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้จัดงานทำบุญวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 67 ปี บรรยากาศเป็นไปอย่างความคึกคัก โดยนายเนวิน ได้ขี่รถจักรยานยนต์เวสป้า สีเหลือง เข้ามาบริเวณจัดงานในเวลา 09.29 น. พร้อมสักการะพระศิวะที่บริเวณด้านหน้า กับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บุตรชาย น.ส.ชิดชนก ชิดชอบ บุตรสาว นายชนน์ชนก ชิดชอบ บุตรชาย และนายโชติชนก ชิดชอบ บุตรชาย นอกจากนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรมว.ศึกษาธิการ น้องชายของนายเนวิน ได้ปรากฏตัวเข้าร่วมงานด้วย

ต่อมาเวลา 10.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ถึงบริเวณสถานที่จัดงาน โดยทันทีที่พบกับนายเนวิน นายเนวินได้สวมกอดนายอนุทิน

ก่อนเข้าสู่พิธีปะกำช้าง ซึ่งเป็นพิธีที่ของตระกูลชิดชอบ ได้มีการสืบทอดมายาวนาน โดยมีคนในตระกูลชิดชอบ อย่างนายเนวิน พล.ต.อ.เพิ่มพูน นายศักดิ์สยาม ร่วมในพิธี หลังจากนั้นบรรดาผู้ร่วมงานได้นำกล้วยน้ำว้าป้อนช้างเพื่อความเป็นสิริมงคล 

และได้มีพิธีผูกข้อมือเรียกขวัญ เพื่อขอพรจากหมอช้าง โดยหลังจากที่หมอช้างได้ผูกข้อมือให้นายเนวินแล้ว นายเนวินได้กวักมือเรียกให้นายอนุทิน มาผูกข้อมือ ก่อนทั้งคู่จะโอบกอดกันและหัวเราะ จากนั้นหมอช้าง 3 คน ได้เรียงกันผูกข้อมือนายอนุทิน ซึ่งระหว่างนั้นนายเนวินพูดขึ้นว่า "ผูกให้เป็นนายกฯ 4 ปี ให้ชนะเลือกตั้ง ทำอะไรก็ให้บ้านเมืองสงบสุข" โดยระหว่างที่มีการผูกข้อมือ พบว่านายเนวินประคองมือนายอนุทินให้หมอช้างผูกข้อมือตลอดเวลา
 
จากนั้นนายเนวิน และคณะได้ขึ้นไปทำพิธีทำบุญเลี้ยงพระ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้านบนปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง เป็นการส่วนตัว

วันเกิดนายเนวิน ปีนี้บรรดารัฐมนตรี และนักการเมือง เดินทางมาร่วมคึกคัก อาทิ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย เป็นต้น

ขณะเดียวกันผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่สวมเสื้อสีโทนกรมท่า ทั้งเสื้อด้านหลังสกรีน ฅนบุรีรัมย์ และสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามในงานดังกล่าวนายเนวิน ได้แจ้งงดรับดอกไม้และของขวัญทุกชนิด แต่หากใครประสงค์จะร่วมทำบุญให้บริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลบุรีรัมย์แทน

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนรัฐบาล!! ประชามติ MOU เสี่ยงขัดกฎหมาย ซ้ำรอย BREXIT จี้!! นายกฯ ตัดสินใจเอง ไม่โยนภาระให้ปชช.

(5 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ผมเห็นข่าวที่รัฐบาลเริ่มแสดงความชัดเจนว่าจะให้ประชาชนลงมติว่าจะยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งต่อไปรวมทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงอยากฝากข้อสังเกตให้ท่านนายกอนุทิน และรัฐบาลกลับไปทบทวนดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการลงประชามติยกเลิก/ไม่ยกเลิก MOU 

1. พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 14-17 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเผยแพร่ข้อมูลอย่างรอบด้านผ่านสื่อต่าง ๆ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการประกาศให้มีการออกเสียงซึ่งอย่างน้อยต้องมีเนื้อหาที่ระบุถึงเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการทำประชามติ สาระสำคัญของกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ ขั้นตอนและระยะเวลา ประโยชน์ได้เสียที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศชาติ ท้องถิ่น หรือประชาชน รวมทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการพร้อมสรุปเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ซึ่งต้องมุ่งให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียงและต้องไม่มีลักษณะเป็นการชี้นำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับเรื่องที่จะมีการออกเสียงนั้น

ซึ่งกรณี MOU 43-44 เป็นเรื่องที่ซับซ้อน และประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่มีโอกาสรับรู้ข้อมูลรอบด้านที่เกี่ยวกับMOU 43 และ MOU 44 ดังนั้น ก่อนที่ที่จะถามประชาชนว่าจะยกเลิก MOU 43 - MOU 44 หรือไม่นั้น ต้องถามว่าประชาชนมีความรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับ MOU ดังกล่าวหรือยัง รายละเอียดของ MOU เป็นอย่างไรอะไรคือ กฎหมายระหว่างประเทศ อะไรคือการแบ่งเขตแดนตามเส้นสันปันน้ำ อะไรคือการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนตามไหล่ทวีป แผนที่ตามมาตราส่วนเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐบาลจะสามารถทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ได้ทั่วถึงกันหมด ตามที่มาตรา 15 (5) ของ พรบ. ประชามติฯ กำหนดไว้หรือ ภายในกรอบระยะเวลาไม่ถึงสี่เดือน เพราะขนาดนักวิชาการด้านนี้ยังรู้ไม่เท่ากันเลย 

2. MOU 43-44 ถูกทำขึ้นโดยฝ่ายบริหาร คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมติ ครม. ดังนั้น จึงสามารถยกเลิกได้โดยมติ ครม. ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ ก็เคยแสดงความเห็นอย่างแข็งขันในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านว่าต้องยกเลิก เพราะทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชา เนื่องจาก MOU 43 มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “พื้นที่ทับซ้อน” เพราะอัตราส่วนที่หยาบมาก ในขณะที่หากยึดแผนที่ 1:50,000 ตามหลักสากล จะไม่มีคำว่า “พื้นที่ทับซ้อน” จะมีแต่ พื้นที่ของไทยที่ถูกกัมพูชาอ้างสิทธิโดยไม่ชอบธรรมเท่านั้น ส่วน MOU 44 ก็ไปยอมรับ เส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งละเมิดอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี อย่างร้ายแรง

โดยที่ไทยสามารถยกเลิกได้โดยฝ่ายเดียวตามกฎหมายจารีตประเพณีเรื่อง In adimplenti non est adimplendum (บุคคลไม่จำต้องปฏิบัติตามสัญญา กับบุคคลที่ละเมิดสัญญา) ซึ่งถูกระบุไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา มาตรา 60 ซึ่งกำหนดว่าฝ่ายที่ถูกละเมิดสัญญาในข้ออันเป็นสาระสำคัญ สามารถเลิกสัญญาโดยฝ่ายเดียวได้ ซึ่งหลักนี้ใช้กับข้อตกลงระหว่างประเทศทุกชนิด ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณี ดังนั้นเมื่อกัมพูชามีการละเมิด MOU นับ 400 ครั้ง และครั้งที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่กัมพูชายิงจรวดใส่เป้าหมายพลเรือนของไทยไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล ฯลฯ มีผู้เสียชีวิตมากมาย และการใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ทำให้ทหารไทยขาขาด และเสียชีวิตในการรบหลายนาย ซึ่งคณะรัฐมนตรีสามารถอ้างเหตุนี้ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับได้ทันทีหากมีความกล้าหาญ อย่าโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน หรือแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเข้ารับตำแหน่งก็ยกเลิกหรือถอนตัวจากสนธิสัญญาและข้อตกลงที่เขาเห็นว่าทำให้อเมริกาเสียประโยชน์มากกว่าได้ ทันที เช่น ถอนตัวจาก WHO และ ข้อตกลงปารีสเรื่องโลกร้อน 

3. การลงประชามติ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ถูกต้องชอบธรรมสำหรับทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มีความละเอียดซับซ้อนที่กระทบประชาชนเป็นวงกว้าง และประชาชนมีเวลาไม่เพียงพอที่จะรับรู้ข้อมูลอย่างปราศจากนัยเคลือบแฝงทางการเมือง เช่น กรณีการลงประชามติ มติของประชาชนชาวสหราชอาณาจักร ว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งผลออกมาก็คือ “ออก” ปรากฏว่ามีการสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ผลคือว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 65 ยอมรับว่าการตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นการตัดสินใจที่ “ผิด” ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน และไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงผลที่จะตามมาของการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และผมก็ไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ในประเทศไทย

ผมจึงอยากฝากข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปยังท่านนายกอนุทินและคณะรัฐบาล ให้พิจารณาอย่างรอบคอบ มีความกล้าหาญทางการเมือง (political courage) ในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ผลักภาระและโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน ภายใต้สถานการณ์ทางความมั่นคงที่ไม่แน่นอนและต้องใช้ความรวดเร็วและเด็ดขาดในการตัดสินใจ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนริมชายแดน และรักษาดินแดน อธิปไตย และเกียรติภูมิประเทศต่อไป 

ด้วยความปรารถนาดี

‘หมอตุลย์’ จี้!! ‘นายกฯ อนุทิน’ แสดงความจริงใจ แก้ปัญหาชายแดน ย้อนถาม!! MOU 43/44 ทำไมไม่กล้ายกเลิกเอง โยนให้ ปชช.โหวต

(5 ต.ค. 68) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นและตั้งคำถามตรงไปตรงมา ถึงความจริงใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต่อการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะนโยบายที่นำเสนอในที่ประชุม สมช.

คุณหมอ ระบุว่า การที่รัฐบาลผลักดันแนวคิด สร้างรั้วชายแดน นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายเก่าที่ถูกเสนอและถูกขวางมาแล้วในรัฐบาลชุดก่อนหน้า พร้อมตั้งคำถามสำคัญ 2 ข้อว่า

1️⃣ MOU 43/44 – ตอนเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทินแสดงท่าทีชัดว่าจะยกเลิก แต่พอได้เป็นนายกรัฐมนตรีกลับเลือกให้ทำ “ประชามติ” แทนที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ทั้งที่อำนาจอยู่ในมือ

2️⃣ ข้อตกลงหยุดยิง 28 ก.ค. 2568 – นายกรัฐมนตรีจะมีมาตรการใดต่อการที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อการปกป้องดินแดนไทย

คุณหมอตุลย์ ยังย้ำว่า สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นไม่ใช่เพียงการออกนโยบายที่ฟังดูดี แต่ต้องเป็นมาตรการที่ เด็ดขาด ชัดเจน และปฏิบัติได้จริง เพื่อรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศ

‘ชื่นชอบ คงอุดม’ ลุยพื้นที่!! ดูแลชาวบ้าน ช่วยผู้ประสบวาตภัย รับ!! ประสานหน่วยงาน เร่ง!! ฟื้นฟูบ้านเรือน ให้เร็วที่สุด

(5 ต.ค. 68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นบุตรของนายชัชวาลล์ คงอุดม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

จากเหตุวาตภัยเมื่อวันก่อนพี่น้องชาวบางซื่อหลายชุมชนเดือดร้อน บ้านเรือนเสียหายหลายครัวเรือน ผมในฐานะคนบางซื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้ลงพื้นที่ ซ.โชติวัฒน์ ชุมชนบ้านพักรถไฟ ชุมชนตึกแดง 1/2/3 เพื่อให้กำลังใจและประสานหน่วยงานมาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนพี่น้องชาวบางซื่อ ผมรับรองว่าผมจะช่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

คุณพ่อชัช สส.ชัชวาลล์ คงอุดมและหัวหน้าพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคได้กำชับให้ดูแลพี่น้องบางซื่อทุกคนที่เดือดร้อนให้เต็มที่ สุดท้ายผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่เขตบางซื่อ เขตสายไหม เขตจตุจักรและเขตบางเขนที่ทำงานแบบจัดเต็มครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top