Thursday, 4 June 2026
ขนมขบเคี้ยว

‘เมเจอร์’ รุกตลาดขนมขบเคี้ยว เสิร์ฟแบรนด์ ‘POPCORN’ ส่งขาย 7-11 พร้อมดึง ‘Three Man Down’ เป็นพรีเซ็นเตอร์ หวังเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

(2 ต.ค.66) นายวิศรุต พูลวรลักษณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของธุรกิจป๊อปคอร์น ในแบรนด์ ‘POPCORN MAJOR’ โดยวางจำหน่ายใน Modern Trade ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศมากถึง 14,000 สาขา

โดยการวางจำหน่ายป๊อปคอร์นผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งได้พัฒนาจากป๊อปคอร์นโรงหนังซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ที่มีเอกลักษณ์ความอร่อยไม่เหมือนใคร ในรูปแบบซองสูญญากาศที่เก็บรสชาติความหอม กรอบ อร่อยได้ทุกที่ทุกเวลา มีให้เลือก 3 รสชาติ ได้แก่ รสชีส, รสคลาสสิก และรสข้าวโพดปิ้ง ซึ่งมาในรูปแบบซองสีสันสดใสขนาด 35 กรัม จำหน่ายราคาซองละ 28 บาท โดยได้เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา

สำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ‘POPCORN MAJOR’ ในร้านสะดวกซื้อครั้งนี้ ถือเป็นการรุกตลาดขนมขบเคี้ยว (สแน็ค) อย่างเต็มตัว โดยเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์วงป๊อปร็อกรุ่นใหม่ ‘Three Man Down’ ตัวแทนที่จะมาถ่ายทอดความอร่อยโพด ๆ ของ ‘POPCORN MAJOR’ ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า Gen Z อายุ 10-25 ปี มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มีแผนที่จะขยายช่องทางการขาย ‘POPCORN MAJOR’ ไปยังช่องทางอื่น ๆ ให้เลือกซื้อได้ที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ โมเดิร์น เทรด อาทิ โลตัส, บิ๊กซี, วิลล่า มาร์เก็ท, กูร์เมต์ มาร์เก็ต, โฮม เฟรช มาร์ท, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์ มาร์เก็ต เป็นต้น

“ซึ่งการนำป๊อปคอร์นโรงหนังเข้าสู่ตลาดขนมขบเคี้ยว (สแน็ค) จะช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าที่ชอบกินป๊อปคอร์น เพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจป๊อปคอร์น และยังเป็นการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ ‘POPCORN MAJOR’ ให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้นอกจากแตกไลน์สินค้าสู่สแน็ค บริษัทมีแผนที่จะเดินหน้าเปิดคีออสเพิ่มอีกกว่า 40 สาขา และดีลิเวอรี่ยังคงเดินลุยขายต่อเนื่อง” นายวิศรุต กล่าว

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาเครื่องดื่มและป๊อปคอร์นทำเงินให้เมเจอร์ฯ ราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2566 ตั้งเป้าโตแตะ 2,400 ล้านบาท

MySnaxx มันฝรั่งทอดกรอบน้องใหม่ ท้าชนยักษ์ใหญ่ ใช้ “ฐานแฟน-สตอรี่-ออนไลน์” แทนทุ่มงบโฆษณา กรณีศึกษา “แบรนด์เล็กกล้าคิดใหญ่” ในตลาดหมื่นล้าน ตอกย้ำ “ฐานลูกค้า” สำคัญไม่แพ้ “งบการตลาด”

ในตลาดมันฝรั่งทอดไทย ถ้าเอ่ยชื่อ Lay’s แทบทุกคนเห็นภาพทันที ทั้งรสชาติ, แคมเปญ, รสลิมิเต็ด, และชั้นวางที่ยาวทั้งแถวในเซเว่น-ซูเปอร์มาร์เก็ต  

รายงานด้านการตลาดระบุว่า Lay’s เป็นผู้นำตลาดมันฝรั่งทอดและกลุ่ม salty snack ของไทยมานานกว่าสิบปี และอยู่ในกลุ่มแบรนด์ที่มีคะแนนความผูกพันสูงสุดในหมวดขนมขบเคี้ยวเค็ม ขณะที่ภาพรวมตลาดขนมขบเคี้ยวเค็มของไทยมีมูลค่าราว 21,000-22,000 ล้านบาทต่อปี และเฉพาะกลุ่มมันฝรั่งทอดคิดเป็นประมาณ 30% ของตลาดนี้ 

มีการประเมินเพิ่มเติมว่า ตลาดมันฝรั่งทอดในไทยปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นกว่า 90,000 ล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่องราว 6-7% ต่อปี

สนามนี้จึงไม่ใช่ “ตลาดเล่น ๆ” สำหรับผู้เล่นรายเล็กเลยแม้แต่น้อย 

ท่ามกลางยักษ์ระดับนี้ อยู่ ๆ ก็มีมันฝรั่งถุงใหม่ชื่อ “MY SNAXX” โดย MyMateNate โผล่ขึ้นมา พร้อมข้อความประมาณว่า “ผมสร้างมันฝรั่งทอดของตัวเอง”  

คำถามที่น่าสนใจสำหรับ TST BIZ ไม่ใช่แค่ว่า “อร่อยไหม” แต่คือ “อะไรทำให้แบรนด์เล็กอย่าง MySnaxx กล้าเล่นในสนามเดียวกับ Lay’s?”  

MySnaxx คือใครในสงครามมันฝรั่งทอด?

จากหน้าเว็บและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ MySnaxx / MY SNAXX คือมันฝรั่งทอดกรอบแผ่นหยักขนาด 50 กรัม หลายรสชาติ เช่น Sea Salt, Barbeque, Sour Cream Cheese, Nori Seaweed ฯลฯ ผลิตจากมันฝรั่งแท้ ทอดในน้ำมันรำข้าว และใช้ positioning แบบ “snack ดี ๆ กินแล้วไม่รู้สึกผิดมาก”  

จุดต่างสำคัญคือ “เจ้าของแบรนด์”  
ไม่ใช่บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ แต่คือ MyMateNate YouTuber/Creator ที่มีฐานแฟนมหาศาลในไทย ซึ่งประกาศเองในคลิปเปิดตัวว่าใช้เวลาพัฒนาสูตรเป็นปี ลองแล้วลองอีก กว่าจะออกมาเป็น MySnaxx ที่ขายจริง  

วันนี้ MySnaxx ไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์ แต่เริ่มเข้าไปอยู่ใน 7-Eleven บางสาขา รวมถึงร้านสะดวกซื้อและร้านในปั๊มน้ำมันบางเครือแล้วด้วย  

แล้วอะไรทำให้ MySnaxx “กล้าท้าชน Lay’s”?

1) เพราะเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจาก “ฐานแฟน”  
ถ้าบริษัทอาหารทั่วไปออกมันฝรั่งยี่ห้อใหม่ ต้องใช้เงินโฆษณามหาศาลเพื่อให้คนจำชื่อได้

แต่ MySnaxx มีฐานแฟนของ MyMateNate เป็น “ทุนทางแบรนด์” อยู่แล้ว ช่อง YouTube ของเขามีผู้ติดตามมากกว่า 15 ล้านคน และมียอดรับชมรวมกว่า 4.6-4.7 พันล้านวิว จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของอินฟลูเอนเซอร์ไทยทั้งหมวดบันเทิง-ไลฟ์สไตล์

ถ้าเทียบกันแบบ “ต้นทุนต่อการเข้าถึงคน” ฐานผู้ติดตามระดับสิบกว่าล้านนี้คือ Media Asset ที่บริษัทข้ามชาติต้องใช้เงินโฆษณาหลายสิบ-หลักร้อยล้านบาทต่อปีในการซื้อพื้นที่ แต่ MySnaxx “ถือสื่อเอง” ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัวแบรนด์

ในมุมธุรกิจ คือการใช้ “Influence” มาเป็น Launch Budget

2) เล่าเรื่อง “ของที่เราทำเองจริง ๆ” ไม่ใช่แค่เอาชื่อไปแปะ  

ในคลิปเปิดตัว MySnaxx, MyMateNate เน้นเล่าว่า  
- ใช้เวลาพัฒนาสูตรเป็นปี  
- ทดลองผลิตหลายรอบ  
- สนใจเรื่องรสชาติและคุณภาพเองจริง ๆ  

ในขณะที่หลาย “KOL Brand” แค่เอาชื่อไปแปะกับ OEM  

MySnaxx เล่า narrative ว่า นี่คือโปรเจกต์ที่เขาลงแรงเองจริง ๆ → ทำให้แฟนรู้สึกว่า “นี่คือขนมของพี่เนท ที่พี่เนทภูมิใจ”

ไม่ใช่ “ขนมของโรงงาน ที่เอาพี่เนทมาเป็นพรีเซนเตอร์”  
ความรู้สึก “ของพี่” ตรงนี้แหละ ที่เป็นเกราะบาง ๆ ให้กล้าขึ้นไปวางบนชั้นเดียวกับ Lay’s ได้

3) เล่นเกมที่ Lay’s เล่นไม่ถนัด: Creator-first + Online-first  

Lay’s เก่งมากในเกม Mass Distribution + Mass Marketing  
- เข้าได้ทุกเซเว่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้าง ร้านโชห่วย  
- ทำแคมเปญระดับชาติ, เพลง, รสลิมิเต็ด, โปรโมชันใหญ่ ๆ  

แต่ MySnaxx เลือกเล่นเกมอีกฝั่งคือ Creator-first + Online-first  
- เปิดขายผ่านเว็บตัวเอง, LINE OA, Shopee, Lazada พร้อมกัน  
- ใช้คอนเทนต์สั้น, TikTok, IG Reel, Facebook Shorts ในการสร้างกระแส  
- ทำคอนเทนต์เบื้องหลัง “กว่าจะมาเป็นซอง MySnaxx” ให้คนรู้สึกมีส่วนร่วมกับการสร้างแบรนด์  

พูดง่าย ๆ คือ MySnaxx เอาจุดแข็ง “แพลตฟอร์ม” ของ Creator มาสู้กับจุดแข็ง “ช่องทางดั้งเดิม” ของ Lay’s  

ไม่ใช่ลงสนามเดียวกันทั้งหมด แต่เลือกสนามที่ตัวเองมีแต้มต่อ  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top