Thursday, 4 June 2026
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

กฟผ. พร้อมรับมือพายุ ‘วิภา’ ดูแลระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ คุมการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ยืนยันยังรับได้อีกมาก

(23 ก.ค. 68) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ติดตามสถานการณ์พายุ 'วิภา' อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้ดูแลระบบผลิตและส่งไฟฟ้าอย่างรอบคอบทั่วประเทศ เพื่อให้การจ่ายไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงที่หลายพื้นที่เผชิญฝนตกหนัก

อย่างที่ทราบกันดีว่า พายุ 'วิภา' ขึ้นฝั่งเวียดนามเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ทำให้ไทยตอนบน รวมถึงภาคกลางตะวันตกและภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากระหว่าง 22-24 ก.ค. ส่งผลให้ กฟผ. ต้องเฝ้าระวังทั้งระบบไฟฟ้าและสถานการณ์น้ำในเขื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งอยู่ในเส้นทางพายุ ปัจจุบันมีน้ำในอ่างอยู่ 63% ของความจุ และยังสามารถรับน้ำได้อีก 37% กฟผ. จึงปรับลดการระบายน้ำลงจากวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน

หลังจากฝนลดลงในวันที่ 25-27 ก.ค. กฟผ. จะกลับมาเพิ่มการระบายน้ำอีกครั้ง เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนให้สมดุล ทั้งนี้เขื่อนใหญ่ของ กฟผ. ทั่วประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากกว่า 22,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 37% ของความจุ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ได้ผ่านเว็บไซต์ water.egat.co.th หรือแอปพลิเคชัน 'EGAT ONE' เพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับระดับน้ำในเขื่อนและสถานการณ์พายุ

‘กระทรวงพลังงาน - กฟผ.’ ลงพื้นที่!! ‘ศรีสะเกษ – สุรินทร์’ ให้กำลังใจ พร้อมหนุนเสบียงช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยชายแดน

เมื่อวานนี้ (27 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายวิภู พิวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ลงพื้นที่สร้างขวัญกำลังใจ เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสนับสนุนอาหารปรุงสุก ขนมสำหรับเด็ก และน้ำดื่มจำนวน 1,500 ขวด แก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ผู้ประสบภัยจังหวัดศรีสะเกษ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัตถุดิบประกอบอาหาร ขนมสำหรับเด็ก และน้ำดื่มจำนวน 1,000 ขวด แก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ผู้ประสบภัยจังหวัดสุรินทร์ 

นอกจากนี้ กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและยานพาหนะ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที และพร้อมเคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต

กฟผ. จัดเต็ม 4 ฐานกิจกรรมสร้าง 'ฮีโร่ด้านพลังงาน' ปลูกฝังเรื่องพลังงานผ่านฐานการเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

กลับมาอีกครั้งกับการร่วมออกบูทเพื่อการเรียนรู้ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ซึ่ง กฟผ. ได้ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ผ่าน 4 ฐานกิจกรรมที่จะช่วยปลุกพลังการเป็นฮีโร่ในตัวเด็กๆ ให้เป็น ‘ฮีโร่พลังงาน’ โดยในแต่ละฐานมุ่งสร้างประโยชน์และทักษะที่แตกต่างกันให้แก่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ในเรื่องที่ยากและซับซ้อนให้กลายเป็นการเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

สำหรับในปีนี้ กฟผ. ได้เตรียมกิจกรรมในรูปแบบ 'EGAT FINDING HEROES FOR ALL' ผ่าน 4 ฐานกิจกรรมที่จะช่วยปลุกความเป็นฮีโร่ที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็ก ๆ ด้วยการเปลี่ยนเรื่องพลังงานที่ซับซ้อนให้กลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น เป็นการปลูกฝังความรู้เรื่องพลังงานในวันนี้ สร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อโลก ก่อนที่พวกเขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใช้งานในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างเหล่าฮีโร่ด้านพลังงานออกไปร่วมพิทักษ์โลกของเราแล้วเป็นจำนวนมาก ผ่านการเรียนรู้จากฐานกิจกรรมต่าง ๆ ที่เน้นการเรียนรู้จริง เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ดังนี้

เริ่มตั้งแต่ฐาน E: Energy Innovation ฐานนี้ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ กฟผ. พัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การจำลองโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก) ที่จะให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสถึงหลักการทำงานโดยตรง รวมไปถึงระบบกักเก็บพลังงาน Energy Storage System (ESS) โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนเป็นพลังงานสะอาด ที่จะช่วยปลุกจินตนาการให้เด็ก  ๆ สนใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และด้านพลังงานได้เป็นอย่างดี

ฐานถัดมา G: Green Learning Society เป็นฐานที่จะสร้างจิตสำนึกรักษ์โลก ให้กับเด็ก ๆ เริ่มจากการ ฝึกสร้างโลกสมดุลคาร์บอน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ 'ห้องเรียนสีเขียว' แหล่งความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน พร้อมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านกิจกรรม Interactive 3D Painting เป็นการเรียนรู้และลงมือทำด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยปลูกฝังให้เด็ก ๆ ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้

จากนั้นจะนำพาเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทักษะการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันกับฐาน A: Appliances & Energy ซึ่งฐานการเรียนรู้นี้ จะเสริมทักษะการประหยัดพลังงาน เรียนรู้และเข้าใจความสำคัญของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ไม่ใช่แค่ฉลาก แต่เด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้และตัดสินใจในการเลือกซื้อและเลือกใช้สินค้าที่ประหยัดไฟฟ้าได้ด้วยตัวเองและความรู้เหล่านี้จะติดตัวเด็ก ๆ ตลอดไป

ส่วนฐานสุดท้ายจะเป็นเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจสู่การเป็นฮีโร่พลังงาน กับฐาน  T: Transformative Learning เป็นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ไปกับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. 8 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้เด็ก ๆ ได้จำลองการเแปลงร่างผ่าน AI เป็นฮีโร่ด้านพลังงาน และสามารถสแกนภาพถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ด้วย          

นายสไกร คงธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจัดการด้านการใช้พลังงาน กฟผ. ย้ำว่า บูทนิทรรศการ 'EGAT FINDING HEROES FOR ALL' ที่ กฟผ. จัดเตรียมไว้ต้อนรับผู้ที่สนใจในปีนี้ จะมีทั้งความสนุกสนาน และจะเป็นห้องเรียนมีชีวิตที่จะสร้างทั้งองค์ความรู้และแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ โดยคาดหวังว่า เมื่อเขาเติบโตขึ้น จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้พลังงาน แต่จะเป็นผู้สร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ เพื่อก้าวไปเป็น 'ฮีโร่ด้านพลังงาน' ได้อย่างแท้จริง

เหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 สิงหาคมนี้เท่านั้น สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจอยากร่วมฐานฝึกเป็นฮีโร่ด้านพลังงานกับบูทนิทรรศการของ กฟผ. แล้วพบกันที่งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ระหว่างเวลา 09.00-19.00 น. ณ Exhibition Hall 5 ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสู่ธุรกิจ กฟผ. จับมือ IWRM ลงนามให้บริการบริหารจัดการด้านพลังงานสะอาด

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (รวธ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมเป็นเกียรติในงานลงนามสัญญา (MOU) ให้บริการบริหารจัดการพลังงานโดยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ระหว่าง กฟผ.และ บริษัท ไอดับบลิวอาร์เอ็ม จำกัด (IWRM) ผู้ให้บริการน้ำเพื่ออุตสาหกรรมรายใหญ่ในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยมีนายสายัณห์ ปานซัง ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารธุรกิจ (ชธก.) และนายธนวัฒน์ สันตินรนนท์ กรรมการผู้จัดการ IWRM ร่วมลงนามในสัญญา พร้อมด้วยนางณิศรา ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน (อธพ.) และนางอัมพวัน พงศ์สิทธิศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ IWRM ลงนามในฐานะพยาน ณ ห้อง Press Conference สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

สำหรับการให้บริการดังกล่าว เป็นการให้บริการบริหารจัดการพลังงานโดยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micro-Grid) ณ สถานีผลิตน้ำประปามรกตสยาม อ.พานทอง จ.ชลบุรี เพื่อยกระดับความมั่นคงและประสิทธิภาพในการผลิตน้ำประปา ด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ทันสมัย ประกอบด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ (Floating PV System) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) ของ กฟผ. หรือ “ENZY Platform” ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการพลังงาน และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทั้งในด้านการควบคุมค่าไฟฟ้า การพยากรณ์พลังงาน ตลอดจนรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน การลงนามในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และภาคเอกชน ในการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีด้านพลังงานอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

Hot Line กฟผ. กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ซ่อมสายส่งด้วยนวัตกรรม เน้นความปลอดภัย - ประสิทธิภาพสูง

(1 ต.ค. 68) Hot Line กฟผ. กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ซ่อมสายส่งด้วยนวัตกรรม เน้นความปลอดภัย - ประสิทธิภาพสูง ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตประจำวันของคนไทยทั่วประเทศ พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าจะถูกส่งผ่านสายส่งแรงสูงไปยังศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้า และเชื่อมโยงหลายระบบเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและต่อเนื่อง แน่นอนว่า หากเกิดความเสียหายแม้เพียงจุดเดียวในระบบส่ง อาจนำไปสู่ไฟฟ้าตกหรือดับในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อครัวเรือน อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ดังนั้น การดูแลรักษาให้ระบบส่งไฟฟ้าอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานจึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง

Hot Line กับภารกิจบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า เพื่อไฟฟ้าที่มั่นคง ภารกิจบำรุงรักษา: งานที่ต้องทำก่อนเกิดปัญหา ทีมงานที่รับภารกิจนี้คือ ทีม Hot Line ช่างไฟฟ้าผู้ชำนาญการในการตรวจสอบและซ่อมบำรุงสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 

เพราะการบำรุงรักษาระบบส่งไฟฟ้าไม่ใช่แค่การซ่อมเมื่อเกิดปัญหา แต่คือการตรวจสอบและดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้า อุปกรณ์ทุกชิ้นในระบบส่งจะมีแผนการตรวจสอบเป็นวาระ เช่น การตรวจสอบประจำปี การตรวจสอบทุก 5 ปี หรือ การตรวจสอบจุดร้อน (Hot Spot) เป็นต้น โดยข้อมูลจากการตรวจสอบจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงมีความมั่นคง ปลอดภัย และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ งานของทีม Hot Line ถือเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง ต้องใช้ความชำนาญ และความสามัคคี ในการทำงาน โดยที่ผ่านมาผู้ปฏิบัติงานต้องปีนเสาสูง 24–70 เมตร (เทียบกับตึกสูงประมาณ 8-20 ชั้น) และไต่สายตัวนำออกไปยังจุดซ่อม ซึ่งต้องใช้แรงและความอดทนอย่างมาก

ดังนั้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของทีม Hot Line ทาง กฟผ. จึงได้มีการพัฒนา “Lineman Lift” นวัตกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขึ้นปฏิบัติงานบนเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งสามารถยกคนหรืออุปกรณ์ขึ้นเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับ 70 เมตรได้ภายใน 3 นาที และไปยังจุดที่ต้องดำเนินการได้โดยตรง ควบคุมได้ด้วยรีโมตระยะไกล โดยมีคุณสมบัติเด่น ดังนี้ 

• สามารถรับแรงดึงสูงสุดได้ที่ 400 กิโลกรัม และรับแรงดึงอย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดความเสี่ยงได้ที่ 200 กก.
• มี Emergency Switch ตัดการทำงานเมื่อเครื่องขัดข้อง
• โหมด Manual, Auto และ Remote สามารถควบคุมได้ไกลได้ 500 เมตร
• ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน (LiFePO4) ซึ่งยากต่อการติดไฟ
• มีจอแสดงผลระดับแบตเตอรี่และสถานการณ์ทำงาน
Lineman Lift นั้นทำให้ทีม Hot Line ลดความเสี่ยงในการปีนเสาและไต่สาย เข้าถึงจุดซ่อมได้ตรงจุด ทำให้ลดเวลาในการทำงาน สามารถลดจำนวนผู้ที่ต้องขึ้นไปปฏิบัติงานบนที่สูง ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และยังลดต้นทุนเนื่องจากการผลิตขึ้นเองมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ
อีกทั้ง สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายภารกิจ ไม่ว่าจะเป็น งานเปลี่ยนลูกถ้วย 500 kV ด้วยวิธีไม่ดับกระแสไฟฟ้า งานทำความสะอาดลูกถ้วย 230 kV งานติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า งานซ่อมสายไฟฟ้า และกังหันลมผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

ปัจจุบัน Lineman Lift มีจำนวนรวม 15 เครื่อง ซึ่งได้ขยายผลไปนำใช้งานยังทุกภูมิภาคของประเทศ และยังได้มีการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์กับบริษัทเอกชนในงานซ่อมสายส่งและกังหันลมอีกด้วย
ทั้งนี้ การนำ Lineman Lift มาใช้งาน ไม่เพียงแต่เกิดประโยชน์ต่อทีมบำรุงรักษาระบบส่งไฟฟ้าเท่านั้น แต่ผู้ใช้ไฟฟ้ายังได้ประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น

1. ลดความเสี่ยงไฟฟ้าดับ: ป้องกันเหตุขัดข้องเฉียบพลัน
2. ไฟฟ้ามีคุณภาพ: ลดไฟตก ไฟกะพริบ
3. รองรับโหลดที่เพิ่มขึ้น: โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนและภาคอุตสาหกรรม
4. สร้างความเชื่อมั่น: ส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทีม Hot Line คือ จิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งของความมั่นคงทางพลังงาน เพราะภารกิจของทีม Hot Line ไม่ใช่แค่การซ่อมสายไฟ แต่คือการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทยให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีนวัตกรรมอย่าง Lineman Lift เป็นแรงเสริมที่ช่วยให้ภารกิจนี้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

‘ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5’ ความสำเร็จที่จับต้องได้ ช่วยชาติประหยัดไฟกว่า 4 หมื่นล้านหน่วย - ลดคาร์บอน 22 ล้านตัน

(8 ต.ค. 68) ในโลกที่พลังงานกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการ “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ได้พิสูจน์ตัวเองตลอด 30 ปีว่าไม่ใช่แค่เครื่องหมายบนผลิตภัณฑ์ แต่คือสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความมุ่งมั่น และผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในการลดการใช้พลังงานของประเทศ

ตั้งแต่ปีแรกที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มต้นโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เมื่อปี 2538 เป้าหมายคือการยกระดับมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินความคาดหมาย โดยสามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้ากว่า 40,000 ล้านหน่วย, ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 22 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,720 ล้านต้น

ที่ผ่านมา มีการปรับรูปแบบฉลากเบอร์ 5 ให้แสดงประสิทธิภาพมากขึ้นเป็น เบอร์ 5 “3 ดาว” และเบอร์ 5 สูงสุด “5 ดาว” ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 แล้วกว่า 520 ล้านดวง ครอบคลุม 27 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของคนไทยอย่างแพร่หลาย และเป็นต้นแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับอาเซียนและระดับสากล

ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 30 ปี โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5  ทางกระทรวงพลังงาน กฟผ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ การควบรวมฉลากเบอร์ 5 กับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงของ พพ. ให้เป็นฉลากเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวแบบคูณสอง

ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้พลังงาน พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050”

สำหรับฉลากเบอร์ 5 โฉมใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 16 มกราคม 2569 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์กว่า 45 ประเภท ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ความมั่นใจคูณสอง” ให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ด้าน ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช รักษาการผู้ว่าการ กฟผ. เสริมว่า “การร่วมมือกับ พพ. จะช่วยขยายผลโครงการไปยังบ้าน อาคาร โรงเรียน และโรงแรม พร้อมกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วน”

แน่นอนว่า ฉลากเบอร์ 5 ไม่ใช่แค่เรื่องของวันนี้ แต่คืออนาคตของพลังงานไทย ที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เมื่อ 30 ปีก่อน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการลดพลังงานและลดคาร์บอน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฉลากเบอร์ 5 ได้พิสูจน์แล้วว่า “ความรัก(ษ์)” ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการควบฉลาก ความมั่นใจของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พร้อมนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวอย่างยั่งยืนต่อไป

พีระพันธุ์ซัดรัฐบาลซื้อไฟแพงเกินจริง จี้อนุทินหยุดเกรงใจนายทุน ทั้งที่ กพช. ชุดเดิมเคยสั่งชะลอ เตือนอย่าผลักภาระค่าไฟใส่ประชาชน

(21 พ.ย. 68) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์มติรัฐบาลที่อนุมัติสัญญารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์จากเอกชนเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์ ในราคา 2.16 บาทต่อหน่วย ทั้งที่ในสมัยรัฐบาลก่อน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เคยมีมติให้ “ชะลอ” และเจรจาต่อรองราคา เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถผลิตไฟเองได้ในต้นทุนเพียงราว 1.85 บาทต่อหน่วย และวันนี้ต้นทุนอุปกรณ์โซลาร์ก็ถูกลงกว่าเดิมมากแล้ว

พีระพันธุ์ระบุว่า ตนและ กพช. ในรัฐบาลชุดที่แล้ว เคยสั่งให้ กกพ. กฟผ. และกระทรวงพลังงาน ร่วมกันเจรจากับเอกชนเพื่อกดราคาลง เพราะในสัญญาเปิดช่องให้รัฐปรับราคาได้ พร้อมย้ำว่าในช่วงที่ตนกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน “ไม่เคยเปิดประมูลซื้อไฟใหม่จากเอกชนเลย” เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีเหลือเกินความต้องการใช้อยู่แล้ว แม้นายทุนจะไม่พอใจแต่ก็เป็น “เส้นที่ห้ามข้าม” ในการใช้เงินประชาชน

พร้อมทิ้งท้ายโจมตีรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า “กำลังซื้อไฟแพง ต้องหยุดเดี๋ยวนี้” และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเคยนั่งอยู่ใน กพช. ชุดเดิมด้วยกัน หยุดเกรงใจนายทุน และทบทวนมติรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ล็อตใหม่นี้ เพราะท้ายที่สุดหากรัฐยอมซื้อไฟในราคาแพงเกินจำเป็น ภาระทั้งหมดก็จะถูกผลักไปอยู่บนบิลค่าไฟของประชาชนอยู่ดี

กฟผ. - มูลนิธินายช่างไทย ระดมทีมวิศวกรและช่างอาสา เตรียมลงพื้นที่ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า หลังมหาอุทกภัยสงขลา วันที่ 5 - 9 ธันวาคม นี้

(29 พ.ย. 68) กฟผ. จับมือมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา ระดมทีมวิศวกรและช่างอาสาเตรียมลงพื้นที่ฟื้นฟูระบบไฟฟ้าจากอุทกภัยใหญ่สงขลา 5-9 ธ.ค. นี้

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า มหาอุทกภัยที่ จ.สงขลา ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการต่าง ๆ ได้รับความเสียหายมาก กฟผ. จึงร่วมกับมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา เตรียมนำทีมวิศวกรและช่างอาสา กฟผ. ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายบ้านเรือนและระบบไฟฟ้าจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และ อ.จะนะ จ.สงขลา ในวันที่ 5 - 9 ธันวาคม นี้ เพื่อเร่งฟื้นฟู ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย 

ส่วนถุงยังชีพ กฟผ. ได้เร่งกระจายให้แก่พลังงานจังหวัด สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผู้นำชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อนำไปมอบให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 5,000 ชุด และกำลังเร่งจัดส่งเพิ่มเติม ทั้งนี้ กฟผ. ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้โดยเร็ว กฟผ. เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต

ผู้ว่าฯ กฟผ. แถลงทิศทางการทำงาน ขับเคลื่อน กฟผ. สู่ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย มุ่งเน้นพลังงานสะอาด ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่มั่นคง-ยั่งยืน

(4 ธ.ค. 68) นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมพูดคุยกับสื่อมวลชนถึงทิศทางการดำเนินงานของ กฟผ. และแนวทางการบริหารงานหลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่าทิศทางพลังงานโลกที่มีความต้องการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการขยับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 ทำให้ กฟผ. ต้องปรับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงไปสู่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทยและผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์

ภายใต้ทิศทางดังกล่าว กฟผ. ได้กำหนดกรอบการขับเคลื่อนองค์กร “SENSE” เป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน ประกอบด้วย

S - Safety Operation ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในการผลิตและส่งไฟฟ้า ลดความสูญเสียของทั้งบุคลากรและชุมชน 

E - Energy Security ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าให้เพียงพอ เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ 

N - Naturality มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 

S - Social Responsibility ดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

E - Economic Energy บริหารจัดการต้นทุนพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มองหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนร้อยละ 5 โดย กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กฟผ. รวมทั้ง 16 โรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษาข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. ศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ กฟผ. เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาด และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์

กฟผ. ยังเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โดย กฟผ. มีแผนพัฒนาโครงการจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนกะทูน พัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานซึ่งสามารถจ่ายไฟเข้าระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ผสานข้อมูลพยากรณ์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ รวมถึงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานทดแทน การเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าเอกชน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฟผ. เดินหน้าจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราคาถูกด้วยสัญญาระยะยาว พร้อมยืดอายุโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดต่ำลงและแข่งขันได้ พร้อมแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ LNG ซึ่งล่าสุดบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ. กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside สูบถ่าย LNG จากเรือขนส่งเข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จ.ระยอง เพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือและจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

นายนรินทร์ เผ่าวณิช กล่าวต่อไปว่า ผมมุ่งบริหาร กฟผ. ให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (A) ขับเคลื่อนดำเนินงานด้วยความรวดเร็วโดยยึดหลักธรรมภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ สนับสนุนบุคลากรเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน หรือ GRC (Governance - Risk Management - Compliance) โดย กฟผ. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินเชื่อมโยงกับการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2571 ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของ กฟผ. ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero

ส่วนการดูแลสังคม ชุมชน กฟผ. ยังคงเดินหน้าสร้างการยอมรับและความร่วมมือกับพันธมิตรทุกระดับ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในการพัฒนาธุรกิจใหม่ร่วมกับชุมชนด้วยการยกระดับจาก CSR สู่ CSV เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน

นายนรินทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า กฟผ. จะไม่เป็นเพียง "ผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง" แต่จะเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดเทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ" เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน
 

‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ กับบทบาทผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ปักหมุด กฟผ. เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย เน้นบริหารสมดุล โรงไฟฟ้า-เชื้อเพลิง-พลังงานยุคใหม่ พาไทยก้าวทันยุค Energy Transition อย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าวันนี้เราเปิดไฟ เปิดแอร์ ชาร์จมือถือ หรือเดินห้างสรรพสินค้าแล้วทุกอย่างทำงานได้ตามปกติ เบื้องหลังความ “ปกติ” นี้ คือการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักภายใต้กระทรวงพลังงาน กฟผ. มีหน้าที่ผลิตและจัดหาไฟฟ้าให้ทั้งประเทศ ดูแลระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่เชื่อมโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง และในต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมทั้งบริหารจัดการการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ในยุคที่โลกหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด บทบาทของ กฟผ. ยิ่งชัดเจนขึ้น กฟผ. ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) ที่ใช้พื้นที่ผิวน้ำเขื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังต่อยอดสู่โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ช่วยปูทางระบบคมนาคมพลังงานสะอาดในอนาคต

ควบคู่กับการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ยังเดินหน้าด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงการที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ที่ดำเนินงานมายาวนานกว่า 30 ปี ช่วยให้ครัวเรือนและธุรกิจเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าสะสมไปแล้วหลายหมื่นล้านหน่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งยังทำงานในมิติ “พลังงานเพื่อสังคม” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ห้องเรียนสีเขียว การรณรงค์ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และการทำงานเคียงข้างชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน เพื่อให้การพัฒนาด้านพลังงานเดินหน้าไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้คนและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล 

จะเห็นได้ว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานด้านไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตพลังงานสะอาด ลดคาร์บอน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศไปพร้อมกัน

ผู้นำยุค Energy Transition ที่เติบโตจาก “หน้างานจริง”

ในบริบทที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุค Energy Transition อย่างจริงจัง การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งเทคนิคของระบบไฟฟ้า นโยบายพลังงาน และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในคนที่เติบโตมากับภารกิจนี้ คือ “นายนรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2568 

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ถือเป็น ผู้ว่าการฯ ที่ผ่านงานทั้งด้านวิศวกรรมโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารเชื้อเพลิง ทำให้เข้าใจทั้งมิติหน้างานและมิติยุทธศาสตร์ ทำให้มีพื้นฐานความรู้ที่รอบด้านก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารขององค์กร 

จาก “ผู้ผลิตไฟฟ้า” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ”

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ไม่ได้มองบทบาทของ กฟผ. ว่าเป็นเพียง “ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง” อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับขึ้นไปเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ” ที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำด้านเชื้อเพลิง ระบบผลิต ระบบส่ง ไปจนถึงโซลูชันด้านพลังงานที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายคือระบบพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในระยะยาว

ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ได้ฉายภาพ “บริบทโลกใหม่” ที่ภาคพลังงานต้องเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้ภัยพิบัติถี่และรุนแรงขึ้น กระทบทั้งที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพ และห่วงโซ่อุปทานอาหาร ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูง สะท้อนออกมาในรูปค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคม ที่ผู้คนมีส่วนร่วมและคาดหวังต่อรัฐวิสาหกิจมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยียุคใหม่อย่าง AI ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือ” มากกว่าคู่แข่ง โดยเชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยให้การทำงานแม่นยำขึ้น 

SENSE: เข็มทิศใหม่ของ กฟผ. 

นายนรินทร์ เล่าถึงกรอบบริหาร กฟผ. ภายใต้คำว่า “SENSE” ซึ่งรวบรวมทั้งเรื่องความปลอดภัย ระบบไฟฟ้ามั่นคง พลังงานสะอาด ความรับผิดชอบต่อสังคม และราคาค่าไฟที่เข้าถึงได้ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

เริ่มด้วย
S-Safety Operation กฟผ. ยึดหลัก “งานปลอดภัย-คนปลอดภัย” เป็นอันดับแรก ยกระดับมาตรฐานการทำงาน การซ่อมบำรุง และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุและเหตุขัดข้องในระบบไฟฟ้า เป้าหมายคือให้ทั้งพนักงานและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อมีเหตุไม่คาดคิด

E-Energy Security ภารกิจหลักของ กฟผ. คือการทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ตั้งแต่การวางแผนกำลังผลิต การผสานโรงไฟฟ้าหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) การจัดหาเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ LNG ในราคาที่เหมาะสม การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ฯลฯ 

N-Naturality (พลังงานคาร์บอนต่ำ) กฟผ. ศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงการศึกษา SMR ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ใช้ไฟก็ได้รับการขับเคลื่อนผ่านมาตรการอย่างฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 และแนวคิด “3 อ.” ได้แก่ อาคาร อุปกรณ์ และอุปนิสัย เพื่อให้ทั้งฝั่งผลิตและฝั่งใช้ไฟร่วมกันลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

S-Social Responsibility กฟผ. ให้ความสำคัญในมิติด้านสังคมและชุมชน ผ่านการขับเคลื่อนและการต่อยอดโครงการเพื่อชุมชน เช่น การพัฒนาอาชีพ พื้นที่สีเขียว และแหล่งเรียนรู้รอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน ตลอดจนโครงการสร้างการเรียนรู้ด้านพลังงานให้เยาวชนและประชาชน เป้าหมายคือการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนรอบข้าง ไม่ใช่เติบโตเพียงลำพัง

E-Economic Energy ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน กฟผ. ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนพลังงานอย่างรอบคอบ ทั้งจัดหา LNG ทั้งสัญญาระยะสั้น-ระยะยาว การใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำ และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายคือ “ค่าไฟที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้” ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ที่ขยับเร็วขึ้นจากปี ค.ศ.2065 เป็นปี ค.ศ.2050 

ก้าวต่อไปของ กฟผ. ภายใต้ผู้ว่าการฯ คนที่ 17

จะเห็นได้ว่า นายนรินทร์ เผ่าวณิช มองการบริหาร กฟผ. ในบทบาทของการดูแลความสมดุลของระบบไฟฟ้าไทย ทั้งด้านความมั่นคง ความยั่งยืนและพลังงานที่เป็นธรรม และพร้อมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเดินหน้าด้านพลังงานสะอาดและสอดรับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เช่น การเดินหน้าโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั้ง 3 แห่งที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ฯลฯ

“กฟผ. จะไม่เป็นเพียง “ผู้ผลิตฟ้าเพื่อความมั่นคง” เท่านั้น แต่จะเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ” เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top