Wednesday, 21 October 2026
กันจอมพลัง

‘กัน จอมพลัง’ ชี้แจงเบื้องต้นแบบนี้

(23 ต.ค. 68) ‘กัน จอมพลัง’ ชี้แจงเบื้องต้นแบบนี้ 

วันๆ ไม่ต้องทำงานแล้ว เอาแค่นั่งตอบคำถาม สนิทกับคนนั้นคนนี้ เดี๋ยวก็มาเรื่องมูลนิธิอีก ผมไม่ได้เป็นประธาน ไม่ได้เป็นกรรมการ แล้วมันผิดตรงไหน ผมเป็นผู้ก่อตั้ง ชื่อก็ชื่อผม 

วันหนึ่ง ถ้าผมตุย ไม่ได้อยู่บนโลกนี้ แล้วมีคนอื่นมาขับเคลื่อน แปลว่า ไม่โปร่งใสเหรอ ผมตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพราะ ชื่อผมมันช่วยคนได้ 

วันใดผมไม่อยู่ก็ต้อง ช่วยคนได้ต่อ การบริหารแบบนี้ ไม่ได้มีแค่ มูลนิธิกัน มูลนิธิใหญ่ๆ แบบนี้ก็เอาชื่อผู้บริหาร มาบริหารองค์กร ผมลงพื้นที่ทำงานอย่างหนัก ต้องมาทำงานเอกสารเองด้วยเหรอ

‘ใบตองแห้ง’ โพสต์วิจารณ์ทหารหนุน ‘กัน จอมพลัง’ สร้างภาพรักชาติ หวังคุมความมั่นคง

เมื่อวันที่ (23 ต.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ คอลัมนิสต์ และพิธีกร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk ระบุว่า…

กัน จอมพลัง โป๊ะแตกแหกโค้งเพราะโดนขุดคุ้ย แป้งเต็มหลัง แต่อันที่จริงนั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่วิพากษ์วิจารณ์กันตั้งแต่ต้น

ประเด็นหลักคือ ทหารหนุนหลังให้ท้าย ‘กัน จอมพลัง’ ทหารเป็นตัวสำคัญ ‘ไม่ใช่แป้ง’ ที่ปล่อยให้กันปลุกพลังรักชาติล้นเกิน สามารถบริจาคยุทธภัณฑ์ จนต้องย้อนถาม ‘ทหารมีไว้ทำไม’

ทหารให้กันร่วมเดินแถวหน้า ยังกะแม่ทัพนายกอง เอารถสูบส้วมรถเครื่องเสียงไปแนวหน้า ยังกะ ผบ.หน่วยรถพิเศษ

ทหารใช้กัน ใช้อินฟลู ปลุกเกลียดชัง ปั่นคลั่งชาติ ให้คนนิยมทหาร ชูทหารเป็นพระเอก จนบรรลุเป้าหมาย คุมชายแดนคุมความมั่นคงเบ็ดเสร็จแทนรัฐบาลไม่ว่าชุดไหนก็ตาม อย่าให้แป้งบังตา

แฟนคลับแห่ให้กำลังใจ 'กัน จอมพลัง' กลางงานแถลงข่าว เชื่อเป็นคนดี ไม่ใช่คนโกง

(24 ต.ค. 68) ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ แถลงข่าวชี้แจงประเด็นเงินบริจาค หลังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส และความสัมพันธ์กับนักการเมือง โดยมี น.ส.กาญจนา สถาวร ประธานมูลนิธิฯ พร้อม 'กัน จอมพลัง' ร่วมชี้แจงต่อสื่อมวลชน ถึงกระแสข่าวที่ไม่มีชื่อเจ้าตัวเป็นกรรมการในมูลนิธิ

โดยระหว่างการแถลงข่าว ได้มีแฟนคลับเข้ามาให้กำลังใจ 'กัน จอมพลัง' พร้อมกล่าวว่า สังคมไม่ควรตัดสินจากภาพลักษณ์ภายนอก เพราะที่ผ่านมา 'กัน' เป็นคนลงมือทำจริงในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นช่วงไฟไหม้ เหตุ สตง.ถล่ม หรือช่วงวิกฤตต่าง ๆ ที่มักเห็นเจ้าตัวช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ FC รายหนึ่งกล่าวด้วยว่า “หน้าอย่างนี้เหรอจะโกง” พร้อมชี้ว่าในสังคมมีคนพูดมากแต่ไม่ทำ ขณะที่ 'กัน จอมพลัง' เป็นคนที่เสี่ยงเอง ลงมือเอง เพื่อช่วยเหลือทหารและประชาชน จึงควรมองที่ผลลัพธ์ของการกระทำ ไม่ใช่คำพูดหรือข่าวลือ

ทั้งนี้ แฟนคลับย้ำว่า การจดทะเบียนมูลนิธิเป็นเรื่องทางกฎหมาย เพื่อให้รับบริจาคได้อย่างถูกต้อง และเชื่อว่ากันจอมพลังตั้งใจทำเพื่อสังคมมากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พร้อมเรียกร้องให้สังคมส่งเสริมคนที่ลงมือทำจริง มากกว่าจะโจมตีโดยไม่มีหลักฐาน

ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล โพสต์ซึ้ง!! ให้กำลังใจ ‘กัน จอมพลัง’ ยกเป็น คนทำดีเพื่อชาติ ย้ำ!! ความดีน้องต้องทำต่อไป แม้ถูกกลั่นแกล้ง

(25 ต.ค. 68) ‘พี่อ้อ’ ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ได้โพสต์ข้อความให้กำลังใจ ‘กัน จอมพลัง’ โดยระบุว่า ...

ตื่นมาวันนี้ทราบข่าวว่ากันจอมพลังจะแถลงข่าวที่ถูกพวกความคิดต่ำเลวทรามแซะและพยายามทำลาย ก็กะว่าแค่ว่าเจอหน้าน้องมันก็แค่นั้น เพราะไม่รู้จัก น้องเค้าส่วนตัวเลย แต่ เป็นคนที่เฝ้าดูการทำความดีของน้องเขามาตลอด เคสใหญ่ๆไม่ว่าน้ำท่วมเชียงรายตึกถล่มหรือจนสงครามไทยเขมร เค้าเสี่ยงตายแต่พวกจิตใจต่ำ ตามืดบอด มองไม่เห็น พอไปถึงเค้าไม่ ให้เข้าห้องแถลงข่าวบอกว่าเฉพาะนักข่าวก็เลยมานั่งอยู่ข้างนอกพอดีมีพี่คนนึงเปิดไลฟ์สดก็เลยนั่งดูเห็น สส.ไอซ์ อีนางงาม และณวัฒน์ ก็เลยไปถามที่รปภ. ที่เฝ้าประตูว่าทำไมพวกนี้เข้าไปได้แล้วทำไมผมเข้าไม่ได้แบบนี้มันกีดกันและเลือกข้าง ผมเป็นกองเชียร์คุณกันก็ควรจะเข้าได้ ประตูเลยเปิดมีนักข่าวหันกล้องมาถ่าย ผมพูดว่าก็มาแค่ให้กำลังใจ คุณกัน ปรากฏว่าทางหน้าเวทีบอกให้เชิญข้างหน้าเวทีก็เลยได้มีโอกาสพูดความในใจ แทนคนไทยหลายๆ คน ที่ยังเชื่อมั่นในกันจอมพลัง แบบตกกระไดพลอยโจน

ความดีน้องต้องทำไป!!

'ปราชญ์ สามสี' โพสต์วิจารณ์ กมธ.ทหาร ชี้ทำให้ 'ประชาชน-ทหาร' เกลียดกันแทนที่จะร่วมมือ ทั้งที่ทุกฝ่ายกำลังสามัคคีรบกัมพูชา

เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ โพสต์เมื่อวันที่ (31 ต.ค. 68) ถึงประเด็นการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า “สรุปผล กมธ.ทหาร คือเพื่อให้ประชาชนกับทหารเกลียดกันเท่านั้น หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทุกฝ่ายสามัคคีกันรบกับกัมพูชา”

'กัน จอมพลัง' แจงปมล็อกสเปก ยัน!! ได้ของถูก คุณภาพดี เหลือ 6,000 จาก 23,000 ชี้พูดความจริงแต่คนไม่พอใจ

เมื่อวานนี้ (31 ต.ค. 68) ‘กัน จอมพลัง’ ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

ล็อกสเปค จาก 23,000 เหลือ 6,000 บาท แล้วยังไง 
ก็เทียบกับคนอื่นแล้วราคา 23,000 บาท 22,000 บาท ล็อกสเปคเหลือแค่ 6,000 บาท 
ผมถามทุกคนอย่างนี้ดีไหม 

ก็มันมีเจ้าเดียวที่ผลิตได้ ทำได้ในราคาที่ถูก แล้วก็รวดเร็ว 
เราก็หาเจ้า ที่มันเหมาะสมกับการทำงาน แล้วแถมเขาลดราคาให้อีก 
หาราคาอย่างนี้ไม่รู้จะไปหาได้ที่ไหนแล้ว

มีแต่คนบอกว่า ให้พูดความจริง พอความจริงไม่ตรงใจ ก็เบี่ยงไปอย่างอื่นอีก

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่ ‘รักชนก’ ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่าง ‘กัน จอมพลัง’ ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบ ประชาชนหรือ

(2 พ.ย. 68) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Arnond Sakworawich’ โดยมีใจความว่า ...

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่รักชนก ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่างกัน จอมพลัง ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบประชาชนหรือ

จากคำพูดที่ว่า!! ประเทศไทยไม่ต้องมี ‘กัน จอมพลัง’ ก็ได้ แต่วันที่หาดใหญ่จมน้ำ เขายังลุยต่อ พิสูจน์คุณค่าด้วยการช่วยชีวิตจริง ไม่ใช่ด้วยดราม่า ทิ้งคำด่าไว้ข้างหลัง แล้วลงน้ำไปช่วยคนก่อนใคร

(26 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์รวมความสุข ให้กำลังใจ โพสต์ข้อความว่า…ในวันที่เขาถูกบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้”

เดือนที่ผ่านมา…เขาคือคนที่ถูกโจมตีอย่างหนัก ถูกพูดอย่างร้ายแรงว่าประเทศไทย “ไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” คำพูดที่บาดลึก และเหมือนพยายามลบค่าความดีที่เขาทำมาตลอดหลายปี

แต่วันนี้…วันที่หาดใหญ่จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 4 วัน วันที่ผู้คนหลายพันชีวิตติดอยู่ในบ้านตัวเอง วันที่อาหารขาดแคลน ยาไม่พอ คนล้มป่วยกันเป็นแถว วันที่หลายคนรู้สึก “ไม่มีใครจะพึ่งได้”

กลับเป็นวันที่ชื่อของ กัน จอมพลัง ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว พร้อมเสื้อชูชีพและเรือช่วยเหลือแทนคำด่าทอที่เคยเจอ เขาเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด “ลงพื้นที่ และเข้าหาคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเสมอ”

และในบ้านเก่าหลังหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมเขาพบ เด็กผู้หญิงอายุเพียง 7 ขวบ ติดอยู่ในบ้านตามลำพังหลายคืน เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีอาหารพอ ไม่มีใครให้กอด ไม่มีใครปลอบ มีเพียงน้ำท่วม… และความกลัวที่กัดกินหัวใจทุกนาที

วินาทีที่เด็กเห็นเขา มันเกินกว่าคำว่า “ดีใจ” เธอร้องไห้ออกมาสุดเสียง ร้องเหมือนแบกความกลัวไว้หลายคืน ร้องเหมือนเห็น “ผู้ใหญ่คนแรกที่เข้ามาหาเธอ” หลังจากติดอยู่คนเดียว ร้องเหมือนเสียงที่บอกว่า “หนูรอดแล้ว มีคนมาช่วยหนูแล้ว”

และก็เป็น กัน จอมพลัง คนเดิมที่อุ้มเด็กขึ้นจากน้ำอย่างระมัดระวัง เหมือนจะบอกเธอว่า “หนูไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วนะ”

บางครั้ง…คำว่าคุณค่าของคน ไม่ได้วัดจากเสียงดราม่าบนโลกออนไลน์ แต่วัดจากวินาทีที่มนุษย์คนหนึ่งยื่นมือไปช่วย “ชีวิตจริง” อีกชีวิตหนึ่งในวันที่โลกทั้งใบไม่เหลือใครให้พึ่ง

วันนี้ หาดใหญ่หลั่งน้ำตา…แต่ไม่ใช่เพราะน้ำท่วมอย่างเดียว เพราะยังมีคนแบบเขา ที่ยืนลุยน้ำเพื่อช่วยชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่งให้ปลอดภัย

และอาจถึงเวลาแล้ว ที่สังคมจะหันกลับมาถามตัวเองว่า เพราะอะไรเราถึงเคยบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” ?

‘ทนายตั้ม’ ไลฟ์เดือดโต้ ‘กัน จอมพลัง’!! ปมเล่าเหตุวันเปิดออฟฟิศ ซัดแต่งเรื่องเกินจริง ลั่น "สุดสะตอ" พูดเวอร์ เผยไม่ต้องการเข้าพบทนาย

“ทนายตั้ม” ไลฟ์เดือดจวก “กัน จอมพลัง”
ซัดแต่งเรื่อง “สุดสะตอ”
ลั่น “ไอ้ส้นตี.. พูดเวอร์จริงๆ”

"ทนายตั้ม" ษิทรา เบี้ยบังเกิด ไลฟ์ผ่านยูทูบ (2 ก.ย. 2569 ) ถึง "กัน จอมพลัง" บางช่าวงบางตอนว่า

"กัน จอมพลัง" พานักการเมืองมารู้จัก ทั้งที่ไม่ได้เชิญ แถมยัดเยียดเงินใส่ซองมาให้ กระทั่งหลังจากตนโดนจับ กัน จอมพลัง เล่านิทานเลย โพสต์ว่ามีทนายเปิดออฟฟิศ โทรมาขอความช่วยเหลือ ต้องการผู้ใหญ่มาเป็นเกียรติวันเปิดออฟฟิศ เอ่ยด้วยความน่าสงสาร

"ผมไม่ต้องการนะบอกเลย ตอนช่วงที่ฮอตมีแต่คนอยากเข้ามาหาผม ผมไม่ได้ต้องการที่จะรู้จักกับผู้ใหญ่ของเขา ไม่ได้อยากให้เขามา เขาก็บอกว่าผมไปรบกวนให้เขาพาพี่ชายมาได้ไหม

ผมก็โอ้โห มึงนี่แต่งเรื่องได้สุดสะตอมากเลย ตอนนั้นกูน่าสงสารขนาดนั้นเลยเหรอ ไอ้กัน ไอ้ส้นตี.. อื้อหือตอนนั้นมีแต่คนอยากจะเข้าหา ดูน่าสงสาร อื้อหือมึงนี่พูดเวอร์จริงๆ นะ เห็นว่าอยู่ข้างในทำอะไรไม่ได้ แม่งเอาใหญ่เลย"

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1104998191869296&set=a.209457871423337

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชำแหละศึกอินฟลูเอนเซอร์ เปิดเผยกลยุทธ์เบี่ยงเบน ใช้พฤติกรรมศาสตร์-อาชญาวิทยาวิเคราะห์ ทนายตั้มท้าทาย จับตากัน จอมพลัง เผยเคล็ดลับรอดคดีและรักษาภาพลักษณ์

อาจารย์อุ๋ยชำแหละกลยุทธ์ “เบี่ยงเบน-เปิดศึกใหม่”: วิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์และอาชญาวิทยา กรณีศึกอินฟลูเอนเซอร์ ตั้ม v.s. กัน

โดย อาจารย์อุ๋ย (ประพฤติ ฉัตรประภาชัย)
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

ปรากฏการณ์การออกมาเปิดหน้าชนของอดีตทนายความชื่อดังอย่าง “ทนายตั้ม” ที่ตกเป็นจำเลยในคดีใหญ่และอยู่ระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) แต่กลับออกมาตั้งคำถามและยื่นตรวจสอบ “กัน จอมพลัง” อินฟลูเอนเซอร์สายช่วยเหลือสังคมแถวหน้าของไทย ได้สร้างความฉงนสงสัยให้แก่สังคมเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุใดบุคคลที่มีคดีความติดตัวระดับล้านถึงกล้าเสี่ยงเปิดศึกใหม่? เขาไม่กลัวโดนถอนประกันหรือถูกฟ้องหมิ่นประมาทเพิ่มหรืออย่างไร?

หากเรานำหลัก พฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) และอาชญาวิทยา (Criminology) มาจับ จะพบว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็น “กลยุทธ์ที่ผ่านการคำนวณต้นทุนและความเสี่ยง (Calculated Risk)” มาอย่างแยบยล ซึ่งสามารถถอดรหัสออกมาได้ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้:

1. การดึงพื้นที่สื่อเพื่อเปลี่ยนกรอบความคิด (Re-framing Strategy)

ในทางจิตวิทยามวลชน ผู้ที่เผชิญวิกฤตภาพลักษณ์อย่างรุนแรงมักตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อ Social Death หรือการดับสูญทางสังคม การเงียบเฉยในขณะที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างล่าช้าจะทำให้สังคมตีตรา (Labeling Theory) และจำภาพเขาในฐานะ "ผู้ต้องหา" ไปโดยสมบูรณ์

การเปิดศึกกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลสูงจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการทำ "Shift Focus Strategy" หรือการเบี่ยงเบนสายตาของสังคมออกจากคดีเดิมของตนเอง พร้อมทั้งใช้กลไกการปกป้องตนเอง (Defense Mechanism) ในรูปแบบ Assertive Counter-attack เพื่อบอกสังคมว่าตนเองยังมีบทบาท มีอำนาจในการตรวจสอบและยังไม่พ่ายแพ้ในพื้นที่สื่อนอกจากนี้ การทำให้เห็นว่าฝั่ง “ฮีโร่สังคม” (คุณกัน) ก็มีจุดที่ถูกตั้งคำถามได้เช่นกัน ยังช่วยลดทอนความเคียดแค้นของสังคม(Desensitization) ตามหลักการ Normalization of Flaws หรือ การมองความผิดพลาดให้เป็นเรื่องธรรมดา

2. การประเมินข้อกฎหมายเรื่อง “เงื่อนไขประกันตัว”

หลายคนกังวลว่าการออกมาเคลื่อนไหวจะทำให้ถูกเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่? ในฐานะนักกฎหมาย ย่อมทราบดีว่าเงื่อนไขการถอนประกันตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 มุ่งเน้นไปที่ การหลบหนี, การยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีเดิม, การก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือขัดขวางกระบวนการพิจารณาคดี

การยื่นเรื่องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบคู่ชกคนใหม่ ถือเป็นเรื่องระหว่างบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานในคดีฉ้อโกงเดิม จึงไม่เข้าเงื่อนไขการยุ่งเหยิงพยานในคดีหลักโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น การอ้างว่าทำไปเพื่อ "ประโยชน์สาธารณะ" ยิ่งทำให้ฝั่งโจทก์เดิมยื่นขอถอนประกันได้ยากขึ้นอย่างยิ่ง

3. ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) และคดีหมิ่นประมาท

ในทางอาชญาวิทยา มนุษย์จะประเมินผลตอบแทน (Benefit) เทียบกับต้นทุนความเสี่ยง (Cost) เสมอ สำหรับจำเลยที่มีคดีหลักโทษจำคุกสูง การถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคดี ถือเป็นต้นทุนที่ต่ำและคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะคดีหมิ่นประมาทเป็นคดีที่ยอมความได้ และหากสู้ว่าติชมโดยสุจริตก็มีช่องทางหลุดรอดได้ง่าย ความกลัวต่อคดีหมิ่นประมาทจึงแทบเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับประโยชน์ในการกอบกู้พื้นที่สื่อกลับคืนมา

บทเรียนจากเคสต่างประเทศ

รูปแบบพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ในสหรัฐอเมริกา คดีของ Michael Avenatti อดีตทนายความชื่อดังที่ตกเป็นจำเลยคดีกรรโชกทรัพย์ ก็เคยใช้วิธีการออกสื่อโต้ตอบอัยการและโจมตีคู่ขัดแย้งใหม่อย่างดุเดือดเพื่อรักษาบทบาท "นักสู้" ในสายตาประชาชน หรือแม้แต่ทีมทนายในคดี O.J. Simpson ที่ใช้กลยุทธ์เบนเข็มไปโจมตีพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ตรวจค้น เพื่อสร้างความลังเลสงสัยให้สังคมตั้งคำถามกับตัวผู้ตรวจสอบแทนที่จะโฟกัสเพียงความผิดของจำเลย

กล่าวโดยสรุป:
ศึกการเปิดหน้าชนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความเกรี้ยวเกรี้ยวโดยไร้สติ หากแต่เป็นกลยุทธ์ทางพฤติกรรมศาสตร์และการสื่อสารในภาวะวิกฤต ที่ยอมเสียสละหมากบางตัว (ยอมเสี่ยงคดีหมิ่นประมาท) เพื่อรักษาพื้นที่ยืนทางสังคม และดึงอำนาจการต่อรองกลับมาอยู่ในมือให้ได้มากที่สุดในระหว่างที่คดีหลักยังไม่มีบทสรุปนั่นเอง

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1Bx9YnrFrY/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top