Friday, 5 June 2026
กันจอมพลัง

'กัน จอมพลัง' ร่วมถกแนวทาง-แก้ปัญหา ‘เด็กก่อเหตุรุนแรงทางเพศ’ แนะ!! ‘ควรปรับแก้ กม.-ฉีดให้ฝ่อ’ ป้องกันพ้นโทษออกมาก่อเหตุอีก

(22 มี.ค. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเร่งรัดการเสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล (ครน.) โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายกิตติกร โล่ห์สุนทร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายวิชัย ไชยมงคล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการ ครน. เข้าร่วม ที่ทำเนียบรัฐบาล 

โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า การประชุม ครน.วันนี้ ได้พิจารณาทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่ก่อเหตุความรุนแรงเกี่ยวกับเพศและด้านต่างๆ โดยมี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม ผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาเด็กก่อเหตุความรุนแรง เพราะจากข้อมูลของกรมพินิจฯ มีเยาวชนที่กระทำความผิดคดีอาญา ฐานข่มขืนกระทำชำเรา ปี 65 จำนวน 670 คน ปี 66 จำนวน 881 คน และปี 67 มีแล้วจำนวน 198 คน ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น 

ขณะที่ กัน จอมพลัง กล่าวว่า ตนได้รับฟังความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียส่วนตัว เกี่ยวกับเด็กที่ก่อความรุนแรง ควรมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งมีผู้มาแสดงความคิดเห็นกว่า 5 พันคน ส่วนใหญ่ อยากให้ภาครัฐปรับแก้กฎหมาย หรือวิธีการป้องกันให้ดีกว่านี้ เพราะจากประสบการณ์ที่ตนลงพื้นที่ พบว่า ผู้ก่อเหตุจำนวนไม่น้อย เมื่อพ้นโทษออกมา ก็จะก่อเหตุซ้ำ รวมถึงมีพฤติกรรมก่อกวนเหยื่อ ทำให้เหยื่อต้องตกอยู่ในความหวาดระแวงตลอดเวลา

นอกจากนี้ ปัญหาเด็กก่อเหตุความรุนแรง ยังพบผู้นำท้องถิ่น เข้ามาเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือด้วย ตนจึงมีแนวคิดว่า ผู้ก่อเหตุที่มีพฤติกรรมกระทำความผิดซ้ำ ควรบังคับฉีดให้ฝ่อ เพื่อป้องกันพ้นโทษออกมาก่อเหตุอีก เพราะหลายกรณีได้รับโทษเบา เพียงไม่กี่ปี ก็พ้นโทษ รวมถึงที่ผ่านมา เหยื่อไม่ค่อยได้รับการเยียวยา จึงอยากให้มีการปรับแก้ให้เข้มงวดขึ้น 

ด้าน พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวว่า กฎหมายเด็กอายุไม่เกิน 12 กระทำผิด จะไม่ต้องรับโทษนั้น เป็นไปตามหลักสากล ไม่สามารถส่งสถานพินิจได้ ส่วนเด็กช่วงอายุ 12-15 ปี กระทำผิด ไม่ต้องรับโทษเหมือนกัน แต่ศาลมีอำนาจว่ากล่าวตักเตือน หรือ ส่งตัวเด็กไปสถานฝึกอบรม แต่ไม่ให้เกินกว่าวันที่เด็กมีอายุครบ 18 ปี ซึ่งกลุ่มช่วงอายุ 12-15 ปี เป็นช่วงที่กระทำความผิดสูง ส่วนเด็ก 15-18 ปี ศาลสามารถสั่งลงโทษได้ ส่วนการแก้ช่วงอายุไม่ต้องรับโทษ ต้องเกี่ยวข้องกับหลักสากลด้วย จึงควรมีการรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน แต่ที่สามารถทำได้ คือ ส่งเข้าสถานฝึกอบรม จากไม่เกินอายุ 18 ปี ขยายเป็น 24 ปี เพื่อเพิ่มการดูแลให้มากยิ่งขึ้น 

โดยนายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ตนเคยออกกฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ เพื่อเฝ้าระวังบุคคลอันตรายก่อเหตุซ้ำ ซึ่งกฎหมายนี้ จะสามารถช่วยแก้ปัญหาเด็กก่อเหตุความรุนแรงได้ แต่แนวทางการแก้ปัญหาแบบรูปธรรม ที่ประชุม ครน.ได้มีมติ มอบหมายให้สำนักงานกิจการยุติธรรม ไปรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ควรมีการปรับแก้กฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเด็กก่อเหตุความรุนแรง พร้อมมอบหมาย ให้สร้างการรับรู้ และทำให้สังคมตระหนักรู้ มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยตนขอให้ทุกหน่วยงานช่วยกันขับเคลื่อนแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

‘กัน จอมพลัง’ ประสานตำรวจ ตามรวบตัว ‘ขอทานหน้าเหลว’ สารภาพรับ!! คนไทยใจดี ทำให้มี ‘รายได้วันละ 5 พันบาท’

เมื่อวานนี้ (7 ก.ย. 67) สืบเนื่องมาจากการ ‘กัน จอมพลัง’ ประสานตำรวจตามรวบ ‘ขอทานหน้าเหลว’ ชาวกัมพูชา แกล้งพิการ แกล้งเป็นใบ้ แกล้งตาบอด แกล้งเดินไม่ได้ รายได้ วันละ 5พันบาท  ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ก.ย 2567 พ.ต.ท.หญิง พรรัมภา พัฒนาวาท สว.กก.ดส.บช.น. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปฏิบัติการที่ 2  พบเบาะแส มีสามี ภรรยา ‘ขอทานกัมพูชา’ กำลังเดินกลับมาในซอยรามอินทรา 73 เมื่อพบทั้งสองเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปสอบถามข้อมูล ทราบชื่อว่า นางเล้ง กับนายเม้ง กำลังกลับมาจากขอทาน ย่านลาดกระบัง

โดยนางเล้งกล่าวว่า ตนมาอาศัยอยู่ ที่ประเทศไทยประมาณ 20 ปีแล้วโดยตอนแรกทำอาชีพเป็นลูกจ้างธรรมดาทั่วไปแต่กระทั่ง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ผันตัวมาขอทาน และได้คบหากับสามีมา 8 ปี โดยสามีก็ขอทานเหมือนกัน และมีลูกด้วยกัน 1 คน ก่อนหน้านี้ตนรู้จักกับเพื่อนชาวกัมพูชาชักชวนให้มาขอทานได้เงินวันละ 100 - 800 บาท ต้องทำงานส่งเงินกลับไปบ้าน ที่ประเทศกัมพูชา กู้เงินมาสร้างบ้านกว่า 400,000 บาท ต้องจ่ายเดือนละ 8,000 บาท

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ขอค้นบ้านของสองสามีภรรยาคู่นี้ เมื่อเข้าไปเจอกับ น.ส.เอ (นามสมมติ) หญิงชาวกัมพูชากำลังอุ้มลูกหลบอยู่ด้านหลังภายในห้องเช่า นอกจากนี้ยังมีชาวกัมพูชาอีกหลายครอบครัวมีการเปิดโซเชียลดูไลฟ์สดของ กัน จอมพลัง ที่ กำลังตามหาชาวกัมพูชาอยู่ด้วย ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาเคาะบ้านหลังดังกล่าวแล้ว แต่พบว่ามีการล็อกประตูเอาไว้จากด้านหน้าเพื่อพรางว่า ไม่มีคนอยู่ ภายในบ้านเช่าพบมีไพ่อยู่ในกระเป๋า และพบขวดแอลกอฮอล์ตั้งอยู่หน้าห้อง

โดย น.ส.เอ(นามสมมติ)ที่พิการทางใบหน้า กล่าวว่า ที่ใบหน้าเละแบบนี้เพราะเกิดจากเหตุการณ์แก๊สระเบิดเมื่อ 19 ปีก่อน หลังจากนั้นตัดสินใจมาประเทศไทย โดยมีรถตู้ไปรับที่ชายแดนกัมพูชา คิดค่ารถ 3,000 บาท ยอมรับว่า ไม่ได้มีพาสปอร์ตเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายและทราบว่าทำสิ่งผิดกฎหมายอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะไปทำอาชีพอะไร เพราะว่าอยู่ที่ประเทศกัมพูชาก็ไม่มีรายได้ แต่อยู่ที่นี่ มีรายได้ดีจากการขอทาน เพราะคนคนไทยเป็นคนใจดี โดยตน ได้รายได้ต่อวัน เป็นเงิน 800-1,000 บาท

ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตรวจสอบห้องเช่าข้าง ๆ กัน ยังพบ นายบี ชายพิการหน้าเละ ชาวกัมพูชา อาศัยอยู่มีภรรยาและลูกอีก 1 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นห้องพบเงินสด 3 หมื่นบาท และมีทองคำที่ใส่อยู่ในตัวอีกด้วย 

โดย นายบีอ้างว่า ตนเข้า ๆ ออก ๆ ประเทศไทย 5-6 ปี เนื่องจากมีบ้านอยู่ที่ประเทศกัมพูชาด้วย แต่ไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพอะไร เมื่อ 19 ปีที่แล้ว ตนทะเลาะกับเพื่อนแล้วถูกเพื่อนสาดน้ำกรดใส่หน้า ทำให้ต้องมาขอทานที่ประเทศไทย เพราะ คนไทยใจดี เวลาเห็นคนพิการก็จะให้เงินตลอด มีรายได้วันละ 1,500 บาท ได้มาก็ให้ภรรยาเก็บ

ทั้งนี้ พ.ต.ท.หญิง พรรัมภา พัฒนาวาท สว.กก.ดส.บช.น. สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.ดส.บช.น. คุมตัว ชาวกัมพูชา 10 คน ไปที่ กก.ดส.บช.น. เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

'กัน จอมพลัง' เผย!! รถขุดช่วยน้ำท่วม โดนจับด่านชั่งน้ำหนัก โดนค่าปรับ-มีคดีติดตัว ตัดพ้อ!! ต่อไปใครจะกล้าช่วย

(26 ก.ย. 67) เพจเฟซบุ๊กของ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ได้โพสต์เรื่องราวน่าเห็นใจหลังจากที่ ‘รถขุด’ ดินโคลนที่เดินทางไปช่วยน้ำท่วมที่จังหวัดเชียงราย ล่าสุดได้โพสต์ภาพและข้อความว่า…

"Fc ทักมาขอให้ผมช่วยพี่รถขุด ที่เดินทางไปช่วยขุดดินที่เชียงราย ระหว่างเดินทางกลับถูกด่านชั่งน้ำหนักจังหวัดพะเยา ของกรมทางหลวงจับกุม ฐานรถน้ำหนักเกิน พร้อมส่งดำเนินคดีและถ้าจะประกันตัวและรถต้องใช้หลักทรัพย์กว่า 320,000 หลังจากประกันต้องไปศาลต่อเพื่อจ่ายค่าปรับและมีคดีติดตัว เคสนี้ผมรับปากช่วย ผมจะจ่ายค่าปรับให้เอง ส่วนรถขุดคันอื่น ๆ ที่มาช่วยขุดดินออกจากเชียงรายแล้ว ขากลับโดนจับน้ำหนักเกิน ผมจะช่วยจ่ายค่าปรับให้ทั้งหมด

สิ่งที่ผมห่วงต่อไป ใครจะกล้ามาช่วยเชียงรายช่วยแล้วต้องมีคดีติดตัวแล้วขากลับรถขุดจะกลับกันยังไง

(เคสนี้ไม่ใช่ตำรวจที่เป็นต้นจับนะครับ กรมทางหลวงของกระทรวงคมนาคม เป็นคนจับมาส่งครับแล้วข้างรถก็แขวนป้ายช่วยน้ำท่วมอยู่ก็ยังโดน) " 

กัน จอมพลัง ยังบอกอีกว่า "ผมอยู่หน้างานทุกวัน ผมโคตรสงสารคนทำงานเลย ทุกคนเต็มที่ทุ่มเทจริง ๆ แต่นี่หรอคือสิ่งตอบแทนที่คนมาช่วยได้รับ สงสารคนช่วย สงสารชาวบ้าน "

สำนักข่าวอิศรา เปิดธุรกิจ ‘กัน จอมพลัง’ ลูกน้องคนสนิท ‘ผู้กองธรรมนัส’ จากร้านบะหมี่ สู่ ‘คนขายหวย - รักษาความปลอดภัย’ รายได้!! หลายสิบล้าน

(26 เม.ย. 68) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่ จ.นครศรีธรรมราชเมื่อ 24 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

โดยได้ออกมายอมรับแล้วว่าเป็นผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ ‘กัน จอมพลัง’ ในการช่วยเหลืองานสังคม รวมทั้งให้ความช่วยเหลือกรณีนายประจักษ์ ดวงใย อายุ 65 ปี และนางสมศรี ดวงใย อายุ 64 ปี สองผัวเมีย ถูกนายสมิทธิพัฒน์ หรือพีช หลีนวรัตน์ ลูกชายนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือ ‘นายกเบี้ยว’ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี ขับรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู สี เบียดปาด เหตุเกิดบนถนนกาญจนาภิเษก กม.22 มุ่งหน้าบางปะอิน จนได้รับบาดเจ็บและรถยนต์เสียหายเป็นข่าวดังครึกโครม และยังบอกกรณีนักการเมืองรายหนึ่งออกมาปูดมีคนตั้งค่าหัวนายกัณฐัศว์ 5 แสนบาทว่า ไม่มีใครทำอะไร‘กัน จอมพลัง’ได้หรอก ถ้ามีใครทำอะไร ‘กัน จอมพลัง’ ก็เหมือนทำเขาด้วย เพราะทำงานด้วยกันตั้งแต่ ‘กัน จอมพลัง’ ยังไม่ดัง

จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ เคยเป็นเจ้าของร้านขายบะหมี่ ‘จอมพลัง’ซึ่งมีร้านหนึ่งอยู่แถวอุโมงค์ ถ.ราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี ตอนนี้ปิดตัวแล้ว ปัจจุบัน นายกัณฐัศว์ มีชื่อเป็นกรรมการและถือหุ้น 3 บริษัท

1.บริษัท สลากรวยดี จำกัด ชื่อเดิม บริษัท เสือแดงลอตเตอรี่ ออนไลน์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 22 ม.ค.2564 ทุน 1 ล้านบาท ประกอบกิจการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากทุกชนิดที่สำนักงานกินแบ่งรัฐบาลพิมพ์จำหน่าย ที่ตั้งเลขที่ 428/72 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร นายกัณฐัศว์ เป็นคนจดทะเบียนก่อตั้ง นายกัณฐัศว์ , นายธานี มั่งมี ถือหุ้นคนละ 4,995 หุ้น และ นายพิตฒิพัฒน์ ตุ้มสุวรรณ 10 หุ้น รวม 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท นายกัณฐัศว์ และ นายธานี มั่งมี เป็นกรรมการ ที่ตั้งปัจจุบัน 305/241 ซอยรามอินทรา 123 ถนนรามอินทรา แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ล่าสุด 18 ธันวาคม 2567 จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สลากรวยดี จำกัด ผู้ถือหุ้นยังคงเดิม

ข้อมูลงบการเงิน วันที่ 31 พ.ค.2567 นำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2566 งบกำไรขาดทุน รายได้รวม 59,965,429.89 บาท ต้นทุนขาย 52,975,000 บาท ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 8,945,202.41 บาท ขาดทุนสุทธิ 1,965,295.40 บาท งบดุล สินทรัพย์รวม 2,982,132.17 บาท หนี้สิน 551,515.24 บาท กำไรสะสม 1,430,616.93 บาท

2.บริษัท ไทยคิงเทค จำกัด จดทะเบียนวันที่ 19 ม.ค.2564 ทุน 1 ล้านบาท ประกอบกิจการติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และให้คำปรึกษาทางด้านซอฟต์แวร์ทุกประเภท ที่ตั้งสำนักงานเดียวกับ บริษัท เสือแดงลอตเตอรี่ ออนไลน์ จำกัด เลขที่ 428/72 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ , นายธานี มั่งมี ถือหุ้นคนละ 4,000 หุ้น และ นายพิตฒิพัฒน์ ตุ้มสุวรรณ 2,000 หุ้น รวม 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท นายกัณฐัศว์ และ นายธานี เป็นกรรมการ
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไทยคิงดี จำกัด ซึ่งเป็นชื่อปัจจุบัน เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 5 ล้านบาท และย้ายสำนักงานที่ตั้งเลขที่ 1 ซอยนนทบุรี 32 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี แจ้งวัตถุประสงค์ ประกอบกิจการ จัดงานนิทรรศการต่างๆ บริการรับจัดงานอีเว้นตรมสถานที่ทุกประเภทประกอบกิจการนำเข้า ส่งออก และจำหน่าย ผักสด ผลไม้สด และสินค้าทางการเกษตร พืช ผัก ผลไม้ แปรรูป ทุกชนิด บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บ.อบจ.5) วันที่ 30 เม.ย.2567 นายกัณฐัศว์, นายธานี ถือหุ้นคนละ 24,000 หุ้น และ นายพิตฒิพัฒน์ 2,000 หุ้น รวมทั้งสิ้น 50,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท

ข้อมูลงบการเงิน วันที่ 31 พ.ค.2567 นำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2566 งบกำไรขาดทุน รายได้รวม 1,093,903.89 บาท ขาดทุนสุทธิ 752,866.45 บาท งบดุล สินทรัพย์รวม 331,638.86 บาท หนี้สิน 101,505.31 บาท ขาดทุนสะสม 769,866.45 บาท

3.บริษัท จอมพลัง รวยดี จำกัด จดทะเบียนวันที่ 20 เม.ย. 2566 ทุน 1 ล้านบาท ประกอบกิจการกิจกรรมการรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล ที่ตั้งเลขที่ 1 ซอยนนทบุรี 32 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี (ที่ตั้งเดียวกับ บริษัท ไทยคิงดี จำกัด) นายกัณฐัศว์ และ นายธานี มั่งมี ถือหุ้นคนละ 5,000 หุ้น รวม 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และร่วมกันเป็นกรรมการ

ข้อมูลงบการเงิน วันที่ 31 พ.ค.2567 นำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2566 งบกำไรขาดทุน รายได้รวม 6,731.51 บาท ขาดทุนสุทธิ 768.49 บาท (ทั้ง 3 บริษัท ยังไม่มีข้อมูลงบการเงินปี 2567)

ในทางการเมือง อาจไม่เกินคาดหมาย หากจะมีชื่อ ‘เสี่ยกัน’ เป็นผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม ในวันข้างหน้า!!

‘กัน จอมพลัง’ เดินหน้าวางตู้คอนเทนเนอร์ 60 ใบ กั้นแนวชายแดนบ้านหนองจาน 10 ต.ค. นี้

(9 ต.ค. 68) 'กัน จอมพลัง' หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก ระบุเตรียมนำ ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 6 เมตร จำนวน 60 ใบ ไปวางเป็นแนวรั้วกั้นบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน ในวันที่ 10 ตุลาคม เพื่อใช้ป้องกันพื้นที่ชายแดนจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเปิดรับผู้จำหน่ายตู้ที่สามารถส่งของได้ทันภายในกำหนด

กัน จอมพลัง ระบุเพิ่มเติมว่าขณะนี้กำลังเดินทางไปตรวจสภาพตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดก่อนนำเข้าพื้นที่ และจะเปิดให้ประชาชนหรือแฟนคลับ (FC) เข้ามาร่วม เขียนข้อความให้กำลังใจทหาร บนตู้คอนเทนเนอร์ในวันที่ 11 ตุลาคม เพื่อแสดงพลังสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

เจ้าตัวกล่าวยืนยันว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้มีความแข็งแรงมากกว่ากำแพงปูนทั่วไป พร้อมตอบโต้กระแสวิพากษ์บนโซเชียลที่ล้อเลียนว่าตู้ดังกล่าวอาจถูกฝ่ายเขมรเข้าไปอาศัยอยู่ โดยย้ำว่า “ไร้สาระมาก” และตั้งใจทำโครงการนี้เพื่อปกป้องความมั่นคงและเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

‘ประเทศไทย’ ปกป้องอธิปไตยด้วย ‘เสียง’ แต่กลับถูกตั้งคำถาม เรื่องสิทธิมนุษยชน

(13 ต.ค. 68) จากกรณีที่ #กันจอมพลัง นำรถเครื่องเสียงเข้าไปเปิดเสียงเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน F-16 และ #เสียงผี ที่ #หมู่บ้านหนองจาน และ #หนองหญ้าแก้ว เพื่อกดดันและ #ข่มขวัญชาวกัมพูชา ล่าสุด นางอังคณา นีละไพจิตร #สมาชิกวุฒิสภา ออกมาเตือนรัฐบาลว่า การปล่อยให้บุคคลทั่วไปเข้าไปสร้างความกดดันดังกล่าว อาจทำให้รัฐบาลตกอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมายและการเมือง

นางอังคณา ระบุว่า การปล่อยให้ #อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลภายนอกเข้าไปกระทำการเพื่อ #สร้างความหวาดกลัวในช่วงความขัดแย้ง ถือเป็นความท้าทายต่อรัฐบาล โดยเฉพาะต่อกระทรวงการต่างประเทศในการหาทางออกร่วมกันและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

นางอังคณาชี้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดถูกรายงานต่อ #องค์การสหประชาชาติแล้ว โดยเฉพาะจดหมายจาก นายแก้ว เรมี ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ที่ระบุว่า หน่วยทหารไทยได้กระจายเสียงแหลมสูงต่อเนื่องหลายชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของพลเรือน รวมถึงผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการในพื้นที่

นอกจากนี้ นางอังคณา ยังเตือนว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย #การทรมานทางจิตวิทยา (Psychological Torture) ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ซึ่งไทยเป็นภาคี และอาจสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังขัดแย้งกับข้อตกลงหยุดยิงและบันทึกข้อตกลงชายแดนร่วม (GBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา “รัฐบาลควรพิจารณาให้รอบคอบ การทำสิ่งใดที่สร้างความหวาดกลัวหรือผลกระทบทางจิตใจต่อพลเรือน แม้จะเป็นฝ่ายคู่ขัดแย้ง ก็สามารถถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก” นางอังคณา กล่าว

ขณะที่ สุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย เตือนว่า แม้หลายคนมองว่าเป็นการแสดงความรักชาติ แต่การกระทำเช่นนี้อาจย้อนกลับ #ทำลายภาพลักษณ์ #ความชอบธรรมของไทย และถูกตีความว่าเป็นการสร้างความรำคาญหรือ #ทำร้ายพลเรือนกัมพูชา

สุนัยเตือนว่า การเปิดเสียงใส่พื้นที่พลเรือนไม่ใช่การโจมตีทางยุทธศาสตร์โดยตรง แต่เป็นเจตนาที่ส่งผลต่อประชาชนทั่วไป หากกัมพูชานำไปขยายผล ไทยอาจถูกกล่าวหาว่า #ละเมิดสิทธิพลเรือน โดยเฉพาะเมื่อมีการให้สัมภาษณ์ซ้ำจากฝ่ายความมั่นคงหรือกองทัพ

การกระทำเช่นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่ยึดหลักความชอบธรรมและเป็นภาคี #อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ถูกตั้งคำถาม ขณะที่บางพื้นที่ชายแดนอยู่ในมาตรการพิเศษหรือกฎอัยการศึก ทำให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงยาก และเปิดช่องให้กัมพูชาตอบโต้ได้ง่าย

สุนัยสรุปว่า หากต้องการจัดการปัญหาชายแดน ควรหลีกเลี่ยงยุทธวิธีที่สร้างความเดือดร้อนให้พลเรือน และเน้นวิธีการที่ไม่ละเมิดสิทธิ เช่น การลาดตระเวนที่เคารพสิทธิพลเรือน ใช้ช่องทางทูต ข้อมูลเชิงประจักษ์ หรือมาตรการทางกฎหมายที่พิสูจน์ได้ว่าปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ข่มขู่ประชาชนของอีกฝ่าย
 

‘อ.ปานเทพ’ เห็นต่าง ‘นักสิทธิมนุษยชน’ ปม ‘กัน จอมพลัง’ เปิดเสียงผีใกล้บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน ชี้ ต้องผลักดันคนกัมพูชา ที่รุกรานแผ่นดินไทยนานหลายสิบปี

(14 ต.ค. 68) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่นักสิทธิมนุษยชนชาวไทยหลายคน ไม่เห็นด้วยที่กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้นำเครื่องเสียงไปเปิดเสียงผีใกล้บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อหวังให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวอพยพออกไป เนื่องจากมีรายงานว่าผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ยินยอมเคลื่อนย้ายตามคำแนะนำของฝ่ายไทย

โดยนายปานเทพ ระบุว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือการผลักดันคนกัมพูชาที่รุกล้ำแผ่นดินไทย ซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนคนในประเทศไทย รุกรานยึดแผ่นดินมาหลายสิบปี ดังนั้น หากต้องให้เลือกระหว่างมนุษยชนของคนกัมพูชา กับสิทธิมนุษยชนของคนไทย ในฐานะที่เป็นคนไทย และเห็นว่าเราถูกรุกรานก็ต้องทำทุกวิถีทาง ในทุกรูปแบบที่จะสามารถผลักดันคนกัมพูชาออกไปให้ได้

ดังนั้น ตราบใดที่ไม่มีการใช้อาวุธสงครามและทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย การกระทำที่ยังอยู่ในกรอบและหนทางที่ทำได้ ซึ่งการกดดันก็เป็นหนึ่งวิธีที่สามารถผลักดันได้แบบสันติวิธี จึงยังไม่เห็นว่าเป็นปัญหา เพราะว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างฝ่ายไทยถูกละเมิดแล้วอยู่เฉยๆ หรือรักษาสิทธิมนุษยชนของคนไทย และแน่นอนว่าสิทธิของคนไทยต้องมาก่อน เพราะเขาคือคนไทย อย่าลืมว่านี่คือราชอาณาจักรไทย คนไทยต้องได้รับการคุ้มครอง ช่วยกันปกป้อง ดังนั้น จึงเห็นว่าเรื่องนี้ต้องคํานึงถึงสิทธิของคนไทยก่อนคนกัมพูชา

“ผมมองต่างจากนักสิทธิมนุษยชน เพราะคํานึงถึงสิทธิที่ต้องเลือก ระหว่างสิทธิมนุษยชนของคนไทยกับคนกัมพูชา ซึ่งไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นจึงต้องมีใครสักคนเสียสละและต้องถูกจัดการออกไปอย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่ด้วยวาจา เพราะการใช้วาจาเขาก็ไม่ถอย เราคิดเสียว่ามีคนรุกรานบ้านเรา แผ่นดินบ้านเรา เอาเข้ามาในรั้วเราเลย แล้วเราเจรจาไปผ่านไป 40 ปีแล้ว แต่เขาไม่ถอย ดังนั้นหากต้องเลือกระหว่างสิทธิมนุษยชนของคนไทยกับคนกัมพูชาผมจึงให้ความสำคัญกับคนไทยก่อน”

นายปานเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ดังกล่าว มีการละเมิดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมันเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเมตตาช่วยเหลือคนกัมพูชา ที่เขาเดือดร้อนจากการสู้รบของเขมรแดง แต่กลับถูกเนรคุณ เพราะฉะนั้น กรณีแบบนี้คนไทยต้องหาทางจัดการในทุกวิถีทาง อย่าลืมว่าทางกัมพูชาใช้กลยุทธ์พลเรือนเป็นโล่ห์ เพื่อทำให้คนไทยไม่กล้าทำอะไรในการรุกรานแผ่นดินไทย การที่คุณกัน จอมพลัง เคลื่อนไหวในนามพลเรือนก็เป็นเรื่องของประชาชนเช่นเดียวกัน

‘กัน จอมพลัง’ ไม่เข้าใจตรรกะ ‘อังคณา’เบรกเปิดซาวด์ผี บอกไทยใช้ F-16 บอมบ์เขมรตายเป็นเบือ

(15 ต.ค. 68) 'กัน จอมพลัง' โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความสงสัยหลัง อังคณา นีละไพจิตร สว. และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า การใช้ F-16 ของไทยโจมตีกัมพูชาก็ทำให้กัมพูชาได้รับความสูญเสียไม่น้อย โดย กัน จอมพลัง ชี้ชัด เป้าหมายทางทหารกับพลเรือนเทียบกันไม่ได้ พร้อมย้ำว่ากัมพูชาบึ้มใส่บ้านเรือนประชาชนก่อน แต่ไทยโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

ด้าน อังคณา นีละไพจิตร ชี้แจงว่า คำพูดของตนคือข้อเท็จจริง และยืนยันว่าไทยถูกโจมตีก่อน จึงส่งกองกำลังตอบโต้ในพื้นที่สู้รบ เป็นปฏิบัติการทางทหาร ตนไม่ได้เข้าข้างกัมพูชา พร้อมวิจารณ์พฤติกรรมเปิดเสียงยั่วยุชายแดนของอินฟลูเอนเซอร์ไทยบางกลุ่มที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศ

นอกจากนี้ อังคณาเน้นย้ำถึงความจำเป็นของสังคมไทยในการมีสติและมองภาพรวมอย่างรอบด้าน ไม่สร้างความเกลียดชังระหว่างไทย-กัมพูชา เพราะประชาชนทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันและต้องกลับมาทำมาค้าขายร่วมกันในอนาคต การสร้างกระแสเกลียดชังจะเป็นความเสียหายต่อทั้งสองฝ่าย

สุดท้าย อังคณาเผยว่ากรณีการใช้เครื่องขยายเสียงดังจนเกิดความวุ่นวาย สามารถนำไปร้องต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ หากมีหลักฐานทำให้ประชาชนเดือดร้อน พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทยตั้งสติและยึดหลักกติกาสากลเป็นแบบอย่างในการแก้ปัญหา

‘ฐาปนีย์’ โพสต์ให้กำลังใจ ‘อังคณา’ นักสิทธิมนุษยชน หลังถูกกระแสโจมตี ‘ล่าแม่มด’ ปมดราม่ากัมพูชา

(16 ต.ค. 68) ฐาปนีย์ เอียดศรีชัย ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กให้กำลังใจ อังคณา นีละไพจิตร สว.และนักสิทธิมนุษยชน หลังถูกกระแสเรียกร้องให้ปลดจากตำแหน่งกรณีให้ความเห็นเรื่องกัมพูชา โดยฐาปนีย์ย้อนเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนทำข่าวโรฮิงญา จนถูกเรียกว่า 'โรฮิงแยม' ทำให้ถูกโจมตีในลักษณะเดียวกัน

เธอย้ำว่า การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหรือการพูดเรื่องความเป็นมนุษย์ ไม่ได้หมายความว่า “ไม่รักชาติ” หรือ “ขายชาติ” แต่คือการยืนหยัดในหลักการ เพื่อเปิดมุมมองที่ต่างจากกระแสหลัก พร้อมยอมรับว่าทุกฝ่ายผู้มีเจตนาดีอย่างคุณ “กัน จอมพลัง” ต่างมีสิทธิ์เห็นต่างกันได้ แต่ไม่ควรตัดสินใครแบบสุดโต่ง

นอกจากนี้ ฐาปนีย์ระบุว่า เธอเคยผ่านช่วงเวลา “ถูกล่าแม่มด” และเข้าใจดีว่าการถูกโจมตีเพียงเพราะยืนหยัดในความเชื่อมั่นหนักหนาเพียงใด จึงอยากให้กำลังใจอังคณาและทุกฝ่ายที่ทำงานเพื่อประเทศชาติ ทั้งเจ้าหน้าที่ ทหาร และประชาชน พร้อมขอให้ทุกคนอย่าลืม “ความเป็นมนุษย์” ของกันและกัน

ท้ายที่สุด เธอเรียกร้องให้สื่อมวลชนหยุดกระพือดราม่า แล้วหันมานำเสนอสาระสำคัญของปัญหาความขัดแย้งไทย–กัมพูชา รวมถึงการแก้ปัญหาสแกมเมอร์และสร้างสันติภาพร่วมกัน โดยย้ำว่า “เราต่างรักชาติได้ โดยไม่ต้องเกลียดกันเอง”

‘ทนายเดชา’ จี้!! ตรวจสอบ มูลนิธิ ‘กัน จอมพลัง’ บี้!! สอบเพิ่มปม ‘รถหรู’ จอดที่บ้านเพียบ เสียภาษีถูกต้องหรือไม่!! ชี้!! หากทำดี อย่ากลัวการตรวจสอบ

(23 ต.ค. 68) จากกรณี กัน จอมพลัง โพสต์คลิปชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กันจอมพลัง ช่วยสู้” ถึงประเด็น “มูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้” โดยระบุว่า ตนไม่ได้เป็นประธานหรือกรรมการของมูลนิธิ แต่เป็นเพียงผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดการที่ไม่มีชื่อตนอยู่ในคณะกรรมการจึงถูกมองว่าผิด ยืนยันว่าทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตน ทั้งฝ่ายทำงานและฝ่ายตรวจสอบ ต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่อความโปร่งใส

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ต.ค.2568 ที่ Decha&Lbs ทนายคลายทุกข์ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง กล่าวถึงกรณี มูลนิธิ “กัน จอมพลัง” ว่า ตอนนี้มีคนตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสในการจัดตั้งมูลนิธิ รวมถึงเงินเข้าออก ตอนนี้เริ่มมีการตรวจสอบและคิดว่าน่าจะตรวจสอบได้แล้ว โดยการจัดตั้งมูลนิธิส่วนมากการรับบริจาคก็ต้องการจะเอาเงินไปช่วยเหลือ แต่จะนำไปใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องดูจากการกระทำ

ส่วนขั้นตอนระบบการทำงานของมูลนิธิกันจอมพลังเป็นอย่างไรนั้น เบื้องต้นเท่าที่ทราบจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการที่มีชื่อ ไม่ใช่ดำเนินการจากคนภายนอกเข้ามาครอบงำกิจการ และยังมีเคสตัวอย่างที่ต้องถูกยุบมูลนิธิ เนื่องจากมีการถูกครอบงำกิจการ และทรัพย์สินทั้งหมด ต้องตกเป็นของแผ่นดิน

จึงตั้งข้อสงสัยว่า “กัน จอมพลัง” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิเลยในทางกฎหมายต้องดำเนินการด้วยเสียงข้างมากของคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการทั้ง 3 มีชื่อเพื่อนของตน 1 คน ได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมการมูลนิธิดังกล่าว ซึ่งไม่ค่อยรู้เรื่องราว

ตนจึงตั้งข้อสงสัยอีกว่า 3 คณะกรรมการเป็นนอมินีหรือไม่ ซึ่ง กัน จอมพลัง ไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ ไม่มีสิทธิ์มาขับเคลื่อนหรือสั่งการมูลนิธิในการทำแต่ละโครงการได้ การทำถนน หรือบังเกอร์ ต่าง ๆ ได้

ล่าสุดที่มีการออกมาเปิดเผยว่า หากเลิกมูลนิธิกันจอมพลัง จะโอนทรัพย์สินทั้งหมดไปให้ “มูลนิธิธรรมนัส” ต่อมา กัน จอมพลัง บอกว่า จะเปลี่ยนเป็นอีกมูลนิธินั้น ซึ่งไม่สามารถทำได้ จึงอยากฝากคนที่เป็นนายทะเบียนกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบและออกมาชี้แจง ซึ่งกรณีที่ “กัน จอมพลัง” ออกมาพูดว่ามูลนิธิอื่นก็ทำเหมือนกัน ก็ให้เปิดชื่อมูลนิธิมาเลยว่ามีมูลนิธิไหนบ้าง ซึ่งตนเชื่อว่าไม่มี

และที่มีการตั้งคำถามว่าทำไม “กัน จอมพลัง” ไม่ใช้ชื่อตัวเองเป็นกรรมการมูลนิธิ ทนายเดชา กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบว่าทำไม กัน จอมพลัง ถึงทำแบบนั้น แต่เคยสอบถามจากมูลนิธิอื่น ๆ เหมือนเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย เปรียบเหมือนนักการเมืองที่ส่วนใหญ่มักจะใช้นอมินีในการฟอกเงินหรือหลบเลี่ยงภาษี

ส่วนที่ทนายเดชาโพสต์เกี่ยวกับมูลนิธิม้า ทนายเดชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถ้าเปิดมูลนิธิมาแล้วแต่ไม่ได้บริหารจัดการเอง ให้บุคคลภายนอกจัดการก็เปรียบเทียบเหมือนการเปิดบัญชีม้า จึงฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย เนื่องจากหลักฐานชัดเจนแล้วเขาออกมายอมรับแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิ

รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยที่สามารถสั่งเรียก 3 คณะกรรมการมาดำเนินการสอบสวนได้เลย ส่วนตัวก็เป็นห่วงในเรื่องของการเบิกถอนเงินสด เช่นเดียวกับเคสหลวงพ่ออลงกต จะทำให้การตรวจสอบนั้นยากขึ้น

และหากประชาชนตั้งใจบริจาคเพราะชื่อมูลนิธิ แล้วมารู้ภายหลังว่า กัน จอมพลัง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะเข้าข่ายฐานฉ้อโกง ถึงแม้ว่าเงินดังกล่าวที่โอนไปจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง และประชาชนได้ประโยชน์ ทนายเดชา กล่าวว่า ตรงนี้ก็ต้องไปตรวจสอบ อย่างเช่น การซื้อเสื้อเกราะ ที่ตนทราบมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า มีราคาที่ต่ำกว่าทางมูลนิธิจัดซื้อ จึงตั้งคำถามว่า เงินส่วนต่างไปตกหล่นที่ไหน

ล่าสุด กัน จอมพลัง ออกมาตัดพ้อว่า การทำความดีทำไมยากขนาดนี้ ต่อไปคงไม่มีใครกล้าทำความดีนั้น ตนขอยกตัวอย่างเช่น ทนายตั้ม ที่เปิดมูลนิธิเพื่อประชาชนถูกตรวจสอบและถูกดำเนินคดีติดคุกอยู่ตอนนี้ รวมไปถึงหลวงพ่ออลงกตที่ทำดีมา 30 ปี แต่ก็ยังถูกตรวจสอบ ดังนั้นหากทำดีอย่ากลัวการตรวจสอบ

ส่วนเรื่องที่ทนายเดชาโพสต์เกี่ยวกับรถแลมโบร์กีนีสีแดง ทนายเดชา กล่าวว่า มีคนสนิทของตน ให้ข้อมูลว่า กัน จอมพลัง มีรถหรูจอดที่บ้านอยู่หลายคัน จึงอยากให้ตรวจสอบว่ามีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่

รวมถึงคนในวงการลอตเตอรี่ ฝากถามถึงเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 2 แสนฉบับ รายได้ 2-3 ล้านบาทต่อเดือน ว่าได้มาอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากสงสารคนรากหญ้า และยังมีหลายบริษัทที่รอการตรวจสอบ

ทั้งนี้ อยากให้ประชาชนตาสว่าง ทุกครั้งที่บริจาคเงินกับคนดัง ควรดูข้อมูลให้ชัดเจนซึ่งเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากไม่ดำเนินการ จึงฝากไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากตรวจสอบแล้วว่าเป็นคนดีก็ทำงานต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top