Monday, 19 October 2026
กองทุนน้ำมัน

ฐานะกองทุนติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท!! พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันผันผวนสูงในตลาดโลก เพิ่มอุดหนุน LPG กระทบผู้บริโภคจำกัด ขอความร่วมมือประชาชนร่วมประหยัดพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมัน - เพิ่มอุดหนุน LPG พร้อมรับมือราคาพลังงานตลาดโลกที่ผันผวนสูงต่อเนื่อง

วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง จากความไม่มั่นใจในการให้ข่าวของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มักจะไม่มีความสอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของการเปิดหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลความมั่นคงและราคาน้ำมันภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและค่าครองชีพของประชาชน โดยในส่วนของค่าครองชีพนั้นได้มีการบริหารจัดการผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่ไปกับการดูแลราคาหน้าโรงกลั่นให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กระทรวงพลังงานได้มีการดำเนินการเพื่อช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลกผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีการปรับการชดเชยราคา LPG เพิ่มจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้การจำหน่าย LPG ยังคงราคาเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร สินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปดูแลผลกระทบจากราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระทรวงฯ ยังคงต้องติดตามและเฝ้าระวังฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระเพิ่มสูงขึ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ซึ่งฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท โดยติดลบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วประมาณ 2,044 ล้านบาท

“กระทรวงพลังงานตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการทั้งราคาน้ำมันและดูแลราคาหน้าโรงกลั่นอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเข้าไปดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าขณะนี้กองทุนฯ จะมีภาระที่สะสมเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานมีความห่วงใย และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ และอยากขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัดและใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายวีรพัฒน์ กล่าว

พลังงานย้ำไทยพร้อมรับมือน้ำมันโลกผันผวน!! ราคาน้ำมันโลกสูง ผันผวนกระทบ เดินหน้าคุมราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงาน กองทุนติดลบแต่ยังดูแลเสถียรภาพ ส่งเสริมใช้พลังงานอย่างประหยัด

“พลังงาน” ย้ำพร้อมรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวน เดินหน้าบริหารทั้งด้านราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงานไทย

วันนี้ (8 กันยายน 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการสู้รบในหลายพื้นที่ของโลกว่า กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน และกระทรวงมีมาตรการรองรับสถานการณ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง โดยน้ำมัน WTI อยู่ที่ประมาณ 92.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล, Brent ประมาณ 97.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ Dubai ประมาณ 100.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน และราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า จึงได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ซึ่งสิ่งสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการติดตามว่าราคาน้ำมันโลกจะขึ้นหรือลง แต่คือการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมและสามารถรับมือกับความผันผวนได้

กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการในหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการบริหารจัดการราคาพลังงานภายในประเทศ การดูแลให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้ การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีวินัย ตลอดจนการเร่งสร้างความหลากหลายในการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทย
สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ปัจจุบันยังมีภาระจากการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน โดย ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 มีฐานะติดลบประมาณ 83,291 ล้านบาท แต่กระทรวงพลังงานจะบริหารจัดการกองทุนฯ อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง 2 เป้าหมายสำคัญควบคู่กัน คือ การลดผลกระทบต่อประชาชน และการรักษาความมั่นคงและวินัยทางการเงินของกองทุนฯ ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการด้านการจัดหา โดยมุ่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบจัดหา เพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกมากขึ้นในการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

“ประชาชนไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน เพราะประเทศไทยยังมีระบบจัดหาและสำรองที่สามารถรองรับการใช้ภายในประเทศได้ สิ่งที่กระทรวงกำลังดำเนินการคือ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อให้ระบบพลังงานของประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเป็นราคาที่ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดได้ทั้งหมด เนื่องจากเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลก แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ และกำลังทำอย่างเต็มที่ คือ บริหารความเสี่ยง เตรียมการจัดหาให้เพียงพอ กระจายแหล่งพลังงาน และใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อไม่ให้ความผันผวนจากตลาดโลกส่งผ่านมายังประชาชนมากจนเกินไป เราจะบริหารสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือจากประชาชนก็มีความสำคัญ การใช้น้ำมันอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเลือกใช้เชื้อเพลิง เช่น แก๊สโซฮอล์ E20 ในรถยนต์ที่รองรับ จะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบพลังงานของประเทศได้อีกทางหนึ่ง และแม้สถานการณ์พลังงานโลกในวันนี้มีความผันผวนและมีความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยไม่ได้รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข เรากำลังเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งเรื่องราคา การจัดหา การสำรอง และการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า แม้โลกจะเผชิญความผันผวน ระบบพลังงานของไทยจะยังมีความมั่นคงและสามารถเดินหน้าต่อได้” นายวีรพัฒน์ กล่าว

ครม. อนุมัติแผนน้ำมันใหม่!! รับมือตลาดโลกผันผวน ปรับเกณฑ์สนับสนุนราคาน้ำมัน แยกบัญชีกองทุนชัดเจน เน้นลดพึ่งพานำเข้าด้วยชีวภาพ

ครม. อนุมัติแผนรองรับวิกฤตน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม ปี 2569 ปรับเกณฑ์ใหม่รับมือตลาดโลกผันผวน ลดพึ่งพานำเข้า

(22 กันยายน 2569) นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ตามที่กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้เหมาะสม

สำหรับแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับใหม่ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาใช้อุดหนุนและชดเชยราคาเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต โดยระบุเงื่อนไขไว้ 3 สถานการณ์คือ สถานการณ์ที่ 1 เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยระดับราคาน้ำมันดีเซล/เบนซินมากกว่า 30 บาท/ลิตร (ราคาคงเดิม) ส่วนกลุ่มก๊าซ LPG ราคาต้นทุนโรงแยกก๊าซ ปตท.สผ.และ UAC สูงกว่าราคานำเข้า / ราคาขายปลีกเกิน 423 บาท/ถัง 15 กก. (เดิมราคา 363 บาท/ถัง) สถานการณ์ที่ 2 ราคาน้ำมันมีความผันผวน โดยราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ใน 1 สัปดาห์ (เดิมใช้เกณฑ์ 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) / ราคาขายปลีกปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 2 บาท/ลิตร ใน 1 สัปดาห์ (เดิม 1 บาท/ลิตร) ส่วนกลุ่ม LPG ราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลงสูงข้นหรือลดลงมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐ/ตัน น 1 เดือน / ราคาขายปลีกสูงขึ้นหรือลดลงรวมกันมากกว่า 1บาท/กก.ภายใน 1 เดือน (เดิม 2 สัปดาห์เปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับราคา LPG CP รายเดือน) และสถานการณ์ที่ 3 น้ำมันเชื้อเพลิงอาจขาดแคลนและไม่เพียงพอ กระทบต่อสภาพ
เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน

ในส่วนหลักเกณฑ์การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้เพิ่มเติมการพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แผนฉบับใหม่ยังได้ปรับกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนทางการเงินด้วยการแยกบัญชีฐานะกองทุนน้ำมันฯ ออกเป็นกลุ่มน้ำมันและกลุ่ม LPG อย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเงินอุดหนุนข้ามกลุ่ม พร้อมทั้งกำหนดกรอบการบริหารราคาโดยเน้นชดเชยราคาดีเซลและ LPG เป็นหลักหากเกิดวิกฤตยาวนาน รวมทั้งให้มีการเก็บเงินสะสมเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลงเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับ และส่งเสริมการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าน้ำมัน

“พลังงาน” ปรับยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ!! รับมือวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อ หนุนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพลดนำเข้า ทบทวนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันใหม่ เสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

“พลังงาน” ปรับยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ รับวิกฤตยืดเยื้อ หนุนเชื้อเพลิงชีวภาพลดพึ่งพาการนำเข้า

กระทรวงพลังงาน รับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อ วางแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ใหม่ให้สอดคล้องสถานการณ์ มุ่งให้เกิดการพึ่งพาแหล่งพลังงานในประเทศ โดยทบทวนการสนับสนุนเชื้อพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพใหม่ เพื่อเป็นกลไกช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลกที่มีความผันผวน

(7 ตุลาคม 2569 ) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือวิกฤตการณ์ราคาพลังงานแพงที่ส่งผลกระทบยืดเยื้อทั่วโลก โดยระบุว่า จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งอุปทาน (Supply) หลักพลังงานของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการสู้รบในพื้นที่และการขาดความสงบในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบยุทธศาสตร์ในทะเลแดง

สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านเสถียรภาพพลังงานทั้งในด้านปริมาณและราคาที่ผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทย กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Scenario) สมมติฐาน และการคาดการณ์ในการวางแผนพลังงานของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยประเมินว่าแม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลายตัวลงในอนาคต แต่ราคาน้ำมันจะไม่ปรับลดลงไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ต้องใช้เวลาฟื้นฟูบูรณะอีกยาวนาน

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยึดมั่นในนโยบาย “การพึ่งพาตนเอง” หรือการมุ่งเน้นใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน โดยกระทรวงพลังงานได้วางแนวทางรับมือในภาพรวมผ่านการเร่งรัดการสำรวจแหล่งปิโตรเลียม การเพิ่มกำลังการผลิตและการต่อสัญญาแหล่งก๊าซ ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงในการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ในส่วนของการบริหารจัดการราคาน้ำมัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ทำการทบทวนการคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานใหม่ และจัดทำ “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572” ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย:

1. การปรับปรุงแนวทางรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมัน: กำหนดนิยามและเงื่อนไขของวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มีการแยกบัญชีฐานะกองทุนฯ ระหว่างกลุ่มน้ำมันและ LPG ชัดเจน พร้อมกำหนดกรอบความต่างระดับราคาระหว่างเบนซินและดีเซล เพื่อเลือกรูปแบบการอุดหนุนที่ตรงเป้าหมายที่สุด โดยจะมีการทบทวนแนวทางการรักษาเสถียรภาพฯ และหลักเกณฑ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

2. หลักเกณฑ์การบริหารกองทุนฯ: วางกรอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับเป็นแนวทางชดเชยเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ การเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนฯ เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะกองทุนฯ

3. การบริหารจัดการสภาพคล่องและการกู้เงิน: วางระบบคาดการณ์และบริหารสภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตที่อาจยืดเยื้อ พร้อมกำหนดแนวทางการกู้เงินเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันฯ มีความเข้มแข็งและสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกตรึงราคาบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การทบทวนนโยบายอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ: จากเดิมที่มีข้อกำหนดตามกฎหมายและบทเฉพาะกาลในการยกเลิกการอุดหนุน แต่จากวิกฤตการณ์พลังงานสากลและความจำเป็นในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทบทวนให้กลับมาส่งเสริมและอุดหนุนน้ำมันชีวภาพอีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ในการบริหารรักษาเสถียรภาพ จะมุ่งเน้นพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นการช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืนแนวทางหนึ่ง

“กระทรวงพลังงาน มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ท่ามกลางกระแสความผันผวนของวิกฤตการณ์พลังงานโลก” โฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวสรุป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top