Friday, 5 June 2026
กระทรวงศึกษาธิการ

นายกฯ เปิดงาน!! 'วันเด็ก' ที่กระทรวงศึกษาฯ แนะน้องๆ ต้องเรียนรู้ เพื่อปรับตัวสู่อนาคต

(11 ม.ค. 68) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด ‘เรียนดี มีความสุข Smart Kids ,Happy Future’ โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารเข้าร่วม

เมื่อมาถึงตัวแทนเด็กและเยาวชนมอบพวงมาลัยให้นายกฯ จากนั้นนายกฯสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ก่อนเดินมาที่เวทีจัดงาน โดยนายกฯมอบของขวัญให้กับเด็กซึ่งเป็นตัวแทนจากทั่วประเทศ ของขวัญเช่น ตุ๊กตาหมี ลูกฟุตบอล

จากนั้นนายกฯ กล่าวเปิดงานว่า วันนี้ถือว่าเป็นปีแรกของตนในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานวันเด็กที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก รมว.ศึกษาธิการ เตรียมงานไว้ดีมาก และเมื่อสักครู่ได้เห็นน้อง ๆ มาแสดงบนเวที เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ รู้สึกว่าน่ารักมาก เก่งมากจำบทได้และสามารถพูดได้ ตนประทับใจ ถือเป็นการเริ่มวันเด็กที่สดชื่นและสดใส ลีลาการเต้น สไตล์การเต้นต้องผ่านการฝึกฝน ความชอบ ความตั้งใจ และความสามัคคีในหมู่คณะ รวมถึงต้องอาศัยทุกอย่างให้โชว์ออกมาได้ดี และน่าประทับใจ ซึ่งพี่ขอชื่นชมและขอสนับสนุนให้น้องๆไปทางด้านนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะมันไม่ใช่การที่เราซ้อมวันสองวันแล้วได้เลยน้อง ๆ ต้องซ้อมเป็นเดือนหรือเป็นปีไปชิงแชมป์โลก นำชื่อเสียงกลับมาให้กับประเทศได้มากขนาดนี้ ก็ขอชื่นชมจากใจจริง

นายกฯ กล่าวต่อว่า เรามีครอบครัวมีพ่อ แม่ พี่ น้อง เราเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ สมัยใหม่ได้เรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง โดยมีผู้ใหญ่คอยอยู่ข้าง ๆ คอยแนะนำและบอกเล่าประสบการณ์ที่ผู้ใหญ่เจอมาเพื่อให้เด็กมีความรู้ มีข้อมูลที่มากพอ พร้อมที่จะตัดสินใจ และทำไมคำขวัญปีนี้ถึงพูดว่า ทุกโอกาส คือการเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง

ซึ่งทุกโอกาส คือการเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตเราสามารถเรียนรู้ได้ทุกรุ่น ทุกวัยไม่จำเป็นว่าผู้ใหญ่โตแล้วไม่ต้องเรียนรู้ ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ทุกคนหันหน้าเข้าหากันเปิดใจ พร้อมเรียนรู้พร้อมรับฟังซึ่งกันและกัน นั่นคือโอกาสแห่งการเรียนรู้ นี่คือที่มาของคำขวัญวันเด็กในปีนี้ และแน่นอนว่าอยากให้น้อง ๆ ได้รู้ว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เทคโนโลยีเข้ามามาก แต่ทุกคนต้องพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับโลก และยุคสมัยให้เรารู้คุณค่าของตัวเรา พร้อมที่จะปรับตัวสู่อนาคต

“ในโอกาสวันเด็กปีนี้ ขอให้น้องๆทุกคนได้มีโอกาสในการเรียนรู้เยอะๆ วันนี้กระทรวงศึกษาธิการ สร้างสิ่งน่าเรียนรู้ไว้รอบตัวเราและสร้างสิ่งที่สนุก ต้องขอขอบคุณทางกระทรวงศึกษาธิการมาก วันนี้น้องๆเรียนรู้ให้เต็มที่มีอนาคตที่สดใส เพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต” นายกฯ กล่าว

จากนั้นนายกฯเดินทักทายเด็ก ๆ เยาวชน และเยี่ยมชมบูธภาครัฐและเอกชนภายในกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้เยี่ยมบูธของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ถ่ายภาพเซลฟี่กับเด็ก ๆ พร้อมแจกลายเซ็นข้อความว่า “เป็นกำลังใจให้น้องต้องตา” นายกฯยังได้อุ้มเด็กน้อย ซึ่งเด็กได้ร้องไห้หลังนายกฯอุ้ม จากนั้นนายกฯเดินมายังซุ้มของคิงพาวเวอร์เพื่อแจกลูกบอลให้กับเด็ก ๆ และได้ถ่ายภาพร่วมกับลูกเสือเนตรนารี

ทั้งนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีเด็กๆ และผู้ปกครองสนใจขอถ่ายภาพร่วมกับนายกฯเป็นจำนวนมาก

16 มกราคม ของทุกปี วันครูแห่งชาติ กับคำขวัญประจำปี 68 'ครูจุดประกายความฝัน ผลักดันให้กล้าคิด สร้างโอกาสในชีวิตให้เด็กไทย'

วันครูมีความสำคัญเพื่อให้นักเรียนได้ระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ที่เป็นแม่พิมพ์พ่อพิมพ์ของชาติ ซึ่งได้อบรมสั่งสอนเรามาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้เราเติบโตขึ้นเป็นคนดีและมีความรู้ ดังนั้น ครูจึงเป็นบุคคลสำคัญในวงการการศึกษาทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ และถือเป็นอาชีพที่เต็มไปด้วยความเสียสละเพื่อส่วนรวม

การกำหนดวันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็นวันครูมีที่มาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในปี พ.ศ. 2488 ซึ่งได้ถูกตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ทำให้มีการกำหนดให้วันที่ 16 มกราคมเป็นวันครูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ในวันนี้จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อระลึกถึงพระคุณของครูอาจารย์

สำหรับคำขวัญวันครูในประจำปี 2568 นายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้มอบคำขวัญไว้ว่า “ครูจุดประกายความฝัน ผลักดันให้กล้าคิด สร้างโอกาสในชีวิตให้เด็กไทย”

‘รมว.ศธ. เพิ่มพูน’ มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้น้องนักเรียนไทย!! ผู้ชนะโอลิมปิควิชาการ

(16 ก.พ. 68) พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่นักเรียนผู้แทนประเทศไทย ที่เข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ ASMOPSS Thailand เพื่อไปแข่งขันต่อระดับนานาชาติใน โครงการ Asian Science & Mathematics Olympiad for Primary and Secondary School (ASMOPSS) รวมทั้งผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอน ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ. กล่าวว่า “นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรียนดี มีความสุข มีเป้าหมายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต การส่งเสริมให้นักเรียนมีความเป็นเลิศด้านวิชาการ มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จนสามารถร่วมการแข่งขันและได้รับการรางวัลการันตีในระดับนานาชาตินั้น แสดงว่านักเรียนแต่ละคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจพยายามฝึกฝนเรียนรู้และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ และยังได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากผู้ปกครอง ครูผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน สิ่งที่อยากฝากให้ทุกคนนำไปปรับใช้นั่นคือ ความฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ”

นางสาวพรพัชร แผลงเดช ประธานโครงการ ASMOPSS THAILAND กล่าวว่า “ถือเป็นปีที่เราประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะนักเรียนผู้แทนที่เข้าแข่งขันได้รับรางวัลกลับมาให้คนไทยชื่นชมทุกคน รู้สึกภูมิใจมากเพราะเราคัดเลือกกันอย่างเข้มข้นเพื่อให้ได้นักเรียนที่มีความสามารถมากที่สุดมาเป็นตัวแทนประเทศไทย และนอกจากนี้ทาง บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป ได้รับสิทธิ์และความไว้วางใจในการจัดสอบแข่งขันระดับนานาชาติในปีนี้หลายรายการอีกด้วย

นายธนากร แผลงเดช นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ กล่าวถึงการสนับสนุนและผลักดันโรงเรียนเอกชนนอกระบบว่า “เราพร้อมที่จะสนับสนุน ผลักดันทั้งโรงเรียนกวดวิชา สอนภาษา ดนตรี กีฬา เสริมทักษะชีวิต บริบาล และโรงเรียนสอนอาชีพ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ศธ. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเยาวชนของชาติให้มีคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทยทุกช่วงวัยและพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นพลังที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับสังคมต่อไป”

สำหรับโครงการ ASMOPSS THAILAND เป็นความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ และ บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ได้รับสิทธิ์ให้จัดการแข่งขันเพื่อคัดเลือกนักเรียน ผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

และยังเป็นการสนับสนุนเวทีให้เด็กไทยแสดงความสามารถด้านวิชาการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนความสำเร็จของเด็กไทยใน Gen นี้ เน้นทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นฐาน โดยมีประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม ทาจิกิสถาน กัมพูชา ปากีสถานชาอุดิอาระเบีย และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ให้ความร่วมมือ

ทั้งนี้ มีนักเรียนผู้แทนจากประเทศไทยได้รับรางวัลทั้งหมด 36 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลประเภทบุคคล 28 รางวัล (10 เหรียญทอง, 12 เหรียญเงิน, 6 เหรียญทองแดง) และ รางวัลประเภททีม 8 รางวัล (รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1รางวัล , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 4 รางวัล , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 3 รางวัล) โดยมีนักเรียนจากทั่วประเทศผ่านการคัดเลือกจากโครงการ ASMOPSS THAILAND เข้าร่วมแข่งขัน ASMOPSS 14 จำนวน 28 คน จากผู้เข้าแข่งขันประเภทบุคคลซึ่งเป็นผู้แทนจากประเทศอื่นทั้งหมด 136 คน และประเภท ทีมทั้งหมด 37 ทีม จาก 10 ประเทศ

นอกจากนี้ภายในงานยังได้รับความร่วมมือจากสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ เปิดบูธให้ความรู้และแนะนำหลักสูตรต่างๆเพื่อเป็นทางเลือกในการศึกษาเพิ่มเติม และสร้างพลังสนับสนุนเยาวชนไทยใส่ใจการศึกษา อาทิ บูธ Coaching English การใช้ Smart Learning App สอนภาษาอังกฤษ, บูธ Talent Detective โปรแกรมค้นหาตัวตนจากลายนิ้วมือด้วยเทคโนโลยีสุดทันสมัย, บูธ JCS แนะนำการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น และบูธสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกขนนอกระบบ (APANE) เป็นต้นการแข่งขันวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ASMOPSS (แอสมอพส์) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยโครงการ ASMOPSS THAILAND เป็นผู้จัดสอบเพื่อคัดเลือกนักเรียน จัดสอบรอบแรก (รอบประเทศ) ในเดือนสิงหาคม ส่วนรอบสอง (รอบคัดเลือกผู้แทนประเทศ) ช่วงต้นเดือนตุลาคม จะคัดเลือกนักเรียนที่ผ่านเข้ารอบตามเกณฑ์มาตรฐานระดับนานาชาติของ ASMOPSS เท่านั้น เพื่อคัดเลือกเป็นผู้แทนของประเทศไทย

‘ทรัมป์’ ลงนาม ปูทางยุบกระทรวงศึกษาฯ ฝ่ายค้านเตือนเตรียมรับผลกระทบที่ร้ายแรง

(21 มี.ค. 68) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งบริหารที่อาจเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของประเทศไปตลอดกาล โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การยุบกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักของรัฐบาลกลาง

คำสั่งดังกล่าวมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “คำสั่งปรับปรุงผลลัพธ์ทางการศึกษา ด้วยการส่งเสริมผู้ปกครอง รัฐ และชุมชน” โดยทรัมป์ย้ำว่า การปิดกระทรวงศึกษาธิการเป็น “สิ่งที่ถูกต้อง” และรัฐบาลจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

ภายใต้คำสั่งนี้ รัฐบาลกลางจะ ลดบทบาทของตนในด้านการศึกษา และ กระจายอำนาจ ไปยังระดับรัฐและท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งทรัมป์เชื่อว่า รัฐและผู้ปกครองควรเป็นผู้กำหนดแนวทางการศึกษาเอง มากกว่าถูกกำกับโดยรัฐบาลกลาง

“เราต้องให้พ่อแม่ ชุมชน และรัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กๆ ไม่ใช่ข้าราชการในวอชิงตัน” ทรัมป์กล่าวระหว่างการลงนาม

แผนการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่มองว่า กระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐฯ มีบทบาทมากเกินไปและไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในการเรียนการสอน 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตรงข้ามรวมถึงพรรคเดโมแครต และองค์กรด้านการศึกษาออกมาคัดค้านอย่างหนัก โดยเตือนว่า การยุบกระทรวงอาจส่งผลให้การศึกษาขาดมาตรฐานและเพิ่มความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษา

สหพันธ์ครูแห่งอเมริกาออกแถลงการณ์ว่า “ไม่มีใครชอบระบบราชการ และทุกคนก็เห็นด้วยกับประสิทธิภาพที่มากขึ้น ดังนั้นเรามาหาวิธีการทำให้สำเร็จกันดีกว่า แต่อย่าใช้การ 'ทำสงครามกับคนตื่นรู้' เพื่อโจมตีเด็กที่อาศัยอยู่ในความยากจนและเด็กพิการ”

เบ็ตซี่ เดวอส อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดการกระจายอำนาจทางการศึกษา กล่าวว่าการยุบกระทรวงเป็น 'ก้าวที่กล้าหาญ' ที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน ขณะที่นักวิจารณ์มองว่า อาจทำให้โครงการช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่ด้อยโอกาสได้รับผลกระทบ

แม้ว่าคำสั่งบริหารฉบับนี้จะเป็นก้าวแรกสู่การปิดกระทรวงศึกษาธิการ แต่การดำเนินการจริงจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก 'สภาคองเกรส' ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อแผนของทรัมป์

ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปิดกระทรวง แต่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยืนยันว่าจะผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ท่ามกลางเสียงถกเถียงที่ร้อนแรงในวงการการศึกษาและการเมืองของสหรัฐฯ

4 มิถุนายน พ.ศ. 2461 รัชกาลที่ 6 วางรากฐานโรงเรียนเอกชน ตรากฎหมายควบคุมคุณภาพการศึกษา

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา ‘พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์’ พุทธศักราช 2461 ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของไทยที่ควบคุมดูแลการจัดตั้งและดำเนินงานของโรงเรียนเอกชน ซึ่งในขณะนั้นเริ่มมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

พระราชบัญญัติดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อ ควบคุมมาตรฐานการศึกษานอกภาครัฐ โดยกำหนดให้โรงเรียนราษฎร์ต้องขออนุญาตจัดตั้งจากกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) และต้องดำเนินการภายใต้หลักสูตรและข้อบังคับที่ทางราชการกำหนด เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติของครู ผู้บริหาร และการตรวจสอบจากทางราชการ ตลอดจนบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน จึงนับว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดระบบการศึกษาเอกชนให้เข้าสู่ระเบียบแบบแผนเดียวกับการศึกษาในภาครัฐ

พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ฉบับนี้ ได้กลายเป็นรากฐานของการพัฒนาโรงเรียนเอกชนในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน และสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงตระหนักถึงบทบาทของการศึกษาเอกชนในการเสริมสร้างความรู้และพัฒนาประเทศในระยะยาว

รมว.ศึกษาฯ แจงคำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบ “กีฬาสี-จตุรมิตรสามัคคี” ย้ำไม่ปิดกั้นเวทีพัฒนาทักษะนักเรียน แต่ขอจัดให้เหมาะสมกับสถานการณ์

(27 ต.ค. 68) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงกรณีหนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการงดจัดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่า หนังสือดังกล่าวหมายถึงงานสังสรรค์ที่ไม่เป็นทางการ เช่น งานเลี้ยง หรืองานแสดงความยินดีรับ-ส่งเท่านั้น ไม่รวมถึงกิจกรรมการเรียนการสอนหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรของนักเรียน

รมว.ศึกษาธิการยืนยันว่า กิจกรรมกีฬาสี กิจกรรมสร้างสรรค์ภายในโรงเรียน หรือการแข่งขันฟุตบอล “จตุรมิตรสามัคคี” ยังสามารถจัดได้ตามปกติ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของผู้เรียน ไม่ใช่งานรื่นเริงในเชิงบันเทิง ทั้งยังเป็นเวทีให้นักเรียนได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการทำหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจถึงขอบเขตของกิจกรรมที่งดจัดให้ชัดเจน และให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน

ศ.ดร.นฤมล ยังขอให้โรงเรียนทุกแห่งสื่อสารกับครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด พร้อมย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่เคยมีนโยบายปิดกั้นการแสดงออกของเด็กนักเรียน แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมและเคารพต่อสถานการณ์โดยรวมของประเทศ


 

กระชับความร่วมมือ ด้านภาษาจีน–อาชีวศึกษา ดันทุนครูไทย เพิ่มห้องเรียนขงจื่อ พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้าพบหารือกับ Mr. Yu Yunfeng ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (Center for Language Education and Cooperation: CLEC) ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างการประชุมภาษาจีนโลก ประจำปี 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติจีน สาธารณรัฐประชาชนจีน 

โดยได้นำเสนอนโยบายและทิศทางการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–จีน และความสำคัญของการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ภาษาจีนให้ทันสมัยและตอบโจทย์อนาคต โดยเฉพาะการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาที่มีทักษะภาษาจีนรองรับตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมเสนอให้ฝ่ายจีนสนับสนุนทุนการศึกษาแก่ครูไทยเพื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน ตลอดจนส่งผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรมให้แก่ครูไทยเพื่อยกระดับทักษะการสอนภาษาจีนอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ไทยยังขอรับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในห้องเรียนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงการร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มการสอนภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่าย หลากหลาย และทันสมัยยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายจีนได้เสนอแนวทางขยายความร่วมมือ เช่น การยกระดับหลักสูตรภาษาจีนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ระบบการสอบ HSK การแลกเปลี่ยนครูและผู้เชี่ยวชาญชาวจีน รวมถึงการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจรสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะภาษาจีนเพื่อตอบโจทย์การจ้างงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีนักลงทุนชาวจีนจำนวนมาก พร้อมเสนอให้เพิ่มครูอาสาสมัครจีนในศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศเพื่อเสริมศักยภาพแรงงานไทย ขณะเดียวกัน ไทยยังขอรับการสนับสนุนการจัดตั้ง “ห้องเรียนขงจื่อ” เพิ่มเติม รวมถึงส่งเสริมรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ 3+1 ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และทักษะภาษาดิจิทัล (AI)

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของไทยและจีนในการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาให้ก้าวหน้าและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คุณภาพสูงให้คนไทยทุกช่วงวัย และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง

ปั้นเด็กไทยพูดจีน สพฐ. เปิดประชุมคณะผู้บริหาร หารือยกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน หวังใช้ AI ช่วยประเมินผล-ฝึกการออกเสียง ปูพื้นฐานเด็กไทยสู่ทักษะภาษา-การเรียนรู้ยุคใหม่

(25 พ.ย. 68) นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 43/2568 พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยในที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าภารกิจสำคัญด้านคุณภาพการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเข้าร่วมประชุม World Chinese Language Conference 2025 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของการประเมินผลภาษาจีนด้วยระบบอัจฉริยะ AI” พร้อมชี้ถึงบทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการวัดและประเมินผลในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมองว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ได้มาแทนที่ครู และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบผสมผสานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

อีกทั้ง สพฐ. ยังเดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน โดยใช้มาตรฐาน HSK และ YCT ในการพัฒนาหลักสูตร การวัดผล และการพัฒนาครู รวมถึงส่งเสริมทั้งห้องเรียนทั่วไปที่เรียนภาษาจีนเป็นรายวิชาเพิ่มเติมและเน้นทักษะสื่อสารพื้นฐาน และห้องเรียนพิเศษภาษาจีนที่ใช้ภาษาจีนสอนวิชาคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ เตรียมพร้อมศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ โดยเน้นพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินได้ โดยเฉพาะด้านการออกเสียง ความคล่องแคล่ว และการปรับข้อสอบตามระดับผู้เรียน และยังมีศึกษานิเทศก์ให้การสนับสนุน ครอบคลุมทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ
 

ค้างค่านมโรงเรียน ทำเอกชนเดือดร้อนหนัก ขาดสภาพคล่อง จี้ ‘ดร.นฤมล’ รีบแก้ปัญหา

(3 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า รายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตนมโรงเรียนเปิดเผยว่า จนถึงขณะสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินเพื่อชำระค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง

“การที่ สพฐ. และ สช.ไม่จ่ายค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดสภาพคล่อง และบางรายที่กู้เงินมาก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก”

ผู้ประกอบการโรงนมโรงเรียนรายหนึ่ง กล่าววิงวอนไปยังนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึึกษาธิการสั่งการ เร่งรัดให้หน่วยงานรับผิดชอบจ่ายเงินค่านมโรงเรียนเป็นการด่วน

 “ค้างค่านมโรงเรียน” สำหรับโรงเรียนเอกชน (สังกัด สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน — สช. และโรงเรียนรัฐสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน — สพฐ.) มีข้อกำหนดตามระเบียบของ โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน (school-milk) ค่อนข้างชัดเจน แต่ “ยอดค้าง” ที่เป็นตัวเลขแน่นอนอาจขึ้นกับแต่ละโรงเรียน/จังหวัด 

ทั้งนี้โรงเรียน ไม่ว่าของรัฐ (สพฐ.) หรือเอกชน (สช.) ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับงบอุดหนุนเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับนมตามสิทธิ 260 วันต่อปีการศึกษา (200 วันเรียน + 60 วันช่วงปิดภาค) ตามเกณฑ์ของโครงการ   

งบประมาณเพื่อจ่ายค่านมจะถูก “โอน” ไปยังบัญชีเงินอุดหนุนของโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเปิดบัญชีเฉพาะ และเมื่อได้รับโอนแล้ว ภายใน 5 วันทำการ โรงเรียนต้องออก “ใบสำคัญรับเงินในนามโรงเรียน” และเก็บเป็นหลักฐานการรับงบอุดหนุนไว้   
 
โรงเรียนจึงใช้เงินนั้นซื้อ “ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน”และแจกจ่ายให้เด็กตามจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ  

การที่มีข่าว “โรงเรียนเอกชน/รัฐ ค้างค่านม” มักมาจากปัญหาการเบิกจ่ายงบ, การโอนงบที่ล่าช้า, หรือความยุ่งยากด้านเอกสาร มากกว่าปัญหาเชิงมาตรฐานของโครงการเอง

สาเหตุอาจรวมถึง:
 -งบอุดหนุนยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชีโรงเรียน ทำให้โรงเรียนไม่สามารถซื้อและแจกจ่ายนมได้ตามกำหนด
 -โรงเรียน อาจไม่ยื่นเอกสารตามแบบฟอร์ม (เช่น แบบ นม.1 / นม.2 / นม.5) หรือยื่นล่าช้า ทำให้เงิน “ค้าง” จนกว่าจะดำเนินการครบถ้วนตามระเบียบ

เพราะฉะนั้น “ค้างค่านมโรงเรียน” ต่าง ๆ มักเป็นประเด็นเฉพาะโรง ไม่ได้มีฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมว่า “ค้างรวมกี่บาททั่วประเทศ”

ช่วงเวลาที่ปกติต้องจ่าย / โอนเงินอุดหนุน

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการอุดหนุนจาก สช.:
 -การขอรับงบอุดหนุนปีละ 2 ครั้ง — โดยขอครั้งที่ 1 ภายใน 10 กรกฎาคม และครั้งที่ 2 ภายใน 10 กุมภาพันธ์ของแต่ละปีการศึกษา   
 -หลังจากหน่วยงานโอนงบมาให้โรงเรียน โรงเรียนต้องออกใบสำคัญรับเงินภายใน 5 วัน
 
นำเรียนไปยัง ดร.นฤมล ช่วยตอบคำถามผู้ประกอบการโรงนมด้วยว่า ทำไมเบิกจ่ายล่าช้า และเมื่อไหร่จะได้ เพราะยิ่งนานวันเข้าผู้ประกอบการก็ยิ่งเดือดร้อน ขาดสภาพคล่อง ผู้ประกอบการก็ต้องใช้เงินสดหมุนเวียน เพื่อซื้อน้ำนมดิบเช่นเดียวกัน

#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#นมโรงเรียน
#นฤมลภิญโญสินวัฒน์
#กระทรวงศึกษาธิการ

ออกมาตรการแบน ‘สมาร์ตโฟน’ ในโรงเรียน มีผลในระดับมัธยมศึกษาทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 เป็นต้นไป หวังช่วยปรับสุขภาพจิตเด็ก และโฟกัสที่ดีขึ้น

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) ประกาศมาตรการใหม่ให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งประเทศ “ห้ามใช้สมาร์ตโฟนและสมาร์ตวอทช์ตลอดเวลาเรียน” เริ่มมีผลเดือนมกราคม 2026 จากเดิมที่ห้ามใช้เฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น โดยจะขยายให้ครอบคลุมทั้งช่วงพักกลางวัน เวลาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน (CCA) รวมถึงชั่วโมงเสริม ซ่อม และติวเข้มต่าง ๆ โดยอุปกรณ์ของนักเรียนจะต้องถูกเก็บไว้ในที่จัดเก็บที่โรงเรียนกำหนด หรือในกระเป๋าเรียนตลอดเวลา ยกเว้นกรณีจำเป็นที่โรงเรียนอนุญาตเป็นรายๆ ไป

MOE ระบุว่า แนวทางเดียวกันนี้ถูกใช้กับโรงเรียนประถมแล้วภายใต้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพระดับชาติ “Grow Well SG” และมีโรงเรียนมัธยมบางแห่งนำไปใช้ล่วงหน้าจนพบผลเชิงบวก เช่น เด็กมีสมาธิมากขึ้น สุขภาวะดีขึ้น และหันกลับมาพูดคุย–เล่นกับเพื่อนแบบเผชิญหน้ามากกว่าเดิม มาตรการใหม่ยังสอดรับกับการผลักดันแนวทางใช้หน้าจออย่างเหมาะสมในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว หลังผลสำรวจพบว่าเด็กจำนวนมากใช้หน้าจอเกินเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ

แม้รัฐบาลจะวาง “กรอบใหญ่” ให้แต่แต่ละโรงเรียนยังมีอิสระออกกฎระเบียบด้านวินัยของตนเองให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยในกรณีใช้มือถือหรือสมาร์ตวอทช์ผิดวัตถุประสงค์ โรงเรียนจะเน้นทำงานเชิงให้การศึกษา พูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ และช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางวินัยเมื่อจำเป็น เพื่อให้เด็กเข้าใจผลของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ส่วนระดับที่สูงขึ้นอย่างจูเนียร์คอลเลจและ สถาบันมิลเลนเนีย (Millennia Institute) รัฐบาลคาดหวังว่านักเรียนมีวุฒิภาวะพอจะใช้มือถือและสมาร์ตวอทช์อย่างมีวินัย แต่ก็ยังคงจำกัดการใช้ในชั่วโมงเรียน ต้องได้รับอนุญาตจากครู ขณะที่นอกเวลาเรียนอาจใช้ได้เมื่อจำเป็น นอกจากนี้ MOE ยังขยับเวลา “ปิดเครื่องอัตโนมัติ” บนแอปจัดการอุปกรณ์การเรียนส่วนตัว (Device Management Application) ให้เร็วขึ้นจาก 23.00 น. มาเป็น 22.30 น. เพื่อช่วยให้เด็กวางหน้าจอเร็วยิ่งขึ้นและเข้านอนได้ตรงเวลา พร้อมเชิญชวนผู้ปกครองร่วมปรับกติกาที่บ้านให้สอดคล้องกับกฎใหม่

ด้าน กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า แนวทางและเหตุผลของมาตรการทั้งหมดจะถูกสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองผ่านหลายช่องทาง เช่น การปาฐกถาตอนเปิดเทอม สมุดพกนักเรียน เว็บไซต์โรงเรียน และการประชุมผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้นปีการศึกษา แจสมิน หลิว (Jasmin Lau) รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาดิจิทัลและการศึกษา กล่าวผ่านอินสตาแกรมว่า โรงเรียนจะทยอยแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงต่อไป และหวังว่าผู้ปกครองจะร่วมมือกับโรงเรียนในการพาเด็กๆ ไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลและมีสติ

ที่มา : https://www.channelnewsasia.com/singapore/secondary-school-can-use-phone-in-class-smartphone-screen-time-students-5495621
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top