Tuesday, 20 October 2026
กระทรวงคมนาคม

‘สรรเพชญ’ ดันโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ เปิดโต๊ะถกเอกชน 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง เชื่อมลุ่มน้ำโขง–BIMSTEC ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้า ดันท่าเรือเชียงแสน–เชียงของ–ระนองขึ้นฮับภูมิภาค ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางขนส่งอาเซียน–เอเชียใต้

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค

วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจหกประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ณ ห้อง CB407 อาคารรัฐสภา โดยมีนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมรับฟัง ได้แก่ นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง นายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ สส.เชียงราย นางมลธิชา ไชยบาล สส.เชียงราย และนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ สส.เชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย และกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมได้หารือในประเด็น “โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก–BIMSTEC ผ่านประเทศไทย” เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ เชื่อมโยงจีน กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง อาเซียน และเอเชียใต้

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงการยกระดับท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงระบบขนส่งทางน้ำ ทางราง และทางถนน ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมการหารือยังได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเห็นว่า การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและท่าเรือเชิงยุทธศาสตร์ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งศึกษาการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ รวมถึงท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือหลักและศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานการให้บริการ ระบบบริหารจัดการท่าเรือ การเชื่อมโยงกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับปริมาณการค้าและการขนส่งที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้ขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมการขนส่งทางราง ศึกษาและพิจารณาแนวทางการขยายเส้นทางรถไฟจาก ตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร เชื่อมต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางกับท่าเรือให้ครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันในอนาคต

‘สรรเพชญ’ เดินหน้าแก้จราจรท่าเรือแหลมฉบัง!! เร่งจัดสรรพื้นที่พักรถ 70 ไร่ ตั้งคณะทำงานแก้ติดขัด รองรับปริมาณขนส่งเพิ่มขึ้น วางแผนพัฒนาท่าเรือระยะยาว

สรรเพชญ เดินหน้าแก้ปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ หลังมอบนโยบายสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่อง ชูมาตรการ 3 ระยะ พร้อมยกระดับโลจิสติกส์ไทย

วันนี้ (17 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงคมนาคม

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า ภายหลังจากการมอบนโยบายและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการจราจรภายในเขตท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ พบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ ผู้ประกอบการขนส่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการพื้นที่ การเร่งระบายตู้สินค้า และการปรับกระบวนการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้สามารถลดปัญหาการสะสมของรถบรรทุก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยทุกฝ่ายได้ร่วมกันปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงาน สนับสนุนมาตรการของ กทท. และประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การระบายรถบรรทุกและตู้สินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบังยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กทท. ได้วางแนวทางบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะเร่งด่วน จัดสรรพื้นที่พักรถ (Buffer Zone) รวมกว่า 70 ไร่ เพื่อรองรับคิวรถบรรทุกที่รอเข้าท่าเทียบเรือ พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาปรับพื้นที่เพิ่มอีก 30 ไร่ รวมถึงประสานกรมศุลกากรขยายเวลาเปิดใช้ช่องทางจราจรขาออก ประตูตรวจสอบที่ 3 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 24.00 น. เพื่อเร่งระบายรถบรรทุกตู้เปล่าและรถยนต์ส่วนบุคคล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่กักเก็บสินค้าตกค้างเพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้น

มาตรการคู่ขนาน จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่าง กทท. ผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามสถานการณ์ผ่านระบบกล้อง CCTV แบบ Real-Time เพื่อประเมินจุดติดขัดและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้า เพื่อลดการสะสมของรถบรรทุกภายในพื้นที่

มาตรการระยะยาว กทท. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ให้สามารถรองรับกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระให้เหมาะสม เพื่อลดปริมาณตู้สินค้าคงค้าง และเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้เปิดดำเนินการได้ตามแผน

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ สายเรือ และผู้ประกอบการขนส่ง โดยกระทรวงคมนาคมจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรองรับการเติบโตของการค้าและระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top