Friday, 5 June 2026
กรมควบคุมมลพิษ

‘กรมควบคุมมลพิษ’ เผย ค่าฝุ่นเกินกว่ามาตรฐาน 21 จังหวัด หนักสุด!! ‘แม่สาย’ วัดได้ 590 มคก. ส่งผลต่อสุขภาพต่อเนื่อง

(27 มี.ค. 66) กรมควบคุมมลพิษรายงานภาพรวมค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กทั่วประเทศ เกินค่ามาตรฐาน 21 จังหวัด โดยภาคเหนือเผชิญค่า PM2.5 พุ่งสูงชนิดสาหัส 28 พื้นที่ หนักสุดที่ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย เชียงรายวัดได้ 590 มคก. รองลงมาเป็นภาคอีสานสูงสุดที่อ.บึงกาฬ จ.บึงกาฬ วัดได้ 277 มคก. เตือนภาคเหนือตอนบนเฝ้าระวังต่อเนื่องระหว่าง 27 มีค.-2 เมย. โดยเฉพาะจว.ติดประเทศเพื่อนบ้าน สธ.ห่วง PM2.5 เชียงรายสูงกว่ามาตรฐานอนามัยโลก 32 เท่า

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2566 ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่ทั่วประเทศประจำวันว่า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีมากถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนหรือPM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบค่าฝุ่นระหว่าง 10-590 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ภาพรวมปริมาณ PM2.5 ในประเทศพบเกินค่ามาตรฐานใน 21จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.น่าน จ.แม่ฮ่องสอน จ.พะเยา จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.แพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จ.ตาก จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร จ.เพชรบูรณ์ จ.บึงกาฬ จ.หนองคาย จ.เลย จ.นครพนม จ.มุกดาหารและจ.อุบลราชธานี

สำหรับภาคเหนือ พบเกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 50-590 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐาน 28 พื้นที่ สูงสุดที่ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย 590 มคก./ลบ.ม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐาน 6 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 33-277มคก./ลบ.ม.สูงสุดที่ ต.บึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.บึงกาฬ 277 มคก./ลบ.ม.ส่วนภาคกลางและตะวันตก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 18-59 มคก./ลบ.ม.ภาคตะวันออก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 10-30มคก./ลบ.ม.ภาคใต้ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 13-21 มคก./ลบ.ม.

ขณะที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของ คพ.ร่วมกับกทม.ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 16-76 มคก./ลบ.ม.อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไปควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวเองถ้าจำเป็น

นอกจากนี้ กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ รายงานผลการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่กทม.และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม-2 เมษายน ดังนี้ วันที่ 27 มีนาคมเป็นต้นไปสถานการณ์ในพื้นที่กทม.และปริมณฑลมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากสภาพอากาศเปิดมากขึ้น เพดานการลอยตัวอากาศที่สูงขึ้น ประกอบกับลมทางใต้ที่กำลังแรงช่วยพัดฝุ่นออกจากพื้นที่ ส่วนพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีแนวโน้มควรเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านระหว่างวันที่ 27 มีนาคม-2 เมษายน

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงาน สภาพอากาศทั่วไปในพื้นที่ จ.เชียงราย โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และด้าน อ.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่สาย อ.เชียงแสน อ.แม่จัน มีฝุ่นละอองหนามากเป็นประวัติการณ์ โดยมีลักษณะเหมือนหมอกในฤดูฝน แต่เป็นฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งกรมควบคุมมลพิษรายงานผลการตรวจวัดค่าฝุ่นใน ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย ติดกับจ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา มีปริมาณ PM 2.5 สูงถึง 459 มคก./ลบ.ม. และค่า PM 10 และอื่นๆ พบดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index) มีสูงถึง 569 AQI เช่นเดียวกับด้านอ.เชียงของ ติดกับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว พบค่า PM 2.5 สูงถึง 219 มคก./ลบ.ม. และเขต อ.เมืองเชียงราย วัดค่าได้ 211 มคก./ลบ.ม.ถือว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพติดต่อกันมาหลายวัน

อย่างไรก็ตาม การตรวจวัดคุณภาพอากาศจากเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าภาคสนามแต่ละพื้นที่พบค่า PM 2.5 ที่มากกว่านั้นอีกมาก โดยค่าเฉลี่ยของปริมาณฝุ่นตั้งแต่พื้นที่ชั้นในของศูนย์ไฟป่าเชียงราย-144 ไปถึงชาวแดน ทั้งที่ภูชี้ฟ้า อ.เทิง อ.เชียงของ ดอยแม่สลอง อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวงอ.แม่สาย จนไปถึงป่าไม้ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา พบค่า PM 2.5 บางจุดสูงถึง 500-900 มคก./ลบ.ม. มีอัตราเฉลี่ยจากศูนย์ดับไฟป่าประมาณ 27 แห่งตลอดแนวชายแดนพบค่าเฉลี่ย PM 2.5 อยู่ระหว่าง 200-900 มคก./ลบ.ม.

ขณะที่การเผาป่าในประเทศเพื่อนบ้านยังมีต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่ของไทยต้องเฝ้าระวังตลอดแนวไม่ให้ลุกลามเข้ามาฝั่งไทย แต่ผลกระทบที่ไทยได้รับคือ เกิดฝุ่นปลิวไปทั่วบริเวณ ขณะที่พื้นที่ในประเทศมีไฟป่าลุกไหม้ขึ้นหลายจุด โดยเฉพาะบนดอยปุยและอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก อ.เมืองเชียงราย โดยคืนวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดไฟไหม้อย่างหนักบนดอยหมู่บ้านแม่สาด ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย โดยลุกไหม้เต็มขุนเขาใกล้หมู่บ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าและชาวบ้านเข้าสกัดไฟไม่ให้ลามเข้าที่อยู่อาศัยตลอดทั้งคืน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ออกประกาศห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดเป็นเวลา 90 วัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 15 เมษายน โดยแจ้งให้หน่วยงานภาคส่วนได้เข้มงวดและหากพบการฝ่าฝืนต้องดำเนินคดี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีลักลอบเผาในเขตพื้นที่ป่า โทษจำคุก 1 ปี-30 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-3,000,000 บาท

เปิด 10 ลำดับ แหล่งน้ำทะเลที่มีคุณภาพน้ำดีที่สุดประเทศไทย ยก หาดสมิหลา จ.สงขลา ยืนหนึ่ง ขณะที่ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมสุด

(6 ม.ค. 68) น.ส.ปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ จำนวน 210 จุด ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การใช้ประโยชน์ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล 6 ประเภท ผลการประเมินดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (Marine Water Quality Index ; MWQI) ปี 2567 มีคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งอยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 49 เกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 43 เกณฑ์เสื่อมโทรม ร้อยละ 6 และมีเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ร้อยละ 2

น.ส.ปรีญาพร กล่าวว่า แหล่งน้ำทะเลที่มีคุณภาพน้ำทะเลดีที่สุด 10 ลำดับแรก ได้แก่ 
1. หาดสมิหลา จ.สงขลา 
2. หาดในหาน จ.ภูเก็ต 
3. หาดต้นไทร จ.กระบี่ 
4. อ่าวมาหยา จ.กระบี่ 
5. อ่าวโล๊ะซามะ จ.กระบี่ 
6. เกาะยูง จ.กระบี่ 
7. เกาะไก่ จ.กระบี่ 
8. หาดท้ายเหมือง จ.พังงา 
9. หาดบางเบน จ.ระนอง  
10. บ้านทุ่งริ้น จ.สตูล 

ส่วนแหล่งน้ำทะเลที่มีคุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรมมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ 1. ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ 2. โรงงานฟอกย้อม กม. 35 จ. สมุทรปราการ 3. ปากคลอง 12 ธันวา จ.สมุทรปราการ 4. แหลมฉบัง ตอนใต้ จ.ชลบุรี และ 5. ปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร

‘โอ๋ ฐิติภัสร์’ ย้ำกว่า 10 เดือนได้ทำงานแบบตรงไปตรงมา สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กระทรวงอุตฯ ไม่อยู่ใต้อิทธิพลใคร

เมื่อวันที่ (8 ก.ย. 68) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีทีมสุดซอย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ภารกิจสุดท้าย ในฐานะหัวหน้าชุดสุดซอย‼️

ประชุมความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปทส.) มูลนิธิบูรณนิเวศน์ และสื่อมวลชน เพื่อหารือแนวทางการดำเนินคดี

📍การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม เช่น เศษพลาสติกสายไฟบดย่อย ใน 3 จังหวัด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี รวมกว่า 29 จุด

📍และการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรม (ขยะพิษ) กว่า 90,000 ตัน จ.ฉะเชิงเทรา และหากมีการขยายผลต่ออาจจะพบปริมาณที่มากกว่านี้

โดยวันนี้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดได้รวบรวมข้อมูล หลักฐาน และความคืบหน้าในการดำเนินคดีทั้งหมด นำเสนอในที่ประชุมพร้อมประสานส่งต่อให้ตำรวจสอบสวนกลาง บก.ปทส. และ DSI ถือเป็นการส่งมอบงานให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลและดำเนินคดี

ระยะเวลากว่า 10 เดือนในการทำหน้าที่หัวหน้าชุดสุดซอย ของ รมว เอกนัฏ ได้ร่วมกับท่านปลัด คณะผู้บริหาร พี่น้องข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม วางแนวปฏิบัติการทำงานแบบเข้มข้น บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้เห็นผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างวัฒนธรรมกระทรวงแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และหน่วยงานราชการอื่นๆที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน

วันนี้ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรมได้พิสูจน์ให้สาธารณะได้รับรู้ว่า หากผู้บริหารพร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล้าทำเรื่องที่ถูกต้อง อย่างตรงไปตรงมา บนข้อเท็จจริง โดยยึดหลักกฎหมาย หน่วยงานของรัฐสามารถเป็นที่พึ่งที่หวังให้ประชาชน พร้อมยังสามารถสร้างบรรทัดฐานให้ผู้ประกอบการทุกรายสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมและตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบ ลักไก่ หรือ ใช้เงินและอิทธิพลเพื่อเคลียทางทำผิดกฎหมายได้

จากนี้ไปขอส่งกำลังใจให้ท่านปลัด คณะผู้บริหาร พี่น้องข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมทุกท่าน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวและใจ เพื่อสานต่อการทำงานแบบสุดซอย เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนต่อไปค่ะ

“สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือ สินค้าด้อยมาตรฐาน ท่านสามารถแจ้งข้อมูลผ่านแอพ traffy fondue เข้าเมนู “แจ้งอุต” เพื่อแจ้งข้อมูล รายละเอียดปัญหาของท่านจะถูกส่งไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่เข้าไปตรวจสอบและแก้ไขนะคะ”

ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ จากวิศวกรสู่ผู้นำงานสิ่งแวดล้อมไทย ขับเคลื่อนจัดการฝุ่น-น้ำเสีย-ขยะเชิงรุก มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมปลอดภัยให้ ปชช. ทุกพื้นที่

เชื่อว่าหลายคนอาจ “คุ้นชื่อ” กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ผ่านข่าวฝุ่น PM2.5 น้ำเสีย หรือขยะอันตราย แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัด ๆ ว่า กรมฯ นี้ทำหน้าที่อะไรในระบบสิ่งแวดล้อมของประเทศ 

แท้จริงแล้วกรมควบคุมมลพิษคือ “ด่านหน้า” ที่ทำให้น้ำต้องสะอาด อากาศต้องบริสุทธิ์ และหยุดปัญหามลพิษในทุกมิติ เพื่อให้คนไทยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามวิสัยทัศน์ขององค์กร “น้ำต้องสะอาด อากาศต้องบริสุทธิ์ หยุดปัญหามลพิษ เพื่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน”

กรมควบคุมมลพิษทำหน้าที่เสมือน “สถาปนิกด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม” ของประเทศ วางกฎหมายและมาตรฐานควบคุมมลพิษทางน้ำ อากาศ เสียง กากของเสียและสารอันตราย ติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม แจ้งเตือนสถานการณ์มลพิษ รวมทั้งเป็นหน่วยงานหลักด้านการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินด้านมลพิษ เช่น เหตุสารเคมีรั่วไหล น้ำเน่าเสีย หรือมลพิษอากาศรุนแรงในเขตเมืองและนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งยังทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานประกอบการ และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการจัดการขยะ น้ำเสีย และมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบทั้งประเทศ

เบื้องหลังบทบาทสำคัญของกรมควบคุมมลพิษ คือผู้นำที่ต้อง “อ่านเกมสิ่งแวดล้อม” ได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เข้าใจทั้งงานวิชาการเชิงลึกและการทำงานร่วมกับภาคีจำนวนมากทั่วประเทศ “ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ คนปัจจุบัน จึงเป็นตัวอย่างของข้าราชการมืออาชีพที่เติบโตมาจากสายวิศวกรรมทรัพยากรน้ำและน้ำบาดาล ผ่านประสบการณ์ทำงานจริงในพื้นที่ ซ้อนด้วยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์จากการทำงานในระดับนโยบาย จนก้าวมารับผิดชอบภารกิจ “ควบคุมมลพิษทั้งประเทศ” ในปัจจุบัน

>>ประวัติการศึกษา
-ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2540)
-ปริญญาโท Master of Engineering Science (Groundwater Studies) มหาวิทยาลัย New South Wales ประเทศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2545)
-ปริญญาเอก Doctor of Philosophy (Civil Engineering - Water Resources Management) มหาวิทยาลัย Bristol สหราชอาณาจักร (พ.ศ. 2553)

>>เส้นทางการทำงานด้านทรัพยากรน้ำและน้ำบาดาล
เริ่มรับราชการเป็นวิศวกรรังวัด กองรังวัด กรมทรัพยากรธรณี (9 ก.ย. 2541) หลังจากนั้นย้ายมาปฏิบัติงานด้านน้ำบาดาลในกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ตั้งแต่ระดับวิศวกรปฏิบัติการ กองแผนงาน จนเติบโตเป็นวิศวกรชำนาญการ และวิศวกรชำนาญการพิเศษ สำนักพัฒนาน้ำบาดาล

ต่อมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มวิศวกรรมน้ำบาดาล และผู้อำนวยการระดับสูง สำนักพัฒนาน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ตามคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับ 9 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ได้ทำงานในบทบาทบริหารระดับสูงด้านการจัดการน้ำบาดาลของประเทศ

ผลงานและบทบาทสำคัญในสายงานน้ำบาดาลและทรัพยากรน้ำ

-ศึกษาและพัฒนาแนวคิด “การบริหารจัดการน้ำบาดาลเชิงพื้นที่” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยจัดทำรายงานวิชาการสำหรับหลักสูตรนักบริหารระดับสูง สำนักงาน ก.พ. เสนอแนวคิด “DGR New Look” และการสร้างทีมบริหารจัดการน้ำบาดาล (T-Team) ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง

-มีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนโรงเรียนและชุมชนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพัฒนาแนวทางปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลให้ได้มาตรฐานน้ำดื่มที่ปลอดภัย

-ได้รับคัดเลือกเป็น “เพชรจรัสแสง” บุคคลต้นแบบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2557) และรางวัลความเป็นเลิศ “ด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม” จากสำนักงาน ก.พ.ร. (พ.ศ. 2558) สะท้อนบทบาทการทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีอย่างกว้างขวาง

-มีบทบาทสำคัญในการออกแบบแนวทางบริหารจัดการโครงการน้ำบาดาลขนาดใหญ่ในพื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างยั่งยืน

ภายหลังจากทำงานในกรมทรัพยากรน้ำบาดาลอย่างต่อเนื่อง ดร.สุรินทร์ ได้รับมอบหมายให้มาดูแลงานด้านมลพิษโดยตรงในกรมควบคุมมลพิษ ผ่านตำแหน่งรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ มีบทบาทในการหารือกำหนดมาตรฐานการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน และการจัดการมลพิษทางน้ำร่วมกับหน่วยงานภาคอุตสาหกรรม

ปี 2567 ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่กำกับ ติดตาม และบูรณาการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของกระทรวง

ต่อมาเมื่อปี 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง และดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

เมื่อก้าวสู่บทบาทอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ดร.สุรินทร์นำประสบการณ์ด้านทรัพยากรน้ำและน้ำบาดาล มาผสานกับภารกิจควบคุมมลพิษในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งอากาศ น้ำ ขยะ และสารอันตราย แนวทางการทำงานเน้น “ข้อมูลเชิงประจักษ์-ทำงานเชิงรุก-สื่อสารอย่างโปร่งใส” เห็นได้จากการประสานงานกับกรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเตรียมมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ กทม. อาทิ แคมเปญส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าตรวจเช็กเครื่องยนต์และระบบไอเสีย พร้อมความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบกในการเข้มงวดรถควันดำ เพื่อลดมลพิษจากแหล่งกำเนิดโดยตรง

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเกิดความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กรมควบคุมมลพิษภายใต้การนำของดร.สุรินทร์ได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำในจุดเสี่ยง พร้อมเปิดเผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และเดินหน้าตรวจติดตามเพิ่มเติม รวมถึงประสานงานหาแหล่งน้ำสำรองในกรณีที่จำเป็น เพื่อให้ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำมีความมั่นใจว่าหน่วยงานรัฐไม่ได้ละเลยต่อข้อกังวลด้านสุขภาพของประชาชน

'สุชาติ' สั่งคุมเข้ม!! เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมีช่วงปีใหม่ 2569 หลังปี 2568 พบสถิติพุ่งสูงถึง 50 ครั้ง สถิติชี้โรงงาน-โกดัง-โรงน้ำแข็ง คือกลุ่มเสี่ยงหลักที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

รองนายกฯ ‘สุชาติ’ แจ้งเตือนประชาชน–สถานประกอบการ เฝ้าระวังอุบัติภัยสารเคมีช่วงปีใหม่ 2569

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำชับหน่วยงานในสังกัด ทส. เตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษจัดเตรียมทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ สนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานท้องถิ่นในการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม และให้คำแนะนำทางวิชาการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติภัยสารเคมี

นายสุรินทร์ กล่าวว่า จากสถิติการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีในปี พ.ศ. 2568 (มกราคม–ธันวาคม 2568) พบว่าเกิดเหตุรวม 50 ครั้ง แบ่งเป็นอุบัติภัยประเภทเพลิงไหม้ 36 ครั้ง โดยเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม 22 ครั้ง และโกดังเก็บสินค้าและโกดังรีไซเคิล 14 ครั้ง ประเภทสารเคมีรั่วไหล 8 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นเหตุจากโรงน้ำแข็ง 6 ครั้ง และกรณีน้ำมันรั่วไหลลงทะเล 2 ครั้ง ประเภทอุบัติเหตุจากการขนส่งสารเคมีและวัตถุอันตราย 4 ครั้ง และประเภทอื่นๆ เช่น การระเบิดของพื้นที่ฝังกลบกากอุตสาหกรรมและบ่อบำบัดน้ำเสีย 2 ครั้ง

ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน สถานประกอบการจำนวนมากจะหยุดดำเนินการหรือลดกำลังการผลิต ขณะเดียวกันเป็นช่วงฤดูหนาวที่มีสภาพอากาศแห้งและลมแรง ส่งผลให้มีความเสี่ยงเกิดอุบัติภัยเพิ่มขึ้น อาทิ ไฟไหม้โรงงานหรือคลังจัดเก็บสารเคมี ไฟไหม้สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย อุบัติเหตุรถบรรทุกสารเคมีและวัตถุอันตรายพลิกคว่ำ รวมถึงการลักลอบระบายน้ำเสียและทิ้งกากของเสียอันตรายในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 จึงได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและเครื่องมือของศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (ศปก.พล.) เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมขอความร่วมมือจากส่วนราชการ เครือข่ายหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย และสถานประกอบการทุกแห่ง ให้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย ระมัดระวังในการขนส่งและจัดเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตรวจสอบระบบเตือนภัยและระบบดับเพลิงให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุ

ทั้งนี้ หากหน่วยงานท้องถิ่นหรือประชาชนพบเหตุฉุกเฉินด้านมลพิษและสารเคมี สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วนมลพิษ โทร. 1650 ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top