‘อาจารย์อุ๋ย’ ซัดรัฐล้มเหลว!! หยุดเอาเงินภาษีอุ้มคนห่วย ชี้ช่องกฎหมายไล่เบี้ยเงินผิด น้ำท่วมกทม.ไม่ใช่ภัยธรรมชาติล้วน เรียกร้องความรับผิดชอบหนักหน่วง
“หยุดเอาเงินภาษีอุ้มคนห่วย!” อาจารย์อุ๋ย ซัดรัฐล้มเหลวพา กทม.จมน้ำ ชี้ช่องกฎหมายไล่เบี้ยเงินส่วนตัว หากเจ้าหน้าที่–ฝ่ายการเมืองจงใจหรือประมาทร้ายแรง
29 กันยายน 2569 - จากวิกฤติน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน ทรัพย์สิน และการทำมาหากินของประชาชนเป็นวงกว้าง กระแสสังคมเริ่มตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงประเด็น “ความรับผิด” ว่าหากความเสียหายไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มีความบกพร่องของการบริหารจัดการรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ?
อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมากระทุ้งประเด็นดังกล่าว โดยหยิบกลไกตาม พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาชี้ว่า น้ำท่วมไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็น “ภัยธรรมชาติ” แล้วปิดประตูความรับผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบว่า ความเสียหายส่วนใดเกิดจากธรรมชาติ และส่วนใดอาจเกิดจากการละเลยหรือความผิดพลาดของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐ
“ประชาชนไม่ควรต้องถูกซ้ำเติมด้วยการนำเงินภาษีของตัวเองมาจ่ายชดเชยความผิดพลาด หากท้ายที่สุดพิสูจน์ได้ว่ามีเจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” อาจารย์อุ๋ยยํ้า
เปิดกลไกฟ้องรัฐ–ไล่เบี้ยคนทำผิด
อาจารย์อุ๋ยอธิบายว่า ตาม มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจาก “หน่วยงานของรัฐ” ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร หรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอำนาจหน้าที่และเหตุแห่งความเสียหายในแต่ละพื้นที่
สำหรับคดีละเมิดที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง โดยทั่วไป มาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กำหนดกรอบการฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี และไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี
แต่จุดสำคัญไม่ได้จบอยู่ที่รัฐจ่ายเงินชดเชย เพราะ มาตรา 8 เปิดทางให้หน่วยงานของรัฐเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้คืนเป็นการส่วนตัว หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำโดย “จงใจ” หรือ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”
“ประชาชนเรียกร้องจากหน่วยงานรัฐเพื่อให้ได้รับการชดเชย แต่หลังจากนั้น หากตรวจสอบพบว่ามีใครจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กฎหมายก็มีกลไกให้เรียกเงินคืนจากผู้รับผิดชอบเป็นการส่วนตัว ไม่ควรจบด้วยการเอาเงินงบประมาณ ซึ่งก็คือเงินภาษีประชาชน มาล้างความผิดพลาดให้ใคร”
อย่างไรก็ตาม การเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรับผิดเต็มจำนวนทุกกรณี เพราะมาตรา 8 กำหนดให้พิจารณาระดับความร้ายแรง ความเป็นธรรม ตลอดจนความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานและระบบการดำเนินงานประกอบด้วย
จากเจ้าหน้าที่หน้างานถึงฝ่ายการเมือง ต้องตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่
อาจารย์อุ๋ยมองว่า การตรวจสอบไม่ควรหยุดอยู่เพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ควรไล่ตรวจสอบตามสายอำนาจและความรับผิดชอบ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่สถานีสูบน้ำ วิศวกรควบคุมประตูน้ำ ผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีหลักฐานว่าละทิ้งหน้าที่ ปล่อยปละละเลย หรือรู้ถึงปัญหาร้ายแรงแต่ไม่ดำเนินการแก้ไขตามสมควร
รวมถึง ฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร รัฐมนตรี หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ก็ไม่ควรถูกตัดออกจากการตรวจสอบเพียงเพราะเป็นผู้กำหนดนโยบาย
หากพยานหลักฐานสามารถเชื่อมโยงได้ว่า บุคคลใดมีการกระทำหรือสั่งการที่เข้าองค์ประกอบการกระทำละเมิด และถึงระดับจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็อาจเกิดประเด็นความรับผิดเป็นการส่วนตัวตามกฎหมายได้เช่นกัน โดยต้องพิสูจน์อำนาจหน้าที่ การกระทำ และความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำนั้นกับความเสียหายเป็นรายกรณี ไม่ใช่ถือว่าฝ่ายการเมืองต้องรับผิดโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม
คําว่า “ภัยธรรมชาติ” ต้องไม่กลายเป็นยันต์กันผี
อาจารย์อุ๋ยระบุว่า ฝนตกหนักหรือน้ำท่วมไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องรับผิดทุกกรณี แต่ในทางกลับกัน คำว่า “ภัยธรรมชาติ” ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะป้องกันความรับผิดโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ภัยดังกล่าวสามารถคาดการณ์ได้เพียงใด หน่วยงานได้รับข้อมูลเตือนล่วงหน้าหรือไม่ มีเครื่องมือ งบประมาณ และอำนาจหน้าที่เพียงพอหรือไม่ และได้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขตามสมควรแล้วหรือยัง
หากเป็นภัยพิบัติรุนแรงเกินกว่าจะป้องกันได้ แม้รัฐดำเนินการตามหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว ย่อมเป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่หากเป็นปัญหาเกิดซ้ำ มีข้อมูลเตือนล่วงหน้า มีงบประมาณและเครื่องมือ แต่กลับมีการละเลยหรือบริหารจัดการผิดพลาดอย่างร้ายแรง ก็ต้องตรวจสอบว่าความเสียหายนั้นเข้าข่ายการกระทำละเมิดหรือไม่
อาจารย์อุ๋ยจึงเรียกร้องให้ประชาชนผู้เสียหายเก็บ ภาพถ่าย ภาพวิดีโอ ใบเสร็จค่าซ่อม หลักฐานความเสียหาย รวมถึงหลักฐานรายได้หรือความเสียหายทางธุรกิจที่พิสูจน์ได้ เพื่อรักษาสิทธิของตน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจังว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หรือมีความผิดพลาดในการบริหารจัดการของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“เงินภาษีประชาชนมีไว้บริหารประเทศ ไม่ใช่มีไว้เป็นกองทุนล้างความรับผิดให้คนที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากใครทำผิดจนประชาชนเสียหาย กฎหมายต้องถูกใช้ตรวจสอบไปให้ถึงตัวผู้รับผิดชอบ” อาจารย์อุ๋ยกล่าวทิ้งท้าย
https://www.facebook.com/share/p/1Hap8Vt86z/?mibextid=wwXIfr










