‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐบาลอย่าประมาท “มวลชนพระอาทิตย์” ชี้ยุคนี้ชุมนุมวัดที่ความชอบธรรม ไม่ใช่จำนวนคน มวลชนพระอาทิตย์มากกว่าเลขผู้ชุมนุม ยุคนี้วัดที่ความชอบธรรม ประวัติศาสตร์สอนรัฐบาลฟังเสียง
อาจารย์อุ๋ย เตือนรัฐบาลอย่าประมาทมวลชนพระอาทิตย์ ชี้ ยุคนี้การชุมนุมวัดกันที่ “ความชอบธรรม” ไม่ใช่ “จำนวน”
10 กันยายน 2569 -อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสข้อความผ่านเฟสบุ๊คว่า
“ผมอยากเตือนรัฐบาลว่า อย่าประมาทการเคลื่อนไหวของ “มวลชนพระอาทิตย์” ที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล และอย่าประเมินสถานการณ์ด้วยการนับเพียงว่า วันนี้มีคนมาชุมนุมหน้าเวทีกี่ร้อย กี่พัน หรือกี่หมื่นคน เพราะสมการของการเมืองและการเคลื่อนไหวของมวลชนในยุคโซเชียลมีเดียเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ยุคนี้อย่าดูว่ามีคนมาชุมนุมกี่คน แต่ต้องดูว่าข้อเรียกร้องของเขากำลังตรงกับความรู้สึกของคนที่ไม่ได้มาชุมนุมอีกกี่ล้านคน
ในการเมืองยุคดิจิทัล จำนวนคนที่มารวมตัวกันทางกายภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังทางการเมือง สิ่งที่ทรงพลังและอันตรายยิ่งกว่าสำหรับผู้ถืออำนาจ คือ “จุดยืน” และ “ความชอบธรรม” ที่สามารถแพร่กระจายออกไปในสังคม
คนหนึ่งคนบนถนนอาจมีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง แต่โทรศัพท์เครื่องนั้นสามารถถ่ายทอดภาพ ข้อมูล และข้อเรียกร้องออกไปถึงคนอีกนับแสนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การชุมนุมที่เริ่มจากคนกลุ่มเล็กจึงสามารถกลายเป็น “แนวร่วมทางสังคม” ซึ่งไม่ปรากฏตัวอยู่หน้าเวที แต่ติดตาม เห็นด้วย แสดงความคิดเห็น แชร์ข้อมูล และพร้อมเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองได้ตลอดเวลา
ประวัติศาสตร์ต่างประเทศมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว
กรณี Pots and Pans Revolution หรือการประท้วงหม้อและกระทะในไอซ์แลนด์ ช่วงปี 2008–2009 หลังประเทศเผชิญวิกฤตการเงินอย่างหนัก การเคลื่อนไหวของประชาชนค่อย ๆ ขยายตัวจากเวทีสาธารณะและการประท้วงต่อต้านการบริหารวิกฤตของรัฐบาล ก่อนพัฒนาเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ เสียงเคาะหม้อกระทะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจ จนแรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การล่มของรัฐบาลในเดือนมกราคม 2009
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “วันแรกมีคนมากแค่ไหน” แต่คือข้อเรียกร้องนั้นสามารถขยายความชอบธรรมและดึงประชาชนที่เดิมยืนดูอยู่ข้างสนามเข้ามาร่วมได้หรือไม่
เช่นเดียวกับ Rose Revolution หรือการปฏิวัติกุหลาบในจอร์เจีย ปี 2003 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางข้อครหาอย่างหนักเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวเริ่มจากเครือข่ายฝ่ายค้าน นักศึกษา และภาคประชาชน ก่อนขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีประชาชนหลายหมื่นคนออกมาร่วมต่อต้านรัฐบาล และนำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดี Eduard Shevardnadze ในเวลาอันสั้น
บทเรียนของทั้งสองประเทศจึงเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือ รัฐบาลไม่ควรประเมินพลังทางการเมืองจากจำนวนคนในวันแรก แต่ต้องประเมินจากระดับ “ความชอบธรรม” ของประเด็นที่ประชาชนกำลังพูดถึง
กลับมาที่ประเทศไทย สิ่งที่รัฐบาลควรกังวลจึงไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่จะมาร่วมกับมวลชนพระอาทิตย์ แต่คือการสะสมของ “ข้อครหา” ที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขากระโดง ข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คำถามเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนบางส่วนตั้งคำถามว่ามีมาตรฐานเดียวกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่
แน่นอน รัฐบาลยืนยันว่ากรณีต่าง ๆ เหล่านี้กำลังดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย และไม่ได้มีการประวิงเวลา แต่ในทางการเมือง การกล่าวว่า “เรื่องอยู่ในกระบวนการ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือทำให้ประชาชน มองเห็น ว่ากฎหมายกำลังทำงานอย่างตรงไปตรงมา รวดเร็ว และใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผู้ถูกตรวจสอบจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคพวกของผู้มีอำนาจ หรือบุคคลที่มีทุนมหาศาลเพียงใด
เพราะตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม หากรัฐบาลยังคงสร้างตราบาปทางการเมืองและละเลยการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม สุดท้ายระบบนิติธรรมนั่นเองที่จะกลับมาชำระล้างและทำให้รัฐบาลต้องล่มสลายลงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มวลชนมาขับไล่ด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเรียกร้องของการเคลื่อนไหวครั้งนี้หลายเรื่องแตะไปถึงประเด็นระดับชาติ ทั้งเรื่องอธิปไตย ทรัพยากรของประเทศ และปัญหา “ทุนสีเทา” ข้ามชาติ
ไม่ว่าจะเป็นทุนสีเทาจากอิสราเอล จีน หรือเครือข่ายทุนมืดข้ามชาติจากประเทศใดก็ตาม หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ใช้นอมินี ครอบงำกิจการ หรือใช้อำนาจเงินสร้างอภิสิทธิ์เหนือนิติรัฐไทย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด
ยิ่งเมื่อปรากฏข้อครหาและคำถามจากสังคมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนต่างชาติบางกลุ่มกับผู้มีอำนาจทางการเมือง รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีบุคคลหรือกลุ่มทุนใดสามารถใช้อำนาจเงินซื้ออภิสิทธิ์เหนือกฎหมายไทยได้
ตามจุดยืนที่แกนนำประกาศ การเคลื่อนไหวของมวลชนพระอาทิตย์ในครั้งนี้ไม่ได้ตั้งเป้าขับไล่รัฐบาล แต่ต้องการกดดันและเตือนสติให้รัฐบาลกลับมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือปกป้องอธิปไตย รักษาทรัพยากรของชาติ บังคับใช้กฎหมาย และคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนไทย
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำที่สุด คือใช้วิธีการเมืองแบบเดิมด้วยการด้อยค่า เยาะเย้ยจำนวนผู้ชุมนุม หรือใช้ทีมปฏิบัติการข่าวสารโจมตีจนผลักประชาชนที่เห็นต่างให้กลายเป็น “ศัตรูของรัฐบาล”
รัฐบาลควรทำตรงกันข้าม คือเปิดใจรับฟังข้อเรียกร้อง อะไรมีหลักฐานก็ตรวจสอบ อะไรผิดกฎหมายก็จัดการ ไม่ว่าจะเป็นคนของใคร และโดยเฉพาะทุนสีเทาต่างชาติ ต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีเจ้าของ และเงินไม่สามารถเจ้าหน้าที่ผู้บังคัาไช้กฎหมายของไทยได้
เพราะแม้รัฐบาลอาจควบคุมเสียงในสภาได้ อาจมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะประคองรัฐบาลให้อยู่ต่อได้ และอาจมองว่าคนบนถนนวันนี้ยังมีจำนวนไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถกําหนดด้วยเสียงในสภาได้ คือ “ความชอบธรรม” ในสายตาประชาชน
และเมื่อใดที่ความชอบธรรมหายไป ต่อให้หน้าเวทีมีคนเพียงไม่กี่ร้อยคน ก็อย่าลืมว่าอาจมีคนอีกหลายล้านคนกำลังยืนอยู่หน้าเวทีนั้น ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง
ด้วยความปรารถนาดี“
https://www.facebook.com/share/p/19TePNYn6a/?mibextid=wwXIfr










