โดนัลด์ ทรัมป์ กับ "America First 2.0": การกลับมาที่สั่นสะเทือนโลกอีกครั้ง
การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจในทำเนียบขาว แต่คือการประกาศศักดาของนโยบาย "America First" ที่เข้มข้นและดุดันยิ่งกว่าเดิม พร้อมกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงปฏิบัติการที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกมุมโลกทั้งในมิติเศรษฐกิจและการทหาร
สงครามการค้า 2.0: กำแพงภาษีที่เขย่าตลาดโลก
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง ทรัมป์ได้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ช็อกโลกด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างถ้วนหน้า โดยอ้างเพื่อปกป้องฐานการผลิตและแรงงานในสหรัฐฯ มาตรการนี้ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานโลก ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก และนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้าที่ทำให้ระเบียบเศรษฐกิจโลกเดิมแทบจะล่มสลายลง
ปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าอิหร่าน: การใช้กำลังที่ไร้ความปราณี
ในด้านความมั่นคง ทรัมป์ได้ยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลางสู่จุดวิกฤต ด้วยการสั่งการให้ฝูงบินรบเข้าทิ้งระเบิดถล่มจุดยุทธศาสตร์สำคัญในประเทศอิหร่าน ปฏิบัติการทางอากาศครั้งนี้ถูกอ้างว่าเป็นการยับยั้งภัยคุกคามนิวเคลียร์และการแผ่อิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค แต่ผลที่ตามมาคือเสียงประณามจากนานาชาติและความกังวลว่าโลกอาจก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3
วิกฤตเวเนซุเอลา: ปฏิบัติการเด็ดหัวและรุกรานอธิปไตย
เหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงที่สุดในรอบปีคือปฏิบัติการทางทหารในอเมริกาใต้ เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของทรัมป์ได้เปิดฉากบุกถล่มประเทศเวเนซุเอลาอย่างเต็มรูปแบบ โดยเป้าหมายหลักคือการเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาและนำตัวกลับมายังสหรัฐฯ เพื่อดำเนินคดี ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงและเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่ทำให้ความมั่นคงในภูมิภาคลาตินอเมริกาพังทลาย
นอกเหนือจากนโยบายเศรษฐกิจและการทหารที่ดุดัน อีกหนึ่งบทบาทของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างข้อกังขาและกระแสวิจารณ์ไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือการก้าวเข้ามาเป็น "คนกลาง" ในความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ในการสร้างสันติภาพของตนเอง
“The Peacemaker” หรือ “ผู้บงการ”? การไกล่เกลี่ยไทย-กัมพูชา
ในช่วงที่สถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง ทรัมป์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยโดยใช้สไตล์ "การทูตผ่านโซเชียลมีเดีย" และการต่อสายตรงถึงผู้นำทั้งสองประเทศ:
* การลงนามที่กัวลาลัมเปอร์: ในเดือนตุลาคม 2568 ทรัมป์ได้เดินทางไปร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม "ปฏิญญาสันติภาพ" ระหว่างไทยและกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยเขาวางตัวเป็นผู้กำกับดูแลความเรียบร้อยของข้อตกลงนี้ด้วยตนเอง
* การใช้เศรษฐกิจบีบบังคับ: มีรายงานว่าทรัมป์ได้ใช้ "คำขู่ทางการค้าและกำแพงภาษี" เป็นเครื่องมือหลักในการกดดันให้ทั้งสองประเทศยอมยุติการปะทะและกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
* คำกล่าวอ้าง "Real UN": ทรัมป์ประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าความสำเร็จนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสามารถในการเป็นนักเจรจาสันติภาพของเขา โดยถึงขั้นวิจารณ์สหประชาชาติ (UN) และยกย่องว่าสหรัฐฯ ภายใต้การนำของเขาคือ "สหประชาชาติที่แท้จริง" (Real United Nations)
* ความเปราะบางของสันติภาพ: แม้จะมีการประกาศความสำเร็จ แต่ข้อตกลงที่ทรัมป์เป็นคนกลางกลับมีความเปราะบางสูง เห็นได้จากการที่ข้อตกลงถูกระงับชั่วคราวในเดือนพฤศจิกายนหลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหาร และเกิดการปะทะกันซ้ำในเดือนธันวาคม ก่อนที่จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงใหม่อีกครั้งในช่วงปลายปี ซึ่งทรัมป์ก็ยังคงออกมาอ้างเครดิตในฐานะผู้ยุติความขัดแย้งเช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้ามาเป็นคนกลางในครั้งนี้ถูกมองจากนักวิเคราะห์บางกลุ่มว่า เป็นเพียงการ "เก็บแต้ม" เพื่อสร้างโปรไฟล์สำหรับการเสนอชื่อรับรางวัลโนเบลสันติภาพ มากกว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านนั่นเอง
แม้การกระทำของทรัมป์จะถูกมองว่าสร้างความปั่นป่วนและอันตรายต่อสันติภาพของโลก แต่เขาก็อยู่ในฐานะบุคคลที่สร้างแรงกระเพื่อมและอิทธิพลสูงสุดที่โลกต้องหยุดฟัง ทุกย่างก้าวของทรัมป์ในปีนี้คือบทพิสูจน์ว่าโลกกำลังหมุนตามความต้องการของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของชายที่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้










