สหรัฐฯ ส่อไม่รอด 'ภาวะเศรษฐกิจถดถอย' แบบหนัก ด้าน 'ดอยช์แบงก์' ชี้!! ยิ่งคุมเงินเฟ้อ ยิ่งกระอัก

ดอยช์แบงก์' คาดการณ์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ผสมโรงจีนล็อกดาวน์กระตุ้นเงินเฟ้อ ส่อพา 'สหรัฐฯ' เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ที่อาจจะไม่เบาอย่างที่คิด

CNN รายงานการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของทีมนักเศรษฐศาสตร์ประจำดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank) ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำสัญชาติเยอรมันที่อยู่ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่

ธนาคารดอยต์เชอ หรือ ดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank) เป็นธนาคารแรกที่พยากรณ์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ว่า สหรัฐฯ จะเผชิญกับ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ระดับไม่รุนแรง แต่รายงานล่าสุดที่เผยแพร่กับลูกค้าเมื่อ 26 เม.ย. ระบุว่า “เราจะเจอกับภาวะถดถอยครั้งใหญ่”

การประเมินครั้งนี้มาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ 'เฟด' ต้องการสยบภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งอาจใกล้จุดพีกแล้ว แต่ต้องอาศัยเวลาอีกนานกว่าจะลดต่ำลง 2% ตามเป้าหมายของเฟด และความพยายามที่จะกดอัตราเงินเฟ้ออย่างหนักจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ

“เราคาดว่า มีแนวโน้มสูงที่เฟดจะกดอัตราเงินเฟ้ออย่างหนักอีก ดังนั้นจึงต้องอาศัยภาวะถดถอยมาช่วยกดให้เงินเฟ้อลดต่ำลง นี่เป็นเหตุผลว่า ภาวะถดถอยที่กำลังจะมาถึงนี้ อาจเลวร้ายกว่าที่คาดไว้” ทีมนักเศรษฐศาสตร์ดอยช์แบงก์ ระบุ

>> เบื้องหลังตัวเลขเงินเฟ้อ-ว่างงาน
เมื่อเดือนมีนาคม ราคาอุปโภคบริโภคสูงขึ้นไปแล้วถึง 8.5% เป็นอัตราพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี ส่วนตลาดแรงงานยังน่าเป็นห่วง โดยจากการประเมินของมูดีส์ อนาไลติกส์ คาดว่า อัตราคนว่างงานจะดิ่งต่ำที่สุดนับจากช่วงต้นของทศวรรษ 1950

การประเมินครั้งนี้ ดอยช์แบงก์ได้สร้างดัชนีที่วัดระยะความห่างระหว่างเงินเฟ้อกับคนว่างงานในช่วง 60 ปีมานี้ และดูว่าเฟดตั้งเป้าตัวเลขทั้งสองด้านอย่างไร?

จากการวิจัยสถานการณ์ล่าสุดนี้ พบว่าปัจจุบันเฟดอยู่เบื้องหลังการกำหนดตัวเลขดังกล่าวมากกว่าเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1980 ตอนที่เงินเฟ้อสูงมากจนบีบให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยเป็นสถิติเพื่อจัดการคุมเศรษฐกิจ

ซึ่งประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า เฟดไม่เคยคุมเงินเฟ้อและอัตราการจ้างงานได้ โดยปราศจากการผลักให้เศรษฐกิจเข้าไปอยู่ในภาวะถดถอยอย่างเห็นได้ชัด

การบีบตลาดแรงงานจนแน่นเกินเพื่อจะให้อัตราว่างงานอยู่ที่ 2% ทำให้ต้องเลือกภาวะถดถอยรุนแรงมากกว่าที่จะเลือกแบบเบาบาง

อย่างไรก็ตาม ยังพอมีข่าวดีจากดอยช์แบงก์ ว่าเริ่มเห็นแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะกระเตื้องกลับมาช่วงกลางปี 2024 (พ.ศ. 2566) เมื่อเฟดถอยจากการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ

>> เศรษฐกิจถดถอยหลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่าไม่มีใครรู้อย่างแท้จริงว่า สถานการณ์แบบนี้จะรับมืออย่างไร หลังจากดอยช์แบงก์มองแง่ร้ายหนักกว่าธนาคารอื่นๆ ในวอลล์สตรีท ซึ่งส่วนใหญ่ปลอบใจว่า ความโศกเศร้าเสียใจได้ผ่านไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม โกลด์แมนแซคส์เห็นด้วยกับดอยช์แบงก์ว่า เป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง ที่จะกดเงินเฟ้อให้ดิ่งลง พร้อมทั้งทำให้ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะความเครียดจากเศรษฐกิจถดถอยนั้น คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“เราไม่ต้องการเศรษฐกิจถดถอยหรอก แต่บางทีก็ต้องให้การเติบโตชะลอตัวลงต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เพิ่มความเสี่ยงให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” นักเศรษฐศาสตร์โกลด์แมนแซค กล่าว

ด้าน ธนาคาร UBS มองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อ แม้ว่าเฟดจะเข้าสู่โหมดของการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ

“เงินเฟ้อควรจะคลี่คลายจากระดับปัจจุบัน เราไม่อยากคาดการณ์ว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอยจากอัตราดอกเบี้ย” มาร์ก เฮเฟล หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ UBS Global Wealth Management กล่าว

>> สงครามและล็อกดาวน์ซ้ำเติม
ดอยช์แบงก์ระบุว่า สงคราม, ไวรัส, การล็อกดาวน์ซ้ำเติม และสถาพอากาศแปรปรวนล้วนเป็นอีกกลุ่มปัจจัยสำคัญ ที่อยู่เบื้องหลังปัจจัยด้านลบที่มาจากแนวโน้มเงินเฟ้อสูงและอาจอยู่นานต่อไป

โดยโลกาภิวัตน์ที่พลิกกลับหัวกลับหาง ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ การสะดุดของซัพพลายเชนที่มาจากสงครามในยูเครน และการล็อกดาวน์ของจีน ไปจนถึงการคาดการณ์เงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้น ล้วนสนับสนุนให้เงินเฟ้อเติบโตขึ้นอีกจริงๆ

“หายนะของเงินเฟ้อกลับมาแล้ว และจะคงอยู่ที่นี่” ดอยช์แบงก์ระบุ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า ถ้าเงินยังเฟ้อไม่เลิก เฟดจะฟาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ยทะลุฟ้า หลังจากเมื่อเดือนมีนาคมขึ้นไปแล้ว 0.25% และเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวสัปดาห์ก่อนว่า การประชุมนัดต่อไปสัปดาห์หน้า อาจพูดถึง 0.50% อีกด้วย


ที่มา : https://www.prachachat.net/world-news/news-918473
https://edition.cnn.com/2022/04/26/economy/inflation-recession-economy-deutsche-bank/index.html