Sunday, 5 July 2026
POLITICS

เกษตรทันสมัย!! ดัน​ 77​ จังหวัดไทย​ พึ่งตนได้อย่างยั่งยืน | Contributor EP.19

อนาคตของภาคการเกษตรไทย 77 จังหวัดไทย ต้องพึ่งตัวเองได้อย่างยั่งยืน

เปลี่ยนภาพเก่า ชาวนาคลุกฝุ่น ชาวไร่คลุกดิน สู่สังคมการเกษตรไทยโฉมใหม่ หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดำเนินยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเกษตรทันสมัยภายใต้ ‘5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย’ ได้ขับเคลื่อน AIC (Agritech and Innovation Center) หรือ ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม ในระยะเวลาเพียง 1 ปี ก็เห็นผล

- ช่วยยกระดับวงการเกษตรไทย ผ่านการบูรณาการทุกภาคส่วน
- ร่วมหัว จมความคิด พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แตะต้องได้
- ถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้ ไปสู่เกษตรกรตัวจริง
- ใช้งานได้ง่าย ราคาถูก เพิ่มผลผลิต และปรับปรุงคุณภาพสินค้าเกษตรไทยได้ทุกมิติ ทั้งผลิตผล และสินค้าแปรรูป

กลไกใดที่ทำให้วงการเกษตรเริ่มขยับไปในทิศทางที่น่าจะใช้คำว่า ‘ถูกต้อง’ ได้

กระทรวงเกษตรฯ เสกคาถาใด ถึงเริ่มเปลี่ยนทิศเกษตรดั้งเดิม มาสู่เกษตรยุคใหม่ 

ร่วมถอดรหัส เบื้องหลังเกษตรทันสมัย ภายใต้ ‘5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย’

77 จังหวัดไทย ต้องพึ่งตัวเองได้อย่างยั่งยืน จาก คุณอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ 

.


 


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ไทยไม่ทน​ -​ ตู่ต้องทน

...วันนี้ที่ 8 กรกฎาคม 2564

...ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ให้นับโทษนายจตุพร พรหมพันธุ์ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4176/2552

...ศาลลงโทษจำคุก 12 เดือนต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 4907/2555

...ทั้งสองคดี​ มี​ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นโจทก์ ฟ้อง​ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาท

...ศาลอาญาได้ออกหมายขังจำคุกคดีถึงที่สุด โดยที่ก่อนหน้านี้นายจตุพร ถูกจำคุกในคดีนี้มาแล้ว 14 วัน จึงต้องนำมาหักจากโทษจำคุก 12 เดือน จึงเหลือที่นายจตุพรต้องถูกจำคุกอีก 11 เดือน 16 วัน

...เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้นำตัวนายจตุพรไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต่อไป

...หมายเหตุ : คดีสองคดีนี้โจทก์ให้นับโทษจำเลยต่อจากอีกคดีหนึ่ง เพราะถ้าไม่นับโทษต่อกันจำเลยจะได้ประโยชน์มาก

...ยกตัวอย่าง คดีแรกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2561 ซึ่งจะครบ 1 ปี ในวันที่ 31 ธันวาคม 2561

...คดีที่สองศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2561 ซึ่งครบ 1 ปีในวันที่ 31 มีนาคม 2562

...ถ้าไม่นับโทษคดีที่สองต่อจากคดีแรก เมื่อถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำเลยก็ถูกจำคุกครบ 1 ปี

...ส่วนคดีที่สองเมื่อถึงวันที่ 31 มีนาคม 2562 ก็ถูกจำคุกครบ 1 ปีเช่นเดียวกัน รวมแล้วจำเลยถูกจำคุกเพียง 1 ปี 3 เดือน เพราะตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำเลยถูกจำคุกซ้อนกันสองคดี

...แต่ถ้านับโทษคดีที่สองต่อจากคดีแรก โทษในคดีที่สองเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 หลังจากครบการจำคุกในคดีแรกคือวันที่ 31 ธันวคม 2561 คดีที่สองครบ 1 ปีในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 คือจำเลยถูกจำคุกรวม 2 ปี ตามคำพิพากษาทั้งสองคดี

 

 

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=3850661081726756&id=100003487051857


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ถอดบทเรียนที่ควรรู้...จากเหตุเพลิงไหม้ ‘โรงงานหมิงตี้’ | NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

ในดีมีร้าย ในร้ายมีดี!! 
ถอดบทเรียนที่ควรรู้...จากเหตุเพลิงไหม้ 
‘โรงงานหมิงตี้’

NEWS GEN TIMES ชวนคิด กับ กิตติธัช

โดย อ.ต้อม - กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง

.

.


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ศบค.!!! ล็อกดาวน์ 10 จังหวัด มีผล 12 ก.ค. นี้ และขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินถึง 30 ก.ย. 64

ศบค.!!! ล็อกดาวน์ 10 จังหวัด สั่งเด็ดขาด เวิร์คฟอร์มโฮม - ปิดห้างฯ - ร้านสะดวกซื้อ 2 ทุ่มถึงตี 4 ห้ามออกนอกบ้าน 3 ทุ่มถึงตี 4 ห้ามรวมกลุ่มเกิน 5 คน มีผล 12 ก.ค.นี้ ให้งดเดินทางข้ามจังหวัดตั้งแต่ 6 โมงเช้าของวันที่ 10 ก.ค. ขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินถึง 30 ก.ย. 64

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า มติที่ประชุมศบค.เมื่อวันที่ 9 ก.ค. กำหนดมาตรการ ดังนี้

1.) จำกัดการเคลื่อนย้ายและการรวมกลุ่มบุคคลให้มากที่สุด โดยกำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสากิจ และภาคเอกชน ใช้การปฏิบัติงานในลักษณะเวิร์คฟอร์มโฮมให้มากที่สุด โดยไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ และการบริการประชาชน

โดยระบบขนส่งสาธารณะ ปิดให้บริการในห้วงเวลา 21.00 น. ถึง 03.00 น. ของวันรุ่งขึ้น

ร้านสะดวกซื้อ ตลาดโต้รุ่ง ปิดเวลา 20.00 ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น

ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ เปิดได้เฉพาะ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ธนาคารและสถาบันการเงิน ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ ร้านอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสาร รวมถึงสถานที่ฉีดวัคซีน ทั้งนี้เปิดได้ถึงเวลา 20.00 น.

ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ห้ามบริโภคอาหารหรือสุราหรือเครื่องดื่มในร้าน โดยเปิดได้ถึงเวลา 20.00 น.

ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดโรค ได้แก่ นวดเพื่อสุขภาพ สปา สถานเสริมความงาม

สวนสาธารณะ สามารถเปิดให้บริการสำหรับการออกกำลังกายได้ถึงเวลา 20.00 น.

ห้ามการรวมกลุ่มทำกิจกรรมทางสังคม ที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ การประกอบอาชีพ หรือกิจกรรมตามประเพณี ร่วมกันเกิน 5 คน

2.) ให้บุคคลงดการเดินทางที่ไม่จำเป็น และห้ามออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 21.00 ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น เว้นแต่มีความจำเป็นยิ่ง หรือได้รับอนุญาตเป็นรายกรณี

3.) การควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงานก่อสร้างยังคงเป็นไปตามข้อกาหนดของ ศบค.ที่ได้มีประกาศ ไปแล้วก่อนหน้านี้

4.) กำกับดูแลให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคล (D-M-H-T-T-A) อย่างสูงสุด

5.) ให้หน่วยงานด้านความมั่นคง จัดตั้งจุดตรวจจุดสกัด และชุดลาดตระเวน เพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ผู้ใดฝ่าฝืนให้มีบทลงโทษตามแห่ง พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558

6.) ให้เริ่มดำเนินการตามข้อ 1-4 ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. 64 เป็นต้นไป

สำหรับมาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล

1.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล เร่งรัดให้มีการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบ การตรวจหาเชื้อ อย่างเพียงพอ

2.) สธ. ร่วมกับกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดระบบการแยกกักแบบการแยกกักที่บ้าน (HI : Home Isolation) และการแยกกักในชุมชน (CI : Community Isolation) รวมทั้งการใช้ยาสมุนไพร ในบัญชียาหลัก ได้แก่ ยาฟ้าทะลายโจร เป็นต้น มาเสริมเพิ่มมาตรการรักษาพยาบาลที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อทดแทนการขาดแคลนเตียงพยาบาลตามโรงพยาบาลต่าง ๆ

3.) สธ. ร่วมกับ กรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการจัดตั้ง ICU สนาม และ รพ.สนาม รวมถึง รพ.สนามชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาพยาบาล ให้แล้วเสร็จ โดยเร็ว และมีจำนวนมากพอ

4.) สธ. ปรับแผนการกระจายวัคซีน และเร่งการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจาตัวและ โรคเรื้อรัง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเร่งรัดการฉีดวัคซีนในพื้นที่การแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อน (Cluster) ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

5.) ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ในการป้องกันส่วนบุคคล การตรวจหาเชื้อ และการรักษาพยาบาล ให้มีประสิทธิภาพ

6.) ให้ศบศ. เร่งรัดกำหนดมาตรการเยียวยาสถานประกอบการหรือพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดมาตรการในครั้งนี้ ตามความจาเป็นของแต่ละพื้นที่

การปฏิบัติในจังหวัดอื่น

1.) กระทรวงมหาดไทย ( มท.) ร่วมกับ สธ. เน้นย้ำให้ ผวจ. และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ร่วมกันรับผิดชอบในการกำหนดมาตรการ คัดกรองและมาตรการติดตามสำหรับบุคคลที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะบุคคลที่ เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (10 จังหวัด : กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) ทั้งนี้ “ให้พร้อมดำเนินการตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 64 เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป” โดยอาศัยอำนาจตามข้อกำหนด ฉบับที่ 25

2.) การจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ให้เป็นไปตามพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดตามคำสั่ง ศบค.

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ประกาศในที่ประชุมศบค.ว่า จะไม่รับเงินเดือน 3 เดือน และ ให้นำเงินไปใช้ประโยชน์สำหรับแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 คิดเป็นจำนวนเงิน 376,770 บาท (เงินเดือนนายกฯ 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท รวม 125,590 บาท x 3 เดือน)

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากนายกรัฐมนตรี ประกาศไม่รับเงินเดือน 3 เดือน บรรดาคณะรัฐมนตรี ได้ทยอยออกมาประกาศไม่รับเงินเดือน 3 เดือนด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนากยฯ และรมว.พาณิชย์ รวมถึง รมต.ในพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด, วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รัฐเขียวตรึงค่าไฟยาวถึงสิ้นปีช่วยลดค่าครองชีพ 

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ตรึงค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน-ธันวาคม 2564 โดยให้เรียกเก็บที่ -15.32 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้ายังคงจ่ายค่าไฟฟ้าเท่าเดิมในอัตรา 3.61 บาทต่อหน่วย ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2564  ตามแนวทางการพิจารณาที่จะเกลี่ยค่าเอฟทีให้คงที่ตลอดปี 2564 เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน

ทั้งนี้ กกพ. ได้พิจารณาแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 66.3 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล และแนวโน้มการอ่อนตัวของค่าเงินบาทมาอยู่ในระดับ 31.3 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2564 ซึ่งมีผลโดยตรงต่อค่าเอฟทีในช่วงปลายปี หากพิจารณาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2565 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแล้ว ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะราคาพลังงานขาขึ้น ทำให้ค่าเอฟทีในปี 2565 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นายคมกฤช กล่าวว่า การบริหารค่าเอฟทีในปี 2565 จะเป็นไปในทิศทางเพื่อสร้างให้ค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพ มีความมั่นคง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ ในการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย

“จุรินทร์” ลั่น รมต.ปชป.ทุกคน พร้อมสละเงินเดือนเหมือน “บิ๊กตู่” ขอปชช.ไม่ต้องเร่งซื้อสินค้า ซัพพลายเออร์ยืนยันเติมตลอด

จ.อุบลราชธานี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานี โดยนายจุรินทร์ได้เป็นประธานปล่อยขบวนรถโมบาย (Mobile) พาณิชย์ ลดราคา!ช่วยประชาชน พร้อมมอบเช็คชำระหนี้และมอบโฉนดที่ดินของกองทุนฟื้นฟูเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้แก่เกษตรกรจังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกยางพารา มันสำปะหลัง ข้าว 
     
ทั้งนี้นายจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ประกาศสละเงินเดือน 3 เดือน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ว่า สำหรับรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหาอะไร ความจริงได้คิดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าทำอะไรก็ต้องทำด้วยกัน ไมใช่ว่าโด่งทำแต่รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ จะดูไม่ดี อาจมองได้ว่าทำล้ำหน้า ขณะนี้นายกฯเป็นผู้ริเริ่มถือว่าดี พรรคประชาธิปัตย์ยินดีที่จะปฏิบัติให้เป็นเงื่อนไขเดียวกัน แม้จะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นน้ำใจและเป็นการปฏิบัติภารกิจส่วนหนึ่ง นอกจากปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง
   
เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ และในฐานะที่ดูแลกระทรวงพาณิชย์ได้มีการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดอย่างไรบ้าง นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เราทำในนามมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยได้อนุมัติงบประมาณไปหลายล้านบาท มอบหมายให้ส.ส.และสมาชิกกรุงเทพมหานคร ไปทำหลายโครงการตั้งแต่แจกหน้ากากอนามัย ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปถึง 4-5 ล้านชิ้น โครงการข้าวกล่องส่งตรงถึงบ้านหลายหมื่นกล่อง รวมถึงประสานหาเตียงให้กับผู้ป่วยโควิด และแจกถุงยังชีพในชุมชนต่างๆ 
  
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการปลัดกระทรวงฯ และอธิบดีกรมต่างๆที่เกี่ยวข้อง ให้ดูแลสินค้าต่างๆ ประสานงานกับห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซัพพลายเออร์ เตรียมสินค้าต่างๆในชีวิตประจำวันให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และตนขอฝากไปยังประชาชนด้วยว่าไม่ต้องเร่งซื้อสินค้ามาเก็บไว้ เพราะทางซัพพลายเออร์ยืนยันว่าพร้อมเติมสินค้าตลอด

รมต.แห่สละเงินเดือน ตาม “บิ๊กตู่” ช่วยปชช.ช่วงวิกฤต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากกรณีที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวผ่านที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19)(ศบค.)ขอไม่รับเงินเดือนเป็นเวลา 3 เดือน โดยให้นำเงินไปใช้ประโยชน์สำหรับแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 

ล่าสุดบรรดารัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี ได้แสดงเจตจำนงไม่รับเงินเดือนตามนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมตรี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ศึกษาธิการ  นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว. วัฒนธรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีส่วนใหญ่ระบุในไปตรงกันว่าสละเงินเดือนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ช่วยประชาชน ด้านเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำนายกรัฐมนตรี ระบุว่าพร้อมร่วมด้วยกับนายกรัฐมนตรี และเชิญชวนกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี 30 คน ร่วมสละเงินเดือนด้วย

“บิ๊กตู่” ยกเงินเดือน 3 เดือนช่วยโควิด ขยาย พรก.ฉุกเฉิน 2 เดือน สค.-ก.ย.ล็อกดาวน์ 14 วันเริ่มพรุ่งนี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์บริหาร สถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 9/2564 ผ่านระบบ Video Conference 

ทั้งนี้ รายงานข่าวในที่ประชุม ศบค. เปิดเผยว่า เบื้องต้นที่ประชุมกำหนดระยะเวลายกระดับมาตรการ 14 วัน จำกัดการเดินทางตั้งแต่พรุ่งนี้ (10 ก.ค.)เป็นต้นไป พร้อมกำหนดเป้าหมายลดผู้ป่วยภายใน 2-4 สัปดาห์ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ประกาศไม่รับเงินเดือน 3 เดือน และ ให้นำเงินไปใช้ประโยชน์สำหรับแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติให้ขยาย พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน อีก 2 เดือน คือ ส.ค.-ก.ย.

“บิ๊กตู่”กำชับที่ประชุมศบค.ลุยตรวจสอบคัดกรองเชิงรุกเพิ่มขึ้นทุกจุด-ทุกพื้นที่ วอนทุกฝ่ายร่วมมือด้วยความเข้าใจให้ข่าวแนวทางเดียวกัน หวั่นเฟคนิวส์ทำปั่นป่วน ย้ำดูแลคนทุกคนบนแผ่นดินไทย ที่ประชุมเห็นชอบขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2 เดือน ส.ค.-ก.ย.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด -19 (ศบค.) เป็นประธานการประชุมศบค.ชุดใหญ่ โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการในที่ประชุมว่า สำหรับมาตรการเยียวยาจะต้องดูแลทุกภาคส่วน โดยออกมาตรการที่เหมาะสม โดยมอบหมายสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเร่งพิจารณาให้เร็วที่สุด และย้ำว่าการสื่อสารต้องไม่ให้สับสนอลหม่าน นอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขมี ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน(Emergency Operation Center, EOC) และมีคณะกรรมการต้องชี้แจงเฉพาะเรื่องตามอำนาจหน้าที่ ขณะที่ศบค. ก็มีอำนาจหน้าที่ชัดเจน จึงให้ตระหนักว่าเราทุกคนคือ"ทีมประเทศไทย" 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ได้กำชับทุกภาคส่วนในการตรวจสอบคัดกรองเชิงรุกอย่างต่อเนื่องและต้องมีเพิ่มขึ้นทุกจุด ทุกพื้นที่ รวมถึงจุดตรวจของเอกชนและของสาธารณสุข ขณะที่ในส่วนของโรงพยาบาลสนามได้สั่งการไปแล้วตั้งแต่แรก โดยต้องเร่งดำเนินการศูนย์คัดกรองและให้มีการประกาศไปเลยว่ามีที่ไหนบ้าง โดยต้องเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมการยกระดับเตียงโดยการบริหารจัดการเพิ่มและรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ โดยจัดหาให้ครบทุกกลุ่ม รวมถึงแพทย์เกษียณและนักศึกษาแพทย์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงและพื้นที่เสี่ยงจะต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้น โดยยืนยันจะต้องดูแลคนทุกคนบนแผ่นดินไทย ส่วนการกำหนดจำนวนวัคซีนให้สอดคล้องกับจำนวนคนที่ต้องเร่งฉีด พร้อมกันนี้ให้เตรียมhome isolation โดยต้องเตรียมอุปกรณ์จัดหาให้พร้อม สิ่งสำคัญที่สุดต้องร่วมมือด้วยความเข้าใจให้ทุกคนทุกหน่วยงานประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจในแนวทางเดียวกัน ขณะที่ในส่วนด้านความมั่นคงได้สั่งการไปแล้ว เพื่อให้ทันสถานการณ์

นายกรัฐมนตรึ กล่าวว่า ขณะเดียวกันขอให้สร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์โลก โดยต้องให้ประชาชนรับรู้ว่าสถานการณ์ภายนอกยังไม่น่าไว้วางใจ นอกจากนี้การลักลอบเข้าแดนต้องเพิ่มความเข้มงวด  โดยตำรวจตระเวนชายแดนจะมีการประสานกับประเทศเพื่อนบ้านในการรับส่งกลับ อีกทั้งในส่วนของแรงงานต้องมีการลงไปสำรวจและขึ้นทะเบียน ไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาเด็ดขาด ต้องทำลายกระบวนการลักลอบ

นายก พี่กำชับในช่วงท้ายว่า ขณะเดียวกันต้องแก้ไขเฟคนิวส์ให้ได้ เพราะจะเป็นการสร้างความปั่นป่วน ย้ำว่าทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ

“สุริยัณห์”โฆษกศาลยุติธรรม เผยศาลทั่วประเทศยังเปิดทำการให้บริการ ปชช.เเต่เน้นทางออนไลน์ ลดความเสี่ยงแพร่ระบาดโควิด 

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นวงกว้างในขณะนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมขอแจ้งว่า ศาลยุติธรรม ทั่วประเทศยังคงเปิดทำการและให้บริการแก่คู่ความ ประชาชน ในการอำนวยความยุติธรรมเช่นเดิม แต่เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  คู่ความสามารถติดต่อราชการศาลยุติธรรมเพื่อรับบริการทุกประเภทได้ผ่านช่องทางออนไลน์  

ทั้งการยื่นฟ้องคดี ยื่นคำให้การต่อสู้คดี  ยื่นคำร้องคำขอต่าง ๆ การสืบพยาน การไกล่เกลี่ย ฯลฯ โดยศึกษาวิธีการจากข้อมูลติดต่อราชการศาลทางอิเล็กทรอนิกส์https://techno.coj.go.th/ th/content/category/detail/id/10/cid/21/iid/242617 หรือสอบถามได้ที่สำนักส่งเสริมงานตุลาการ โทร. 0 2512 8498-9 กด 0 หรือดูประกาศของแต่ละศาลได้จากเว็บไซต์ของแต่ละศาล https://www.coj.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/121186

“ศรีสุวรรณ” จี้ “ป.ป.ช.” สอบ ผู้ว่าฯกฟภ. ส่อทุจริต เอื้อประโยชน์ผู้รับเหมาสายส่งปัตตานี 125 ล้าน แต่ทิ้งงาน

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางมายื่นคำร้องกล่าวโทษผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)และคณะ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ กรณีอาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการเอกชนที่ทำผิดสัญญาหรือทิ้งงานที่ทำไว้กับ กฟภ. โดยไม่ขึ้นแบล็คลิสต์หลังบอกเลิกสัญญา อีกทั้งภายหลังยังจัดทำทีโออาร์โครงการใหม่ตัดเงื่อนไขเดิมทิ้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยถูก กฟภ.บอกเลิกสัญญา สามารถเข้ามาประมูลงานได้อีกนั้น
          
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า กฟภ.ได้ทำสัญญาว่าจ้างโครงการจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี ช่วงสถานีไฟฟ้าปัตตานี 2-สถานีไฟฟ้าสายบุรี จังหวัดปัตตานี กับบริษัทเอกชนรายหนึ่งวงเงินจ้างตามสัญญา 125,000,000 บาท ตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2558 มีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 720 วัน แต่บริษัทผู้ประมูลงานได้ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเวลาตามที่สัญญากำหนดได้ แต่ กฟภ.ก็ยังใจดี ขยายสัญญาต่อให้อีกหลายครั้งจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ก็ยังดำเนินงานไม่เสร็จอยู่ดี จนในที่สุด กฟภ.จึงได้ออกหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561
            
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า โดยหนังสือบอกเลิกสัญญาระบุไว้ชัดว่าบริษัทไม่สามารถปฏิบัติงานตามสัญญาต่อไปได้ เนื่องจากไม่สามารถเชื่อมต่อระบบได้ตามแผนงาน เพื่อมิให้เกิดความเสียหาย จึงขอบอกเลิกสัญญาและสงวนสิทธิ์ในการเรียกค่าปรับจนถึงวันบอกเลิกสัญญา รวมถึงค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญา แต่ทว่าต่อมาไม่นานบริษัทดังกล่าวกลับไปได้งานจาก กฟภ. อีกรอบ ในการจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี บริเวณสามแยกบ้านแกใหญ่-ทางหลวงหมายเลข 2076 (กม.ที่ 19+280 ) จังหวัดสุรินทร์ มูลค่า 137,699,370 บาท และยังมีชื่อในโครงการร่วมทุนและรับงานทำสายส่งระบบอีกหลายจังหวัดในปี พ.ศ. 2562-2563 ที่ผ่านมา
              
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามหลักการทางกฎหมาย การที่บริษัทฯถูกบอกเลิกสัญญาจ้าง เนื่องจากทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ ภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 109 (2) จะไม่สามารถเข้ามาประมูลงานใด ๆ ของภาครัฐได้อีก รวมทั้งงานของ กฟภ.ซึ่งมักจะกำหนดในเงื่อนไขทีโออาร์ว่า“ผู้ยื่นข้อเสนอต้องไม่เคยถูก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บอกเลิกสัญญาในโครงการ ก่อสร้าง เนื่องจากทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาของสัญญา” แต่ทว่าบริษัทที่เคยทิ้งงานของ กฟภ.รายดังกล่าวกลับเข้ามาประมูลงานของ กฟภ.จนได้งานอีกนั้น เพราะมีการตัดทิ้งเงื่อนไขข้อดังกล่าวไปเสียโดยไม่มีเหตุผล
                
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของ กฟภ.อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ม.109 (2) และม.120 ประกอบ พรป.ป.ป.ช.2561 โดยชัดแจ้ง สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงต้องนำความพร้อมพยานหลักฐานมาร้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

‘มาดามเดียร์’ หนุนล็อกดาวน์คุมโควิด พร้อมมาตรการเยียวยาประชาชนทุกกลุ่ม แนะผู้นำเรียกศรัทธาคืนด้วยการเปิดข้อมูลจริง

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 64 น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีออกมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะยอดผู้เสียชีวิต และผู้ติดเชื้อเช้าวานนี้ (7 ก.ค.) ทุบสถิติสูงสุดของประเทศไทย และดูทีท่าว่าแนวโน้มตัวเลขจะยังคงสูงมากขึ้นต่อเนื่อง ตัวเลขของผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) ที่แพร่กระจายได้รวดเร็วกว่า 1.4 เท่า เข้ามาแทนที่สายพันธุ์อัลฟ่า (อังกฤษ) ทีมแพทย์และพยาบาลด่านหน้าต่างออกมาส่งเสียงร้องถึงความอ่อนล้าในการต่อสู้กับไวรัสโควิดมาปีกว่า จนหลายท่านถึงกับคาดการณ์ปัญหาว่าหากรัฐบาลยังปล่อยสถานการณ์ให้ดำเนินไปเหมือนเดิม ระบบสาธารณสุขไทยอาจต้องถึงคราวล่มสลายแล้วของจริง

"สนับสนุนให้นายกฯ ตัดสินใจล็อกดาวน์ แต่ต้องเตรียมมาตรการต่าง ๆ ให้พร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการล็อกดาวน์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การวางแผนรับมือระยะยาวในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ให้กับคนไทยที่จะต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกนาน" น.ส.วทันยาระบุ

น.ส.วทันยา ระบุอีกว่า การเร่งจัดซื้อวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเพิ่มงบวิจัยวัคซีน และยาสมุนไพรไทยต่าง ๆ ที่อาจเป็นทางเลือกในการใช้สร้างภูมิต้านทานและเป็นยาเพื่อรักษานอกจากการพึ่ง Favipiravir เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแล้วกว่า 2,800 ล้านบาทซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี และจากความคืบหน้าหลายโครงการก็คาดว่าจะมีข่าวดีมาให้คนไทยได้ภายในปลายปีนี้หรือช่วงต้นปีหน้า แต่หากเทียบงบวิจัยในหลายประเทศยังพบว่างบวิจัยวัคซีนของเรายังอยู่ในปริมาณที่ไม่สูงมาก

แต่ถึงอย่างไรก็ตามการสนับสนุนงบวิจัยเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอเพราะเราจำเป็นต้องการวางแผนการขยายกำลังผลิตและการเตรียมความพร้อมอุปกรณ์การแพทย์เพื่อเร่งกระจายวัคซีนให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด เพราะวัคซีนที่มีประสิทธิภาพคืออาวุธสำคัญในการต่อสู้กับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น

นอกจากนี้ การควบคุมการแพร่ระบาดที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือการเร่งตรวจหาผู้ป่วยเชิงรุกเพื่อคัดแยกผู้ป่วยทำการกักตัว แต่ตั้งแต่เริ่มต้นการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 จนถึงปัจจุบัน ปัญหาการตรวจคัดกรองผู้ป่วยยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ในขณะที่หลายประเทศวันนี้ประชาชนสามารถหาซื้อที่ตรวจเชื้อโควิดได้ตามร้านขายยาทั่วไป เพื่อทำการเทสต์เองได้ที่บ้าน แม้ความแม่นยำอาจไม่เทียบเท่ากับการตรวจโดยสถานพยาบาล แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานให้กับหน่วยงานด่านหน้าอย่างแพทย์และพยาบาล รัฐฯ ควรเร่งจัดหาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจด้วยชุดตรวจแบบ แรพิดเทสต์ (Rapid Test) ที่สามารถใช้ตรวจเองที่บ้าน (Home Use) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น และเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคอีกทางหนึ่ง

ที่สำคัญการล็อกดาวน์ต้องมาพร้อมกับมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการธุรกิจ SME ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนไม่มีสายป่านและโอกาสเหมือนบริษัทขนาดใหญ่ แต่เป็นกำลังหลักสำคัญที่ทำให้เกิดการจ้างงานและการกระจายรายได้ประชาชนฐานราก รัฐฯ ต้องมีแผนช่วยเหลือเยียวยาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน สื่อสารกับผู้ประกอบการและออกหลักเกณฑ์การเยียวยาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

"อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้ในการแก้ปัญหาโควิด-19 นั้นคือ ศรัทธา ของประชาชนต่อผู้นำประเทศ นาทีนี้การสร้างศรัทธาที่ที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลจริง เพื่อให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน" น.ส.วทันยา ทิ้งท้าย

 

 

ที่มา : https://siamrath.co.th/n/260099


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘บิ๊กป้อม’ ประชุมติดตามแก้ปัญหา  ความเดือดร้อนปชช. ทุกกลุ่ม    มอบ ร.อ.ธรรมนัส  บูรณาการช่วยเหลือ/ลดความขัดแย้ง  ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว  เน้นสร้างความเข้าใจ  รับฟังทุกปัญหา  ร่วมกันหาทางออก

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า วันนี้เวลา10.00น.  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการ กำกับ ติดตามการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของมวลชน ครั้งที่ 1/2564  ผ่านระบบ Video Conference  ณ  ห้องประชุม 108  อาคาร สปน.  ทำเนียบรัฐบาล

ที่ประชุมได้รับทราบ ข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรี ต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ละกลุ่มเป็นอย่างมาก อาทิ ปัญหาที่ดิน ทำกิน ,ปัญหาหนี้สิน ,การฟื้นฟูอาชีพ ,แรงงานผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการก่อสร้างโรงงาน/โรงไฟฟ้า ที่ส่งผลกระทบ ต่อประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชน (ทุกกระทรวง) เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละกระทรวง จากนั้นคณะกรรมการกำกับติดตามฯ ได้มีการ พิจารณาเห็นชอบคณะอนุกรรมการ ติดตามการแก้ไขปัญหา จำนวน 3 คณะ เพื่อช่วยเหลือ เร่งรัด ติดตาม การดำเนินงาน ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว  ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กษ. เป็นประธานอนุกรรมการฯ ทั้ง 3คณะ เป็นผู้บูรณาการ ติดตามการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อน ของมวลชนในภาพรวม ร่วมกับกระทรวงต่างๆ และสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การช่วยเหลือ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล 

พล.อ.ประวิตร ได้กำชับให้ทุกกระทรวง และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องให้ความสำคัญ ต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ อย่างจริงจัง โดยต้องเร่งรัดการช่วยเหลือมวลชน ทุกกลุ่ม ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว พร้อมทั้งต้องสร้างการรับรู้/ความเข้าใจให้แก่ประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหา ตรงตามความต้องการ ของมวลชน ตามกรอบของกฎหมาย ที่เป็นธรรม และมีความยั่งยืน ตลอดไป

“ประวิตร” ลั่น ไม่ล็อกดาวน์!! 

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชน ครั้งที่ 1 ถึงกระแสข่าวการล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ว่า ไม่ล็อกๆ 

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าว ก่อนที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมเป็นประธาน อยู่ระหว่างประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข ถึงมาตรการคุมเข้ม6 จังหวัด

กมธ.ไอซีที วุฒิฯ หนุน ดีอีเอส เพิ่มระบบเตือนภัยผ่านแอป “ทางรัฐ”

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยี การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตัวแทนสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล(องค์การมหาชน) หรือ DGA สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) ในการให้บริการส่งเสริมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด  - 19 รวมทั้งแนวทางการดำเนินการด้านดิจิทัลอื่นๆ
      
โดย พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ส.ว. ในฐานะประธานคณะกมธ.ฯ กล่าวว่า สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ได้นำเสนอข้อมูล และแผนงานล่าสุด นับว่าเป็นแนวทางพัฒนาดิจิทัลที่มีความสำคัญในการพัฒนาประเทศหลายประเด็น ทำให้ทราบว่าหน่วยงานสำคัญของรัฐยังต้องการการพัฒนาทั้งทางด้านเทคโนโลยี และบุคลากรที่สนับสนุนกิจการในอนาคต ซึ่งในส่วนของกมธ. ได้ให้ความสนใจกับการพัฒนาระบบดิจิทัลไอดี  
       
พล.อ.อนันตพร กล่าวอีกว่า โครงการดิจิทัลไอดี  ขณะนี้ได้ทำออกมาเป็นแอปพลิเคชั่นชื่อ “ทางรัฐ”  ซึ่งทางคณะกมธ.ฯ ได้แนะนำให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล รวมไอดีอื่น ๆ ที่สำคัญเข้าไปด้วย เพื่ออำนวยความสะดวก และลดความซับซ้อนของประชาชน เช่น เชื่อมกับใบอนุญาตขับขี่ หรือ หมายเลขใบรับรองการฉีดวัคซีน และการแจ้งเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติได้ทันที เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานสารเคมีที่กิ่งแก้ว เมื่อเร็วๆนี้ 
       
ด้าน นายสุพจน์ เธียรวุฒิ ผอ.สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวว่า จะรับข้อเสนอแนะของคณะกมธ.ฯ เพื่อดำเนินการต่อไป  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top