Sunday, 5 July 2026
POLITICS

“บิ๊กตู่”ถก ครม.จากทำเนียบฯ การรักษาความปลอดภัยปกติ จนท.ถอนกำลังออกจากทำเนียบแล้ว 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ผ่านระบบ Video Conference  โดยวันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางเข้าปฎิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เวลา 08.00 น.หลังจากที่วานนี้กลุ่มมวลชนทะลุฟ้า เดินสายมาขับไล่ในช่วงเย็น โดยมาตรการการรักษาความปลอดภัยทั้งในส่วนของนายกรัฐมนตรีและและทำเนียบรัฐบาลเช้าวันเดียวกันนี้ยังคงเป็นปกติ ในส่วนกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน และ ตชด.ที่เข้ามาดูแลภายในทำเนียบรัฐบาลวานนี้ได้ถอนกำลังออกไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ได้มีการแจ้งยกเลิกการนัดหมายหารือกลุ่มเล็กในเรื่องของวัคซีน หลังการประชุม ครม.ระหว่าง นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุพัฒนพงษ์  พันธ์มีเชาว์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายปกรณ์ นิลประพันธ์เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่นัดหมายล่วงหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุ

ทีมโฆษก ย้ำ ศบค.ไฟเขียว ททท. ใช้สูตร ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 7+7

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล" ถึงกรณีขยายพื้นที่ภูเก็ตแซด์บ็อกซ์ไป จังหวัดอื่นๆ ที่ตอนนี้เรียกว่า7+7 ว่า ศบค.เห็นชอบตามที่ททท.เสนอแล้ว นั่นหมายความว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ต ต้องฉีดวัคซีนมาแล้ว2เข็ม อยู่ในจังหวัดภูเก็ต7วัน และเมื่อตรวจร่างกายแล้วปลอดโควิด-19 ช่วงเวลาวันที่8-14ของการพำนัก สามารถไปพื้นที่อื่นที่กำหนดได้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี(เกาะสมุย เกาะเต่า เกาะพะงัน) กระบี่(เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เล)พังงา (เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ เขาหลัก) โดยสามารถดำเนินการได้ทันทีและเป็นการ ดำเนินโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคนไทยทุกคนจะได้ช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างในอดีต ในเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งการไปในหลายส่วนให้ดูแลเป็นอย่างดีโดยให้เพิ่มประสิทธิภาพต่างๆเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่อเนื่องเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเพิ่มเติม

โฆษกรัฐบาล แจง ปม ปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาทต่อบัญชี เป็นไปตามพรบ. คุ้มครองเงินฝาก  วอน ประชาชน อย่าตื่นตระหนก

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล" ถึงกรณีการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่เหลือ 1 ล้านบาทต่อราย สถาบันการเงิน ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝาก ที่มีการปรับลดมาเป็นระยะ ตั้งแต่พ.ศ. 2551 เต็มจำนวน กระทั่งพ.ศ. 2562 ลดลงเหลือ 5 ล้านบาท และ 2564 ลดลงเหลือ 1 ล้านบาท

จากทั้งระบบที่มีผู้ฝากเงิน 83,950,000 ราย ซึ่งเป็นบัญชีที่เป็นเกินหนึ่งล้านบาทเพียง 1,600,000 รายเท่านั้น ปรากฏว่ามีผู้ฝากเงินไม่เกินหนึ่งล้านบาท มี 81.3 ล้านราย คิดเป็น 98% ของผู้ฝากเงินทั้งหมดของระบบสถาบันการเงิน ดังนั้นจึงเป็นการลดภาระในเรื่องของงบประมาณของรัฐ ที่จะต้องไปดูแลสถาบันการเงินต่างๆ และตอนนี้สถาบันการเงินก็สามารถที่จะดูแลตัวเองได้ด้วยความเข้มแข็ง ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมายืนยันแล้วว่ามีกฎระเบียบมาตั้งแต่ปี40 มาเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันทุกอย่างก็เป็นไปตามกำหนดกฏเกณฑ์นั้น

ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปดูแลเงินฝากในเรื่องของการคุ้มครองเต็มจำนวนทั้งหมด ดังนั้นตอนนี้ 1 ล้านบาท ก็ให้ความสบายใจได้ว่าสามารถที่จะดูแลต่อหนึ่งสถาบันการเงินที่ฝากได้ เช่น หากใครมีบัญชีอยู่ 4 ธนาคาร ก็ดูแลในบัญชีแต่ละสถาบันการเงินสถาบันละ 1 ล้านอยู่แล้ว ดังนั้นจึงขอชี้แจงว่าประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก กับประเด็นที่ออกมาเป็นข่าวในช่วง1-2 วันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากชาร์ท ที่นำเสนอระบุว่า การปรับลดวงเงินดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 64 โดยปัจจุบันสถาบันการเงินมีฐานะเข้มแข็ง ภายใต้การกำกับดูแลของแบงค์ชาติ จากเงินกองทุน และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง และยังสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค สถาบันการเงินยังมีศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือตามมาตรการ ทางการเงินและรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจจาก โควิด-19

“รองโฆษกรัฐบาล” เผย พณ.เอาผิดผู้ประกอบการ โก่งราคาขายฟ้าทะลายโจร ทาง “ลาซาด้า-ช็อปปี้” ชี้ แพงแตะ 400เท่า  โทษถึงจำคุก 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล”กล่าวถึงการเอาผิดผู้โก่งราคาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าไปดำเนินการเอาผิดตามพ.ร.บ.สินค้าและบริการ กับผู้จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ 2แพลตฟอร์ม คือลาซาด้าและช็อปปี้ จำนวน10 ราย 3ยี่ห้อ ที่ปล่อยให้มีการขายเกินราคาในราคาสูงมาก ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทางกรมการค้าภายใน ได้ให้ผู้ประกอบการมาแจ้งราคาจำหน่าย แต่พอขายจริงกลับมีราคาสูง ยกตัวอย่าง ยี่ห้อแรกแจ้งขายในราคา 80 บาท แต่ไปขายออนไลน์ขาย 249- 345 บาท สูงเกือบ400เปอร์เซ็นต์ ยี่ห้อแจ้งขาย 25 บาท แต่ขายในออนไลน์ 120 บาท สูงกว่า376 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องเข้าไปดำเนินการ โดยมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน7ปีปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

‘เพื่อไทย’ จัดหนัก ‘ประยุทธ์’ ซักฟอกด้านเศรษฐกิจ ชี้ภาพจำ 6 ปัญหาที่กระทบประชาชน ภาวะกบต้ม บริหารด้วยการโดนด่า บริหารแบบรอวันเจ๊ง จัดลำดับความสำคัญไม่ได้ ปิดปากคนเห็นต่าง และ #ผนงรจตกม แนะ ทำตรงข้ามกับที่ทำอยู่

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตามที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอีก 5 รัฐมนตรีที่บริหารงานผิดพลาดสร้างปัญหาทำให้คนเจ็บคนตายเป็นจำนวนมาก และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทางด้านเศรษฐกิจอย่างหนักต่อประธานสภาฯ ในวันนี้คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้เตรียม ส.ส. ที่มีความรู้ความชำนาญด้านเศรษฐกิจ พร้อมอภิปรายจัดหนักพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว. กลาโหม และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าในปัจจุบันประชาชนทุกคนเห็นได้ชัดเจนถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของพลเอกประยุทธ์ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ โดยจะมีภาพจำใน 6 ปัญหา ดังนี้

1.) ภาวะกบต้ม ตามทฤษฎีกบต้มที่เป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่จริงที่มีมากว่า 100 ปีแล้ว แต่พลเอกประยุทธ์ ไม่มีความรู้เลยส่งคนมาฟ้องผม แต่ผมโชคดีมีนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย คุณนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ มาช่วยเหลือในคดี ทำให้สำนักอัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะเป็นหลักคิดทางเศรษฐกิจสากล โดยกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจที่จะค่อย ๆ ทรุดลงเรื่อย ๆ เหมือนค่อย ๆ เร่งไฟหม้อต้มกบ กบจะค่อย ๆ ปรับตัวจนถูกต้มเดือดตาย ซึ่งภาวะกบต้มของไทยนี้เห็นได้ชัดเจนขึ้นทุกวัน ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำเตี้ยมาตลอด พอมาเจอวิกฤตโควิดจึงเหมือนเป็นการเร่งไฟหม้อกบต้ม คนเจ็บคนตายเป็นจำนวนมาก ธุรกิจเจ๊งกันมาก แถมยังไม่มีทิศทางจะฟื้นเศรษฐกิจได้เลย ไทยอยู่อันดับบ๊วยในการจัดอันดับประเทศที่จะฟื้นตัวช้าที่สุดในสื่อหลักญี่ปุ่น และบทความในสื่อนี้ ยังระบุชัดเจนว่าการที่ไทยไม่ฟื้นหรือฟื้นช้าหมายถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงถึงภาวะกบต้มอย่างชัดเจน

2.) บริหารโดยการโดนด่า เรื่องนี้หากจำกันได้ผมเป็นคนแรกในการชี้ประเด็นนี้ โดยพลเอกประยุทธ์ ไม่เคยคิดหรือวางแผนล่วงหน้า ถูกด่าถึงจะคิดแก้ไข ตั้งแต่การล็อกดาวน์ในครั้งแรกและไม่คิดจะเยียวยาจนต้องโดนด่าถึงคิดเยียวยา พอเยียวยาก็เยียวยาไม่ทั่วถึง จนต้องโดนด่าถึงจะทำ จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันที่การบริหารจัดการวัคซีนยังมั่วมาก ยังต้องด่าถึงจะแก้ไข แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่เลย นอกจากนี้ประชาชนยังเชื่อว่าการบริหารจัดการวัคซีนที่มั่วมากและผิดพลาดขนาดนี้น่ามาจากเพราะมีผลประโยชน์และมีการทุจริตคอร์รัปชันเกี่ยวข้องด้วย

3.) บริหารแบบรอวันเจ๊ง การที่พลเอกประยุทธ์ ขาดความรู้ความสามารถ ปล่อยประเทศและประชาชนตามยถากรรม ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องล็อกดาวน์นานเท่าไหร่ถึงจะปลดล็อกดาวน์ได้ ประกาศจะเปิดประเทศใน 120 วัน โดยจะครบวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้แน่ แค่จะปลดล็อกดาวน์ในวันที่ 14 ตุลาคมก็ยังทำไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าวัคซีนที่มีคุณภาพจะมาเมื่อไหร่ ถ้าไม่มีวัคซีนจะปลดล็อกได้อย่างไร คนติดไวรัสและคนตายจะลดลงไหม เศรษฐกิจจะพินาศขนาดไหน

โดยคาดกันว่าการล็อกดาวน์จะทำความเสียหายถึงเดือนละ 3-4 แสนล้านบาทเป็นอย่างต่ำ เศรษฐกิจไทยน่าจะติดลบอีกในปีนี้หลังจากปีที่แล้วติดลบหนักแล้วถึง -6.1 % แล้วพลเอกประยุทธ์ จะฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างไร ที่ผ่านมายังไม่เคยพิสูจน์เลยว่าทำได้ เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจกี่ครั้งก็ยังล้มเหลว พลเอกประยุทธ์ เป็นหัวหน้าทีมเองยิ่งล้มเหลวหนักมากขึ้น ทุกวันนี้บริหารเหมือนรอวันเจ๊ง คิดได้แค่กู้เงินมาแจกไปเรื่อย ๆ เพื่อเอาบุญเอาคุณกับประชาชน โดยประเทศไม่ได้พัฒนา หนี้สาธารณะพุ่งกระฉูด เป็นการยืมเงินของลูกหลานในอนาคตมาแจก อีกหน่อยลูกหลานก็ต้องตามใช้หนี้กันอาน

4.) ไม่สามารถลำดับความสำคัญได้ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้นำพิการทางความคิด เรื่องที่สำคัญควรเร่งทำก่อน กลับไม่ยอมทำ เรื่องการบริหารจัดการวัคซีนน่าจะเห็นชัดสุด กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท แต่กลับไม่ยอมนำเงินไปซื้อวัคซีนที่มีคุณภาพ ทำให้เกิดการระบาดรอบใหม่คนเจ็บคนตายพุ่งขึ้นจำนวนมาก กู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท ก็ยังไม่เห็นวัคซีนที่มีคุณภาพเข้ามาเลย วัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคจากสหรัฐอเมริกามา บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้ากลับไม่ได้รับการฉีดให้ครบ ทหารกลับได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ก่อน ขนาด รมว. สาธารณสุขยังงงและยอมรับเอง และในขณะที่คนเจ็บคนตายจำนวนมาก เศรษฐกิจเจ๊งหนัก พลเอกประยุทธ์ ในฐานะ รมว. กลาโหม กลับปล่อยให้กองทัพเรือเสนอเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำเข้ามาขออนุมัติ แม้สุดท้ายจะถอนออกไปแต่ความจริงคือแค่คิดเสนอเข้ามาแต่แรกก็ผิดแล้ว แสดงถึงการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ ไม่ได้เลย ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่พูดได้อีกมาก

5.) ปิดปากคนเห็นต่าง เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาอย่างมากตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หากจำกันได้สมัยที่เป็นเผด็จการได้เรียกผู้เห็นต่างจำนวนมากไปปรับทัศนคติ ซึ่งรวมถึงผมด้วยที่โดนเรียกไปถึง 12 ครั้ง จากการเตือนเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งต่อมาเศรษฐกิจก็ทรุดหนักและแย่จริง และหลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังคงปิดปากผู้เห็นต่างตลอด มีการฟ้องดำเนินคดี เพื่อปิดปาก ดารา นักร้อง นักแสดง ที่ทนการบริหารที่ล้มเหลวไม่ได้ ต้องออกมา call out แม้กระทั่งพยายามจะปิดปากสื่อมวลชน แต่โชคดีที่ศาลตัดสินว่าเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย แม้กระทั่งการชุมนุมเพื่อประท้วงความล้มเหลวที่พลเอกประยุทธ์ ล้มเหลวจริงยังถูกเจ้าหน้าที่ยิงด้วยกระสุนยางและแก๊สน้ำตา ถึงขนาดมีการลอบยิงจากที่สูง ซึ่งไม่ใช่ตามหลักการสากลตามที่อ้างไว้แน่นอน และล่าสุดผู้ประท้วงที่ยอมรับว่ากลับใจจากการเป็นสลิ่ม นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวน หรือ ไฮโซลูกนัท ยังถูกยิงถึงกับทำให้ตาบอดเลย ซึ่งไม่มีใครสมควรจะโดนการกระทำอย่างรุนแรงเช่นนี้

6.) #ผนงรจตกม หรือ ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด ซึ่งต้องขอชื่นชมนักศึกษาที่ขึ้นป้ายนี้ในฟุตบอลประเพณีต้นปี 2563 เป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของเด็กรุ่นใหม่ได้อย่างแม่นยำที่สุด ปัจจุบันความไม่ฉลาดของผู้นำทำให้คนเจ็บและคนตายเป็นจำนวนมาก ไม่ตายด้วยไวรัสโควิดก็ตายด้วยพิษเศรษฐกิจ #ผนงรจตกม จึงเป็นความจริงขึ้นทุกวัน และเป็นจริงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่การเจ็บการตายจะลดลงหรือหยุดได้เลย ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์

ทั้ง 6 ข้อนี้เป็นภาพจำปัญหาของผู้นำที่ประชาชนจำได้แม่น และยังคงเป็นอยู่ โดยที่พลเอกประยุทธ์ ยังไม่แก้ไขหรือแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นข้อจำกัดทางความรู้ความสามารถและปัญหาทางความคิดไปแล้ว ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คาดหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารใหม่จะต้องทำตรงข้ามกับทั้ง 6 ข้อนี้ทั้งหมดคือ ต้องแก้ไขภาวะกบต้มนี้ให้ได้ เพื่อให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตไวรัสโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจ ต้องคิดล่วงหน้าไม่ต้องให้โดนด่าก่อนถึงค่อยคิดทำ ต้องไม่บริหารแบบรอวันเจ๊ง เร่งแก้ไขไม่ปล่อยประเทศและประชาชนตามยถากรรมโดยต้องมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ต้องจัดลำดับความสำคัญของเรื่องจำเป็นว่าจะต้องทำก่อนหลังได้ เพื่อจะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ และ สุดท้ายต้องมีผู้นำที่ฉลาดมานำประเทศ เพราะจะสอนคนที่ไม่ฉลาดให้ฉลาดคงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องเลือกเอาคนฉลาดมาบริหารประเทศ ประเทศไทยถึงจะรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

โฆษกศบค. เผย 4 วาระสำคัญ ถกในศบค.ใหญ่ ย้ำ ให้รอฟังแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ชี้ ข่าวที่ถูกเสนอก่อนแถลงนั้นเป็นข้อมูลเท็จ

ที่ศบค.ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)ตอบข้อซักถามถึงกรณีวาระการประชุมศบค.ใหญ่ ช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ว่า วันนี้จะมีการประชุมผ่านระบบทางไกลวีดีโอคอนเฟอเรนซ์โดยมี ผอ.ศบค. เป็นประธาน โดยมีเรื่องพิจารณาที่สำคัญ4 เรื่อง ได้แก่ แผนการให้บริการวัคซีน โควิด-19 , การรับความช่วยเหลือด้านการแพทย์และการสาธารณสุข จากต่างประเทศเช่นกรณีการแลกวรรคซีนระหว่างรัฐบาล ประเทศภูฏานกับรัฐบาลไทย การรับบริจาคยารักษาโควิด- 19 ชนิดหนึ่ง จากทางกระทรวงสาธารณสุข ประเทศเยอรมันนี , การประเมินผลการปรับมาตรการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อ โควิด-19 ซึ่งหลายคนกำลังรอฟังว่ามาตรการต่างๆจะมีการปรับอย่างไร , การเปิดพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเชื่อมต่อกับจังหวัดนำร่องอื่นๆ 7+7 เหล่านี้คือประเด็นที่สำคัญ และยังประกอบไปด้วยประเด็นย่อยๆ อื่นๆด้วย ซึ่งผลการประชุมเป็นอย่างไรจะได้มาแถลงข่าวให้ทราบภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ขอฝากสื่อมวลชนและประชาชนว่า ขอให้รับฟังอย่างเป็นทางการในการแถลงข่าวจากศบค. ข้อมูลที่ออกไปก่อนการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการนั้นไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นข้อสรุปที่ชัดเจนอย่างแท้จริง ขออนุญาตด้วยความเคารพ เพราะเราต้องการให้มีชุดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และเป็นจริงจึงขอให้รับฟังจากการแถลงข่าว จากศูนย์แถลงข่าวศบค. แห่งนี้ที่เดียว เพื่อความเป็นเอกภาพของข้อมูลที่จะสื่อสารออกไป

ภท. มั่นใจ “เสี่ยหนู-เสี่ยโอ๋” แจงฝ่ายค้านได้ หลังติดโผถูกซักฟอก 

นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ว่าตนคิดว่าทางรัฐมนตรีคงคาดการณ์ไว้แล้ว ว่าฝ่ายค้านคงหยิบประเด็นเรื่องโควิด - 19 ที่ค่อนข้างจะรุนแรงในขณะนี้ มาเป็นประเด็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้อยู่แล้ว จึงเชื่อว่าทั้งนายอนุทิน และนายศักดิ์สยาม คงได้เตรียมตัวไว้แล้ว ซึ่งคงชี้แจงไปตามหลักฐาน ตามเหตุผล ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ตนเชื่อว่าทั้งสองท่านจะมีข้อมูลที่นำมาชี้แจงกับทางฝ่ายค้านได้ 

นายภราดร กล่าวต่อว่า ส่วนจะมีการตั้งวอร์รูมหรือเตรียมขุนพลไว้สำหรับช่วยรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ส.ส.ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปอภิปราย เป็นเรื่องของฝ่ายค้านกับรัฐมนตรีที่จะชี้แจงกัน สำหรับกรณีของนายศักดิ์สยามนั้น ตนก็มั่นใจว่าท่านก็ตอบได้ เพราะการติดโควิด - 19 เป็นเรื่องปกติ และที่บอกว่าท่านติดจากการไปเที่ยวผับนั้น ในส่วนนี้ท่านก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าติดมาจากคนขับรถ ติดมาจากทีมงาน

เมื่อถามว่าในการอภิปรายครั้งนี้คิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะยังลงมติไว้วางใจให้รัฐมนตรีอยู่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอฟังเหตุผลว่าจะเป็นอย่างไร มีข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องการทุจริต เรื่องการคอร์รัปชั่นหรือไม่ หรือบริหารผิดพลาดเช่นนี้ก็ต้องรอฟังข้อมูลจากฝ่ายค้านดู 

ถามต่อว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ฝ่ายค้านมั่นใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ในส่วนนี้มองอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอฟังข้อมูลว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนแค่ไหน 

6 พรรคร่วมฝ่ายค้านผนึกกำลังยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรี ไร้เงา ประวิตร-ธรรมนัส พิธาย้ำพรรคร่วมฝ่ายค้านผสานกำลังใช้กลไกสภาแก้ไขวิกฤติโควิด เร่งถอดสลักประยุทธ์ ต้นเหตุบ่มเพาะความขัดเเย้งประชาชน

พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในการอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 นำโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมอีก 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคประชาชาติ, พรรคเพื่อชาติ, พรรคพลังปวงชนไทย และพรรคไทยศรีวิไลย์ ในนามนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

ทั้งนี้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ประกอบด้วย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์, นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเเรงงาน และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม

ทางด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยกระบวนการเหมือนกับการอภิปรายทุกครั้ง ทุกพรรคมีความต้องการในอภิปรายเเละเสนอรัฐมนตรีที่ไม่ไว้วางใจของตนเอง เเต่ในที่สุดเเล้วเราต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และมีมติว่าเราจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีเเละรัฐมนตรีทั้งหมด 6 คนสำคัญ มีความจำเป็นจะต้องพูดคุยกัน เพื่อรักษาบรรยากาศการทำงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน

พิธากล่าวเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงนี้ ซึ่งเร็วกว่าตามกรอบเวลาปกตินั้น ว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านเราตั้งใจที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงนี้ เพื่อที่จะใช้กลไกสภาแก้ไขวิกฤติเเละลดความขัดเเย้ง โดยมีความจำเป็นที่ต้องถอดสลักพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อที่จะให้ประเทศสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ตนมีความเห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แตกต่างจากครั้งก่อนๆ พอสมควร ในครั้งนี้ความเดือดร้อนเเละความลำบากของพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง พรรคก้าวไกลได้ประกาศออกไปว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเร็วขึ้นกว่าปกติ โดยพี่น้องประชาชนให้ความสนใจเเละมีส่วนร่วม ซึ่งพี่น้องประชาชนส่งข้อมูล ส่งภาพเเละเนื้อหามาประกอบการอภิปรายให้ตนเเละพรรคก้าวไกลอย่างไม่ขาดสาย

เเละขณะนี้บรรยากาศนอกสภาเเละในสภาตรงกัน ความชอบธรรมในการบริหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เเทบจะไม่เหลือเเล้วนอกสภา เราต้องการใช้กลไกลในสภาตอนนี้เพื่อให้เกิดเเรงสั่นสะเทือนและอาฟเตอร์ชอกต่อไป เมื่อถามถึงว่า มีความขัดเเย้งภายในพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือไม่นั่น พิธากล่าวว่าไม่มี ประชาชนต้องมาก่อน เราต้องการใช้กลไกในรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แน่นอนว่าในอดีตแต่ละพรรคมีความเห็นของตนเอง มีความเเตกต่างกันบ้าง เเต่เรามีวุฒิภาวะพอที่จะวางความแตกต่างนั้นลงเเละร่วมมือกันทำอย่างเต็มที่ที่สุดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้

ขณะที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่าการยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านเราได้ร่วมกันพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว ซึ่งแน่นอนมี ส.ส. ได้เสนอรายชื่อรัฐมนตรีเพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อพิจารณาแล้วสรุปจบที่ 6 รัฐมนตรี เนื่องจากการขอเปิดอภิปรายไม่วางใจในครั้งนี้จะเน้นเป้าไปที่เรื่องการบริหารจัดการโควิด-19 เรื่องเศรษฐกิจ และ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นหลัก สำหรับช่วงเวลาในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคร่วมฝ่ายค้านเราอยากจะได้กรอบเวลาดังเช่นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในทุกครั้งที่ผ่านมาคือไม่น้อยกว่า 3 วัน

โดยภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้นเรามีหลักฐานมากพอที่จะส่งเพื่อเอาผิดรัฐบาล โดยรัฐบาลก็ต้องคิดว่าท่านจะรับฟังการอภิปรายอย่างไร ประชาชนก็มีความเดือดร้อนกันอย่างไรในการจัดการต่างๆ และต้องฝากไปยังประชาชนที่เลือกผู้แทนราษฎรเข้ามาว่าท่านจะต้องจับตาว่า ส.ส. ที่ท่านเลือกมาเข้ามาเห็นแก่ใคร เค้าเห็นแก่พี่น้องประชาชนหรือไม่ที่กำลังล้มตายกันอยู่ขณะนี้ จึงขอวิงวอน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลให้ร่วมกันพิจารณาและตัดสินใจเพราะครั้งนี้คือที่สุดแล้ว ส.ส.ที่ท่านยังมีความคิดความอ่านท่านต้องระลึกถึงประชาชนที่เลือกท่านเข้ามา เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้ายังมีอีก

ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า กระบวนการหลังจากนี้จะนำสู่การตรวจสอบรายชื่อ ส.ส. ผู้ที่ลงรายชื่อในญัตติว่ามีความครบถ้วน และมีรายชื่อซ้ำหรือไม่ ขณะเดียวกันเนื้อหาในญัตติขอเปิดอภิปรายไม่วางใจจะต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณา 7 วันหลังจากนี้จากนั้นจะดำเนินการเพื่อบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วน

ขณะเดียวกันการขอเปิดอภิปรายไม่วางใจในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ไม่เหมือนการเปิดอภิปรายเมื่อ 2 ครั้งที่ผ่านมาที่เป็นการยื่นขอเปิดอภิปรายในช่วงสมัยประชุมที่ 2 ของปี แต่ครั้งนี้เป็นการขอเปิดอภิปรายในสมัยประชุมแรกของปี ดังนั้นหลังจากนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านยังสามารถที่จะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติได้อีกครั้งหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ขณะเดียวกันในช่วงการยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้ฟังไจรัฐบาลจะยุบสภาในช่วงนี้ไม่ได้

โดยคาดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายคนนั้นจะมีขึ้นในช่วงกลางเดือนกันยายน 2564

“ราเมศ” ย้ำ ไม่กังวล ฝ่ายค้าน ยื่นอภิปราย “เฉลิมชัย” พร้อมชี้แจง มั่นใจ สุจริต ทำตามกฎหมาย สร้างประโยชน์แก่เกษตรกร

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้าน โดยมีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีด้วย ว่า

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ไม่ได้มีความกังวลใจใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมชี้แจงในสภาทุกประเด็น การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องปกติในระบบรัฐสภาภายใต้ระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบฝ่ายบริหารจากฝ่ายค้านถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็มีหน้าที่ชี้แจง เป็นเรื่องธรรมดาในทางการเมือง ไม่มีอะไรน่ากังวล 

ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน ตรวจดูแล้วเป็นการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงตรงข้ามกับความเป็นจริง การกล่าวหาว่าไร้ภูมิปัญญาและไร้ความสามารถในการบริหารงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้อกล่าวหานี้ขัดแย้งกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง ที่มีคำตอบชัดเจนคือความสามารถในการทำงานให้เกษตรกรได้ประโยชน์ เป็นรัฐมนตรีที่แก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นระบบและยั่งยืนที่สุด ไม่ได้ล้มเหลวดังที่ฝ่ายค้านกล่าวหา ที่สำคัญไม่มีเรื่องทุจริตใดๆทั้งสิ้น ยึดความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ 

“คนชื่อเฉลิมชัย ศรีอ่อน ไม่เคยเข้าไปมีส่วนได้เสีย ไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์จากโครงการใดๆทั้งสิ้น ไม่เคยเบียดบังทรัพยากรและสมบัติของแผ่นดิน ส่วนเรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ ไม่เคยปล่อยปละละเลย ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ รวมถึงการชดเชยเยียวยาพี่น้องเกษตรกร ที่ทั่วทั้งประเทศทราบถึงการทำงานของนายเฉลิมชัยดีว่า พี่น้องเกษตรกรได้ประโยชน์มากมาย รายละเอียดจะไปชี้แจงต่อสภาทุกประเด็นหมัดต่อหมัด”  

เพียงแต่ฝ่ายค้านจะต้องนำเสนอข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่อยากให้มีการนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาเชื่อมโยงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิด เพราะจะเข้าตัวฝ่ายค้านได้ การอภิปรายโดยยึดหลักการข้อบังคับอย่างตรงไปตรงมา ก็จะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเชิงสร้างสรรค์

นายราเมศ ย้ำว่า พร้อมชี้แจงในทุกประเด็น ชัดเจน ตรงไปตรงมา ที่อยากจะย้ำคือเมื่อการทำหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรียึดหลักความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ตั้ง ก็จะเป็นเกราะคุ้มกัน และเป็นคำตอบได้ดีที่สุด ไม่ได้โกงก็ไม่มีความจำเป็นต้องกังวลหรือกลัว และจะใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ถึงการทำงานที่เกิดผลสำเร็จนับไม่ถ้วนในทุกเรื่อง ประชาชนได้ประโยชน์อย่างมากมาย และจะนำความจริงที่เป็นผลงานไปพูดในสภาฯ สื่อให้ประชาชนเข้าใจ

นายราเมศ กล่าวด้วยว่า  โดยหลักการของพรรคก็จะได้ตั้งทีมสนับสนุนข้อมูลให้กับรัฐมนตรีของพรรค ทั้งในสภาและนอกสภา ส่วนตนจะเป็นหัวหน้าทีมในการสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน หากฝ่ายค้านบิดเบือนข้อมูล และพรุ่งนี้ในที่ประชุม ส.ส.จะได้มีการหยิบยกเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจมาพูดคุยกันต่อไป

ศรีสุวรรณ ยื่น ป.ป.ช. สอบ เจ้ากรมการแพทย์ทหารอากาศ-ผอ.รพ.ภูมิพล-จนท. พิรุธ วัคซีนเข็ม 3

ที่สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องป.ป.ช.ขอให้ไต่สวนและวินิจฉัย กรณีมีพยาบาลด่านหน้ารายหนึ่งของ รพ.ภูมิพล ได้โพสต์ระบายว่าชื่อตกหล่น ไม่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เข็ม 3 ได้ พร้อมกับปรากฎบัญชีรายชื่อบุคคลต่างๆที่มีรายชื่อซ้ำซ้อนกันเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าโฆษก ทอ.ออกมาแถลงว่าเจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ ยืนยันว่าไม่มีการสวมสิทธิ์หรือ แย่งฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช แต่อย่างใด เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนั้น

จากการตรวจสอบพบว่า รายชื่อดังกล่าวมีความผิดปกติ คือ มีรายชื่อซ้ำ เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ และใช้สัญลักษณ์ตัวเลขเป็นชื่อบุคคลมากถึง 172 รายชื่อ แทนที่จะเรียงลำดับความสำคัญ ไปเรียงลำดับตามตัวอักษรทำให้บุคลากรด้านหน้าไม่ได้รับการพิจารณาให้ฉีดวัคซีนเข็ม 3 เป็นการเร่งด่วนได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยที่หน่วยงานที่มีทหารเป็นผู้บริหาร มักจะมีความเคร่งครัดในระเบียบในการจัดทำเอกสารต่างๆอย่างเคร่งครัด แต่ในกรณีนี้กลับปรากฏความผิดพลาดอย่างมาก อันชี้ให้เห็นเป็นข้อพิรุธ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่บุคลากรด่านหน้าต้องออกมาระบายความในใจผ่านโซเชียลมีเดีย

กรณีดังกล่าว มีข่าวว่า มีการเร่งสอบสวนคนปล่อยรายชื่อหลุด และมีการเรียกผู้ที่โพสต์ระบายดังกล่าวไปพบเจ้ากรมการแพทย์ฯ ซึ่งอาจจะถูกเตือนหรือภาคทัณฑ์ หรือใด ๆ ทั้งๆที่ควรตรวจสอบว่าใครทำให้มีชื่อซ้ำซ้อน ด่านหน้าคนไหนชื่อตกหล่นและยังไม่ได้วัคซีน อันควรต้องเร่งจัดหามาให้เป็นการเร่งด่วน ซึ่ง ผบ.ทอ.ควรจะต้องตั้งกรรมการสอบเจ้ากรมการแพทย์ฯและผอ.รพ.ภูมิพล มากกว่าว่าปล่อยให้บุคลากรด่านหน้าของตนไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็ม 3 อย่างรวดเร็วได้อย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็มีบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลแห่งนี้ต้องเสียชีวิตไป อย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีข้อพิรุธของการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ของโรงพยาบาลแห่งนี้หลายอย่าง ทั้งที่ได้รับการจัดสรรมากว่า 1,860 โดส ซึ่งมากกว่าจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่มีอยู่ แต่ก็ยังมีบุคลากรด่านหน้าที่เป็นแพทย์ และพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 โดยตรงประมาณ 100-200 คน ไม่ได้รับการจัดสรรวัคซีนในครั้งนี้ แต่กลับมีการแถลงข่าวว่าจะขอรับการสนับสนุนวัคซีนเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้าอีก 400 โดส จึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากยิ่งขึ้น ที่มิอาจปล่อยผ่านไปได้

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงต้องนำความดังกล่าวมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในวันนี้ เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่เจ้ากรมการแพทย์ทหารอากาศ ผอ.รพ.ภูมิพล และเจ้าหน้าที่อื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระชากหน้ากากวีวีไอพี ออกมาให้ประชาชนได้รับรู้

“สงคราม”อัด“บิ๊กตู่”บริหารแบบโง่ๆไม่มีทางแก้วิกฤตได้ ชี้ ไร้ปัญญาแก้โควิดทำประชาชนติดเชื้อใกล้แตะหลักล้านเสียชีวิตหลักหมื่น

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใช้อำนาจทุกอย่าง ใช้กฎหมายทุกมาตราอย่างเข้มข้น โดยหวังจะการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19  แต่สุดท้ายไร้ผล เพราะยิ่งแก้ยิ่งเพิ่มจนล่าสุดตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยใกล้แตะ 1 ล้านคนแล้วในขณะที่ผู้เสียชีวิตเกิน 7 พันคน 

ชัดเจนว่ารัฐบาลประกาศมาตรการล็อกดาวน์ที่แบบโง่ๆ เพราะแม้ประชาชนอยู่บ้าน ก็ไม่สามารถหยุดเชื้อได้ ในทางกลับกัน บ้านหรือชุมชนหลายแห่งกลับเป็นแหล่งระบาดที่สำคัญที่สุด เพราะหลายชุมชนพบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการรักษา ประชาชนยังคงติดเชื้อจนเสียชีวิตคาที่พักอีกหลาย 10 คนต่อวัน   ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะหามาตรการในการรักษาเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่าการขังเชื้อในชุมชน

นายสงครามกล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรเร่งมาตรการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์บางอย่างได้บ้าง ก่อนที่เศรษฐกิจจะเสียหายมากไปกว่านี้ เพราะจากมาตรการล็อคดาวน์ที่ออกมาส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วประเทศ  ได้รับผลกระทบทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2.7 แสนล้านบาท กว่า 100,000 ร้านค้า เตรียมปิดกิจการ ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานกว่าล้านคน

“แทนที่รัฐบาลจะเร่งฉีดวัคซีน กลับทำงานช้ารวมทั้งมีขั้นตอนมากมายกว่าที่ประชาชนจะได้รับวัคซีน จนถึงวันนี้พบว่า มีจำนวนประชาชนได้รับวัคซีนเพียง 23,476,869 ราย จากประชากรทั้งประเทศ ทั้งๆที่รัฐบาลบอกว่าประเทศไทยมีวัคซีนพร้อมฉีดให้ประชาชน แต่กลับไร้ความสามารถที่จะเร่งกระจายวัคซีน วิธีเดียวที่จะลดจำนวนผู้ป่วยหนักเข้านอนในรพ.และลดจำนวนคนเสียชีวิต คือการฉีดวัคซีน และต้องเร่งฉีดให้เร็วที่สุด ไม่ใช่รอถึงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ถึงเวลานั้นจำนวนผู้ติดเชื้อคงเกินล้านคนและเสียชีวิตเกิน 10,000 คนแน่ ยิ่งพลเอกประยุทธ์ยังคงใช้วิธีการบริหารแบบโง่ๆไม่มีทางแก้โควิดได้อย่างแน่นอน”นายสงครามกล่าว

กลุ่มทะลุฟ้านัดชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 15.00 น. พร้อมประกาศเดินไปบ้านประยุทธ์ ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน เข้าซอยพหลโยธิน 2 ทะลุวิภาวดี

กลุ่มทะลุฟ้า ได้ประกาศนัดชุมนุมในวันที่ 16 ส.ค. 64 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเกาะพญาไท ในเวลา 15.00 น. และจะทำกิจกรรมเดินคล้องแขนไปบ้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กรมทหารราบที่ 1

กลุ่มทะลุฟ้าได้ประกาศเส้นทางการเคลื่อนขบวนโดยใช้ ถนนพหลโยธิน จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าซอยพหลโยธิน 2 และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ถนนวิภาวดีไปยังหน้ากรมทหารราบที่ 1 โดยยืนยันว่าแนวทางของกลุ่มไม่เน้นการปะทะกับเจ้าหน้าที่

กลุ่มทะลุฟ้าอ้างว่า "เปลี่ยนเส้นทางเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงได้ขอเจรจากับทีมทะลุฟ้าไว้ว่าถ้าหากไปทางไปเส้นทางนี้ ตำรวจจะให้เราผ่านไปถึงหน้าบ้านประยุทธ์"


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

"ชวน" ยัน ถกงบ 65 แค่ 3 วัน เลิกเที่ยงคืน บอกแจ้ง ศบค. แล้ว เผย เปิดศึกซักฟอก ปลายส.ค.- ต้น ก.ย.

ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 วาระที่ 2-3 ว่า ได้มีการตกลงกันว่าจะพิจารณา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-20 ส.ค. โดยจะพิจารณาจนถึงเวลา 24.00 น. ของแต่ละวัน เพื่อให้การประชุมงบประมาณเสร็จภายในเวลาที่กำหนด 3 วัน หากให้เลิกประชุมก่อน 24.00 น.ในแต่ละวัน การพิจารณางบประมาณฯ ก็จะยืดเวลาออกไป ซึ่งไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น แม้การประชุมจะเลยเวลา 21.00 น. ที่เป็นช่วงเคอร์ฟิว แต่ได้ประสานขออนุญาตเรื่องการเดินทางจาก ศบค. ไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ให้ ส.ส.ที่จะมาร่วมประชุมนั้น จะไม่บังคับ ขึ้นอยู่กับความประสงค์แต่ละคน

นายชวน กล่าวต่อว่า สำหรับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีนั้น หลังจากที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้ว สภาฯ จะใช้เวลาตรวจสอบความถูกต้องของญัตติ 7 วัน ถ้าไม่มีความผิดพลาดจะบรรจุเป็นญัตติด่วน แล้วเรียกฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาหารือกัน เพื่อกำหนดวันเวลาที่เหมาะสมร่วมกัน โดยคาดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอยู่ในช่วงปลายเดือนส.ค. หรือต้นเดือน ก.ย.

“ธนกร”ซัด “จาตุรนต์” เปิดตาจนท.ถูกทำร้าย ย้อน เหตุรุนแรงจงใจทำให้เกิดโดยจนท.รัฐ ลั่นรัฐใช้กม.เป็นธรรม ชี้ คนทำร้ายจนท.-ทำลายทรัพย์สินราชการ-บิดเบือนข้อมูล ทำแตกแยกต้องได้รับโทษ

นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.ศึกษาธิการ เตือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมว่า เลิกคิดรักษาอำนาจด้วยการอ้างความวุ่นวายที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก่อ และหยุดใช้ความรุนแรงต่อประชาชนว่า นายจาตุรนต์ ไปอยู่ที่ไหนมา หรือว่าพยายามจะปิดหูปิดตา ถึงไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บไปกี่นายแล้ว และถ้าหากนายจาตุรนต์คิดว่าเจ้าหน้าที่ก่อเหตุทำร้ายตัวเองนั้น ความคิดเช่นนี้ยุติธรรมดีแล้วหรือ กับเจ้าหน้าที่ที่ต้องออกมารักษาความสงบของบ้านเมือง ทั้งที่ช่วงนี้กำลังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ต้องมาทำหน้าที่เพราะฝีมือของคนบางกลุ่ม

นายธนกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายจาตุรนต์ระบุว่า ประเทศกำลังจมดิ่งสู่ห้วงแห่งหายนะ ประชาชนเดือดร้อนกันทั่วไปหมด เพราะความล้มเหลวในการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ จะอาศัยตรรกะเหตุผลว่า จำเป็นต้องบริหารประเทศต่อไปเพื่อไม่ให้บ้านเมืองวุ่นวาย คงจะไม่มีใครเชื่อฟังอีกต่อไปแล้วนั้น นายจาตุรนต์นอกจากจะต้องเปิดใจให้กว้างแล้ว ยังต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้างตามไปด้วย ที่ประเทศและประชาชนเดือดร้อนกันไปทั่วไม่ใช่เพราะการบริหารประเทศ แต่เป็นเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลและบุคลากรทางการแพทย์ต่างระดมสรรพกำลังช่วยกันแก้ปัญหาจนสำเร็จและได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมาแล้ว และสถานการณ์แบบนี้ก็เป็นไปทั่วโลก ทุกประเทศประกาศมาตรการงดออกจากบ้านเพื่อหยุดเชื้อ ประชาชนต่างให้ความร่วมมืออย่างดี รวมถึงพี่น้องคนไทยด้วย จะมีก็เพียงคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่สนความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ ยังคงจัดกิจกรรมรวมกลุ่มอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนว่าบุคลากรทางการแพทย์จะต้องเหนื่อยยากลำยากเพิ่มมากขึ้นอีกขนาดไหนเท่านั้น

“การบอกว่าความรุนแรงวุ่นวายส่วนใหญ่เกิดจากการจงใจทำให้เกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐเองนั้น ไม่อยากคิดว่าคนที่เป็นถึงอดีตรัฐมนตรีจะคิดแบบนี้ได้ หรือว่าคิดจากมาตรฐานของตัวเองในสมัยที่เป็นรัฐบาลใช่หรือไม่ ยืนยันว่าท่านนายกฯ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอนสากลทุกอย่าง ส่วนการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมนั้นนายจาตุรนต์ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะคนที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทำลายทรัพย์สินราชการ พยายามบิดเบือนข้อมูลต่างๆ เพื่อสร้างความแตกแยกต้องได้รับการลงโทษอย่างแน่นอน”นายธนกร กล่าว
 

เตือนในฐานะหมอด้วยกัน “ชลน่าน” เตือน อภ.-อย.อย่ายื้อซื้อชุดตรวจเอทีเค ระวังโดน ม.157

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ต้องตัดสินใจด่วนเลยว่าจะเลิกหรือจะซื้อ ATK ต้องรีบด่วน ช้าไปเสียหายใหญ่หลวง ควบคุมโรคโควิดไม่ได้ ติดเชื้อ ป่วย ตาย เพิ่มขึ้นมหาศาล บุคลากรแพทย์สาธารณสุขรับภาระไม่ไหว ระบบสาธารณสุขล้มเหลว สังคมแตกสลาย พ่อ-แม่ ตาย ลูกถูกพรากเป็นกำพร้า เด็กๆ ไม่ได้เรียนหรือเรียนออนไลน์อย่างไร้คุณภาพ เศรษฐกิจพังทลาย เสียหาย 4 แสนล้านต่อเดือน อ้างประหยัด 400 ล้าน คุ้มหรือ รอพบความผิดปกติทำไม ไม่เฉพาะอเมริกา ประเทศฟิลิปปินส์ข้างบ้านก็สั่งเก็บระงับใช้ไปแล้ว "อนุทิน ประยุทธ์" อยู่ไหน ตัดสินใจช้า หายนะแน่สงสัยจริงๆ ทำไมถึงดื้อบอกว่าประมูลเป็นธรรม ไม่มีล็อกสเปก อ้าปากเห็นลิ้นไก่ วิธีการประมูลโดยการคัดเลือก ใช้ราคาประมูลเป็นตัวกำหนด สามารถเลือกบริษัทผู้ประมูลตามต้องการได้ โดยการทำให้ถูกต้องตามระเบียบ เป็นการล็อคสเปกที่ถูกกฎหมาย เพราะรู้ว่าของดี คุณภาพดี สู้ราคาไม่ได้

นพ.ชลน่าน ระบุว่า ถ้าต้องการ ATK ของดี มีคุณภาพระดับ WHO รับรอง คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชตีพิมพ์เผยแพร่ แต่ราคาสูงหน่อย จัดซื้อในสถานการณ์ฉุกเฉินจำเป็น โรคติดต่ออันตรายร้ายแรงระบาด ระเบียบพร้อมหนังสือเวียนของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างฯ ก็เปิดให้ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ได้โดยไม่จำกัดวงเงิน ทำไมไม่ทำ โดยเฉพาะการใช้วิธีคัดเลือกอาจล่าช้า ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง (ตาม ม.56 (2)(ง) พรบ.จัดชื้อจัดจ้างบริหารพัสดุภาครัฐ 2560) ก็ระบุไว้อย่างชัดเจน การสั่งให้ชะลอ รอผลทดสอบความผิดปกติที่ อภ.และ อย.กำลังยื้อดำเนินการอยู่ อาจเข้าข่ายผิด ม.157 ปฏิบัตหรือละเว้นปฏิบัติ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงได้ ที่สำคัญเจ้าของเงิน สปสช. เจ้าของภาษีอากรที่ใช้ในการจัดซื้อคือประชาชนต้องการของดี มาตรฐานสูงมาใช้ เพราะเกี่ยวกับความเป็นความตาย ความเสียหายของประเทศชาติ ถึงกำหนดราคาใว้ ไม่เกิน 120บาท/ชุด ทำไมไม่ซื้อ แล้วจะยื้อไปทำไม มีแรงจูงใจอะไร ยิ่งยื้อยิ่งส่อทุจริต ไม่คิดระงับยับยั้ง ระวังจะทำให้รัฐบาลพัง ไม่เชื่อเชิญฟังการอภิปรายไม่ใว้วางใจในสภาฯ ได้ เพราะรักจึงเตือนท่านปลัด สธ. ท่าน ผอ.อภ.และท่าน เลขา อย.ในฐานะเป็นแพทย์ด้วยกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top