Monday, 6 July 2026
POLITICS

“ราเมศ” เลคเชอร์ พรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นพื้นฐานระบบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ยึดหลักอุดมการณ์ ซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ชาติ นำไปสู่ความเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน 

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเป็นวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะตัวแทนพรรคที่ได้รับมอบจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ร่วมบรรยาย-อภิปราย การเมืองการปกครองและสถาบันการเมืองไทยในหัวข้อ “ความเข้มแข็งของพรรคการเมืองไทยวันนี้” หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูงรุ่นที่ 25 (ปปร. 25) โดยมี ผู้แทนจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ร่วมด้วย ผู้ดำเนินรายการโดย ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ  เศรษฐบุตร ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า

นายราเมศ ได้กล่าวถึงความเข้มแข็งของพรรคการเมืองไทยวันนี้ ว่า “พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการปกครองในระบบประชาธิปไตย ดังนั้นการที่พรรคการเมืองเข้มแข็งย่อมเป็นพื้นฐานของการมีระบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งด้วย พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ มีบทบาทในฐานะตัวกลางในการเชื่อมโยงประชาชน และสมาชิกพรรคเข้ากับสถาบันที่ใช้อำนาจทางการเมือง มุ่งเน้นในการให้ความรู้ทางการเมืองต่อประชาชน สรรหาบุคคลมาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง 

โดยเน้นย้ำถึงความยังยืนของพรรคในความเป็นสถาบันทางการเมืองหนีไม่พ้นที่ประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเข้าเป็นสมาชิก ร่วมในการคิดนโยบายต่างๆ รากฐานของสถาบันทางการเมืองจะรุ่งเรืองได้จะต้องมีประชาชนที่ค้ำจุนมีส่วนร่วมในทุกเส้นทางเดินของพรรคการเมืองนั้น  โครงสร้างของพรรคการเมืองก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญโดยเฉพาะความจำเป็นที่จะต้องให้มีสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำเขตเลือกตั้งในทุกจังหวัดเพื่อให้มีบทบาทและหน้าที่ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนสร้างรากฐานให้กับพรรคการเมืองในระดับชาติให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ในแต่ละพื้นที่จะต้องมีการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่มีความสนใจนโยบายและวิธีการดำเนินงานของพรรค 

 

โฆษกรัฐบาล แจงเหตุ 'บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม' ขยันลงพื้นที่ เพื่อช่วยกันทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน

21 ก.ย. 64 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการลงพื้นที่ตามภารกิจปกติที่กำหนดไว้อยู่แล้ว ขณะที่ทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็แบ่งกันตรวจราชการเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอยู่แล้วตามปกติ 

"แรมโบ้"เย้ย"พิชัย"กลัวพท.ถูกเอง หากรัฐบาลทำงานสำเร็จ ถ้าปชช.พ้นทุกข์ 

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ ทักท้วงรัฐบาล ถึงปัญหาหนี้สาธารณะที่อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ทำให้รัฐบาลมีปัญหาในการชำระหนี้ และไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ว่า ตนไม่อยากถือสาคนคิดลบ ผมบาง เป็นธรรมชาติคนขี้ใจน้อย และอยากเรียกร้องความสนใจเวลานี้ บ้านเมืองมีแต่ความขัดแย้งเดินหน้าไม่ได้มากว่า 10 ปี เพราะนายโทนี่-นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่ชื่อ แต่นิสัยไม่เคยเปลี่ยน ตนอยากจะถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่หรือไม่ ที่ยุติความขัดแย้ง แล้วพลิกฟื้นประเทศจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำเตี้ย ให้โตเพิ่มขึ้น 4% ต่อ GDP และแม้จะเจอสงครามการค้าช่วงปี 62 แต่ก็ยังหารายได้เพิ่ม จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เกือบ 40 ล้านคน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ดึงเงินเข้าประเทศกว่า 1.9 ล้านล้านบาท เสียดายที่ปี 63-64 เกิดวิกฤตโควิดทั่วโลก ทำให้ต้องปรับแผนกันใหม่หมด

นายพิชัย กล่าวว่า ถ้าจะกล่าวหาว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ชอบกู้ ชอบสร้างหนี้สาธารณะ แสดงว่านายพิชัยเจตนาบิดเบือนตาใส ใครก็รู้ว่ายามไม่ปกติแบบนี้ ทั่วโลกก็ต้องกู้เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และพยุงเศรษฐกิจของประเทศทั้งนั้น โดยเฉลี่ยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีการกู้เงินทำให้มีสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 ต่อ GDP ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเพียง 14% ต่อ GDP แต่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปแล้ว 2 รอบ รอบแรก 41 ล้านราย และรอบสอง 40.37 ล้านราย ครอบคลุมกลุ่มผู้มีรายได้น้อย อาชีพอิสระ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง แรงงานประกันสังคม ผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกัน โครงการเราชนะ โครงการ ม.33 เรารักกัน ที่สำคัญหนี้สาธารณะของไทย เป็นหนี้ในประเทศ 98.2% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด เม็ดเงินก็ยังหมุนเวียนในประเทศ

นายเสกสกล กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะมีโควิด แม้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะมีการกู้เงิน แต่ก็เป็นการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือลงทุนเพื่ออนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิต ให้เกิดการกระจายรายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพให้ประชาชนทุกคน ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ลงทุนไปแล้วมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ทั้งเขื่อน ทางหลวง มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่-ทางสาม ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน  EEC และ SEZ เป็นต้น เคยมีรัฐบาลไหนที่ทำมากมายเท่ารัฐบาลนี้อีกหรือไม่ หากไม่หูหนวกตาบอด ก็คงได้เห็น ได้ยิน ได้ใช้ประโยชน์กันบ้างแล้ว ดีกว่าจำนำข้าวทุกเม็ดที่สร้างแต่หนี้บาป ชดใช้กันเป็น 10 ปี 

และถ้าจะแถต่อว่ารัฐบาลสร้างหนี้จนชนเพดาน นายพิชัยซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย คงมีความรู้บ้างว่าประเทศพัฒนาแล้ว หลายประเทศ ที่มีหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ในระดับเกินกว่า 100% เช่น สหรัฐ อิตาลี สิงคโปร์ ส่วนญี่ปุ่นนั้นเกิน 200% ต่อ GDP มานานแล้ว แต่ประเทศไทย ยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ที่ไม่เกิน 60% ของ GDP อย่างไรก็ตาม คิดง่ายๆ ใครจะกู้เงินก็มี 2 เหตุผลหลักๆ อย่างแรกคือลงทุน อีกอย่างคือเจ็บไข้ได้ป่วย-เกิดอุบัติเหตุ ประเทศชาติก็เหมือนกัน ช่วงปี 57-62 เป็นการลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้ เกิดกำไรที่มากขึ้น แต่ช่วงปี 63-64 ก็ต้องกู้เพิ่มเพราะวิกฤตโควิด ซึ่งเป็นมาตรการ "ชั่วคราว" เมื่อจบวิกฤตก็กลับมาเหมือนเดิม แต่ถ้าต้องการมีรายได้-กำไรเพิ่มขึ้นอีก ก็ต้องกู้ ก็ต้องมีแผนการลงทุนอีก เหมือนมียุทธศาสตร์ชาติระยะยาว มีโครงการขนาดใหญ่อย่าง EEC มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ตอบสนองโลกอนาคต เป็นโอกาสงานของเยาวชนของเรา ที่กำลังเติบโตขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่รัฐบาลเตรียมพร้อมให้ตั้งแต่วันนี้

บิ๊กป้อม สั่ง กอนช.-กองทัพ-มหาดไทย-กทม. เร่งช่วย เกษตรกร-ประชาชน พื้นที่น้ำท่วม ยืนยัน ลงพื้นที่ อยุธยา พรุ่งนี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมขัง อันเนื่องมาจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ จึงได้สั่งการ ไปยัง กอนช. ,กองทัพ,มหาดไทย และกทม. เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ อย่างเร่งด่วน โดยได้กำชับให้ทุกหน่วยงานลงพื้นที่ และให้นำเครื่องมือ เครื่องจักรกลทุกชนิด พร้อมยานพาหนะ เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้าย และการระบายน้ำที่ท่วมขัง ออกนอกพื้นที่สัญจร โดยเร็ว

“เผ่าภูมิ” ซัด รบ.ใช้เงินกู้ 5 แสนล.ทั้งช้า ทั้งชุ่ย ตอกขยายเพดานหนี้ ยิ่งขยายความล้มเหลวซ้ำซาก อัดหนี้ไม่สร้างรายได้ ลงเอยกู้หนี้มาโปะหนี้

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และกรรมาธิการตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทฯ แถลงข่าวความคืบหน้า พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทและการขยับเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ทั้งช้า ทั้งชุ่ย ทั้งนี้ ช้าเพราะไทยเจอการระบาดหนักทั้งระลอก 3 และ 4 เจอการล็อคดาวน์ที่เข้มข้น เจอเคอร์ฟิว เจอธุรกิจล้มละลาย แต่การใช้เงินกู้นี้เพื่อประคองเศรษฐกิจกลับเหมือนอยู่คนละโลก เชื่องช้า อืดอาด เสมือนใช้จ่ายงบประมาณปกติ เม็ดเงินที่ลงสู่ระบบนั้นน้อยนิด ใน 5 แสนล้านนั้นเพียง 5 หมื่นกว่าล้านที่ลงสู่ระบบ หรือเพียงราว 10% เท่านั้น เศรษฐกิจที่เสียหายจากการล็อคดาวน์เข้มข้นเดือนละ 1.5-2.5 แสนล้านบาท ถูกชดเชยด้วยเงินอัดฉีดเข้าระบบจากเงินกู้ก้อนนี้เฉลี่ยเพียงเดือน 1 หมื่นล้านบาท เมื่อเงินที่อัดฉีดเข้าระบบน้อยกว่าเงินที่หายไปถึง 15 เท่า แบบนี้เศรษฐกิจเดินต่อไม่ได้ ด้านสาธารณสุข วงเงิน 30,000 ล้าน เบิกจ่ายเพียง 1,828 ล้าน (หรือ 6%) ประเทศต้องการวัคซีนเร่งด่วน ต้องเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณสุขทันที แต่งบปรับปรุงสถานพยาบาลกลับอนุมัติ 0% เบิกจ่าย 0% 

นายเผ่าภูมิ กล่าวต่อว่า ด้านการฟื้นฟูประเทศวงเงิน 170,000 ล้านบาทนั้น อนุมัติ 0% เบิกจ่าย 0% เช่นกัน ไม่มี ไม่ทำ ไม่สร้างโครงการรักษาระดับการจ้างงาน หรือมาตรการคงการจ้างงาน มีแต่ชื่อโครงการ ถึงวันนี้อนุมัติ 0% เบิกจ่าย 0% ต้องรอให้คนตกงานทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วค่อยมาตามแก้อย่างนั้นหรือ การกระตุ้นการลงทุนยังไม่มีการใช้จ่ายเช่นกัน ท้ายสุดจะไปจบที่ “เราเที่ยวด้วยกัน ชิมช้อปใช้ คนละครึ่ง” โครงการชื่อสวย แต่ไร้ประโยชน์เช่นเคย ที่ชุ่ยเพราะในแผนงานเงินกู้ 5 แสนล้านบาทนั้น ทุกโครงการเป็นโครงการจ่ายทิ้ง ใช้แล้วหมดไปทั้งนั้น ไม่มีเงินฟื้นฟูที่เอาไปสร้างอนาคตประเทศ ไม่มีการสร้างโครงสร้างการพัฒนาให้กับประเทศเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีการจัดสรรงบในส่วนนี้ และแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคนถูกละทิ้งจากเงินกู้ 5 แสนล้านนี้ พ่อค้าแม่ค้าในตลาด หาบเร่แผงลอย อาชีพกลางคืนที่ถูกเคอร์ฟิว เหล่านี้ถูกมองข้าม ไม่มีโครงการเยียวยากลุ่มนี้ 

นายเผ่าภูมิ กล่าวอีกว่า ส่วนขยายเพดานหนี้ ขยายความล้มเหลวซ้ำซาก พรรคพท.เข้าใจดีถึงความจำเป็นต้องใช้เงินในการประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเข้าใจเช่นเดียวกันว่าความจำเป็นของการต้องใช้เงินเพิ่มนี้ ทั้งหมดเกิดจากความล้มเหลวของการใช้เงินกู้ 2 ก้อนที่ผ่านมา หากใช้ให้ดีเงินกู้ 2 ก้อนนั้นมีขนาดที่เหลือเฟือ เราจะไม่เดินมาสู่จุดนี้ ความล้มเหลวของเงินกู้ 1 ล้านล้าน ตามด้วย 5 แสนล้าน และวันนี้เปิดช่องให้รัฐบาลกู้เพิ่มได้อีกราว 1.2 ล้านล้านบาท ไม่น่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตลอด 7 ปีที่ผ่านมารัฐบาลสร้างหนี้ ไม่สร้างรายได้ หนี้โตเร็วกว่ารายได้ประเทศถึงกว่า 2 เท่าต่อปีโดยเฉลี่ย การขยายเพดานครั้งนี้ เป็นการเปิดช่องให้สร้างหนี้ที่ไม่สร้างรายได้อย่างก้าวกระโดด ความอันตรายไม่ได้อยู่ที่ความมั่นคงทางการคลัง แต่กลับอยู่ที่เรากำลังพึงพอใจกับค่านิยมล้มเหลวซ้ำซากเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรากำลังสนับสนุนการกู้ไปเรื่อยๆ แบบไร้จุดหมาย กู้แล้วเจ๊ง ก็กู้ใหม่ กู้อย่างไม่มีขอบเขต เป็นวังวน

เทพไท คัดค้าน จ่ายเบี้ยยังชีพเฉพาะกลุ่ม แนะรัฐบาล จัดงบเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดีกว่าแจกเงินโครงการประชานิยม

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีที่ปรากฎเป็นข่าวว่า คณะอนุกรรมการนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ มีข้อหารือเรื่อง การกำหนดจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โดยมีแนวโน้มว่า จะจ่ายเบี้ยยังชีพเฉพาะกลุ่มคนยากจน รวมทั้งมีข่าวว่า การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพเกิดการล่าช้า จนนายอนุกูล ปีดแก้ว รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ได้ออกมายืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น ยังเป็นเพียงการหารือขั้นต้น ของคณะอนุกรรมการกำหนดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งยังต้องมีอีกหลายขั้นตอนนั้น

ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว เพราะโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นโครงการสำคัญที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ที่กำหนดให้คัดเลือกผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หมู่บ้านละ5คน ได้รับเบี้ยยังชีพ เดือนละ 300 บาท เพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณ และมาเพิ่มเป็นเดือนละ 500 บาทต่อคน ในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์เท่านั้น นอกจากนั้นไม่มีรัฐบาลใด ให้ความสำคัญพัฒนาต่อยอดโครงการนี้เลย จนมาถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กำหนดให้เป็นนโยบายรัฐสวัสดิการ เปิดโอกาสให้ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน มีสิทธิ์รับเบี้ยยังชีพคนละ 500 บาทต่อเดือนทุกคน และได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันไดในปัจจุบันนี้

ราเมศ เผย คนจะไปก็ต้องไป พรรคไม่หวั่นไหวเดินหน้าทำงานต่อ

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่มี อดีต ส.ส.จังหวัดปทุมธานี นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง ย้ายพรรคไปพรรคเพื่อไทยว่า

ถ้าอยากทราบเหตุผลคงตอบแทนไม่ได้ ต้องไปถามเจ้าตัวถึงเหตุผลของการย้ายพรรค พรรคไม่ได้กังวลใจ พร้อมทำพื้นที่ต่อ มีบุคคลที่มีศักยภาพที่ต้องการลงพื้นที่ดังกล่าว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านผมในฐานะโฆษกพรรคได้ลงช่วยพื้นที่ของ ดร เกียรติศักดิ์ ส่องแสง หลายครั้ง ได้ทำงานร่วมกับพรรคมาด้วยดีตลอด แต่ก็เข้าใจได้ เคารพในการตัดสินใจ คนจะไปอย่างไรก็ต้องไป เป็นเรื่องธรรมดา พรรคเป็นสถาบันทางการเมืองไม่ว่าจะเกิดอะไรในพื้นที่ใด เราก็ต้องเดินต่อ ไม่หวั่นไหว คนที่มีอุดมการณ์เดียวกันต้องการมาร่วมงานกับพรรคอยู่ตลอดระยะเวลา ถ้าหวั่นไหวก็ไม่ใช่สถาบันทางการเมือง

'แอมมี่' แฉเอง ‘เพื่อไทย’ ท่อน้ำเลี้ยงม็อบ 3 นิ้ว ส่วน ‘ก้าวไกล’ ขี้เหนียว – แต่ยังดีที่ส.ส.ช่วยประกันตัว

20 ก.ย.64 นายไชยอมร แก้ววิบูลพันธุ์ หรือแอมมี่ เดอะบอททอมบลูส์ โพสต์เฟซบุ๊ก the bottom blues ถึงกระแสความขัดแย้งทางความคิดระหว่างแฟนคลับพรรคฝ่ายค้าน ก้าวไกล และเพื่อไทย ในช่วงที่ผ่านมา โดยระบุว่า “ผมไม่สนหรอก ก้าวไกลหรือเพื่อไทย เรื่องการเมืองมันซับซ้อน และตลกดีนะในขณะเค้าทะเลาะกันมีนักศึกษาคนนึง ผู้ที่เชื่อในอุดมการณ์ติดคุกเพราะกล้าพูดความจริง แทนความในใจของผู้ถูกกดขี่ทั้งหลายที่ไม่เคยแม้แต่จะกล้าส่งเสียงในที่แจ้ง หนุ่มน้อยคนนี้ ชื่อ เพนกวิ้น พริษฐ์ ชิวารักษ์

ผมไม่ได้เชียร์ก้าวไกลนะ แต่ผมเคยถามกวิ้นว่า มึงจะลงเล่นการเมืองใช่มั้ย? กวิ้น มันตอบว่า ไม่เคยคิดเลยพี่ ผมอยากเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ล้านนา นั้นคือความฝันผม ผมถามต่อว่าแล้วนักการเมืองที่มึงชอบอะ ตอนนี้มีใคร มีไหม? มันตอบว่า พี่เจี้ยบ อมรัตน์

'ณัฐชา' จี้ ‘ผบ.ตร.’ แจงความคืบหน้ากรณีเหตุยิงผู้ชุมนุมหน้า ‘สน.ดินแดง’ เผย กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เปิดรายงานชี้เป้าผู้ต้องสงสัยมา 5 วันแล้ว แต่ยังไม่เห็นความกระตือรือร้นเร่งคลี่คลายคดีจากตำรวจ

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน ระบุว่า จากการแถลงข่าวเปิดหลักฐานรายงาน เหตุยิงผู้ชุมนุมหน้า สน. ดินแดง เมื่อ 16 ส.ค. ซึ่งผ่านมาเป็นเวลาถึง 5 วันแล้ว จนขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงความคืบหน้าหรือมีคำตอบเพิ่มเติม รวมถึงไม่มีการติดต่อจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอข้อมูลและรายงานฉบับดังกล่าวเพื่อไปทำงานต่อเลย ทั้งที่หลักฐานที่รวบรวมมานั้นค่อนข้างชัดเจน จนสามารถมีข้อสันนิษฐานเบื้องได้ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุอาจมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ เพราะถึงแม้วันนั้นจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายจุด แต่ข้อมูลจากกล้องวงจรปิดชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงว่า เป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดได้ไปรวมกันในพื้นที่สุดท้ายคือหน้า สน.ดินแดง ในจุดที่ไม่อนุญาตให้ผู้ชุมนุมหรือประชาชนทั่วไปเข้าไปได้ เราจึงยังรอคำตอบอยู่ว่า กลุ่มบุคคลก่อเหตุที่ปรากฏในหน้า สน.ดินแดง กลุ่มนั้นเป็นใคร และเมื่อมีข้อมูลปรากฏชัดเจนว่ามีกลุ่มบุคคลอยู่ในพื้นที่ควบคุมดูแลเฉพาะของเจ้าหน้าที่ แต่ทำไมเวลาผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มแล้วยังหาตัวคนกลุ่มนี้ไม่ได้ เปรียบเทียบกับกรณีของผู้ชุมนุมอื่น ๆ แค่มีภาพปรากฏในกล้องวงจรปิดก็จะเห็นว่าสามารถหาตัวและตามไปถึงบ้านได้ทุกครั้ง ทำไมพอเป็นกรณีที่คาดว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องจึงดำเนินการอย่างล่าช้า ไม่มีความกระตือรือร้นเหมือนกรณีที่ต้องการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม

“คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ได้ตั้งคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและมีการเปิดเผยรายงานจากการรวบรวมหลักฐานกล้องวงจรปิด 54 ตัว ในบริเวณที่เกิดเหตุและพื้นที่ข้างเคียง รวมถึงได้สัมภาษณ์ผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่เด็กชาย A อายุ 14 ปี ถูกยิงหน้าปากซอยประชาสงเคราะห์ 14 กระสุนเข้าบริเวณหัวไหล่ด้านหลัง ทะลุออกด้านหน้า และเด็กชาย B อายุ 15 ปี ถูกยิงบนถนนฝั่งตรงข้าม สน.ดินแดงกระสุนเข้าบริเวณคอ และฝังอยู่ใกล้แกนสมอง ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในอาการโคม่าและครอบครัวยังคงรอความยุติธรรมจากเจ้าหน้าที่ในการติดตามหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีจนถึงตอนนี้”

"ธนาธร" เชื่อชัยชนะอยู่ไม่ไกล ปลุกประชาชนล้มระบอบประยุทธ์ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปใน 5 ด้าน

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 64 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้โพสต์ข้อความผ่าน เพจเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปีรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 โดยมีข้อความดังนี้

15 ปีรัฐประหาร 19 กันยาฯ ประชาชนยังสู้ และเราจะชนะ

วันนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมจำได้ดีว่าตอนนั้นผมกำลังเจรจาธุรกิจอยู่กับบริษัทคู่ค้าในเซาท์แอฟริกา มีสายโทรศัพท์จากประเทศไทยโทรเข้ามาหลายสาย บอกว่าเกิดการทำรัฐประหารขึ้นแล้วในประเทศไทย มีเพื่อนฝูงหลายคนออกมาต่อต้าน พลังหลักปักหลักกันอยู่ที่สนามหลวง

เมื่อผมกลับถึงไทยในสัปดาห์ต่อมา ก็ได้ไปร่วมต่อต้านการทำรัฐประหารกับกลุ่ม ‘19 กันยา’ ตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย

หลังจากนั้นผมก็พยายามมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อผลักดันวาระประชาธิปไตยอย่างแข็งขันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการร่วมรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 50 และ 60 ในกระบวนการประชามติ, การแสดงจุดยืนทางการเมืองไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อเปิดทางให้เกิดการทำรัฐประหาร, การแสดงพลังในฐานะพลเมือง เข้าร่วมการเสวนาและการชุมนุมต่าง ๆ ของฝ่ายประชาธิปไตย (และได้รู้จักปิยบุตรครั้งแรกก็จากการเข้าฟังเสวนาของคณะนิติราษฎร์), แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการบอยคอตการเลือกตั้งและการปิดคูหาการเลือกตั้ง

และนำมาสู่การรวมกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์คล้ายกันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้น

ผ่านไป 15 ปี ประเทศไทยยังวนเวียนอยู่ในวงจรของการที่สถาบันที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ไม่ยึดโยงกับประชาชน พยายามกุมอำนาจสูงสุดเหนือประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ทำลายกลไกที่เป็นปากเสียงให้แก่ประชาชน ทำลายความชอบธรรมของระบอบรัฐสภา ทำให้พรรคการเมืองและสภาผู้แทนราษฎรเป็นเพียงกลไกค้ำยันอำนาจของชนชั้นนำ แทนที่จะทำงานเพื่อรับใช้ประชาชน

ศปก.ศบค. แนะ ผู้ประกอบการ เตรียมตัวเข้าสู่พื้นที่โควิดฟรีเซ็ตติ้ง เข้ม มาตรการสาธารณสุข-ฉีดวัคซีนครบ 80% ยกตัวอย่าง ร้านก๋วยเตี๋ยวเจี๊ยบเชิญยิ้ม ทำได้ดี ย้ำ พร้อมก่อนเปิดก่อน ทยอยกันไป

ที่ศบค.ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)แถลงข่าวประจำวันในช่วงหนึ่ง ว่า พื้นที่ที่จะพัฒนาให้เป็นโควิดฟรีเซ็ตติ้ง ตามเกณฑ์ของสาธารณสุข คือจะต้องระดมการฉีดวัคซีนของอำเภอนั้นๆ หรือตำบลนั้นๆ ให้ครบ 80% และการจะเปิดกิจการนั้นพนักงานที่จะเปิดร้านจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนครบ 100% โดยหลักเป้าหมายทั่วประเทศ เดือนตุลาคมจะเป็นการระดมการฉีดวัคซีน ซึ่งตอนนี้เราจะได้เห็นอัตราฉีดเกิน 8แสนโดสต่อวัน ในทุกจังหวัดจะมีอย่างน้อยหนึ่งอำเภอที่ประชากรจะได้รับวัคซีนเข็มที่หนึ่ง ครอบคลุม 70% และถ้าอำเภอใดหรือตำบลใดได้รับการคัดเลือกเป็นโควิดฟรีเซ็ตติ้งหรือเป็นพื้นที่นำร่องปลอดโควิดจะต้องมีการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 80% ดังนั้นแต่ละจังหวัดจึงมีบริบทที่ต่างกัน บางที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว บางที่เป็นนิคมอุตสาหกรรม หรือบางจังหวัดเป็นตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ ซึ่งทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สามารถพิจารณาจัดสรรได้ตามเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่

ราเมศ เผย จุรินทร์ ขอบคุณ ปชช. มีส่วนร่วมเป็นสมาชิกสูงสุดในทุกพรรค ย้ำ ตัวแทน สาขา ดูแล ปชช. เต็มที่

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงรายงานข่าวที่ระบุถึงการตรวจสอบข้อมูลของพรรคการเมือง ที่ยื่นจดแจ้งจัดตั้งพรรคกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยยังดำเนินการอยู่ ข้อมูลล่าสุด พบว่า 
มีพรรคการเมืองที่ดำเนินการอยู่จำนวน 83 พรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นหัวหน้าพรรค มีสมาชิกสูงสุด คือ 90,780 ราย สาขาพรรคการเมือง 18 สาขา ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด 312 ราย ว่า

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ขอขอบคุณประชาชนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นสมาชิกพรรค มีจำนวนมากที่สุดในทุกพรรคการเมือง ส่วนเหตุที่มีตัวเลขลดน้อยลงจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีสมาชิกที่อยู่ในระหว่างการต่ออายุสมาชิกอีกเป็นจำนวนมาก ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการทางทะเบียน นายจุรินทร์ ย้ำกับบุคลากรของพรรคทุกภาคส่วนรณรงค์ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรค เพื่อร่วมในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ ร่วมสะท้อนปัญหาเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบาย พรรคพร้อมยินดีรับฟังในทุกเรื่อง และนายจุรินทร์มีนโยบายชัดเจนในเรื่องการรับฟังทุกความเห็น ไม่ว่าจะเป็นโครงการฟังไทย หรือจุรินทร์ออนทัวร์ ที่เคลื่อนออกไปนอกพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเป็นประจำทุกสัปดาห์ 

นอกจากนี้ นายจุรินทร์ ยังให้ความสำคัญกับการตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดประจำเขตเลือกตั้ง รวมถึงสาขา เนื่องจากมีความสำคัญในการทำงานขับเคลื่อนร่วมกับพรรคส่วนกลางรวมไปถึง ส.ส.และรัฐมนตรีของพรรค เพื่อทำงานรับใช้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ จนขณะนี้สาขาพรรคมีถึง 18 สาขา ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด มีจำนวนถึง 312 ราย จำนวนมากที่สุด 

‘ปารีณา’ ฉะโพลดัง สำรวจประชาชนพันกว่าคนจากทั้งประเทศ ไม่อยากให้ ‘ประยุทธ์’ เป็นหัวหน้าพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้ง เหตุบริหารล้มเหลว - ขาดภาวะผู้นำ แนะอย่าเชื่อมาก

จากกรณีที่ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “นายกรัฐมนตรีกระชับอำนาจ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-16 กันยายน 2564 จำนวน 1,317 ตัวอย่าง เกี่ยวกับการกระชับอำนาจของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

กรณีความเห็นของประชาชนต่อการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ แทน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.11 ระบุว่า ไม่ควรเข้าไปยุ่งกับพรรคพลังประชารัฐเลย และความคิดเห็นของประชาชนต่อ พล.อ.ประยุทธ์เกี่ยวกับการตั้งพรรคของตนเองเพื่อเตรียมการเลือกตั้งสมัยหน้า พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 58.24 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ พล.อ.ประยุทธ์บริหารงานล้มเหลว ขาดภาวะผู้นำนั้น

“เสกสกล” สวน “ทักษิณ” ถ้าไม่โกงกิน ปชช.คงไม่ไล่เต็มเมือง เย้ย นโยบายทรท. แค่ขายฝัน “คิดใหม่ทำใหม่ เพื่อใครบางคน" ป้องรัฐบาลรัฐประหาร ทำประเทศพัฒนา-ไม่ด่างพร้อยเรื่องทุจริต 

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความ 15 ปีที่แล้วประเทศไทยและคนไทยเสียโอกาสในสังคมโลกยุคใหม่ เพราะการนำประเทศถอยหลังด้วยระบบเผด็จการ ว่า อยากให้นายทักษิณ ย้อนกลับไปดูสาเหตุในอดีตที่ต้องมีการทำรัฐประหาร ก็น่าจะรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าทำอะไรจนทำให้ประชาชนนับแสนนับล้านคนต้องออกมาขับไล่บนถนน จนเกิดรัฐประหารเพื่อให้ประเทศชาติสงบและเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าปล่อยบริหารต่อ จะเกิดการทุจริตโกงบ้านโกงเมืองเต็มแผ่นดิน ขอให้นายทักษิณ ดูที่การกระทำและดูที่ผลงานมากกว่า ไม่ใช่นายกฯหรือรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารจะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนไม่ได้ แต่ตนมองว่าทำได้ดีกว่า หากประเทศได้นายกฯที่ดี มีคุณธรรม ทำงานโปร่งใสเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ประชาชนคงไม่ออกมาขับไล่และไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น ดังนั้นให้มองในข้อเท็จจริง หรือต้นตอของสาเหตุด้วยว่าเกิดจากอะไร

นายเสกสกล กล่าวว่า นายทักษิณ มองว่าประเทศไทยและประชาชนจะเสียโอกาส แต่ยืนยันว่าขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้เสียโอกาสและมีการพัฒนาในทุกด้านอย่างมาก มีการแก้ไขปัญหาในหลายอย่าง รวมถึงปัญหาที่รัฐบาลในอดีตทำเอาไว้  และนานาประเทศให้การยอมรับ เพราะผู้นำประเทศในปัจจุบัน ไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง ไม่มีประวัติด่างพ้อยเรื่องการทุจริต เหมือนในยุคนายทักษิณและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

รัฐบาล หนุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต วอน เปิดใจกว้าง รับต่างชาติศักยภาพสูงเข้าไทย หวัง ศก.เติบโต หลังโควิด-19

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขอยืนยันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนั้น การมีผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก เข้ามาทำงานหรือพักอาศัยทดแทนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่หายไปของไทย บรรเทาผลกระทบจากรายได้ภาคการท่องเที่ยวลดลง อาจไม่สามารถสร้างรายได้  ขณะเดียวกัน ยังจูงใจให้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีทักษะสูงด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เข้ามาเสริมศักยภาพในการพัฒนาประเทศ ด้วยเกิดการเชื่อมต่อเทคโนโลยี ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ ยกระดับทักษะและสมรรถภาพ และเพิ่มโอกาสการจ้างงานให้กับแรงงานภายในประเทศ 

นายธนกร กล่าวว่า มีการกำหนด กลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่มที่ชัดเจน ได้แก่ (1) กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง (2) กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ (3) กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และ (4) กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ  ซึ่งแต่ละกลุ่มยังมีเงื่อนไขที่ต้องเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนและการพัฒนาประเทศไทย อาทิ ลงทุนขั้นต่ำในพันธบัตรรัฐบาลไทยตั้งแต่ 250,000 -500,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีหลักฐานการลงทุนในประเทศไทย มีรายได้ขั้นต่ำ 80,000 ดอลล่าร์ หรือเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น 

นายธนกร กล่าวว่า ในส่วน 2 แนวทางในการดำเนินมาตรการ ฯ ทั้งการกำหนดให้มีวีซ่าประเภทพิเศษ (Long-Term Visa) และการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องนั้น มุ่งขจัดอุปสรรคที่เป็นปัญหาของนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งมาตรการต่างๆ ยังถูกกำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทุกๆ 5 ปี โดยสามารถยกเลิกหรือปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเหมาะสมกับการส่งเสริมการลงทุนจากทั่วโลกได้ ในส่วนการเช่าหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ยังคงยึดหลักการตามมาตรการทื่มีอยู่เดิม ไม่ได้เป็นไปตามที่บางกลุ่มพยายามบิดเบือนข้อมูลมาโจมตีรัฐบาล 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top